สรุปความสำคัญ
“เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และเบนจา อะปัญ 2 นักกิจกรรมและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกดำเนินคดีในข้อหา "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีเข้าร่วมชุมนุมและปราศรัยถึงการผูกขาดวัคซีนกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ในกิจกรรม “กระชากหน้ากากไบโอไซน์” ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ ที่ทำการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 โดยมี ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ ผู้ประสานงานกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับทั้งสอง
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่นที่มีความเห็นต่างทางการเมือง กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างกว้างขวาง
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่นที่มีความเห็นต่างทางการเมือง กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างกว้างขวาง
ข้อมูลการละเมิด
ครั้งที่ : 1
วันที่ : 11-03-2021
-
ผู้ถูกละเมิด
- เบนจา อะปัญ
-
ประเด็นการละเมิดสิทธิ
- เสรีภาพการแสดงออก
- เสรีภาพในการชุมนุม
- สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
-
รูปแบบการละเมิดสิทธิ
- การเรียกรายงานตัว / ปรับทัศนคติ
-
ผู้ละเมิด
- ตำรวจ
ครั้งที่ : 1
วันที่ : 23-04-2021
-
ผู้ถูกละเมิด
- พริษฐ์ ชิวารักษ์
-
ประเด็นการละเมิดสิทธิ
- เสรีภาพการแสดงออก
- เสรีภาพในการชุมนุม
- สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
-
ผู้ละเมิด
- ตำรวจ
พฤติการณ์การละเมิด
11 มี.ค. 2564 เวลา 13.00 น. ที่ สน.ปทุมวัน เบนจา อะปัญ สมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก จากกรณีเข้าร่วมชุมนุมและปราศรัยในกิจกรรม “กระชากหน้ากากสยามไบโอไซน์” ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564
ในคดีนี้มีระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ เป็นผู้กล่าวหา และยังมีผู้ถูกออกหมายเรียกอีกหนึ่งราย คือ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีมาตรา 112
มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากกิจกรรม “กระชากหน้ากากสยามไบโอไซน์” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 ช่วงบ่าย ในวันดังกล่าว พริษฐ์และเบนจาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ซึ่งเป็นที่ทำการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ทั้งสองกล่าวปราศรัยเรื่องการผูกขาดวัคซีน หลังรัฐบาลสั่งวัคซีนจาก 2 บริษัท ได้แก่ วัคซีนซิโนแวค (Sinovac) และวัคซีนแอสตราเซนเนก้า (AstraZeneca) ซึ่งตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในประเด็นที่รัฐบาลให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ (Siambioscience) เท่านั้น เป็นผู้ผลิตวัคซีนแอสตราเซเนกา
พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รองผู้กำกับสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้แจ้ง 4 ข้อกล่าวหา ต่อเบนจา ได้แก่ ข้อหาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 “ร่วมกันดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์”, ฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 18) ลงวันที่ 29 ม.ค. 2564 “ร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค”, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
พนักงานสอบสวนบรรยายพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ พริษฐ์และเบญจา ได้มาร่วมชุมนุมและกล่าวปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้ยุติการชุมนุมเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้จัดมาตรการในการป้องกันโรคติดต่อ นอกจากนี้ พริษฐ์และเบนจายังได้กล่าวข้อความที่ถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์ ต่อประชาชนทั่วไป
พนักงานสอบสวนได้ยกถ้อยคำปราศรัยของทั้งสองคนแยกเป็นส่วน ๆ และอ้างว่าแต่ละส่วนเข้าข่ายความผิด โดยพริษฐ์ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยถึงการผูกขาดวัคซีนกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และงบประมาณของวัคซีนพระราชทานที่มาจากภาษีประชาชน
ด้านเบนจาถูกกล่าวหาว่ากล่าวปราศรัยเพิ่มเติมในประเด็นเดียวกัน เรื่องการถือหุ้นบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ของกษัตริย์ การผูกขาดวัคซีน และกำไรที่ได้มาคนที่ได้รับกลับไม่ใช่ประชาชน
ทั้งนี้ เบนจาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา แต่ลงข้อความว่า “ขี้เกียจมาแล้ว เหนื่อย” แทน
หลังเสร็จกระบวนการ เบนจาได้รับการปล่อยตัวในชั้นสอบสวน เนื่องจากมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ทำให้ไม่มีเหตุให้ควบคุมตัว พนักงานสอบสวนนัดเบนจามาพบอีกครั้งในวันที่ 20 เม.ย. 2564 เพื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไป
ต่อมา วันที่ 23 เม.ย. 2564 พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้กับพริษฐ์ซึ่งถูกคุมขังและไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยมีทนายความเข้าร่วมรับฟัง
พนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์คดีและแจ้ง 4 ข้อกล่าวหา กับพริษฐ์เช่นเดียวกับที่แจ้งเบนจา พริษฐ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและไม่ลงชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเช่นกัน
คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีที่ประชาชนทั่วไปเป็นผู้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาตามมาตรา 112 แม้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งของมาตรานี้ ซึ่งเปิดช่องว่างให้ประชาชนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหาย เป็นการสร้างภาระทางคดีให้กับผู้ต้องหา และอาจเป็นเครื่องมือให้กลุ่มฝ่ายการเมืองต่าง ๆ นำไปใช้กล่าวหากลั่นแกล้งกันไปมาได้ง่าย
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สน.ปทุมวัน ลงวันที่ 11 มี.ค. และ 23 เม.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/26869)
ในคดีนี้มีระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ เป็นผู้กล่าวหา และยังมีผู้ถูกออกหมายเรียกอีกหนึ่งราย คือ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีมาตรา 112
มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากกิจกรรม “กระชากหน้ากากสยามไบโอไซน์” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 ช่วงบ่าย ในวันดังกล่าว พริษฐ์และเบนจาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ซึ่งเป็นที่ทำการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ทั้งสองกล่าวปราศรัยเรื่องการผูกขาดวัคซีน หลังรัฐบาลสั่งวัคซีนจาก 2 บริษัท ได้แก่ วัคซีนซิโนแวค (Sinovac) และวัคซีนแอสตราเซนเนก้า (AstraZeneca) ซึ่งตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในประเด็นที่รัฐบาลให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ (Siambioscience) เท่านั้น เป็นผู้ผลิตวัคซีนแอสตราเซเนกา
พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รองผู้กำกับสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้แจ้ง 4 ข้อกล่าวหา ต่อเบนจา ได้แก่ ข้อหาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 “ร่วมกันดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์”, ฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 18) ลงวันที่ 29 ม.ค. 2564 “ร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค”, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
พนักงานสอบสวนบรรยายพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ พริษฐ์และเบญจา ได้มาร่วมชุมนุมและกล่าวปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้ยุติการชุมนุมเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้จัดมาตรการในการป้องกันโรคติดต่อ นอกจากนี้ พริษฐ์และเบนจายังได้กล่าวข้อความที่ถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์ ต่อประชาชนทั่วไป
พนักงานสอบสวนได้ยกถ้อยคำปราศรัยของทั้งสองคนแยกเป็นส่วน ๆ และอ้างว่าแต่ละส่วนเข้าข่ายความผิด โดยพริษฐ์ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยถึงการผูกขาดวัคซีนกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และงบประมาณของวัคซีนพระราชทานที่มาจากภาษีประชาชน
ด้านเบนจาถูกกล่าวหาว่ากล่าวปราศรัยเพิ่มเติมในประเด็นเดียวกัน เรื่องการถือหุ้นบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ของกษัตริย์ การผูกขาดวัคซีน และกำไรที่ได้มาคนที่ได้รับกลับไม่ใช่ประชาชน
ทั้งนี้ เบนจาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา แต่ลงข้อความว่า “ขี้เกียจมาแล้ว เหนื่อย” แทน
หลังเสร็จกระบวนการ เบนจาได้รับการปล่อยตัวในชั้นสอบสวน เนื่องจากมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ทำให้ไม่มีเหตุให้ควบคุมตัว พนักงานสอบสวนนัดเบนจามาพบอีกครั้งในวันที่ 20 เม.ย. 2564 เพื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไป
ต่อมา วันที่ 23 เม.ย. 2564 พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้กับพริษฐ์ซึ่งถูกคุมขังและไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยมีทนายความเข้าร่วมรับฟัง
พนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์คดีและแจ้ง 4 ข้อกล่าวหา กับพริษฐ์เช่นเดียวกับที่แจ้งเบนจา พริษฐ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและไม่ลงชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเช่นกัน
คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีที่ประชาชนทั่วไปเป็นผู้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาตามมาตรา 112 แม้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งของมาตรานี้ ซึ่งเปิดช่องว่างให้ประชาชนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหาย เป็นการสร้างภาระทางคดีให้กับผู้ต้องหา และอาจเป็นเครื่องมือให้กลุ่มฝ่ายการเมืองต่าง ๆ นำไปใช้กล่าวหากลั่นแกล้งกันไปมาได้ง่าย
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สน.ปทุมวัน ลงวันที่ 11 มี.ค. และ 23 เม.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/26869)
List คดี
ภูมิหลัง
-
พริษฐ์ ชิวารักษ์อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท
-
เบนจา อะปัญสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผันตัวจากเยาวชนที่สนใจในประเด็นเรื่องสิทธิและการเมืองตั้งแต่สมัยอยู่ในรั้วโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สู่การเป็นนักเคลื่อนไหวอย่างเต็มตัวเมื่อเริ่มต้นก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
(อ่านเพิ่มเติม: https://tlhr2014.com/archives/24286)
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์