ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2557/2565
แดง อ.735/2568
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง

ความสำคัญของคดี

นักศึกษาและนักกิจกรรมรวม 9 คน ประกอบด้วย “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, อานนท์ นำภา, ณัฐชนน ไพโรจน์, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “บอล” ชนินทร์ วงษ์ศรี, “ไฟซ้อน” สิทธินนท์ ทรงศิริ, “ลูกมาร์ค” และ “สาธร” (นามสมมติ) ถูกดำเนินคดีในข้อหา "ยุยงปลุกปั่น" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และบางคนขึ้นกล่าวปราศรัย ซึ่งในวันดังกล่าวเป็นครั้งแรกที่มีการปราศรัยถึง "10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์"

ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นอีกข้อหาที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐอย่างกว้างขวาง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พ.ต.ท.สุวิชญ์ สุขประเสริฐ พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี บรรยายคำฟ้องแยกเป็น 2 กรรม มีใจความสำคัญดังนี้

1. ระหว่างวันที่ 21 ก.ค. – 10 ส.ค. 2563 ปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์, ณัฐชนน, พริษฐ์, ไฟซ้อน และลูกมาร์ค ได้ร่วมกันโพสต์ข้อความและภาพลงในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “พรรคโดมปฏิวัติ Dome Revolution” “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และ “Thammasart TODAY” เชิญชวนประชาชน นักเรียน และนักศึกษาให้มาร่วมชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานพญานาค ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และขอรับการสนับสนุนเงินในการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของชนินทร์กับพวก พริษฐ์ยังโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวขอรับการสนับสนุนเงินในการจัดกิจกรรมชุมนุมด้วย

ก่อนการชุมนุมในวันที่ 7 ส.ค. 2563 ปนัสยาและภาณุพงศ์ได้ยื่นหนังสือต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอใช้ลานพญานาค ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นสถานที่จัดกิจกรรมการชุมนุมดังกล่าว ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาตให้กลุ่มนักศึกษาใช้สถานที่ในการชุมนุมได้ และในวันเดียวกันเวลาประมาณ 12.00 - 15.00 น. ปนัสยาได้เข้าไปในบริเวณที่จัดกิจกรรมพร้อมกับมีรถขนอุปกรณ์ประกอบเวที เครื่องเสียง เข้าไปในพื้นที่ โดยปนัสยาคอยกํากับดูแลการจัดตั้งเวทีพร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ และจัดสถานที่เตรียมความพร้อมในการชุมนุม

ต่อมา วันที่ 10 ส.ค. 2563 ก่อนการชุมนุม พริษฐ์และสาธรเดินทางเข้ามาในพื้นที่จัดงานโดยทําหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อย สั่งการและกํากับการทํากิจกรรมภายในพื้นที่การชุมนุม

เมื่อเริ่มกิจกรรมเวลาประมาณ 17.00 น. ลูกมาร์คและไฟซ้อนทำหน้าที่เป็นพิธีกรผู้ดำเนินกิจกรรม โดยมีปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์ และณัฐชนน ขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีการถ่ายทอดสดภาพเคลื่อนไหวและเสียงขณะที่มีการพูดปราศรัย รวมถึงนําภาพของบุคคลอื่นพร้อมข้อความที่ไม่เหมาะสมและมิบังควรขึ้นฉายบนเวที ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงรัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 2,500 คน รวมกันอยู่ในพื้นที่ชุมนุมที่มีพื้นที่ประมาณ 800 ตารางเมตร

ในการชุมนุมและผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยดังกล่าว ได้มีการพูดปราศรัยในลักษณะปลุกเร้าผู้ร่วมชุมนุมโดยได้พูดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าอยู่เบื้องหลังของการหายตัวไปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และได้มีการฉายภาพ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ซึ่งเป็นผู้กระทําความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและอยู่ระหว่างหลบหนี ขึ้นบนจอแอลอีดีบนเวทีปราศรัยพร้อมกับมีข้อความว่า “ด้วยข้าว ด้วยแกงอ่อม ขอหมูกระทะ” และ “ทรงพระเจริญ” พร้อมกับคํากล่าวนําว่า “ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ” โดยก่อนฉายภาพมีเสียงดนตรีคล้ายในข่าวพระราชสํานัก

การกระทําดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและมิบังควร เพื่อปลุกปั่นผู้ชุมนุมและประชาชนให้เกิดความรู้สึกเห็นด้วยหรือคล้อยตาม เกลียดชังต่อต้านรัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ มีลักษณะเป็นการปลุกระดมก่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง และใช้ข้อมูลที่เป็นความเท็จ มีลักษณะของการที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและใช้ความรุนแรงในสังคม อันมีผลทําให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ทําให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อันอาจนําไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด

การกระทำของปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์, ณัฐชนน, พริษฐ์, ไฟซ้อน, ลูกมาร์ค และสาธร เป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทําการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

2. วันที่ 10 ส.ค. 2563 จําเลยทั้งหมดซึ่งร่วมกันเป็นแกนนํา ผู้ดูแล หรือผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ ได้ร่วมชุมนุมทางการเมืองบริเวณลานพญานาค ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต และเป็นการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ สถานที่ใด ๆ ที่แออัด มีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกําหนด โดยจําเลยไม่ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเว้นระยะทางสังคมระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ตามมาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามที่ทางราชการกําหนด

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 30 ส.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลาประมาณ 15.30 น. บริเวณตลาด 100 เสา จังหวัดระยอง ชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก นักกิจกรรมกลุ่มเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย ระหว่างจะไปแสดงออกประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรี ที่เดินทางมาลงพื้นที่ในจังหวัดระยอง เพื่อเตรียมประชุม ครม. สัญจร

    พ.ต.อ.ธีระพงษ์ เหล่าธนาวิน รองผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 แสดงหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีและอ่านข้อกล่าวหา ขณะภาณุพงศ์ถือป้ายข้อความ “ถมทะเล 1000 ไร่ ชาวระยองได้อะไร” จากนั้นตำรวจในเครื่องแบบจากตำรวจภูธรภาค 1 ก็เข้ามาอ่านหมายจับซ้ำอีกครั้งด้วย

    สำหรับเหตุแห่งคดีเป็นเหตุการณ์ที่ภาณุพงศ์เข้าร่วมปราศรัยในการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 โดยคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีขอศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2563 ระบุข้อกล่าวหา 5 ข้อหา ได้แก่

    1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
    2. พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
    3. ฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันง่าย ชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุม ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทําการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค
    4. พ.ร.บ.โรคติดต่อ มาตรา 34 (6) ร่วมกันกระทำการหรือดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นแหล่งให้โรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดแพร่ออกไป
    5. พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ ร่วมกันทำการโฆษณาใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

    เวลา 16.50 น. ภาณุพงศ์ถูกควบคุมตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่ สภ.เพ อ.เมือง จ.ระยอง โดยในพื้นที่ สภ.เพ มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบตรึงกำลังอยู่ประมาณ 10 นาย ก่อนตำรวจจะควบคุมตัวต่อไปยัง สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีตำรวจพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบสวน

    ระหว่างนั้นเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ประกาศนัดหมายให้กำลังใจภาณุพงศ์ ที่หน้า สภ.คลองหลวง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ในช่วงดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผงเหล็กกั้นหน้า สภ. และไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปด้านใน ทั้งยังมีการติดป้ายประกาศเรื่องข้อกำหนดของ สภ.คลองหลวง ซึ่งระบุมิให้ผู้ใดประพฤติตนก่อความวุ่นวาย ใช้คำพูดหรือกริยาในทางที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย, ห้ามมิให้ใช้เครื่องขยายเสียง, ห้ามเผยแพร่ภาพและเสียงถ่ายทอดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น (live) โดยเฉพาะทางสื่อโซเชียล

    เมี่อประชาชนทยอยไปรวมตัวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเปิดเครื่องเสียงที่อ่านข้อกำหนดเกี่ยวกับการชุมนุมซ้ำไปมา

    ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการปิดเส้นทางเข้า สภ.คลองหลวง 2 จุด ซึ่งเป็นจุดกลับรถ ส่งผลให้รถทุกคันต้องขับขึ้นสะพานซึ่งทางลงจะห่างออกจาก สภ. ไปอีกระยะหนึ่ง ผู้ชุมนุมจึงตั้งคำถามต่อการปิดถนนดังกล่าว ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งบอกว่าอยู่แถวนี้ไม่เคยเห็นมีการปิดมาก่อน

    เวลาประมาณ 19.30 น. ภาณุพงศ์ถูกนำตัวมาถึง สภ.คลองหลวง โดยมีทนายความเดินทางติดตามไปถึงราว 20.00 น. แต่ต้องเจรจาอยู่สักครู่ก่อนได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสถานีตำรวจ ด้าน เบญจา แสงจันทร์ ส.ส. พรรคก้าวไกล ก็เดินทางมาเพื่อเตรียมใช้ตำแหน่งประกันภาณุพงศ์

    ช่วง 20.35 น. มีการปิดไฟที่หน้า สภ.คลองหลวง ทำให้ผู้มาชุมนุมให้กำลังใจภาณุพงศ์ไม่พอใจ ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมยังพยายามทวงถามตำรวจถึงเรื่องที่รองผู้กำกับสืบสวน สภ.คลองหลวง ออกมาแจ้งในช่วงเย็นว่า จะเปิดกล้องวงจรปิดถ่ายทอดบรรยากาศในห้องสอบสวนให้ประชาชนที่เดินทางมาได้ชมด้วย หลังการพูดคุยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อนุญาตให้เพื่อนและบุคคลที่ภาณุพงศ์ไว้ใจรวม 3 คน เข้าไปภายในสถานีตำรวจได้

