ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

ผู้กล่าวหา
  • นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตระการพืชผล (ฝ่ายปกครอง)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตระการพืชผล

ความสำคัญของคดี

แต้ม (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเวชวัย 31 ปี ถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหา "ทำให้เสียทรัพย์" หลังทุบทำลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ในอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี รวม 3 แห่ง เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2564 ซึ่งแต้มให้การรับสารภาพ ระบุว่ามีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งการจากเบื้องบน โดยในช่วงแรกตำรวจยืนยันไม่แจ้งข้อหา "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" เนื่องจากไม่เห็นว่าแต้มมีเจตนา แต่เมื่อสำนวนคดีไปถึงตำรวจภูธรภาค 3 กลับมีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเพิ่มเติม แม้ว่าหากตีความและบังคับใช้มาตรา 112 โดยเคร่งครัด การทุบทำลายรูปก็ไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานสอบสวน สภ.ตระการพืชผล ระบุในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาว่า

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 09.00-10.00 น. แต้มได้ทุบทำลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลตำบลตระการพืชผล ได้รับความเสียหายจำนวน 3 ป้าย คือ ป้ายที่ 1 บริเวณเกาะกลางถนนด้านหน้าโรงเรียนมัธยมตระการพืชผล, ป้ายที่ 2 บริเวณเกาะกลางถนนหน้าปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ และป้ายที่ 3 บริเวณหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารอําเภอตระการพืชผล อันเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เป็นการละเมิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ

(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สภ.ตระการพืชผล ลงวันที่ 12 ม.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • หลังมีผู้โพสต์รูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ของเทศบาลตำบลตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ถูกฉีกทำลาย ในช่วงเวลาประมาณ 11.05 น. ต่อมาในช่วงเย็นมีข่าวว่าตำรวจจับผู้ก่อเหตุได้แล้ว

    เวลา 18.30 น. “ออฟ” นักกิจกรรมคณะอุบลปลดแอกซึ่งเดินทางไปที่ สภ.ตระการพืชผล เพื่อติดตามสถานการณ์ ได้พบว่า แต้ม (นามสมมติ) ชายวัย 31 ปี ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องสอบสวน ขณะที่แม่ของแต้ม เดินทางมาจาก ต.สะพือ พร้อมเสื้อผ้า อาหาร และยา ซึ่งเตรียมมาให้แต้ม ถึง สภ.ตระการฯ เช่นกัน ด้วยอาการที่ค่อนข้างหวาดกลัว

    ตำรวจอนุญาตให้แม่และออฟได้เข้าเยี่ยมแต้มในห้องสอบสวน ระหว่างการพูดคุยโต้ตอบกับแม่ซึ่งร้องไห้และตำรวจ ออฟสังเกตว่า แต้มมีลักษณะคิดว่าตนเองเป็นคนอื่น

    ทั้งนี้ ตำรวจได้ทำบันทึกการจับกุมเสร็จและให้แต้มเซ็นก่อนหน้าแล้ว โดยไม่มีทนายความและผู้ไว้วางใจของแต้มเข้าร่วม เนื้อหาในบันทึกจับกุมระบุว่า ชุดจับกุมประกอบด้วย ตำรวจสืบสวนจากตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ, สภ.ตระการพืชผลและสันติบาลจังหวัดอุบลฯ

    โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2564 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.ตระการพืชผล เวลาประมาณ 12.00 น. พบว่ามีชายอายุประมาณ 30 ปี สวมกางเกงขาสั้นสีดํา เสื้อวอร์มแขนยาวสีน้ำเงิน ด้านหลังมีตัวอักษรปักคําว่า ราชนาวี ขับขี่รถจักรยานยนต์สีเทา-ดํา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาจอดที่บริเวณป้ายพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลตำบลตระการพืชผล ที่บริเวณเกาะกลางถนนหน้าโรงเรียนมัธยมตระการพืชผล และทุบทําลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์

