ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

ผู้กล่าวหา
  • นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตระการพืชผล (ฝ่ายปกครอง)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตระการพืชผล

ความสำคัญของคดี

แต้ม (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเวชวัย 31 ปี ถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหา "ทำให้เสียทรัพย์" หลังทุบทำลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ในอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี รวม 3 แห่ง เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2564 ซึ่งแต้มให้การรับสารภาพ ระบุว่ามีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งการจากเบื้องบน โดยในช่วงแรกตำรวจยืนยันไม่แจ้งข้อหา "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" เนื่องจากไม่เห็นว่าแต้มมีเจตนา แต่เมื่อสำนวนคดีไปถึงตำรวจภูธรภาค 3 กลับมีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเพิ่มเติม แม้ว่าหากตีความและบังคับใช้มาตรา 112 โดยเคร่งครัด การทุบทำลายรูปก็ไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พ.ต.ท.ชยพัทธ์ ประสพดี พนักงานอัยการจังหวัดอุบลฯ บรรยายถึงพฤติการณ์คดีมาในคำฟ้องว่า

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2564 จําเลยได้ทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่าหรือทําให้ไร้ประโยชน์ โดยใช้ท่อนไม้ไผ่ ท่อนเหล็ก ทุบทําลาย และใช้มือฉีก พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ซึ่งได้ประดิษฐานติดตั้งไว้ที่บริเวณหน้าโรงเรียนตระการพืชผล, ด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ และหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารตระการพืชผล อันเป็นทรัพย์สินของเทศบาลตําบลตระการพืชผล ผู้เสียหาย จนพระบรมฉายาลักษณ์ได้รับความเสียหาย 3 รายการ รวมค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท

ทั้งนี้ พระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าว เทศบาลตําบลตระการพืชผล อันเป็นหน่วยงานราชการ ได้จัดทําขึ้นไว้เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี เป็นการเฉลิมพระเกียรติ เชิดชูเกียรติ เทิดทูนพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และทรงเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย

ซึ่งขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และมีรัชกาลที่ 10 เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”

ดังนั้น การกระทําของจําเลยข้างต้น จึงเป็นการกระทําอันไม่สมควรล่วงละเมิด เป็นการแสดงออกมาด้วยประการใดว่าจะทําให้เสียหายในทางใดๆ ไม่ว่าจะเป็นภยันตรายแก่ร่างกาย ทรัพย์สิน สิทธิ เสรีภาพ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ อันมิใช่การใช้สิทธิตามปกตินิยม นับเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ทําให้รัชกาลที่ 10 ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น และมีเจตนาทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของปวงชนชาวไทย ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีหมายเลขดำที่ อ.559/2565 ลงวันที่ 3 ส.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • หลังมีผู้โพสต์รูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ของเทศบาลตำบลตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ถูกฉีกทำลาย ในช่วงเวลาประมาณ 11.05 น. ต่อมาในช่วงเย็นมีข่าวว่าตำรวจจับผู้ก่อเหตุได้แล้ว

    เวลา 18.30 น. “ออฟ” นักกิจกรรมคณะอุบลปลดแอกซึ่งเดินทางไปที่ สภ.ตระการพืชผล เพื่อติดตามสถานการณ์ ได้พบว่า แต้ม (นามสมมติ) ชายวัย 31 ปี ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องสอบสวน ขณะที่แม่ของแต้ม เดินทางมาจาก ต.สะพือ พร้อมเสื้อผ้า อาหาร และยา ซึ่งเตรียมมาให้แต้ม ถึง สภ.ตระการฯ เช่นกัน ด้วยอาการที่ค่อนข้างหวาดกลัว

    ตำรวจอนุญาตให้แม่และออฟได้เข้าเยี่ยมแต้มในห้องสอบสวน ระหว่างการพูดคุยโต้ตอบกับแม่ซึ่งร้องไห้และตำรวจ ออฟสังเกตว่า แต้มมีลักษณะคิดว่าตนเองเป็นคนอื่น

    ทั้งนี้ ตำรวจได้ทำบันทึกการจับกุมเสร็จและให้แต้มเซ็นก่อนหน้าแล้ว โดยไม่มีทนายความและผู้ไว้วางใจของแต้มเข้าร่วม เนื้อหาในบันทึกจับกุมระบุว่า ชุดจับกุมประกอบด้วย ตำรวจสืบสวนจากตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ, สภ.ตระการพืชผลและสันติบาลจังหวัดอุบลฯ

    โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2564 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.ตระการพืชผล เวลาประมาณ 12.00 น. พบว่ามีชายอายุประมาณ 30 ปี สวมกางเกงขาสั้นสีดํา เสื้อวอร์มแขนยาวสีน้ำเงิน ด้านหลังมีตัวอักษรปักคําว่า ราชนาวี ขับขี่รถจักรยานยนต์สีเทา-ดํา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาจอดที่บริเวณป้ายพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลตำบลตระการพืชผล ที่บริเวณเกาะกลางถนนหน้าโรงเรียนมัธยมตระการพืชผล และทุบทําลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์