    21.05 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรถเครื่องเสียงมาตั้งหน้า สภ. ระบุไม่ให้นำโทรโข่งหรือเครื่องขยายเสียงเข้ามาบริเวณ สน. โดยอ้าง พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ ขณะเดียวกันที่ด้านข้างของสถานีตำรวจพบว่า มีบุคคลนอกเครื่องแบบเข้าติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คล้ายกล้องหันมายังกลุ่มผู้ชุมนุม

    ต่อมาราว 21.16 น. สองนักกิจกรรมจากธรรมศาสตร์ ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้เดินทางมาถึง โดยมีผู้ชุมนุมอยู่หน้าสถานีตำรวจประมาณ 100 คน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทยอยเสริมกำลัง และมีการตั้งกล้องวิดีโอถ่ายภาพผู้เข้าร่วมด้วย

    พริษฐ์ได้ปราศรัยเรียกร้องให้ปล่อยตัวภาณุพงศ์ ต่อมาได้มีการพยายามดันรั้วเหล็กที่กั้นเข้าไปที่หน้าประตูของสถานีตำรวจ จนได้เข้าไปปักหลักอยู่ที่ด้านหน้าประตูสถานีตำรวจ โดยระหว่างช่วงชุลมุนปนัสยาได้ล้มลงและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ทั้งยังมีผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

    ราว 22.00 น. ผู้กำกับ สภ.คลองหลวง ได้ออกมาเจรจากับผู้ชุมนุม ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย ยืนหน้าประจันหน้าประชาชน โดยเจ้าหน้าที่พยายามแจ้งให้ผู้ชุมนุมออกไปชุมนุมบริเวณฟุตบาธ แต่ผู้ชุมนุมปฏิเสธ และยังรวมตัวกันอยู่หน้าสถานี ขณะเดียวกันภาณุพงศ์ได้เขียนหนังสือขอบคุณและยืนยันการต่อสู้ออกมาให้ผู้ชุมนุมบริเวณหน้าสถานีตำรวจด้วย

    ขณะที่ด้านในสถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการแจ้ง 5 ข้อกล่าวหาตามหมายจับกับภาณุพงศ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ในคดีนี้ โดยเจ้าหน้าที่กล่าวหาจากเนื้อหาการปราศรัยทั้งบนเวทีในวันที่ 10 ส.ค. 2563 และที่มีการถ่ายทอดบนสื่อโซเชียลต่าง ๆ ด้วย

    ภาณุพงศ์ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ยืนยันว่า การกระทำตามข้อกล่าวหาเป็นไปโดยสุจริต ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ส่วนรายละเอียดจะขอให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนในภายหลัง

    ต่อมา ส.ส.เบญจา ได้ใช้ตำแหน่งยื่นขอปล่อยชั่วคราวภาณุพงศ์ในชั้นสอบสวน แต่เวลาประมาณ 00.30 น. พนักงานสอบสวนยังไม่อนุญาตให้ประกัน โดยระบุว่ายังต้องมีการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างนายประกันกับผู้ต้องหา ตรวจสอบประวัติการต้องโทษคดีอาญาของผู้ต้องหา และตรวจสอบว่ามีหมายจับในคดีอื่นอีกหรือไม่ พนักงานสอบสวนระบุด้วยว่า จะพาภาณุพงศ์ไปขออำนาจศาลจังหวัดธัญบุรีฝากขังในวันพรุ่งนี้

    ทั้งนี้ คดีการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งผู้จัดมีการอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ เป็นครั้งแรกนั้น ยังมีรายงานข่าวว่ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้ขอศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับผู้ร่วมกิจกรรมจำนวนทั้งหมด 6 ราย นอกจากภาณุพงศ์แล้ว ยังมีปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, อานนท์ นำภา, ณัฐชนน ไพโรจน์, "ลูกมาร์ค" และ "ไฟซ้อน" สิทธินนท์ ทรงศิริ

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/20757)
  • เวลา 11.30 น. หน้า สภ.คลองหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังตรึงกำลังอยู่ราว 60 ราย และมีบางส่วนบันทึกภาพวิดิโอบริเวณโดยรอบสถานีตำรวจไว้ ซึ่งมีประชาชนผู้มาให้กำลังใจภาณุพงศ์อยู่ราว 30 คน ที่ปักหลักพักค้างมาตั้งแต่เมื่อคืน คละไปกับสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ที่ประกาศข้อกำหนด สภ.คลองหลวง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในบริเวณสถานีตำรวจ และมิให้ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนอื่นที่มาติดต่อราชการและขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ มาติดตั้งใกล้บริเวณที่ประชาชนผู้มาให้กำลังใจนั่งพักอยู่

    ขณะเดียวกันที่ สน.นางเลิ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าแสดงหมายจับ อานนท์ นำภา ในคดีนี้ ภายหลังอานนท์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีชุมนุมหน้ากองทัพบก ก่อนควบคุมตัวมาที่ สภ.คลองหลวง

    ประมาณ 13.00 น. ทันทีที่อานนท์เดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจราว 40 นาย ตั้งแนวเพิ่มล้อมรอบรถตู้ที่ควบคุมตัวอานนท์พร้อมทนายความ ด้านประชาชนกล่าวให้กำลังใจว่า “อานนท์สู้ ๆ” ตำรวจประกาศว่า จะหาน้ำมาให้ประชาชน แต่ประชาชนตะโกนว่าอยากได้ประชาธิปไตยไม่อยากได้น้ำ

    เมื่ออานนท์เดินเข้าไปข้างในห้องสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการแจ้ง 5 ข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับที่แจ้งภาณุพงศ์ จากเนื้อหาการปราศรัยบนเวทีในการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ซึ่งมีการถ่ายทอดไปบนสื่อโซเชียลต่าง ๆ ด้วย

    เวลา 13.45 พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ควมคุมตัวอานนท์และภาณุพงศ์ไปยังศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อขออำนาจฝากขังในชั้นสอบสวน

    เวลา 14.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจในและนอกเครื่องแบบตรึงกำลังอยู่หน้าศาลจังหวัดธัญบุรีราว 10 นาย คอยบันทึกภาพประชาชนและสื่อมวลชนด้านหน้าศาล ในขณะที่ด้านในบริเวณศาลมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบไม่ต่ำกว่า 60 นาย วางกำลังอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ศาลอนุญาตเพียงทนายความ ประชาชน 5 คน และสื่อมวลชน 5 คน เข้าไปในบริเวณศาล ส่วนคนที่เหลือให้รออยู่ด้านนอก

    เวลา 15.00 น. ศาลเริ่มไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 โดยพนักงานสอบสวนอ้างต้องสอบพยานอีก 20 คน รอผลพิสูจน์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และผลพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ และคัดค้านการให้ประกันทั้งสองในชั้นสอบสวนนี้ ด้วยเหตุว่าคดีอยู่ในความสนใจของประชาชน

    เวลา 17.00 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังอานนท์และภาณุพงศ์ตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน ทนายความจึงยื่นประกันทั้งสอง ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันในวงเงินคนละ 100,000 บาท โดยยังไม่ต้องวางหลักประกันในวันนี้ และไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม

    อานนท์กล่าวหลังได้รับการปล่อยตัวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นใบเสร็จว่าสิ่งที่เราต่อสู้อยู่เป็นเรื่องจริง”

    ด้านไมค์ ภาณุพงศ์ กล่าวว่าตนมีอาการความดันต่ำกำเริบช่วงที่ถูกควบคุมตัว

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 25 ส.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/20815)
  • หลังมีรายงานว่าช่วงสาย-เที่ยง เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เดินทางไปที่บ้านนักกิจกรรมแถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และยึดหนังสือ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์” ที่จะนำไปแจกในงานชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง เกือบ 50,000 เล่ม อ้างว่า มีเนื้อหาล้มล้างการปกครอง ต้องการนำไปตรวจสอบ โดยไม่ได้แสดงหมายใด ๆ นั้น

    เวลา 14.00 น. มีรายงานว่า ชนินทร์ วงษ์ศรี นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ติดตามเจ้าหน้าที่ตำรวจไปที่ สภ.คลองหลวง เพื่อให้ตำรวจลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานในการเข้าตรวจยึดหนังสือ ได้ถูกตำรวจนำตัวไปห้องสอบสวนต่อ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในคดีจากการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563

    หลังชนินทร์โทรศัพท์แจ้งทนายความ และทนายความเดินทางถึง สภ.คลองหลวง เพื่อร่วมรับฟังการแจ้งข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหากับชนินทร์รวม 4 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ มาตรา 34 (6) และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ มาตรา 4 โดยระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่า มีชื่อเป็นผู้ร่วมเปิดบัญชีธนาคารเพื่อเรี่ยไรรับบริจาคจากประชาชนทั่วไปใช้ในการจัดการชุมนุมดังกล่าว

    ชนินทร์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน ทั้งนี้ ในการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกกระบวนการไว้ด้วยกล้องวงจรปิดตลอดเวลา ซึ่งทนายความได้ทำการโต้แย้งขั้นตอนดังกล่าวไว้แล้ว

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชนินทร์โดยไม่ต้องประกันตัว และไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ในเวลาประมาณ 19.30 น.