    เมื่อชุดจับกุมติดตามไปตามถนนที่มุ่งหน้าไปอําเภอเขมราฐ ถึงบริเวณด้านหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารอําเภอตระการพืชผล พบชายแต่งกายตรงตามที่ได้รับแจ้ง ยืนอยู่ที่ป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ และพบรถจักรยานยนต์สีเทา-ดํา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดอยู่ที่บริเวณดังกล่าว จึงเข้าจับกุมนําตัวไปยัง สภ.ตระการพืชผล พร้อมยึดรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง

    บันทึกจับกุมยังระบุว่า จากการสอบถามของตำรวจ แต้มรับว่า ตนได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของตนเอง ออกจากบ้านพักเข้ามาที่อําเภอตระการพืชผล และก่อเหตุทําลายรูปรัชกาลที่ 10 รวม 3 จุด ได้แก่ บริเวณเกาะกลางถนนด้านหน้าโรงเรียนมัธยมตระการพืชผล, บริเวณเกาะกลางถนนหน้าปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ และหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารอําเภอตระการพืชผล เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “ทําให้เสียทรัพย์” โดยแต้มให้การรับสารภาพ

    กระทั่งเวลาประมาณ 19.30 น. แต้มถูกนำตัวไปขังในห้องขัง พนักงานสอบสวนร้อยเวรแจ้งว่า จะสอบปากคำในเช้าวันรุ่งขึ้น แม่จึงเดินทางกลับ โดย วัฒนา จันทศิลป์ ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้โทรศัพท์แจ้งพนักงานสอบสวนว่า จะเข้าร่วมการสอบปากคำด้วย

    จากการพูดคุยสอบถามเบื้องต้น แม่ให้ข้อมูลว่า แต้มมีอาการทางจิตหลังปลดประจำการทหารเกณฑ์จากกองทัพเรือ ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งให้การรักษาผู้ป่วยจิตเวช โดยหมอให้ทานยาตลอด และมีบัตรผู้พิการ (ทางจิต) ก่อนเกิดเหตุ แต้มได้บอกกับพ่อแม่ว่าจะไปสมัครงาน จนเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ตำรวจได้ให้คนในหมู่บ้านมาบอกว่าลูกชายถูกจับ ด้านแม่เองก็ป่วย มีโรคประจำตัวหลายโรค

    (อ้างอิง: บันทึกการจับกุม สภ.ตระการพืชผล ลงวันที่ 6 พ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/37526)

  • กระบวนการในชั้นสอบสวนเริ่มในเวลาประมาณ 10.00 น. โดยมีทนายความเข้าร่วม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา ทำให้เสียทรัพย์ แต้มให้การรับสารภาพและให้การเพิ่มเติมด้วย กล่าวโดยสรุปว่า ขณะก่อเหตุเขามีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งการมาจากเบื้องบนให้เขาทำลายป้ายที่เห็น เขาจึงทำไปโดยไม่รู้สึกตัวว่าเป็นป้ายอะไร แต่เมื่อขี่รถกลับบ้านได้ไตร่ตรองทบทวนจึงรู้ตัว และเข้าไปเล่าให้แม่ฟังด้วยความเสียใจ ก่อนออกจากบ้านมาอีกครั้งเพื่อไปเอาบัตรประชาชนที่หาย กระทั่งถูกตำรวจจับ

    แต้มยังให้การเรื่องอาการป่วยของเขาด้วยว่า เป็นหลังจากที่เขาไปเป็นทหารเกณฑ์ เมื่อปลดประจำการแล้ว เขาต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ ปัจจุบันยังต้องไปพบหมอและกินยาตลอด โดยมีบัตรผู้พิการประเภท 4 เขารู้ตัวเองว่า ถ้าไม่กินยาจะมีอาการก้าวร้าว บางครั้งเข้าใจว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 16 แต่เนื่องจากกินยาแล้วง่วง ทำให้เขาพยายามไม่กินยา ทั้งนี้ ทนายความได้นำส่งบัตรผู้พิการ และยาที่เขาทานเป็นประจำเป็นหลักฐานเข้าไปในสำนวนการสอบสวนด้วย

    จากนั้น พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำแม่และผู้ใหญ่บ้านในฐานะพยาน แม่กับผู้ใหญ่บ้านก็ให้ปากคำเรื่องอาการป่วยและการรักษาของแต้ม โดยถ้าทานยาจะเป็นคนสุภาพ พูดจาโต้ตอบดี ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำงานในไร่ได้ ถ้าไม่ได้ทานยา จะมีอาการหงุดหงิด ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง

    เมื่อแล้วเสร็จพนักงานสอบสวนได้แจ้งว่า จะส่งตัวแต้มไปขอศาลแขวงอุบลฯ ฝากขังในวันจันทร์ (8 พ.ย. 2564) เวลาประมาณ 09.00 น.