    เมื่อชุดจับกุมติดตามไปตามถนนที่มุ่งหน้าไปอําเภอเขมราฐ ถึงบริเวณด้านหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารอําเภอตระการพืชผล พบชายแต่งกายตรงตามที่ได้รับแจ้ง ยืนอยู่ที่ป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ และพบรถจักรยานยนต์สีเทา-ดํา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดอยู่ที่บริเวณดังกล่าว จึงเข้าจับกุมนําตัวไปยัง สภ.ตระการพืชผล พร้อมยึดรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง

    บันทึกจับกุมยังระบุว่า จากการสอบถามของตำรวจ แต้มรับว่า ตนได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของตนเอง ออกจากบ้านพักเข้ามาที่อําเภอตระการพืชผล และก่อเหตุทําลายรูปรัชกาลที่ 10 รวม 3 จุด ได้แก่ บริเวณเกาะกลางถนนด้านหน้าโรงเรียนมัธยมตระการพืชผล, บริเวณเกาะกลางถนนหน้าปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ และหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารอําเภอตระการพืชผล เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “ทําให้เสียทรัพย์” โดยแต้มให้การรับสารภาพ

    กระทั่งเวลาประมาณ 19.30 น. แต้มถูกนำตัวไปขังในห้องขัง พนักงานสอบสวนร้อยเวรแจ้งว่า จะสอบปากคำในเช้าวันรุ่งขึ้น แม่จึงเดินทางกลับ โดย วัฒนา จันทศิลป์ ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้โทรศัพท์แจ้งพนักงานสอบสวนว่า จะเข้าร่วมการสอบปากคำด้วย

    จากการพูดคุยสอบถามเบื้องต้น แม่ให้ข้อมูลว่า แต้มมีอาการทางจิตหลังปลดประจำการทหารเกณฑ์จากกองทัพเรือ ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งให้การรักษาผู้ป่วยจิตเวช โดยหมอให้ทานยาตลอด และมีบัตรผู้พิการ (ทางจิต) ก่อนเกิดเหตุ แต้มได้บอกกับพ่อแม่ว่าจะไปสมัครงาน จนเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ตำรวจได้ให้คนในหมู่บ้านมาบอกว่าลูกชายถูกจับ ด้านแม่เองก็ป่วย มีโรคประจำตัวหลายโรค

    (อ้างอิง: บันทึกการจับกุม สภ.ตระการพืชผล ลงวันที่ 6 พ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/37526)

  • กระบวนการในชั้นสอบสวนเริ่มในเวลาประมาณ 10.00 น. โดยมีทนายความเข้าร่วม พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา ทำให้เสียทรัพย์ แต้มให้การรับสารภาพและให้การเพิ่มเติมด้วย กล่าวโดยสรุปว่า ขณะก่อเหตุเขามีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งการมาจากเบื้องบนให้เขาทำลายป้ายที่เห็น เขาจึงทำไปโดยไม่รู้สึกตัวว่าเป็นป้ายอะไร แต่เมื่อขี่รถกลับบ้านได้ไตร่ตรองทบทวนจึงรู้ตัว และเข้าไปเล่าให้แม่ฟังด้วยความเสียใจ ก่อนออกจากบ้านมาอีกครั้งเพื่อไปเอาบัตรประชาชนที่หาย กระทั่งถูกตำรวจจับ

    แต้มยังให้การเรื่องอาการป่วยของเขาด้วยว่า เป็นหลังจากที่เขาไปเป็นทหารเกณฑ์ เมื่อปลดประจำการแล้ว เขาต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ ปัจจุบันยังต้องไปพบหมอและกินยาตลอด โดยมีบัตรผู้พิการประเภท 4 เขารู้ตัวเองว่า ถ้าไม่กินยาจะมีอาการก้าวร้าว บางครั้งเข้าใจว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 16 แต่เนื่องจากกินยาแล้วง่วง ทำให้เขาพยายามไม่กินยา ทั้งนี้ ทนายความได้นำส่งบัตรผู้พิการ และยาที่เขาทานเป็นประจำเป็นหลักฐานเข้าไปในสำนวนการสอบสวนด้วย

    จากนั้น พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำแม่และผู้ใหญ่บ้านในฐานะพยาน แม่กับผู้ใหญ่บ้านก็ให้ปากคำเรื่องอาการป่วยและการรักษาของแต้ม โดยถ้าทานยาจะเป็นคนสุภาพ พูดจาโต้ตอบดี ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำงานในไร่ได้ ถ้าไม่ได้ทานยา จะมีอาการหงุดหงิด ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง

    เมื่อแล้วเสร็จพนักงานสอบสวนได้แจ้งว่า จะส่งตัวแต้มไปขอศาลแขวงอุบลฯ ฝากขังในวันจันทร์ (8 พ.ย. 2564) เวลาประมาณ 09.00 น.