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.คลองหลวง ลงวันที่ 19 ก.ย. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/21454)
  • หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 04.00 น. มีรายงานว่า “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกจับกุมบริเวณที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล จากหมายจับในคดีการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563

    ต่อมา ในเวลา 08.30 น. “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมที่โรงแรมไอบิส ถนนข้าวสาร พร้อมกับ ณัฐชนน ไพโรจน์ แกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงจากหมายจับจากการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เช่นเดียวกัน

    ปนัสยาไม่ยินยอมให้ตำรวจคุมตัวไปและแสดงออกโดยการอารยะขัดขืนนอนลงกับพื้น ตำรวจได้เข้าอุ้มตัวปนัสยาขึ้นรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ ทะเบียน 5 กต. 6438 กทม. ที่ไม่มีสัญลักษณ์ว่าเป็นรถตำรวจ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงนั่งขนาบทั้งสองข้าง ไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 พร้อมกับณัฐชนน

    จากนั้นพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง เข้าแจ้งข้อกล่าวหาแกนนำนักศึกษาทั้งสามรวม 5 ข้อหา เช่นเดียวกับที่แจ้งภาณุพงศ์และอานนท์ โดยมีทนายความที่ติดตามไปเข้าร่วมฟัง ก่อนทั้งสามคนถูกนำตัวไปศาลจังหวัดธัญบุรีเพื่อขออำนาจฝากขังในช่วงเวลาประมาณ 14.30 น.

    หลังทนายความยื่นคัดค้านการฝากขัง และศาลไต่สวนคำร้องขอฝากขัง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสามคน ส.ส.พรรคก้าวไกล 2 คน และอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีก 1 คน จึงใช้ตำแหน่งยื่นขอประกันนักศึกษาทั้งสาม

    เวลา 17.20 น. ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ระบุว่า ผู้ต้องหานี้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายครั้ง ในลักษณะที่จะก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในบ้านเมือง ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง หลายข้อหา อีกทั้งพนักงานสอบสวนคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว หากปล่อยตัวชั่วคราวออกไป อาจจะกระทำตามที่ถูกกล่าวหาอีก หรือหลบหนีไปได้ ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้ทั้งสามคนถูกควบคุมตัวไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรีในทันที

    (อ้างอิง: บันทึกการจับกุม บก.ตชด.ภาค 1 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/44191)
  • ช่วงสาย คณาจารย์และนักศึกษาจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางไปเยี่ยมทั้งสามคนที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี แต่ทางเรือนจำไม่อนุญาต โดยอ้างถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่ต้องกักตัวผู้ถูกคุมขัง อาจารย์จึงได้เขียนจดหมายให้กำลังใจนักศึกษาทั้งสามคน และฝากหนังสือเข้าไปให้อ่านในระหว่างถูกควบคุมตัว

    จากนั้นคณาจารย์ได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดธัญบุรีพร้อมกับทนายความ เพื่อยื่นประกันตัวทั้งสามคนอีกครั้ง โดยใช้ตำแหน่งอาจารย์เป็นหลักประกัน พร้อมให้เหตุผลว่าทั้งสามคนยังเป็นนักศึกษา มีภารกิจในการเรียนและสอบอยู่ ทั้งพริษฐ์และณัฐชนนยังมีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะณัฐชนนซึ่งขาข้างขวาใส่ขาเทียม ทำให้การใช้ชีวิตในเรือนจำยากลำบาก

    เวลา 16.40 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ระบุว่า ศาลนี้เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างสอบสวนแล้ว และไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทำให้นักศึกษาทั้งสามคนยังคงจะถูกคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรีต่อไป

    (อ้างอิง: https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/pfbid031SQbzTZidHfRTreLuKXFbHzfXDLG68hD76kcneBYZgPFHkDy5auyPMDyhCeQKC4Yl)
  • ทนายความพร้อมนักวิชาการที่อาสาเป็นนายประกันเดินทางไปที่ศาลจังหวัดธัญบุรีเพื่อยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันเพนกวิน, รุ้ง และณัฐชนน โดยเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งให้รอฟังคำสั่ง

    ประมาณ 16.50 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันนักศึกษาทั้งสาม ระบุว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ผู้ต้องหาทั้งสามเป็นนักศึกษา ผู้ขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสามเป็นอาจารย์ ผู้ต้องหาทั้งสามระบุในอุทธรณ์ว่าขอให้คำมั่นจะไม่หลบหนี และจะปฏิบัติตามนัดของศาลโดยเคร่งครัด น่าเชื่อว่าหากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาทั้งสามจะไม่หลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสามในระหว่างสอบสวน ตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป

    วันต่อมา (20 ต.ค. 2563) หลังศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ใช้ตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 คน เป็นหลักประกัน หากผิดสัญญาประกันปรับคนละ 200,000 บาท เวลา 14.15 น. เพนกวิน, รุ้ง และณัฐชนนจึงได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรี

    แม้ว่าเพนกวินและรุ้งจะได้รับการประกันตัว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ได้เข้าอายัดตัวต่อทันที โดยคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขังไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อนำตัวไปแจ้งข้อหาตามหมายจับในคดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอํานาจราษฎร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 ขณะที่ณัฐชนนได้เดินทางกลับบ้าน

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/44230)
  • ผ่านไปนานกว่า 2 ปี หลังการชุมนุม พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีนัดหมายนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 6 คน ไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี โดย 5 คน ยกเว้นชนินทร์ถูกฟ้องใน 3 ข้อหา ได้แก่ “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะที่ชนินทร์ถูกฟ้องเฉพาะข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี บรรยายคำฟ้องแยกเป็น 2 กรรม มีใจความสำคัญดังนี้

    1. ระหว่างวันที่ 21 ก.ค. – 10 ส.ค. 2563 ปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์, ณัฐชนน, พริษฐ์, ไฟซ้อน และลูกมาร์ค ได้ร่วมกันโพสต์ข้อความและภาพลงในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “พรรคโดมปฏิวัติ Dome Revolution” “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และ “Thammasart TODAY” เชิญชวนประชาชน นักเรียน และนักศึกษาให้มาร่วมชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานพญานาค ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และขอรับการสนับสนุนเงินในการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของชนินทร์กับพวก พริษฐ์ยังโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวขอรับการสนับสนุนเงินในการจัดกิจกรรมชุมนุมด้วย

    ก่อนการชุมนุมในวันที่ 7 ส.ค. 2563 ปนัสยาและภาณุพงศ์ได้ยื่นหนังสือต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอใช้ลานพญานาค ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นสถานที่จัดกิจกรรมการชุมนุมดังกล่าว ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาตให้กลุ่มนักศึกษาใช้สถานที่ในการชุมนุมได้ และในวันเดียวกันเวลาประมาณ 12.00 - 15.00 น. ปนัสยาได้เข้าไปในบริเวณที่จัดกิจกรรมพร้อมกับมีรถขนอุปกรณ์ประกอบเวที เครื่องเสียง เข้าไปในพื้นที่ โดยปนัสยาคอยกํากับดูแลการจัดตั้งเวทีพร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ และจัดสถานที่เตรียมความพร้อมในการชุมนุม

    ต่อมา วันที่ 10 ส.ค. 2563 ก่อนการชุมนุม พริษฐ์และสาธรเดินทางเข้ามาในพื้นที่จัดงานโดยทําหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อย สั่งการและกํากับการทํากิจกรรมภายในพื้นที่การชุมนุม

    เมื่อเริ่มกิจกรรมเวลาประมาณ 17.00 น. ลูกมาร์คและไฟซ้อนทำหน้าที่เป็นพิธีกรผู้ดำเนินกิจกรรม โดยมีปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์ และณัฐชนน ขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีการถ่ายทอดสดภาพเคลื่อนไหวและเสียงขณะที่มีการพูดปราศรัย รวมถึงนําภาพของบุคคลอื่นพร้อมข้อความที่ไม่เหมาะสมและมิบังควรขึ้นฉายบนเวที ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงรัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 2,500 คน รวมกันอยู่ในพื้นที่ชุมนุมที่มีพื้นที่ประมาณ 800 ตารางเมตร

    ในการชุมนุมและผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยดังกล่าว ได้มีการพูดปราศรัยในลักษณะปลุกเร้าผู้ร่วมชุมนุมโดยได้พูดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าอยู่เบื้องหลังของการหายตัวไปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และได้มีการฉายภาพ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ซึ่งเป็นผู้กระทําความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและอยู่ระหว่างหลบหนี ขึ้นบนจอแอลอีดีบนเวทีปราศรัยพร้อมกับมีข้อความว่า “ด้วยข้าว ด้วยแกงอ่อม ขอหมูกระทะ” และ “ทรงพระเจริญ” พร้อมกับคํากล่าวนําว่า “ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ” โดยก่อนฉายภาพมีเสียงดนตรีคล้ายในข่าวพระราชสํานัก

    การกระทําดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและมิบังควร เพื่อปลุกปั่นผู้ชุมนุมและประชาชนให้เกิดความรู้สึกเห็นด้วยหรือคล้อยตาม เกลียดชังต่อต้านรัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ มีลักษณะเป็นการปลุกระดมก่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง และใช้ข้อมูลที่เป็นความเท็จ มีลักษณะของการที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและใช้ความรุนแรงในสังคม อันมีผลทําให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ทําให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อันอาจนําไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด

    การกระทำของปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์, ณัฐชนน, พริษฐ์, ไฟซ้อน, ลูกมาร์ค และสาธร เป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทําการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    2. วันที่ 10 ส.ค. 2563 จําเลยทั้งหมดซึ่งร่วมกันเป็นแกนนํา ผู้ดูแล หรือผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ ได้ร่วมชุมนุมทางการเมืองบริเวณลานพญานาค ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต และเป็นการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ สถานที่ใด ๆ ที่แออัด มีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกําหนด โดยจําเลยไม่ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเว้นระยะทางสังคมระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ตามมาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามที่ทางราชการกําหนด

    พนักงานอัยการยังได้แนบคำถอดเทปคำปราศรัยและวิดิโอบันทึกภาพเคลื่อนไหวของการปราศรัยเข้ามาด้วย โดยอัยการไม่ได้คัดค้านการประกันตัวจำเลยทั้งหมด แต่ให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

    หลังศาลรับฟ้องและทนายความยื่นประกัน ศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา โดยให้วางประกันคนละ 100,000 บาท สำหรับชนินทร์ที่ถูกฟ้องเพียงข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลให้วางประกัน 20,000 บาท รวมเงินประกัน 520,000 บาท
    .
    สำหรับการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เป็นการจัดชุมนุมในมหาวิทยาลัยซึ่งมีผู้ขึ้นปราศรัยมาจากหลากหลายกลุ่ม โดยในวันดังกล่าวได้มีการอ่าน "ประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1" ซึ่งมีรายละเอียดเป็นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์จำนวน 10 ข้อ

    การชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ยังนำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญโดย ณฐพร โตประยูร ให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่านักกิจกรรมที่ถูกร้องจำนวน 3 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล มีการกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จากการปราศรัยหรือไม่

    ต่อมา วันที่ 10 พ.ย. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวโดยเห็นว่า การกระทำของทั้ง 3 คน เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่ทั้งนี้คดีในศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวพันกับคดีอาญา ฝ่ายโจทก์ยังต้องนำสืบว่าการกระทำของจำเลยเข้าองค์ประกอบตามข้อกล่าวหาที่ฟ้องมาหรือไม่ อย่างไร

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 30 ส.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/47734)
  • “ไฟซ้อน” สิทธินนท์ ทรงศิริ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อายุ 26 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการต่อต้านก่อการร้าย กองบังคับการปฎิบัติการพิเศษ และ สภ.คลองหลวง ได้สนธิกำลังเข้าจับกุมถึงที่ทำงานย่านลาดพร้าว โดยเป็นการจับกุมตามหมายจับ ออกโดยศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2563

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นการจับกุมจากเหตุการณ์ที่ไฟซ้อนเป็นพิธีกรเวที #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ก่อนควบคุมตัวไฟซ้อนไปทำบันทึกการจับกุมที่ สภ.คลองหลวง

    บันทึกการจับกุมระบุว่า การจับกุมอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง โดยมีชุดจับกุมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งจาก กก.ต่อต้านการร้าย, บก.ปฎิบัติการพิเศษ และ สภ.คลองหลวง รวมทั้งสิ้น 11 นาย โดยอ้างว่าได้รับข้อมูลจาก “สายลับ” ที่ไม่เปิดเผยชื่อว่าผู้ต้องหาได้ปรากฏตัวในสถานที่จับกุม จึงนำกำลังไปจับกุม

    จากนั้นพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้แจ้งพฤติการณ์คดีที่กล่าวหาไฟซ้อนว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2563 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.คลองหลวง ได้ตรวจพบว่า มีการโพสต์ข้อความทางเพจที่ใช้ชื่อว่า “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ภายใต้หัวข้อว่า #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน บนเฟซบุ๊กและสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ชักชวนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมทางการเมือง ณ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

    ต่อมา เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลาประมาณ 17.00 น. ได้เริ่มกิจกรรมปราศรัยบนเวที โดยมีสิทธินนท์ ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและกล่าวเชิญชวนปลุกเร้าผู้ชุมนุมบนเวที และดำเนินกิจกรรมตามที่ปนัสยากับพวกวางแผนและแบ่งหน้าที่กันไว้ โดยมีการเชิญปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์ และณัฐชนน ขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และสถาบันกษัตริย์ โดยมีการถ่ายทอดสดภาพเคลื่อนไหวและเสียงผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ

    พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาสิทธินนท์รวม 5 ข้อหา ได้แก่ “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3), พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวน สิทธินนท์รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ และไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับในคดีนี้มาก่อน โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา รวมถึงไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุม

    เวลา 16.00 น. พ.ต.ท.พิศิษฐ บุญมีสุข พนักงานสอบสวน ได้เร่งรีบนำตัวสิทธินนท์ไปยื่นขออำนาจศาลจังหวัดธัญบุรีฝากขัง โดยอ้างว่า ยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มอีก 1 ปาก และรอผลการตรวจลายนิ้วมือ ทั้งยังคัดค้านการให้ประกัน เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัว เกรงว่าผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี

    หลังศาลอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยขอวางเงินสดจำนวน 100,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ เป็นหลักประกัน ก่อนศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 6 ก.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/48046)
  • หลังจับกุมไฟซ้อนเพียง 1 เดือน พ.ต.ท.สุวิชญ์ สุขประเสริฐ พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี ยื่นฟ้องไฟซ้อนต่อศาลจังหวัดธัญบุรีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ บรรยายคำฟ้องแยกเป็น 2 กรรม โดยมีเนื้อหาเช่นเดียวกับในคดีของปนัสยาและพวกรวม 6 คน ที่ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้

    กล่าวคือ ระบุว่า จำเลยได้ร่วมกับปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์, ณัฐชนน, พริษฐ์ และลูกมาร์ค โพสต์ข้อความและภาพลงเชิญชวนประชาชน นักเรียน และนักศึกษาให้มาร่วมชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค. 2563 และในวันเกิดเหตุจำเลยและลูกมาร์คได้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรผู้ดำเนินกิจกรรม โดยมีปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์ และณัฐชนน ขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีการถ่ายทอดสดภาพเคลื่อนไหวและเสียงขณะที่มีการพูดปราศรัย

    อันเป็นการร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    นอกจากนี้ในวันเกิดเหตุจําเลยกับพวกทั้งหมดซึ่งร่วมกันเป็นแกนนํา ผู้ดูแล หรือผู้จัดการชุมนุมสาธารณะไม่ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเว้นระยะทางสังคมระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ตามมาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามที่ทางราชการกําหนด

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2930/2565 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2565)
  • ในนัดพร้อมสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในคดี อ.2557/2565 ที่มีปนัสยาและพวกรวม 6 คน เป็นจำเลย ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี โจทก์ไม่ค้าน ศาลอนุญาตให้เลื่อนนัดพร้อมสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานไปเป็นวันที่ 6 ก.พ. 2566 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 11 ต.ค. 2565)
  • ไฟซ้อนมาศาลตามนัดคุ้มครองสิทธิในคดี อ.2930/2565 โดยยืนยันให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 7 ก.พ. 2566
  • ปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์, ณัฐชนน จำเลยที่ 1-4 ในคดี อ.2557/2565 เดินทางมาศาล ส่วนพริษฐ์และชนินทร์ จำเลยที่ 5-6 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเนื่องจากติดภารกิจด้านการศึกษา ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ฟัง ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 24 เม.ย. 2566

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 6 ก.พ. 2566)
  • ไฟซ้อนและทนายจำเลยเดินทางมาศาล พนักงานอัยการแถลงว่า ขอให้นำคดีนี้ไปรวมพิจารณาเข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ของศาลนี้ (ปนัสยากับพวกรวม 6 คน เป็นจำเลย) เนื่องจากโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยในคดีดังกล่าวและคดีนี้ร่วมกันกระทำความผิด มีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันและพยานหลักฐานเป็นชุดเดียวกัน ซึ่งการสืบพยานและการพิจารณาพิพากษาจะได้เป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย

    จำเลยและทนายจำเลยแถลงไม่ค้าน ศาลจึงมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ถ้อยคำสำนวนต่อไปจึงให้รวมไว้ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ซึ่งมีนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 24 เม.ย. 2566

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2930/2565 ลงวันที่ 7 ก.พ. 2566)
  • เวลา 12.32 น. “สาธร” (นามสมมติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางไปติดต่อราชการที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม โดยแสดงหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ จ.392/2563 ลงวันที่ 24 ก.ย. 2563 ซึ่งมีเหตุมาจากการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

    หลังทำบันทึกจับกุมที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ สาธรถูกส่งตัวไปยัง สภ.คลองหลวง เจ้าของคดี โดยมีทนายความเดินทางไปร่วมฟังการสอบสวน

    พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาสาธรรวม 4 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่า มีส่วนร่วมในการจัดการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน โดยมีชื่อสาธรเป็นผู้เปิดบัญชีธนาคารรับบริจาคจากประชาชนและร่วมดูแลการชุมนุม แต่ไม่ใช่ผู้ขึ้นเวทีปราศรัยแต่อย่างใด

    สาธรได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นทนายความและนายประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ได้ยื่นขอประกันระหว่างสอบสวน ก่อนเจ้าพนักงานตำรวจ สภ.คลองหลวง ได้อนุญาตให้ประกันโดยให้วางเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมกับนัดหมายให้มารายงานตัวเพื่อเตรียมส่งสำนวนคดีและตัวผู้ต้องหาให้อัยการ ในวันที่ 4 เม.ย. 2566 เวลา 09.30 น. ก่อนปล่อยตัวสาธรกลับ