    ทนายความเปิดเผยว่า ทราบว่า เมื่อคืน พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ เดินทางมาสอบปากคำแต้มด้วยตัวเอง ก็คงเห็นแล้วว่า คดีไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร พรุ่งนี้ ทนายก็เตรียมยื่นประกันตัวในชั้นฝากขังที่ศาลแขวงอุบลฯ เนื่องจากข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลแขวง คาดว่า ศาลก็คงเมตตาให้ประกันตัว ในส่วนของเงินประกันได้ขอความช่วยเหลือไปที่กองทุนราษฎรประสงค์ เนื่องจากครอบครัวไม่มีหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/37526)
  • หลังถูกควบคุมตัวตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 6 พ.ย. จนช่วงเช้าวันที่ 8 พ.ย. 2564 ตำรวจ สภ.ตระการพืชผล จึงคุมตัว “แต้ม” ผู้ป่วยจิตเวชและผู้ต้องหาคดีทำลายรูป ร.10 ไปที่ศาลแขวงอุบลราชธานี เพื่อยื่นคำร้องขอฝากขัง แต่ระยะทางราว 50 กิโลเมตร จาก สภ.ตระการพืชผล มาที่ศาลกลับล่าช้า แต้มพร้อมกับแม่ที่เป็นผู้ดูแลมาถึงศาลราวๆ 11.30 น. และเมื่อเดินทางมาถึงแต้มก็ถูกพาตัวไปห้องคุมขังในศาล ระหว่างนั้นทนายความจึงทำเรื่องขอประกันตัว

    แต่แล้วในช่วง 13.40 น. ปรากฏรถควบคุมตัวผู้ต้องหาจาก สภ.ตระการพืชผล ขับวนมารับแต้มกลับไปที่ สภ.ตระการพืชผล อีกครั้ง ตำรวจคนที่ขับรถอ้างว่า อัยการสั่งให้แจ้งข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพิ่มเติม และแจ้งกับทนายความและนายประกันที่รออยู่ตั้งแต่ช่วงเช้าว่า ให้ไปประกันตัวแต้มที่ สภ.ตระการพืชผล และต้องเพิ่มวงเงินประกันเป็น 100,000 บาท

    อย่างไรก็ตามราว 14.30 น. เมื่อทนายความและนายประกันเดินทางไปถึง สภ.ตระการพืชผล พ.ต.อ.บุญเลิศ เลิศวัฒนกิตติ ผกก. และ พ.ต.ท.สมชัย ผาสุขนิตย์ รอง ผกก.(สอบสวน) กลับแจ้งว่าพนักงานสอบสวนจะไม่แจ้งข้อหาตามมาตรา 112 เพราะหากจะแจ้งข้อหาดังกล่าว ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียก่อน จึงจะให้ทำเรื่องประกันตัวแต้มในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

    แต่แล้วเมื่อผ่านไปอีกราว 5 นาที ตำรวจกลับมาแจ้งว่า ทางศาลแขวงอุบลฯ เมื่อได้อ่านคำร้องขอฝากขังแล้ว โทรมายืนยันให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ต้องเพิ่มวงเงินประกันเป็น 100,000 บาท นายประกันจึงเบิกเงินจากกองทุนราษฎรประสงค์จำนวน 100,000 บาท วางเป็นหลักทรัพย์ประกัน และพนักงานสอบสวนเร่งทำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ท่ามกลางความงุนงงของทั้งทนายความ นายประกัน หรือแม้แต่ตำรวจเอง เนื่องจากปกติศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น ส่วนการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ และหากมีการแจ้งข้อหา 112 คดีของแต้มต้องพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากมีอัตราโทษสูงเกินกว่าอำนาจพิจารณาของศาลแขวงแล้ว