    ทนายความเปิดเผยว่า ทราบว่า เมื่อคืน พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ เดินทางมาสอบปากคำแต้มด้วยตัวเอง ก็คงเห็นแล้วว่า คดีไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร พรุ่งนี้ ทนายก็เตรียมยื่นประกันตัวในชั้นฝากขังที่ศาลแขวงอุบลฯ เนื่องจากข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลแขวง คาดว่า ศาลก็คงเมตตาให้ประกันตัว ในส่วนของเงินประกันได้ขอความช่วยเหลือไปที่กองทุนราษฎรประสงค์ เนื่องจากครอบครัวไม่มีหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/37526)
  • หลังถูกควบคุมตัวตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 6 พ.ย. จนช่วงเช้าวันที่ 8 พ.ย. 2564 ตำรวจ สภ.ตระการพืชผล จึงคุมตัว “แต้ม” ผู้ป่วยจิตเวชและผู้ต้องหาคดีทำลายรูป ร.10 ไปที่ศาลแขวงอุบลราชธานี เพื่อยื่นคำร้องขอฝากขัง แต่ระยะทางราว 50 กิโลเมตร จาก สภ.ตระการพืชผล มาที่ศาลกลับล่าช้า แต้มพร้อมกับแม่ที่เป็นผู้ดูแลมาถึงศาลราวๆ 11.30 น. และเมื่อเดินทางมาถึงแต้มก็ถูกพาตัวไปห้องคุมขังในศาล ระหว่างนั้นทนายความจึงทำเรื่องขอประกันตัว

    แต่แล้วในช่วง 13.40 น. ปรากฏรถควบคุมตัวผู้ต้องหาจาก สภ.ตระการพืชผล ขับวนมารับแต้มกลับไปที่ สภ.ตระการพืชผล อีกครั้ง ตำรวจคนที่ขับรถอ้างว่า อัยการสั่งให้แจ้งข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพิ่มเติม และแจ้งกับทนายความและนายประกันที่รออยู่ตั้งแต่ช่วงเช้าว่า ให้ไปประกันตัวแต้มที่ สภ.ตระการพืชผล และต้องเพิ่มวงเงินประกันเป็น 100,000 บาท

    อย่างไรก็ตามราว 14.30 น. เมื่อทนายความและนายประกันเดินทางไปถึง สภ.ตระการพืชผล พ.ต.อ.บุญเลิศ เลิศวัฒนกิตติ ผกก. และ พ.ต.ท.สมชัย ผาสุขนิตย์ รอง ผกก.(สอบสวน) กลับแจ้งว่าพนักงานสอบสวนจะไม่แจ้งข้อหาตามมาตรา 112 เพราะหากจะแจ้งข้อหาดังกล่าว ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียก่อน จึงจะให้ทำเรื่องประกันตัวแต้มในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

    แต่แล้วเมื่อผ่านไปอีกราว 5 นาที ตำรวจกลับมาแจ้งว่า ทางศาลแขวงอุบลฯ เมื่อได้อ่านคำร้องขอฝากขังแล้ว โทรมายืนยันให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ต้องเพิ่มวงเงินประกันเป็น 100,000 บาท นายประกันจึงเบิกเงินจากกองทุนราษฎรประสงค์จำนวน 100,000 บาท วางเป็นหลักทรัพย์ประกัน และพนักงานสอบสวนเร่งทำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ท่ามกลางความงุนงงของทั้งทนายความ นายประกัน หรือแม้แต่ตำรวจเอง เนื่องจากปกติศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น ส่วนการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ และหากมีการแจ้งข้อหา 112 คดีของแต้มต้องพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากมีอัตราโทษสูงเกินกว่าอำนาจพิจารณาของศาลแขวงแล้ว

    ระหว่างนั้นเมื่อสอบถามตำรวจว่าแต้มถูกควบคุมตัวเกินกว่า 48 ชั่วโมงแล้วหรือไม่ เนื่องจากในบันทึกการจับกุมไม่ได้ระบุเวลาจับกุมที่แน่ชัด ซึ่งหากเกิน 48 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวแต้มทันที โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน พ.ต.ท.สมชัย แจ้งว่าการควบคุมตัวแต้มจะครบ 48 ชั่วโมงในเวลา 17.00 น. และทางตำรวจจะเร่งแจ้งข้อหามาตรา 112 โดยเร็ว

    แต่สุดท้ายราว 15.30 น. ผู้กำกับ สภ.ตระการพืชผล กลับมาแจ้งแก่ทั้งทนายความและนายประกันว่า ตำรวจยืนยันแจ้งข้อหาเพียง “ทำให้เสียทรัพย์” ไม่แจ้งข้อหามาตรา 112 และให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่ต้องวางประกัน เนื่องจากถือว่าไม่ได้ทำเรื่องขอฝากขัง พนักงานสอบสวนจึงโอนเงิน 100,000 บาท คืนให้นายประกัน พ.ต.อ.บุญเลิศ กล่าวอีกว่าถึงที่สุดหากไปยื่นฝากขังแล้ว ทางศาลแขวงอุบลฯ ไม่รับฝากขัง และให้แจ้งมาตรา 112 เพิ่ม ตำรวจก็จะไม่ฝากขังแต้ม

    จนสุดท้ายรถคุมตัวผู้ต้องหาของตำรวจก็พาแต้มและแม่มาถึง สภ.ตระการพืชผล ในเวลาประมาณ 16.15 น. ตำรวจพาแต้มไปลงบันทึกประจำวันก่อนปล่อยตัว โดยพนักงานสอบสวนนัดให้มารายงานตัวในวันที่ 22 พ.ย. 2564