    (อ้างอิง: บันทึกการจับกุม สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ลงวันที่ 18 มี.ค. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/54514)
  • เวลา 15.30 น. “ลูกมาร์ค” (นามสมมติ) อายุ 24 ปี บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางพร้อมทนายความเข้ามอบตัวที่ สภ.คลองหลวง หลังตำรวจแจ้งผ่านสาธรซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2566 ให้เขาเข้ามอบตัว เนื่องจากมีหมายจับในคดีเดียวกันด้วย โดยลูกมาร์คไม่เคยได้รับหมายเรียกใด ๆ มาก่อน

    หมายจับลูกมาร์คออกไว้ตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2563 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหารวม 5 ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3), พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และข้อหาร่วมกันโฆษณาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่า ลูกมาร์คมีส่วนร่วมในการจัดการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน โดยเป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมดูแลการชุมนุม

    ลูกมาร์คให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นทนายความและนายประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ได้ยื่นขอประกันตัวในระหว่างสอบสวน พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์จำนวน 50,000 บาท พร้อมนัดหมายให้มารายงานตัวเพื่อเตรียมส่งสำนวนคดีต่ออัยการต่อไป

    ลูกมาร์คเปิดเผยว่า เป็นคดีแรกที่ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่ควรที่จะเกิดขึ้น “การชุมนุมในครั้งนั้นเกิดขึ้นในบริเวณของรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาสามารถทำกิจกรรมและใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างปลอดภัย เราไม่ควรถูกดำเนินคดีแบบนี้”

    ลูกมาร์คกล่าวต่อว่า ถึงแม้ข้อกล่าวหาหลักที่ตนเองโดนจะเป็นมาตรา 116 ไม่ใช่ มาตรา 112 ก็เห็นว่าไม่ควรเกิดขึ้น เพราะในวันชุมนุมลตนมีหน้าที่เพียงดำเนินรายการ และพูดเชิญนักกิจกรรมขึ้นมาปราศรัยบนเวทีเท่านั้น ไม่ได้ปราศรัยและไม่ได้พูดยุยงปลุกปั่นตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม ลูกมาร์คได้ปิดท้ายไว้ว่า ตนเองไม่ได้มีความกังวลเรื่องคดีความที่จะต่อสู้ในชั้นศาล พร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู้เต็มที่ และคดีความนี้ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกหมดกำลังใจหรือย่อท้อต่อการเข้าร่วมชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองแต่อย่างใด

    การดำเนินคดีกับลูกมาร์คเพิ่มอีกราย ทำให้มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมครั้งนี้รวม 9 คนแล้ว

    (อ้างอิง: บันทึกการจับกุม สภ.คลองหลวง ลงวันที่ 20 มี.ค. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/55287)
  • พริษฐ์ไม่ได้เดินทางมาศาลเพียงคนเดียว โดยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเนื่องจากติดคดีอื่นของศาลอาญา

    ศาลอนุญาตให้รวมคดีหมายเลขดําที่ อ.2930/2565 (ไฟซ้อนเป็นจำเลย) เข้ากับสํานวนคดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 (จำเลย 6 คน) โดยให้สํานวนคดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 เป็นสํานวนคดีหลัก ให้เรียกไฟซ้อนเป็นจําเลยที่ 7

    ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้ชนินทร์ จําเลยที่ 6 และไฟซ้อน จําเลยที่ 7 ฟังอีกครั้ง ทั้งสองยืนยันให้การปฏิเสธ เลื่อนไปสอบคำให้การพริษฐ์ จำเลยที่ 5 และตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 10 ก.ค. 2566 เวลา 09.30 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 24 เม.ย. 2566)
  • พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรียื่นฟ้องลูกมาร์คและสาธรใน 3 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่นเดียวกับคนอื่น โดยบรรยายคำฟ้องแยกเป็น 2 กรรม มีเนื้อหาเช่นเดียวกับในคดีที่ฟ้องไปก่อนหน้านี้

    กล่าวคือ ระบุว่า ลูกมาร์ค จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์, ณัฐชนน, พริษฐ์ และไฟซ้อน โพสต์ข้อความและภาพลงเชิญชวนประชาชน นักเรียน และนักศึกษาให้มาร่วมชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค. 2563 และในวันเกิดเหตุสาธร จำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่สั่งการและกำกับการทำกิจกรรมภายในพื้นที่การชุมนุม ส่วนลูกมาร์คได้ร่วมกับและไฟซ้อนทำหน้าที่เป็นพิธีกรผู้ดำเนินกิจกรรม โดยมีปนัสยา, ภาณุพงศ์, อานนท์ และณัฐชนน ขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีการถ่ายทอดสดภาพเคลื่อนไหวและเสียงขณะที่มีการพูดปราศรัย

    อันเป็นการร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    นอกจากนี้ในวันเกิดเหตุจําเลยทั้งสองกับพวกทั้งหมดซึ่งร่วมกันเป็นแกนนํา ผู้ดูแล หรือผู้จัดการชุมนุมสาธารณะไม่ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเว้นระยะทางสังคมระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ตามมาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามที่ทางราชการกําหนด

    หลังศาลรับฟ้อง ทนายได้ยื่นประกันสาธรและลูกมาร์คในระหว่างพิจารณาคดี ศาลอนุญาตให้ประกัน กำหนดวงเงินประกันคนละ 70,000 บาท

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.1532/2566 ลงวันที่ 25 เม.ย. 2566)
  • ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้พริษฐ์ จำเลยที่ 5 ฟังอีกครั้ง พริษฐ์ยืนยันให้การปฏิเสธ

    โจทก์แถลงว่า เนื่องจากมีการฟ้องจำเลยอีก 2 คน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1532/2566 ซึ่งเป็นคดีที่มีพยานหลักฐานชุดเดียวกัน และเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีนี้ (อ.2557/2565) จึงขอรวมพิจารณาคดีดังกล่าวเข้ากับคดีนี้ ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในวันนี้ สาธร จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ศาลจึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การและกำหนดวันนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 25 ก.ค. 2566 เวลา 09.30 น.

    ส่วนในคดีหมายเลขดำที่ อ.1532/2566 ของลูกมาร์คและสาธร ซึ่งมีนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันนี้เช่นเดียวกันนั้น ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้ลูกมาร์ค จำเลยที่ 1 ฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ ในส่วนของสาธร จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีจากเหตุที่สาธรติดเชื้อโควิด-19 ศาลจึงให้เลื่อนไปนัดสอบคำให้การจำเลยที่ 2 และตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 ก.ค. 2566 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 และ อ.1532/2566 ลงวันที่ 10 ก.ค. 2566)
  • ศาลอนุญาตให้นำสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1532/2566 (ลูกมาร์คและสาธรเป็นจำเลย) มารวมพิจารณาในคดีนี้ (อ.2557/2565) โดยให้เรียกลูกมาร์คและสาธรเป็นจำเลยที่ 8 และที่ 9 ตามลำดับ ก่อนถามคำให้การอีกครั้ง ลูกมาร์คและสาธรยืนยันให้การปฏิเสธ

    โจทก์แถลงติดใจสืบพยานบุคคลรวม 16 ปาก ใช้เวลาสืบ 5 นัด ด้านทนายจำเลยแถลงขอสืบพยานบุคคลรวม 16 ปาก ใช้เวลาสืบ 3 นัด

    นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2, 3, 4, 9, 10 ต.ค. 2567 สืบพยานจำเลยในวันที่ 11, 24, 25 ต.ค. 2567

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 25 ก.ค. 2566)
  • ++ภาพรวมการสืบพยาน: จำเลยสู้คดี ยืนยันการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ไม่มีความรุนแรง-ใช้กำลัง และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ส่วนสถานที่ชุมนุมโล่งกว้าง อากาศถ่ายเท และมีมาตรการป้องกันโควิด 19

    ในการสืบพยานทั้งสิ้นจำนวน 7 นัด ระหว่างวันที่ 2 – 4, 9 – 10, 25 ต.ค. และ 12 พ.ย. 2567 ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบ 11 ปาก ฝ่ายจำเลยมี ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าเบิกความเป็นพยาน ในระหว่างการสืบพยานไม่สามารถติดต่อภาณุพงศ์และพริษฐ์ได้ ศาลจึงออกหมายจับและจำหน่ายคดีในส่วนของทั้งสองคน

    สำหรับฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ในคดีคือ ในที่ชุมนุมวันเกิดเหตุ เป็นการชุมนุมปราศรัยเพื่อแสดงความเห็นโดยสงบ มีการตรวจคัดกรองอาวุธก่อนเข้างาน เป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ไม่ใช้กําลังข่มขืนใจหรือใช้กําลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

    และสำหรับข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อนั้น เป็นความหวังดีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยเป็นเพียงข้อเสนอ ไม่ได้บีบบังคับหน่วยงานใดหรือบุคคลใดให้ดําเนินการแต่อย่างใด และข้อเสนอดังกล่าวไม่ถึงกับก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เนื่องจากเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น จึงไม่ได้ส่งเสริมให้ใครก่อความปั่นป่วนหรือความกระด้างกระเดื่อง หรือความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม

    อีกทั้งที่เกิดเหตุยังเป็นสถานที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเท ไม่แออัด และผู้จัดชุมนุมมีมาตรการป้องกันโรคโควิดและมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจวัดอุณหภูมิ แจกเจลแอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัยก่อนเข้าพื้นที่ชุมนุม
    .
    การสืบพยานในคดีนี้ อานนท์ นำภา นอกจากเป็นหนึ่งในจำเลย ยังร่วมทำหน้าที่เป็นทนายจำเลยด้วย แต่ก่อนเริ่มสืบพยาน ผู้พิพากษามีความเห็นว่า ไม่สามารถให้อานนท์ว่าความได้ เนื่องจากสวมชุดนักโทษ จึงไม่สามารถสวมครุยทนายได้ แต่อานนท์ยืนยันว่า สามารถปฏิบัติหน้าที่ทนายความได้ โดยระบุว่า ศาลอาญาเคยมีหนังสือไปสอบถามสภาทนายความฯ ซึ่งสภาทนายความฯ เองก็มีหนังสือยืนยันว่าตนปฏิบัติหน้าที่ทนายความได้ หลังจากศาลไปปรึกษาหัวหน้าศาลแล้ว ได้อนุญาตให้อานนท์ว่าความได้ เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตว่าความแต่อย่างใด
    .
    ++ตำรวจผู้กล่าวหาระบุ จำเลยปราศรัยหมิ่นเหม่ผิด ม.112 ก่อนผู้บังคับบัญชาให้แจ้งความข้อหา 116 แต่รับ คําปราศรัยไม่ยุยงให้ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้กําลังประทุษร้าย และที่ชุมนุมเป็นพื้นที่โล่ง

    พ.ต.อ.ณฐณัษฐ์ สัมภัณสิทธิ์ ผู้กล่าวหา ขณะเกิดเหตุเป็นรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.คลองหลวง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2563 พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ให้พยานกับพวกเฝ้าติดตามกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองในสื่อโซเชียล จากนั้นพยานได้ข้อมูลจากเพจ “พรรคโดมปฏิวัติ” ว่าจะมีการนัดชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและแสดงกิจกรรมทางการเมืองในวันเปิดเทอมวันแรก คือวันที่ 10 ส.ค.​ 2563 โดยจะมีรายละเอียดลงในวันที่ 27 ก.ค. 2563 ในเพจชื่อ “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม”

    เท่าที่พยานจําได้คือจะมีการชุมนุมตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป บริเวณลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีการเชิญชวนประชาชน นักศึกษาที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาจึงมอบหมายให้พยานกับพวกสืบสวนเกี่ยวกับการชุมนุมดังกล่าว จากการสืบสวนเบื้องต้นได้ความว่า มีผู้ร่วมจัดประมาณ 6 คน คือ จําเลยที่ 1 – 4, ที่ 7 และที่ 8 มีการระดมทุนโดยระบุเลขที่บัญชีและมีชื่อจําเลยที่ 6 และที่ 9 เพจเฟซบุ๊กของจําเลยที่ 5 ก็มีการลงข้อความเชิญชวนให้บริจาคเงินเข้าบัญชีดังกล่าว จากการตรวจสอบบัญชีในวันที่ 1 ส.ค. 2563 ปรากฏว่ามียอดเงินประมาณ 400,000 บาทเศษ

    ต่อมา ในวันที่ 7 ส.ค.​ 2563 ได้มีการประชุมของฝ่ายสืบสวน ซึ่งมีสารวัตรสืบสวนเข้าร่วมประชุม แต่พยานไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย จากนั้นในวันที่ 9 ส.ค.​ พยานได้ตรวจสอบการอนุญาตให้ใช้พื้นที่บริเวณลานพญานาค ปรากฏว่าผู้อนุญาตให้ใช้สถานที่คือ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ในวันดังกล่าวพยานและชุดสืบสวนยังได้ลงพื้นที่บริเวณที่มีการจัดกิจกรรมด้วย และพบจำเลยที่ 1 กำลังเตรียมอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมและเห็นรถบรรทุกประมาณ 4 คัน

    ในวันเกิดเหตุเวลา 09.00 น. มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) เพื่อติดตามการชุมนุมดังกล่าว รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารตามสื่อสังคมออนไลน์ ต่อมา ในเวลา 15.00 น. พยานเห็นจําเลยที่ 5 เข้ามาดูแลการจัดกิจกรรม โดยในวันเกิดเหตุ แต่ละคนทําหน้าที่อย่างไรบ้าง พยานพอสรุปได้ดังนี้

    จําเลยที่ 1 (ปนัสยา) ขึ้นไปกล่าวปราศรัยบนเวที 2 ครั้ง มีการอ่านแถลงการณ์ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ซึ่งพยานจำรายละเอียดไม่ได้ และปราศรัยที่มีคําพูดหมิ่นเหม่ที่จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ด้วย อีกทั้งมีการโจมตีรัฐบาลในขณะนั้นเรื่องการบริหารประเทศและให้ยุบสภา มีการทวงคืนประชาธิปไตย และให้หยุดคุกคามประชาชน

    จําเลยที่ 2 (ภาณุพงศ์) และจําเลยที่ 3 (อานนท์) ขึ้นปราศรัยบนเวที โดยเนื้อหาการปราศรัยของจำเลยที่ 3 มีลักษณะหมิ่นเหม่เกี่ยวกับมาตรา 112 ด้วย

    จําเลยที่ 4 (ณัฐชนน) ปราศรัยและอ่านประกาศของคณะราษฎร พยานจํารายละเอียดไม่ได้ แต่เท่าที่จำได้ประกาศคณะราษฎรมีลักษณะหมิ่นเหม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112

    จําเลยที่ 5 (พริษฐ์) เป็นผู้ร่วมชักชวนในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวให้ประชาชนคนทั่วไป นิสิตและนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม และมีส่วนในการจัดกิจกรรม จัดสถานที่ รวมทั้งร่วมชุมนุมด้วย

    จําเลยที่ 7 (ไฟซ้อน) และที่ 8 (ลูกมาร์ค) ทําหน้าที่เป็นพิธีกร และได้นํารูปของสมศักดิ์และปวิณขึ้นจอโปรเจคเตอร์ โดยเปรียบเทียบกับรูปที่มีอยู่ทุกบ้าน ในทํานองหมิ่นเหม่ที่จะเข้าข่ายมาตรา 112 ทั้งยังมีการพูดในลักษณะล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ พยานจำได้บางส่วนว่า “ด้วยข้าว ด้วยแกงอ่อม…” พร้อมทั้งเปิดเพลง

    ในช่วงที่มีคนมาร่วมชุมนุมมากที่สุด พยานกะด้วยสายตาแล้วมีประมาณ 1,500 คน มีเพียงบางคนที่ใส่หน้ากากอนามัย มีจุดตรวจวัดอุณภูมิเพียงจุดเดียว และไม่เห็นจุดตรวจหาเชื้อโควิด 19 วันดังกล่าวมีตํารวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมสังเกตการณ์ด้วย

    หลังการชุมนุมมีคำสั่งแต่งตั้งพยานให้เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน จากนั้นผู้บังคับบัญชามอบหมายให้พยานแจ้งความดําเนินคดีจําเลยที่ 1-4 และที่ 7-8 ต่อมา ได้มีการสืบสวนเพิ่มเติมและมอบหมายให้แจ้งความเพิ่มอีก 3 คน คือ จําเลยที่ 5 – 6 และที่ 9

    วันที่ 19 ก.ย. 2563 ตํารวจชุดสืบสวน กองกํากับการสืบสวนจังหวัดปทุมธานี และฝ่ายสืบสวน สภ.คลองหลวง ได้ตรวจสอบและตรวจยึดเอกสารที่หมิ่นเหม่ว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์จากจําเลยที่ 4 ซึ่งเชื่อมโยงกับการชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค. 2563

    พยานได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งเก้าในข้อหาตามมาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

    จากนั้น พ.ต.อ.ณฐณัษฐ์ ตอบทนายจําเลยถามค้านว่า พยานทราบว่า การขออนุญาตชุมนุมเป็นเรื่องภายในมหาวิทยาลัย และมีตํารวจเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการขออนุญาตด้วย โดยพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดชุมนุมเป็นที่โล่งกว้าง และมีอากาศถ่ายเท

    พยานจำไม่ได้ว่าในช่วงเกิดเหตุมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นศูนย์หรือไม่ และไม่ได้ตรวจสอบกับสำนักนายกฯ ว่ามียอดผู้ติดเชื้อโควิดเท่าใดก่อนจะมีการดำเนินคดี แต่พยานเชื่อว่าคณะทำงานได้ตรวจสอบแล้ว และเหตุผลที่ไม่ได้ส่งรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อเข้ามาในสำนวนการสอบสวน เนื่องจากไม่เห็นว่าเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อจำเลยอย่างไร

    พยานคิดว่า สถานศึกษาที่พยานจบมานั้นมีการสอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 แต่พยานไม่ทราบว่า ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 มีรายละเอียดอย่างไร และแถลงการณ์ที่อ่านในวันเกิดเหตุเป็นประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 2 หรือไม่ รวมทั้งไม่ทราบว่า มีใครไปฟ้องคณะราษฎรจากเหตุที่อ่านประกาศดังกล่าวหรือไม่

    หากมีการสืบค้นทางข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็จะพบว่า มหาวิทยาลัยหรือสถาบันพระปกเกล้าก็มีการสอนเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองและคณะราษฎร แต่จะมีบุคคลใดไปฟ้องสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ พยานไม่ทราบ

    พยานทราบว่า ที่ผ่านมามีการรัฐประหารหลายครั้ง และมีนักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยหลายครั้งด้วยเช่นเดียวกัน และล่าสุดในปี 2557 มีการรัฐประหารโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พยานเห็นว่า บุคคลที่ไม่เห็นด้วยสามารถออกมาแสดงความคิดเห็นได้หากอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย รวมทั้งหากไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร ก็สามารถคัดค้านได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย

    พยานเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีผลต่อการเลือกตั้งปี 2566 แต่ไม่ขอออกความเห็นว่า ควรให้ สว.มีอํานาจเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากไม่มีผลกับจําเลยในคดีนี้

    พยานไม่ทราบว่า สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ แต่ทราบว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภาได้ อย่างไรก็ตาม พยานไม่ทราบว่า การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภานั้นเป็นข้อเรียกร้องตามปกติของระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

    พยานทราบว่า ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2475 มีการระบุถึงสถานะและพระราชอํานาจของสถาบันกษัตริย์ไว้ด้วย แต่ไม่ทราบว่า มีการระบุว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือไม่ และจําไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จะมีการระบุในบางส่วนของมาตรา 3 ว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือไม่

    หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จนถึงปัจจุบัน พยานเห็นว่า องค์พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ สำหรับคำปราศรัยในวันเกิดเหตุที่ว่า “กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ” สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น พยานไม่ขอให้ความเห็น เนื่องจากคำปราศรัยมีมากกว่านั้น พยานไม่ได้พิจารณาเพียงประโยคเดียว

    ทนายถามพยานว่า สถานะของพระมหากษัตริย์ตามระบบบูรณาญาสิทธิราชย์ กับในระบอบประชาธิปไตยก็แตกต่างใช่หรือไม่ พยานตอบว่า แตกต่างด้วยคําพูด ทนายจึงถามพยานต่อไปว่า แต่อย่างอื่นก็เหมือนเดิมใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เนื่องจากวลีบางวลีก็ไม่เหมือนกัน ทนายจึงถามพยานว่า พระราชอํานาจและสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ยังเหมือนเดิมทุกประการใช่หรือไม่ พยานของดออกความเห็น

    พยานไม่ทราบว่า ทั่วโลกที่เป็นระบอบประชาธิปไตยประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้หรือไม่ อีกทั้งไม่ทราบว่า ประเทศไทยเคยมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มาแล้วหลายฉบับ

    พยานไม่ทราบว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นเหมือนกับธรรมนูญการปกครอง 2475 สามารถกระทำได้ และรัฐธรรมนูญห้ามการแก้ไขเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงอํานาจของรัฐเท่านั้น แต่ส่วนอื่นแก้ไขได้ รวมทั้งไม่ทราบว่า รัฐสภาสามารถลดหรือยกเลิกอํานาจของสถาบันกษัตริย์ ตลอดจนหน่วยงานในพระองค์ได้

    ทนายถามว่า พยานทราบหรือไม่ว่าประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์เหมือนประเทศไทยนั้น ห้ามสถาบันกษัตริย์รับหรือให้ทรัพย์สิน เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ของประเทศญี่ปุ่น พยานตอบว่า ไม่ทราบ และไม่ทราบว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เหมือนกับมาตรา 8 ของประเทศญี่ปุ่นสามารถทําได้ อีกทั้งไม่ทราบว่าประเทศอังกฤษจะมีการห้ามสถาบันกษัตริย์แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะหรือไม่

    พยานไม่ทราบว่าหลัก “The King Can Do No Wrong” จะมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจำไม่ได้ว่าหลักการเรื่องปกเกล้าไม่ปกครองจะมีในรัฐธรรมนูญอย่างไร

    พยานเห็นว่า การนําเสนอข่าวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทั้งในด้านดีและไม่ดี หรือรอบด้านนั้นหากอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็สามารถทําได้ ซึ่งในส่วนการนําเสนอข่าวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ว่าควรนําเสนอให้รอบด้านหรือไม่ พยานของดออกความเห็น

    พยานไม่เคยทราบข่าวว่ามีการอุ้มฆ่าวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่ประเทศลาว และของดออกความเห็นว่าควรจะมีการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการตายของบุคคลทั้งสองให้กระจ่างหรือไม่

    พยานของดออกความเห็นว่า การรัฐประหารเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีอย่างไร ถูกต้องตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ รวมถึงของดออกความเห็นว่า พยานเห็นด้วยหรือไม่หากมีการเสนอให้สถาบันกษัตริย์งดลงพระปรมาภิไธยในการรัฐประหาร

    พยานไม่ทราบว่า ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเป็นการให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่แต่ให้ปรับตัว

    ตามที่ทนายจำเลยขอหมายเรียกพยานเอกสารคําสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีนั้น พยานไม่รับรองว่า เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีนี้หรือไม่ เนื่องจากไม่ใช่เอกสารในชั้นสอบสวนที่พยานลงชื่อไว้

    พยานของดออกความเห็นว่า หากระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข กษัตริย์มีพระราชอํานาจมากเกินไปจะทําให้ไม่เกิดสมดุลในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และในส่วนขององค์พระราชินี หากมีพระราชอํานาจมากเกินไปก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีพระราชอํานาจน้อยลงได้หรือไม่

    พยานไม่ทราบว่า รัชกาลที่ 10 มีความเห็นให้แก้รัฐธรรมนูญที่ลงประชามติแล้ว ในกรณีที่รัชกาลที่ 10 ไม่ได้ประทับอยู่ที่ราชอาณาจักร ให้ตั้งผู้สําเร็จราชการแทนหรือไม่ตั้งก็ได้ และไม่ทราบอีกว่า ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 จนถึงปัจจุบันในกรณีที่กษัตริย์ไม่อยู่ในราชอาณาจักรจะต้องตั้งผู้สําเร็จราชการแทนเสมอ

    ในวันเกิดเหตุในคดีนี้ รัชกาลที่ 10 จะประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมันหรือไม่ พยานไม่ทราบ และในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ พยานก็ไม่ทราบเช่นกัน และไม่ทราบว่าการที่กษัตริย์ไม่ประทับอยู่ในประเทศไทยจะทําให้มีผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการของข้าราชการบางหน่วยงานที่จะต้องถวายคําสัตย์ปฏิญาณต่อหน้ากษัตริย์ และในช่วงเกิดเหตุคดีนี้พยานของดออกความเห็น จากที่ทนายถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่าที่จะเชิญพระองค์ท่านกลับมาประเทศไทย

    ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ พยานทราบว่า จําเลยที่ 3 เป็นทนายความสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่นักศึกษาธรรมศาสตร์ และพยานจําได้ว่าในวันเกิดเหตุจําเลยที่ 4 ไปร่วมชุมนุมและขึ้นปราศรัยอ่านคําแถลงการณ์ โดยพยานถือว่าจําเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมกิจกรรม และพยานเข้าใจว่าผู้ที่ขึ้นปราศรัยจะถือว่าเป็นผู้ร่วมกิจกรรม หากแนวทางการสืบสวนไม่ปรากฏว่าเป็นผู้จัดกิจกรรม

    ในการประชุมร่วมกันของคณะทำงานพยานจำไม่ได้ว่ามีการนำ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการส่วนพระองค์ฯ, พ.ร.ฎ.โอนอัตรากําลังพลฯ และ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ฯ มาพิจารณาด้วยหรือไม่

    พยานจำไม่ได้ว่า ก่อนที่จะมีการแจ้งความในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พยานทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นแอดมินเพจที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในการไลฟ์สดการปราศรัย หรือมีการส่งข้อมูลไปตรวจสอบที่ ปอท. หรือไม่

    พยานทราบบ้างว่า รัชกาลที่ 10 มีการขยายพระราชอำนาจมากกว่ารัชกาลที่ 9 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในการขยายพระราชอํานาจ แต่งดออกความเห็น

    พยานทราบว่า ตนแจ้งความดําเนินคดีกับจําเลยในข้อหามาตรา 116 แต่ที่พยานเบิกความตอบอัยการว่า ถ้อยคําที่ปราศรัยในวันเกิดเหตุมีลักษณะเป็นการหมิ่นเหม่เข้าข่ายมาตรา 112 นั้น เนื่องจากพยานเห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงที่เกือบจะเข้าองค์ประกอบความผิดมาตรา 112 และเท่าที่พยานจําได้ การชุมนุมปราศรัยในวันเกิดเหตุไม่มีการดําเนินคดีมาตรา 112 กับบุคคลใด แม้กระทั่งผู้ที่ชูป้ายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

    ทนายถามว่า ในทางสืบสวน จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือการไลฟ์สดใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เกี่ยวข้องในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยถือว่าเป็นผู้ปราศรัยบนเวที

    หลังการชุมนุมไม่มีการใช้กําลังประทุษร้ายหรือก่อความวุ่นวายหรือเหตุรุนแรงแต่อย่างใด และแยกย้ายไปโดยสงบไม่ได้มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่

    การโพสต์เชิญชวนเข้าร่วมชุมนุมเป็นการโพสต์ในเพจ ซึ่งพยานจําไม่ได้ว่ามีใครเป็นแอดมินเพจ และนอกจากจำเลยที่ 5 มีจําเลยคนอื่นโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวหรือไม่

    พยานไม่ทราบว่า บัญชีธนาคารที่มีชื่อของจําเลยที่ 6 และที่ 9 ร่วมกัน เป็นบัญชีของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมหรือไม่

    ความเห็นที่พยานเสนอต่อผู้บังคับบัญชาว่า ถ้อยคําในการปราศรัยมีการหมิ่นเหม่ที่จะเข้าข่ายมาตรา 112 นั้น เป็นความเห็นของคณะทํางานไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวของพยาน และในการแจ้งความข้อหามาตรา 116 นั้นเป็นการมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาด้วยวาจาในที่ประชุม แต่จำไม่ได้ว่าจะมีความเห็นประกอบที่เป็นหนังสือด้วยหรือไม่