    ระหว่างนั้นเมื่อสอบถามตำรวจว่าแต้มถูกควบคุมตัวเกินกว่า 48 ชั่วโมงแล้วหรือไม่ เนื่องจากในบันทึกการจับกุมไม่ได้ระบุเวลาจับกุมที่แน่ชัด ซึ่งหากเกิน 48 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวแต้มทันที โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน พ.ต.ท.สมชัย แจ้งว่าการควบคุมตัวแต้มจะครบ 48 ชั่วโมงในเวลา 17.00 น. และทางตำรวจจะเร่งแจ้งข้อหามาตรา 112 โดยเร็ว

    แต่สุดท้ายราว 15.30 น. ผู้กำกับ สภ.ตระการพืชผล กลับมาแจ้งแก่ทั้งทนายความและนายประกันว่า ตำรวจยืนยันแจ้งข้อหาเพียง “ทำให้เสียทรัพย์” ไม่แจ้งข้อหามาตรา 112 และให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่ต้องวางประกัน เนื่องจากถือว่าไม่ได้ทำเรื่องขอฝากขัง พนักงานสอบสวนจึงโอนเงิน 100,000 บาท คืนให้นายประกัน พ.ต.อ.บุญเลิศ กล่าวอีกว่าถึงที่สุดหากไปยื่นฝากขังแล้ว ทางศาลแขวงอุบลฯ ไม่รับฝากขัง และให้แจ้งมาตรา 112 เพิ่ม ตำรวจก็จะไม่ฝากขังแต้ม

    จนสุดท้ายรถคุมตัวผู้ต้องหาของตำรวจก็พาแต้มและแม่มาถึง สภ.ตระการพืชผล ในเวลาประมาณ 16.15 น. ตำรวจพาแต้มไปลงบันทึกประจำวันก่อนปล่อยตัว โดยพนักงานสอบสวนนัดให้มารายงานตัวในวันที่ 22 พ.ย. 2564

    พ.ต.อ.บุญเลิศ ยังกล่าวด้วยว่า เป็นที่รับรู้กันในพื้นที่ตำบลสะพือและอำเภอตระการพืชผลว่า เขาเป็นผู้ป่วยมีอาการทางจิต ในระหว่างสอบปากคำ ยังมีผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยานและมีหลักฐานบัตรประจำตัวผู้ป่วยมายืนยัน ตำรวจจึงเข้าใจว่าแต้มไม่มีเจตนาที่จะทำผิดมาตรา 112

    สุ่น แม่วัย 59 ปี ของแต้มบอกเล่าถึงอาการป่วยของลูกชายวัย 31 ปีของเธอว่า แต้มมีอาการทางจิตหลังจากที่เขาไปเป็นทหารเกณฑ์ โดยสมัครเป็นทหารเรือไปอยู่ที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี แต้มเคยเล่าให้แม่ฟังว่าขณะเป็นทหารเกณฑ์เขาถูกตี เคยถูกจับกดน้ำด้วย ที่หัวมีร่องรอยบาดแผลปรากฏถึงปัจจุบัน เมื่อปลดประจำการแล้ว แต้มเดินเท้าเปล่ากลับบ้านและเดินไปเข้าบ้านหลังหนึ่ง จนถูกแจ้งความจับ และเขาโทรมาบอกแม่ แม่จึงให้พี่ชายไปประกันตัวและรับแต้มกลับ ก่อนพาไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์

    สำหรับแต้มปัจจุบันอาศัยอยู่กับพ่ออายุ 62 ปี และแม่อายุ 59 ปี โดยทำอาชีพเป็นชาวนา ทุกปีแต้มจะช่วยพ่อและแม่ปลูกข้าวบนที่ดิน 2 ไร่ หากเว้นว่างจากนั้นก็จะไปรับจ้างก่อสร้างหรือตัดต้นไม้บ้างตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง โดยวันเกิดเหตุวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา แต้มบอกแม่ว่าจะไปพบนักการเมืองคนหนึ่งในอำเภอเพื่อขอสมัครงานก่อสร้าง แต่สุดท้ายเขาบอกแม่ว่ามีเสียงจากสวรรค์บอกให้เขาทำสิ่งที่เป็นต้นเหตุของคดีความนี้