    พ.ต.อ.บุญเลิศ ยังกล่าวด้วยว่า เป็นที่รับรู้กันในพื้นที่ตำบลสะพือและอำเภอตระการพืชผลว่า เขาเป็นผู้ป่วยมีอาการทางจิต ในระหว่างสอบปากคำ ยังมีผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยานและมีหลักฐานบัตรประจำตัวผู้ป่วยมายืนยัน ตำรวจจึงเข้าใจว่าแต้มไม่มีเจตนาที่จะทำผิดมาตรา 112

    สุ่น แม่วัย 59 ปี ของแต้มบอกเล่าถึงอาการป่วยของลูกชายวัย 31 ปีของเธอว่า แต้มมีอาการทางจิตหลังจากที่เขาไปเป็นทหารเกณฑ์ โดยสมัครเป็นทหารเรือไปอยู่ที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี แต้มเคยเล่าให้แม่ฟังว่าขณะเป็นทหารเกณฑ์เขาถูกตี เคยถูกจับกดน้ำด้วย ที่หัวมีร่องรอยบาดแผลปรากฏถึงปัจจุบัน เมื่อปลดประจำการแล้ว แต้มเดินเท้าเปล่ากลับบ้านและเดินไปเข้าบ้านหลังหนึ่ง จนถูกแจ้งความจับ และเขาโทรมาบอกแม่ แม่จึงให้พี่ชายไปประกันตัวและรับแต้มกลับ ก่อนพาไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์

    สำหรับแต้มปัจจุบันอาศัยอยู่กับพ่ออายุ 62 ปี และแม่อายุ 59 ปี โดยทำอาชีพเป็นชาวนา ทุกปีแต้มจะช่วยพ่อและแม่ปลูกข้าวบนที่ดิน 2 ไร่ หากเว้นว่างจากนั้นก็จะไปรับจ้างก่อสร้างหรือตัดต้นไม้บ้างตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง โดยวันเกิดเหตุวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา แต้มบอกแม่ว่าจะไปพบนักการเมืองคนหนึ่งในอำเภอเพื่อขอสมัครงานก่อสร้าง แต่สุดท้ายเขาบอกแม่ว่ามีเสียงจากสวรรค์บอกให้เขาทำสิ่งที่เป็นต้นเหตุของคดีความนี้

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/37650)
  • เวลา 08.30 น. แต้มและแม่เดินทางไปยัง สภ.ตระการฯ ด้วยรถประจำทางของหมู่บ้าน เพื่อรายงานตัวตามนัด หลังจากพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ประดิษฐ์ได้มารายงานตัว และพนักงานสอบสวนนัดหมายให้มารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 7 ธ.ค. 2564 เวลา 08.30 น. ได้แจ้งกับทั้งสองและทนายความว่า จะต้องนำตัวแต้มไปตรวจอาการทางจิตเวชที่โรงพยาบาลตระการพืชผล และโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและลงความเห็น ซึ่งพนักงานสอบสวนจะใช้ประกอบการพิจารณาสั่งคดี

    จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาแต้มไปที่โรงพยาบาลตระการพืชผล แพทย์ได้สั่งให้ตรวจเลือด, คลื่นสมอง รวมทั้งตรวจโควิดด้วย เพื่อส่งผลการตรวจไปให้แพทย์โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ประกอบการวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม แต้มและแม่รออยู่จนกระทั่งเย็น เวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจึงแจ้งว่ายังไม่ได้ผลการตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจให้แต้มกลับบ้านก่อน

    วันเดียวกันนี้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันรถมอเตอร์ไซค์ที่แต้มขี่ไปก่อเหตุและถูกตำรวจยึดไว้ในวันเกิดเหตุ โดยใช้ตำแหน่งทนายเป็นหลักประกัน เนื่องจากที่บ้านแต้มมีรถคันเดียว เมื่อถูกยึดไปทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน พ่อต้องเดินไปนาที่อยู่ห่างออกไป 3 กม.ทุกวัน หลังรับคำร้อง พนักงานสอบสวนได้เรียกช่างให้มาตีราคารถ เพื่อใช้ตีราคาประกัน โดยช่างตีราคาเป็นมูลค่า 5,000 บาท แม่แต้มต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าตีราคาให้ช่างเองเป็นเงิน 200 บาท จากที่ช่างเรียกมา 300 บาท เนื่องจากมีเงินเพียงเท่านั้น จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ส่งคำร้องขอประกันรถให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาอนุญาต

    ก่อนกลับแต้มบอกแม่ว่า อยากดื่มน้ำอัดลมเย็นๆ แต่แม่ไม่ตอบรีบเปลี่ยนเรื่อง เนื่องจากควักจ่ายค่าช่างตีราคารถไปหมดแล้ว
  • เวลา 11.00 น. โรงพยาบาลตระการพืชผลส่งผลการตรวจของแต้มให้ทาง สภ.ตระการฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปรับแต้มมาตรวจที่ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ โดยมีแม่เดินทางมาด้วย แต้มถูกตรวจร่างกายอีกครั้ง พร้อมทั้งตรวจทางจิตโดยการพูดคุยกับจิตแพทย์เป็นเวลานาน กระบวนการตรวจเสร็จลงในวันนี้ หลังจากนี้แพทย์จะวินิจฉัยผลการตรวจทางกายภาพและทางจิต ก่อนมีความเห็น