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/37650)
  • เวลา 08.30 น. แต้มและแม่เดินทางไปยัง สภ.ตระการฯ ด้วยรถประจำทางของหมู่บ้าน เพื่อรายงานตัวตามนัด หลังจากพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ประดิษฐ์ได้มารายงานตัว และพนักงานสอบสวนนัดหมายให้มารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 7 ธ.ค. 2564 เวลา 08.30 น. ได้แจ้งกับทั้งสองและทนายความว่า จะต้องนำตัวแต้มไปตรวจอาการทางจิตเวชที่โรงพยาบาลตระการพืชผล และโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและลงความเห็น ซึ่งพนักงานสอบสวนจะใช้ประกอบการพิจารณาสั่งคดี

    จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาแต้มไปที่โรงพยาบาลตระการพืชผล แพทย์ได้สั่งให้ตรวจเลือด, คลื่นสมอง รวมทั้งตรวจโควิดด้วย เพื่อส่งผลการตรวจไปให้แพทย์โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ประกอบการวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม แต้มและแม่รออยู่จนกระทั่งเย็น เวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจึงแจ้งว่ายังไม่ได้ผลการตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจให้แต้มกลับบ้านก่อน

    วันเดียวกันนี้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันรถมอเตอร์ไซค์ที่แต้มขี่ไปก่อเหตุและถูกตำรวจยึดไว้ในวันเกิดเหตุ โดยใช้ตำแหน่งทนายเป็นหลักประกัน เนื่องจากที่บ้านแต้มมีรถคันเดียว เมื่อถูกยึดไปทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน พ่อต้องเดินไปนาที่อยู่ห่างออกไป 3 กม.ทุกวัน หลังรับคำร้อง พนักงานสอบสวนได้เรียกช่างให้มาตีราคารถ เพื่อใช้ตีราคาประกัน โดยช่างตีราคาเป็นมูลค่า 5,000 บาท แม่แต้มต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าตีราคาให้ช่างเองเป็นเงิน 200 บาท จากที่ช่างเรียกมา 300 บาท เนื่องจากมีเงินเพียงเท่านั้น จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ส่งคำร้องขอประกันรถให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาอนุญาต

    ก่อนกลับแต้มบอกแม่ว่า อยากดื่มน้ำอัดลมเย็นๆ แต่แม่ไม่ตอบรีบเปลี่ยนเรื่อง เนื่องจากควักจ่ายค่าช่างตีราคารถไปหมดแล้ว
  • เวลา 11.00 น. โรงพยาบาลตระการพืชผลส่งผลการตรวจของแต้มให้ทาง สภ.ตระการฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปรับแต้มมาตรวจที่ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ โดยมีแม่เดินทางมาด้วย แต้มถูกตรวจร่างกายอีกครั้ง พร้อมทั้งตรวจทางจิตโดยการพูดคุยกับจิตแพทย์เป็นเวลานาน กระบวนการตรวจเสร็จลงในวันนี้ หลังจากนี้แพทย์จะวินิจฉัยผลการตรวจทางกายภาพและทางจิต ก่อนมีความเห็น

    พนักงานสอบสวนชี้แจงกระบวนการต่อไปว่า เมื่อได้ผลการวินิจฉัยของแพทย์แล้วจะนำเข้าที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนการสอบสวน และมีความเห็น จากนั้นจะส่งสำนวนไปที่ตำรวจภูธรจังหวัด และตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งว่า เห็นควรสั่งฟ้องมาตรา 112 ด้วยหรือไม่