    พนักงานสอบสวนชี้แจงกระบวนการต่อไปว่า เมื่อได้ผลการวินิจฉัยของแพทย์แล้วจะนำเข้าที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนการสอบสวน และมีความเห็น จากนั้นจะส่งสำนวนไปที่ตำรวจภูธรจังหวัด และตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งว่า เห็นควรสั่งฟ้องมาตรา 112 ด้วยหรือไม่

    พนักงานสอบสวนเปิดเผยอีกว่า คดีนี้มี รปภ.หน้า ร.ร.มัธยมตระการฯ เป็นพยาน ส่วนผู้เสียหาย คือตัวแทนของเทศบาลตำบลตระการฯ
  • เเต้มเดินทางไปรายงานตัวที่ สภ.ตระการฯ พนักงานสอบสวนให้เซ็นทราบคำสั่งให้มารายงานตัวอีกครั้งวันที่ 20 ธ.ค. 2564 แล้วปล่อยตัวกลับ
  • แต้มเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนตามนัด เมื่อถึง สภ.ตระการฯ ในเวลาราว 08.00 น. พนักงานสอบสวนได้นำตัวแต้มไปตรวจอาการทางจิตที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์อีกเป็นครั้งที่ 2 กระทั่งเกือบบ่ายโมงจึงแล้วเสร็จ นัดรายงานตัวครั้งต่อไปวันที่ 4 ม.ค. 2565
  • แต้มและแม่เดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.ตระการพืชผล ตามนัด พนักงานสอบสวนนัดรายงานตัวครั้งต่อไปวันที่ 19 ม.ค. 2565
  • แต้มพร้อมกับสุ่น มารดาที่เป็นผู้ดูแล และวัฒนา จันทศิลป์ ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ตระการพืชผล ตามหมายเรียกผู้ต้องหา ที่ระบุว่าเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม แต่เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนได้แจ้งเบื้องต้นว่า ตำรวจภูธรภาค 3 ได้ส่งสำนวนการสอบสวนกลับและมีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติม

    ทนายวัฒนาได้อ่านทวนข้อกล่าวหาในครั้งก่อนให้แต้มฟังอีกครั้ง พร้อมทั้งคำให้การที่แต้มให้การรับสารภาพว่า มีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งการจากเบื้องบน จึงลงมือทุบทำลายพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ดังกล่าว โดยไม่รู้สึกตัวว่าเป็นป้ายอะไร

    จากนั้น พ.ต.ท.สมชัย ผาสุขนิตย์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ตระการพืชผล ในฐานะพนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกับครั้งก่อน ก่อนระบุเพิ่มเติมว่า เป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เป็นการละเมิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ และแจ้งข้อกล่าวหาว่า พฤติการณ์ของแต้มเป็นความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์ และหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

    แต้มให้การรับสารภาพข้อหาทำให้เสียทรัพย์ และปฏิเสธข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเพิ่มเติม ความว่า

    - รู้ได้อย่างไรว่ามีพระบรมฉายาลักษณ์ ตั้งอยู่ ณ 3 จุดเกิดเหตุ? แต้มบอกว่า ไม่รู้ ตอนนั้นอารมณ์อยากจะมาดูถนนที่ตนเคยสร้าง และตอนลงมือก่อเหตุก็ไม่รู้ว่าเป็นป้ายอะไร มีเสียงสั่งในหู รู้สึกคล้ายหูแว่วว่ามีคนสั่งให้ทำลายป้ายนั้น ขณะเดียวกันป้ายที่เห็นนั้นก็เป็นสีดำ ไม่มีรูปใด ๆ เลย ภายในใจแล้วหากรู้ว่าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะไม่ลงมือเลย เพราะตอนอยู่ที่บ้าน ตนก็กราบไหว้ทั้งเช้า-เย็น และปัจจุบันก็จุดธูปขอขมาด้วยความสำนึกผิดทุกวัน

    - จากบ้านมาที่เกิดเหตุ ห่างกันกี่กิโลเมตร? แต้มตอบไปว่า ประมาณ 15-16 กิโลเมตร

    - มีอะไรจะให้การเพิ่มเติมหรือไม่? แต้มย้ำว่า ตนไม่รู้ว่าป้ายที่มีเสียงสั่งจากเบื้องบนให้ทำลายนั้นเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มันเห็นเป็นสีดำ ๆ หากรู้จะไม่ทำเด็ดขาด

    ระหว่างบันทึกคำให้การ พนักงานสอบสวนได้กล่าวเชิงปลอบและให้กำลังใจแต้มว่า ไม่ต้องคิดมาก พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนทางกฎหมายด้วยรอยยิ้ม ก่อนปิดท้ายด้วยคำถามว่า

    - ขณะก่อเหตุมีสาเหตุโกรธเคืองใครมาหรือไม่? ไม่ครับ แต้มตอบ

    หลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ พ.ต.ท.สมชัย นัดหมายแต้มให้เข้ามารายงานตัวอีกครั้งวันที่ 24 ม.ค. 2565 และยืนยันว่าจะไม่มีการจับกุมหรือฝากขัง

    สำหรับแต้มเองคิดว่าเขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะหลบหนีแต่อย่างใด และยืนยันว่าจะมาตามกำหนดนัดของพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ ระหว่างเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา แต้มบ่นง่วงตลอดเวลา อาจเพราะฤทธิ์ยาระงับประสาท และยังบอกอีกว่าหากได้ทานจะง่วง แต่จิตใจจะนิ่งปกติ