    พนักงานสอบสวนเปิดเผยอีกว่า คดีนี้มี รปภ.หน้า ร.ร.มัธยมตระการฯ เป็นพยาน ส่วนผู้เสียหาย คือตัวแทนของเทศบาลตำบลตระการฯ
  • เเต้มเดินทางไปรายงานตัวที่ สภ.ตระการฯ พนักงานสอบสวนให้เซ็นทราบคำสั่งให้มารายงานตัวอีกครั้งวันที่ 20 ธ.ค. 2564 แล้วปล่อยตัวกลับ
  • แต้มเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนตามนัด เมื่อถึง สภ.ตระการฯ ในเวลาราว 08.00 น. พนักงานสอบสวนได้นำตัวแต้มไปตรวจอาการทางจิตที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์อีกเป็นครั้งที่ 2 กระทั่งเกือบบ่ายโมงจึงแล้วเสร็จ นัดรายงานตัวครั้งต่อไปวันที่ 4 ม.ค. 2565
  • แต้มและแม่เดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.ตระการพืชผล ตามนัด พนักงานสอบสวนนัดรายงานตัวครั้งต่อไปวันที่ 19 ม.ค. 2565
  • แต้มพร้อมกับสุ่น มารดาที่เป็นผู้ดูแล และวัฒนา จันทศิลป์ ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ตระการพืชผล ตามหมายเรียกผู้ต้องหา ที่ระบุว่าเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม แต่เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนได้แจ้งเบื้องต้นว่า ตำรวจภูธรภาค 3 ได้ส่งสำนวนการสอบสวนกลับและมีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติม

    ทนายวัฒนาได้อ่านทวนข้อกล่าวหาในครั้งก่อนให้แต้มฟังอีกครั้ง พร้อมทั้งคำให้การที่แต้มให้การรับสารภาพว่า มีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งการจากเบื้องบน จึงลงมือทุบทำลายพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ดังกล่าว โดยไม่รู้สึกตัวว่าเป็นป้ายอะไร

    จากนั้น พ.ต.ท.สมชัย ผาสุขนิตย์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ตระการพืชผล ในฐานะพนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกับครั้งก่อน ก่อนระบุเพิ่มเติมว่า เป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เป็นการละเมิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ และแจ้งข้อกล่าวหาว่า พฤติการณ์ของแต้มเป็นความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์ และหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

    แต้มให้การรับสารภาพข้อหาทำให้เสียทรัพย์ และปฏิเสธข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเพิ่มเติม ความว่า

    - รู้ได้อย่างไรว่ามีพระบรมฉายาลักษณ์ ตั้งอยู่ ณ 3 จุดเกิดเหตุ? แต้มบอกว่า ไม่รู้ ตอนนั้นอารมณ์อยากจะมาดูถนนที่ตนเคยสร้าง และตอนลงมือก่อเหตุก็ไม่รู้ว่าเป็นป้ายอะไร มีเสียงสั่งในหู รู้สึกคล้ายหูแว่วว่ามีคนสั่งให้ทำลายป้ายนั้น ขณะเดียวกันป้ายที่เห็นนั้นก็เป็นสีดำ ไม่มีรูปใด ๆ เลย ภายในใจแล้วหากรู้ว่าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะไม่ลงมือเลย เพราะตอนอยู่ที่บ้าน ตนก็กราบไหว้ทั้งเช้า-เย็น และปัจจุบันก็จุดธูปขอขมาด้วยความสำนึกผิดทุกวัน

    - จากบ้านมาที่เกิดเหตุ ห่างกันกี่กิโลเมตร? แต้มตอบไปว่า ประมาณ 15-16 กิโลเมตร

    - มีอะไรจะให้การเพิ่มเติมหรือไม่? แต้มย้ำว่า ตนไม่รู้ว่าป้ายที่มีเสียงสั่งจากเบื้องบนให้ทำลายนั้นเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มันเห็นเป็นสีดำ ๆ หากรู้จะไม่ทำเด็ดขาด

    ระหว่างบันทึกคำให้การ พนักงานสอบสวนได้กล่าวเชิงปลอบและให้กำลังใจแต้มว่า ไม่ต้องคิดมาก พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนทางกฎหมายด้วยรอยยิ้ม ก่อนปิดท้ายด้วยคำถามว่า

    - ขณะก่อเหตุมีสาเหตุโกรธเคืองใครมาหรือไม่? ไม่ครับ แต้มตอบ

    หลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ พ.ต.ท.สมชัย นัดหมายแต้มให้เข้ามารายงานตัวอีกครั้งวันที่ 24 ม.ค. 2565 และยืนยันว่าจะไม่มีการจับกุมหรือฝากขัง

    สำหรับแต้มเองคิดว่าเขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะหลบหนีแต่อย่างใด และยืนยันว่าจะมาตามกำหนดนัดของพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ ระหว่างเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา แต้มบ่นง่วงตลอดเวลา อาจเพราะฤทธิ์ยาระงับประสาท และยังบอกอีกว่าหากได้ทานจะง่วง แต่จิตใจจะนิ่งปกติ

    ระหว่างรอตำรวจลงบันทึกประจำวัน แม่สุ่น แม่ของแต้ม เล่าว่าตนมีลูกชาย 3 คน แต้มเป็นลูกคนเล็ก ตั้งแต่กลับมาจากการรับราชการทหาร ก็มีอาการทางจิต เพราะได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะด้านซ้าย แต้มเป็นคนที่ใสซื่อ หากอยู่กับแม่จะเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ก่อนหน้านั้นทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร กับพี่ชาย และเพื่อน

    แม่เล่าอีกว่า วันหนึ่งเพื่อนมีอาการเหนื่อยล้า แต้มได้แนะนำให้ทานยาจิตเวชที่เขาทานอยู่เป็นประจำ แต่เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อพี่ชายและเพื่อนของเขาติดเชื้อโควิด-19 ทำให้เพื่อนต้องกลับบ้านและบังเอิญนำยาที่เขาทานเป็นประจำนั้นกลับไปด้วย แต้มจึงไม่ได้ทานยาตามกำหนดในช่วงนั้น และได้กลับมาที่บ้านก่อนจะเกิดเหตุในคดีนี้ แม่บอกว่า ถ้าแต้มทานยาเป็นประจำ เขาจะเป็นคนสุภาพ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำงานในไร่ได้ แต่ถ้าไม่ได้ทานยา แต้มจะมีอาการหงุดหงิด ใครพูดอะไรก็ไม่ฟังเท่าไหร่นัก

    แต้มและแม่กลับบ้านโดยเดินเท้าตามกันออกจาก สภ.ตระการพืชผล ซึ่งไม่รู้ว่าทั้งสองจะเดินต่อไปไกลแค่ไหน กว่าที่จะมีรถประจำทางผ่านมาและรับพวกเขาไปส่งถึงบ้าน

    ทั้งนี้ หลังพนักงานสอบสวนปล่อยตัวแต้มโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 เนื่องจากได้ควบคุมตัวครบ 48 ชั่วโมง ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ พนักงานสอบสวนได้นัดหมายแต้มมารายงานตัวที่ สภ.ตระการพืชผล รวม 4 ครั้งแล้ว แต่ละครั้งพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวัน ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีหลักประกัน“โดยให้สาบานตนว่าจะมาพบพนักงานสอบสวนตามนัดหมาย” ซึ่งมีข้อสังเกตว่า การสาบานตนใช้เครื่องมือควบคุมผู้ต้องหาได้ดีกว่ากฎหมายหรือไม่

    นอกจากนี้ ในการรายงานตัว 2 ครั้ง พนักงานสอบสวนได้นำตัวแต้มไปตรวจอาการทางจิตเวชที่โรงพยาบาลตระการพืชผล และโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและลงความเห็น ประกอบการพิจารณาสั่งคดี อย่างไรตาม ตำรวจยังมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติมอีก โดยทนายความและแต้มยังไม่ทราบว่า แพทย์ลงความเห็นต่ออาการป่วยของแต้มอย่างไร อีกทั้งหากตีความและบังคับใช้มาตรา 112 โดยเคร่งครัด การทุบทำลายรูปก็ไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สภ.ตระการพืชผล ลงวันที่ 12 ม.ค. 2565 และ )

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
แต้ม (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์