    ระหว่างรอตำรวจลงบันทึกประจำวัน แม่สุ่น แม่ของแต้ม เล่าว่าตนมีลูกชาย 3 คน แต้มเป็นลูกคนเล็ก ตั้งแต่กลับมาจากการรับราชการทหาร ก็มีอาการทางจิต เพราะได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะด้านซ้าย แต้มเป็นคนที่ใสซื่อ หากอยู่กับแม่จะเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ก่อนหน้านั้นทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร กับพี่ชาย และเพื่อน

    แม่เล่าอีกว่า วันหนึ่งเพื่อนมีอาการเหนื่อยล้า แต้มได้แนะนำให้ทานยาจิตเวชที่เขาทานอยู่เป็นประจำ แต่เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อพี่ชายและเพื่อนของเขาติดเชื้อโควิด-19 ทำให้เพื่อนต้องกลับบ้านและบังเอิญนำยาที่เขาทานเป็นประจำนั้นกลับไปด้วย แต้มจึงไม่ได้ทานยาตามกำหนดในช่วงนั้น และได้กลับมาที่บ้านก่อนจะเกิดเหตุในคดีนี้ แม่บอกว่า ถ้าแต้มทานยาเป็นประจำ เขาจะเป็นคนสุภาพ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำงานในไร่ได้ แต่ถ้าไม่ได้ทานยา แต้มจะมีอาการหงุดหงิด ใครพูดอะไรก็ไม่ฟังเท่าไหร่นัก

    แต้มและแม่กลับบ้านโดยเดินเท้าตามกันออกจาก สภ.ตระการพืชผล ซึ่งไม่รู้ว่าทั้งสองจะเดินต่อไปไกลแค่ไหน กว่าที่จะมีรถประจำทางผ่านมาและรับพวกเขาไปส่งถึงบ้าน

    ทั้งนี้ หลังพนักงานสอบสวนปล่อยตัวแต้มโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 เนื่องจากได้ควบคุมตัวครบ 48 ชั่วโมง ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ พนักงานสอบสวนได้นัดหมายแต้มมารายงานตัวที่ สภ.ตระการพืชผล รวม 4 ครั้งแล้ว แต่ละครั้งพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวัน ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีหลักประกัน“โดยให้สาบานตนว่าจะมาพบพนักงานสอบสวนตามนัดหมาย” ซึ่งมีข้อสังเกตว่า การสาบานตนใช้เครื่องมือควบคุมผู้ต้องหาได้ดีกว่ากฎหมายหรือไม่

    นอกจากนี้ ในการรายงานตัว 2 ครั้ง พนักงานสอบสวนได้นำตัวแต้มไปตรวจอาการทางจิตเวชที่โรงพยาบาลตระการพืชผล และโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและลงความเห็น ประกอบการพิจารณาสั่งคดี อย่างไรตาม ตำรวจยังมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติมอีก โดยทนายความและแต้มยังไม่ทราบว่า แพทย์ลงความเห็นต่ออาการป่วยของแต้มอย่างไร อีกทั้งหากตีความและบังคับใช้มาตรา 112 โดยเคร่งครัด การทุบทำลายรูปก็ไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สภ.ตระการพืชผล ลงวันที่ 12 ม.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/39533)
  • แต้มเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนตามนัด พนักงานสอบสวนยังสรุปสำนวนไม่เสร็จ นัดครั้งต่อไปวันที่ 7 ก.พ. 2565
  • แม่แต้มเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ หลังพนักงานสอบสวนโทรศัพท์นัดหมาย โดยระบุว่า แพทย์เป็นผู้นัดหมายมา และให้แม่แต้มไปเพียงคนเดียว อีกทั้งให้ไปอีกครั้งในวันที่ 14 ก.พ. 2565 โดยในครั้งที่ 2 ให้พาแต้มไปด้วย ทางโรงพยาบาลจะมีการประชุมใหญ่ของทีมแพทย์เพื่อลงความเห็นต่ออาการป่วยของแต้ม
  • แต้มเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนตามนัด พนักงานสอบสวนยังสรุปสำนวนไม่เสร็จ นัดครั้งต่อไปวันที่ 21 ก.พ. 2565
  • หลังเพิ่งเข้ารายงานตัวกับพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ผ่านไป 3 วัน พนักงานสอบสวนโทรศัพท์เรียกเข้ารายงานตัวอีกครั้ง ก่อนให้กลับโดยนัดให้ไปอีกครั้งวันที่ 21 ก.พ. 2565 ตามที่นัดไว้เดิม ส่วนที่แพทย์โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์นัดให้แต้มและแม่ไปพบในวันที่ 14 ก.พ. 2565 นั้น พนักงานสอบสวนแจ้งแต้มว่าให้เลื่อนไปในวันที่ 2 มี.ค. 2565
  • แต้มเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนตามนัด พนักงานสอบสวนนัดให้ไปอีกครั้งวันที่ 7 มี.ค. 2565 ส่วนที่แพทย์นัดไปโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ในวันที่ 2 มี.ค. 2565 นั้น พนักงานสอบสวนแจ้งเลื่อนให้ไปในวันที่ 2 ส.ค. 2565
  • แต้มเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนเป็นครั้งที่ 10 ตามนัด พนักงานสอบสวนนัดให้ไปอีกครั้งวันที่ 22 มี.ค. 2565
  • แต้มมีนัดรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนครั้งที่ 11 แต่ก่อนถึงวันนัด 1 วัน แต้มมีผลตรวจ ATK เป็นบวก ทนายโทรแจ้งพนักงานสอบสวนว่า แต้มไม่สามารถไปตามนัดได้ พนักงานสอบสวนจะนัดหมายอีกครั้งหลังแต้มหายดีแล้ว
  • พนักงานสอบสวนนัดแต้มส่งตัวให้อัยการ วันเดียวกับที่แต้มมีนัดพบหมอจิตเวชที่ รพ.ตระการพืชผล แต้มจึงไปพบหมอก่อน แต่ขณะที่แต้มยังไม่เสร็จธุระที่โรงพยาบาล พนักงานสอบสวนได้เร่งให้ไปพบอัยการก่อน เมื่อไปถึงสำนักงานอัยการจังหวัดอุบลฯ อัยการตรวจสำนวนแล้วไม่รับสำนวน เนื่องจากยังไม่เรียบร้อย คืนให้พนักงานสอบสวนกลับไปทำมาใหม่ ขณะที่แต้มต้องกลับไปพบหมอและรับยาที่ รพ.อีกรอบ
  • พนักงานสอบสวน สภ.ตระการพืชผล นัดแต้มส่งตัวให้อัยการเป็นครั้งที่ 2 อัยการรับตัวแล้วนัดฟังคำสั่งวันที่ 28 มิ.ย. 2565 เวลา 09.00 น.
  • แต้มและแม่เดินทางไปรายงานตัวและฟังคำสั่งอัยการตามนัด พร้อมทั้งได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมอัยการ ขอให้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีในข้อหาตามมาตรา 112 เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้มีเจตนาตามข้อกล่าวหาดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งยังอธิบายเหตุผลประกอบดังนี้

    1. พฤติการณ์ในคดีนี้ ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากการกระทำที่ถูกกล่าวหาของผู้ต้องหาคือ "ทุบทำลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลตำบลตระการพืชผล ได้รับความเสียหายจำนวน 3 ป้าย" เป็นแต่เพียงการกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อทรัพย์สินเท่านั้น มิใช่การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย แต่อย่างใด

    หนังสือขอความเป็นธรรมได้อ้างถึงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของศาลจังหวัดพล คดีหมายเลขดำที่ อ.1267/2560 และ อ.1268/2560 ซึ่งจำเลยถูกฟ้องในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ อั้งยี่ ซ่องโจร และข้อหาตามมาตรา 112 ด้วย แม้จำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพในทุกข้อกล่าวหา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษาแก้ในทำนองเดียวกันทั้ง 2 คดีว่า

    "...หากพิจารณาตามฟ้องโจทก์ เห็นได้ชัดเจนว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกมุ่งประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินอันได้แก่ ซุ้มประตูซึ่งเป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหกมีความมุ่งหมายที่จะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งหกในส่วนนี้จึงเป็นความผิดเพียงฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217...”

    2. พฤติการณ์ที่พนักงานสอบสวนแจ้งต่อผู้ต้องหานั้น ใช้ถ้อยคำว่า “เป็นการกระทำอันไม่บังควรอย่างยิ่ง” และ “ซึ่งเป็นการละเมิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งไม่ใช่ถ้อยคำตามบทบัญญัติของกฎหมาย และกินความหมายกว้างกว่าการ “ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์” อันเป็นการตีความกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้องหา และเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย อันจะก่อให้เกิดผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างมาก

    เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการได้รับหนังสือไว้ ก่อนนัดแต้มรายงานตัวและฟังคำสั่งทางโทรศัพท์ในวันที่ 27 ก.ค. 2565

    (อ้างอิง: หนังสือขอความเป็นธรรมถึงพนักงานอัยการจังหวัดอุบลฯ ลงวันที่ 28 มิ.ย. 2565)


  • แต้มโทรรายงานตัวตามที่เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการนัดหมาย แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีคำสั่งฟ้องคดีแล้ว ให้แต้มเดินทางมาเพื่อส่งฟ้องต่อศาล ทนายจึงต้องติดต่ออัยการเพื่อขอเลื่อนส่งฟ้องไปก่อน เนื่องจากไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าจึงยังไม่ได้เตรียมหลักประกันเพื่อขอประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ก่อนที่แต้มและแม่ต้องเดินทางมายื่นหนังสือขอเลื่อนด้วยตัวเอง อัยการเลื่อนไปส่งฟ้องในวันที่ 3 ส.ค. 2565
  • แต้มพร้อมแม่และทนายความ เดินทางไปที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี หลังเข้ารายงานตัวที่สำนักงานอัยการจังหวัดอุบลฯ ในนัดส่งฟ้องคดี

    แต้มในชุดเสื้อโปโลยืดสีเหลือง มีตราสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ยกมือไหว้ผู้ที่พบพร้อมค้อมตัวด้วยอาการนอบน้อม เมื่อทนายถามว่า กินข้าวเช้ารึยัง แต้มกล่าวว่า “ปั้นกินแล้วครับ กินได้ 2-3 คำ บ่แซ่บเลยครับ”

    ทีมทนายความยังได้เล่าถึงกระบวนการในนัดส่งฟ้องศาลนี้ให้แต้มทราบ พร้อมความเป็นไปได้ในการประกันตัว ซึ่งทนายจะยื่นประกันโดยใช้เงินที่กองทุนราษฎรประสงค์ให้ยืม และในคดีอื่นก่อนหน้านี้ศาลก็ให้ประกัน แต่ก็อาจจะเกิดกรณีที่ศาลไม่ให้ประกันก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นแต้มจะถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำ แต้มก็มีสีหน้ากังวลยิ่งขึ้น เอ่ยเบาๆ กับแม่ว่า “ไผจะนึ่งข้าวให้เจ้ากิน”

    ประมาณ 09.30 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการนำคำฟ้องมายื่นต่อศาล และนำตัวแต้มส่งให้ตำรวจศาลควบคุมตัวไว้ที่ห้องขังใต้ศาล เพื่อรอศาลสอบคำให้การเบื้องต้น และมีคำสั่งต่อคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวแต้มระหว่างพิจารณาคดี

    คำฟ้องระบุว่า อัยการยื่นฟ้องแต้มรวม 2 ข้อหา คือ "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์" และ "ทําให้เสียทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 358 โดยไม่ได้คัดค้านหากจําเลยขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นพิจารณา

    ระหว่างรอกระบวนการของศาลอยู่ที่ห้องขัง แต้มบอกว่าเขาง่วงนอน เพราะฤทธิ์ยาตัวใหม่ที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์จัดให้ หลังเขาไปพบหมอตามนัดเมื่อวันก่อน ก่อนงีบหลับไป แต่ซักพักเจ้าหน้าที่ศาลได้เข้าไปสอบถามคำให้การ แต้มตอบตามคำให้การชั้นสอบสวนว่า รับสารภาพข้อหาทำให้เสียทรัพย์ แต่ปฏิเสธข้อหา 112

    แต่เจ้าหน้าที่บอกแต้มว่า ถ้าจะรับสารภาพก็รับไปเลย หรือไม่ก็ปฏิเสธไปเลย ตอบแบบที่แต้มตอบไม่ได้ ทนายจึงเข้าไปชี้แจงแทนแต้มว่า ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงกลับออกไป ก่อนเข้ามาอีกครั้งเพื่อแจ้งวันนัดของศาลว่า นัดคุ้มครองสิทธิวันที่ 30 ส.ค. 2565 และนัดพร้อมวันที่ 19 ก.ย. 2565

    ในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแต้มระหว่างพิจารณาคดี มีอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลฯ เป็นนายประกัน โดยเสนอหลักประกันเป็นเงินสด 100,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ทนายความได้อ้างเหตุผลประกอบการขอประกันว่า แต้ม จำเลยในคดีเป็นผู้ป่วยจิตเวช โดยรักษาตัวในลักษณะเป็นผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ต้องกินยารักษาอาการอย่างต่อเนื่อง บางเวลามีอาการกำเริบ ขณะเกิดเหตุจำเลยก็ไม่รู้ตัวว่ากระทำอะไร จำเลยประสงค์จะต่อสู้คดี โดยขอความเป็นธรรมปล่อยชั่วคราว ทั้งนี้ จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีมารดาดูแล และไม่เคยไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

    กระทั่ง 12.10 น. ศาลมีคำสั่งให้ประกันแต้ม ตีราคาประกันเป็นเงินสด 90,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ

    หลังแต้มได้รับการปล่อยตัว เขาเดินจูงมือแม่ตลอดเวลาไปที่ร้านค้า และบีบนวดแขนให้แม่ขณะนั่งรออาหารที่สั่งมากิน ก่อนเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่อยู่ไกลออกไปเกือบ 60 กม. ซึ่งหลังจากวันนี้แต้มและแม่ยังต้องเดินทางไปและกลับอีกหลายครั้งจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แม้จะไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นเช่นไร แต่ทุกคนตั้งความหวังว่า ศาลจะมองเห็นถึงความเจ็บป่วย และมอบความยุติธรรมตามสมควรแก่เขาเหมือนเช่นที่ให้ประกันเขาในวันนี้

    ทั้งนี้ จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการชุมนุมเยาวชนปลดแอกเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2565 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 208 คน ใน 224 คดี ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 3 ราย ซึ่งมีอาการทางจิตเวช

    ก่อนหน้านั้นในหลังการรัฐประหารของ คสช. ศูนย์ทนายฯ ก็พบผู้ป่วยทางจิตถูกดำเนินคดีด้วยข้อหานี้อย่างน้อย 10 ราย และศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกถึง 7 ราย แม้ว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ได้เปิดช่องให้ศาลไม่ลงโทษหรือลงโทษให้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ เนื่องจากผู้ป่วยทางจิตไม่มีความรู้สึกผิดชอบอย่างคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป

    (อ้างอิง: คำฟ้องและคำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีหมายเลขดำที่ อ.559/2565 ลงวันที่ 3 ส.ค. 2565)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
แต้ม (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
แต้ม (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์