    พยานเข้าใจว่า การปราศรัยในวันเกิดเหตุนั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือล้มล้างการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ส่วนข้อเรียกร้องในวันเกิดเหตุนั้นพยานไม่ยืนยันว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่

    วันเกิดเหตุไม่ได้มีการตรวจยึดหรือพบว่าประชาชนคนใดมีอาวุธ อีกทั้งคําปราศรัยในวันเกิดเหตุนั้น ไม่มีการยุยงให้ใช้ความรุนแรง หรือใช้อาวุธทําร้ายเจ้าหน้าที่แต่แต่อย่างใด และการชุมนุมดังกล่าวไม่กระทบการสัญจรนอกมหาวิทยาลัย อีกทั้งเห็นว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่โล่งกว้างไม่ได้แออัด

    ในวันเกิดเหตุ พยานแต่งกายนอกเครื่องแบบอยู่ในที่ชุมนุม หลังจากวันเกิดเหตุพยานก็ไม่ได้ติดเชื้อโควิด 19 แต่จําไม่ได้ว่าชุดสืบสวนคนอื่นมีผู้ใดติดเชื้อโควิดหรือไม่ และก่อนพยานจะแจ้งความดําเนินคดีกับจําเลยได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้วย โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขแจ้งว่า วันเกิดเหตุเข้ามาทําหน้าที่คัดกรอง แต่ไม่เห็นด้วยที่การชุมนุมมีจํานวนคนเข้าร่วมมากเกินไป อย่างไรก็ตาม พยานยืนยันว่า บริเวณที่ชุมนุมยังเหลือพื้นที่ให้คนเดินไปมาได้

    (อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/73627)
  • ++พนักงานสาธารณสุขคลองหลวงแจ้งความ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ แต่ยืนยันเรื่องสวมแมสก์-การล้างเจลแอลกอฮอล์ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล และเป็นการชุมนุมโดยสงบ ที่ชุมนุมเป็นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเท

    หทัยดาว คุ้มเมือง อายุ 34 ปี ขณะเกิดเหตุเป็นนักวิชาการสาธารณสุข อยู่ที่สํานักงานสาธารณสุขคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับมอบหมายจากสาธารณสุขอําเภอให้ไปทําหน้าที่คัดกรองผู้เข้าร่วมชุมนุม เนื่องจากในขณะนั้นมีสถานการณ์โควิด 19 และศูนย์บริหารสถานการณ์โควิดกําหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ในประเทศไทย

    พยานเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 15.00 - 17.00 น. จากนั้นสาธารณสุขอําเภอได้มีการจัดประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งหมดที่เดินทางไปราว 30 คน โดยในส่วนของสาธารณสุขคลองหลวง มีชุดปฏิบัติงานจํานวน 3 ชุด และมีการแบ่งหน้าที่กันทํา

    พยานและเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้รับมอบหมายให้วัดอุณหภูมิผู้เข้าร่วมชุมนุมโดยใช้เครื่องเทอร์โมมิเตอร์ตรวจสอบบริเวณหน้าผากอยู่บริเวณทางเข้า-ออก เจ้าหน้าที่บางคนถือเจลแอลกอฮอล์ให้ผู้ชุมนุมล้างมือก่อนเข้าไปที่ชุมนุม ผู้เข้าร่วมชุมนุมซึ่งพยานไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไหร่ มีทั้งนั่งกับพื้นและยืน

    ต่อมา สภ.คลองหลวง ทำหนังสือไปถึงสาธารณสุข จากนั้นสาธารณสุขอําเภอคลองหลวงได้มอบหมายให้พยานไปร้องทุกข์เกี่ยวกับมาตรการโควิด ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว หากมีการจัดกิจกรรมจะต้องสวมหน้ากากอนามัย มีจุดล้างมือ คัดกรองอุณหภูมิ และควบคุมไม่ให้แออัด ซึ่งตามภาพถ่ายขณะเกิดเหตุปรากฏภาพผู้ชุมนุมบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย

    พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เหตุการณ์ที่น่ากังวลสําหรับวันเกิดเหตุคือมีผู้เข้าร่วมชุมนุมมีจํานวนมาก ส่วนเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย การล้างเจลแอลกอฮอล์ และการแจกหน้ากากอนามัยไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

    ในการคัดกรองหากปรากฏว่ามีผู้อุณหภูมิสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็จะไม่อนุญาตให้เข้าร่วมชุมนุม พยานอยู่บริเวณจุดคัดกรองบริเวณทางเข้าจนกระทั่งมืดแล้วและไม่มีใครเข้าไปในพื้นที่อีก จึงย้ายไปอยู่จุดปฐมพยาบาล

    ก่อนไปปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคนรวมทั้งพยานได้มีการตรวจหาเชื้อโควิด แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดติดเชื้อโควิด 19 ทนายจำเลยถามว่า ที่ปรากฏภาพถ่ายในที่เกิดเหตุว่าเจ้าหน้าที่ยืนชิดติดกัน ไม่เว้นระยะห่าง 1 เมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ราชการกำหนด เพราะสวมหน้ากากอนามัยแล้วใช่หรือไม่ พยานตอบว่า การสวมหน้ากากอนามัยสามารถป้องกันโรคได้ แต่การจัดกิจกรรมต้องมีมาตรการในการควบคุมโรค

    ทนายจำเลยถามต่อว่า หากผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้เว้นระยะห่างกัน 1 เมตร จะต้องสวมหน้ากากอนามัยจึงจะเป็นการป้องกันโรคติดต่อได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เนื่องจากในช่วงเวลาเกิดเหตุ โรคโควิด 19 เป็นโรคใหม่ในประเทศไทย ซึ่งองค์ความรู้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ พยานจึงไม่สามารถตอบคําถามนี้ได้ พยานทราบว่า หน้ากากอนามัยช่วยลดการกระจายน้ำลาย และสามารถป้องกันโรคโควิด 19 ได้ แต่ไม่ทราบว่ามีประสิทธิภาพสูงหรือไม่

    สาธารณสุขอําเภอคลองหลวงไม่ได้มีการประชุมก่อนวันเกิดเหตุ เนื่องจากเป็นคําสั่งด่วน แต่มีการประชุมหน้างาน พยานลงพื้นที่โดยอาศัยอํานาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และตามข้อกำหนดและประกาศในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หลังเกิดเหตุไม่ได้มีการสอบสวนโรคว่า มีผู้ใดติดเชื้อโควิดจากการเข้าร่วมชุมนุมหรือไม่

    เนื่องจากพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ซึ่งหากพบว่าผู้ใดไม่สวมหน้ากากอนามัย สามารถเข้าไปตักเตือนให้สวมหน้ากากอนามัยได้ ส่วนบนเวทีจะมีการประกาศเป็นระยะว่าให้มีการสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่ พยานไม่ทราบ

    เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทําหน้าที่บันทึกภาพสามารถเดินได้ทั่วงาน ซึ่งในวันดังกล่าวไม่ได้มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนว่าใครจะทําหน้าที่เดินไปตักเตือนและบันทึกภาพ แต่ต่างคนจะใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพไว้

    พยานไม่ทราบว่า ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้คนอื่นทํารายงานการสอบสวนโรคและประเมินความเสี่ยงหรือไม่ แต่พยานไม่ได้รับคําสั่งดังกล่าว อีกทั้งพยานจำไม่ได้ว่า ในวันที่ไปให้การในชั้นสอบสวน ตำรวจสอบถามในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ แต่ไม่มีปรากฏในบันทึกคำให้การ

    พยานไม่ทราบว่า หัวหน้าได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่คนอื่นประสานงานผู้จัดให้ยุติการจัดกิจกรรมในกรณีที่พบผู้ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือไม่อย่างไร

    ทนายจำเลยถามพยานต่อว่า ตั้งแต่ก่อนจนหลังชุมนุม ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเป็น 0 แสดงว่า รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ กล่าวคือไม่มีคนติดเชื้อในประเทศอีกใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ทราบ

    ทนายถามอีกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถเดินทางโดยรถตู้หรือรถโดยสารที่มีเครื่องปรับอากาศได้แต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ต้องดูในช่วงเวลาดังกล่าวว่ามีประกาศห้ามเดินทางหรือไม่

    การชุมนุมในวันเกิดเหตุเป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีความวุ่นวาย ผู้ชุมนุมนั่งฟังการปราศรัยเท่านั้น บริเวณที่ชุมนุมเป็นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเท และหลังจากที่พยานปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ พยานก็ไม่ได้ติดเชื้อโควิด 19 แต่จำไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่คนอื่นติดเชื้อโควิดหรือไม่

    ++ประชาชนเข้าแจ้งความ 116 ระบุ จำไม่ได้ว่าวันเกิดเหตุมีการปราศรัยเรื่องใด ที่ไปให้การเพราะปลัดอำเภอบอก โดยตำรวจพิมพ์ข้อความในบันทึกคำให้การให้

    ศรัญญา วัลลิสุพรรณ อาชีพแม่บ้าน เบิกความว่า พยานไปร่วมชุมนุมในวันเกิดเหตุด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมชุมนุม โดยทราบข่าวการชุมนุมจากเฟซบุ๊ก แต่จำไม่ได้ว่าของใคร เนื่องจากเปิดดูไปเรื่อย ๆ เมื่อเจอข่าวดังกล่าวจึงอยากไปร่วมชุมนุมเพราะอยากรู้ว่าน้อง ๆ นักศึกษาพูดว่าอะไร แต่พยานจำไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมเรื่องใด

    พยานไปพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน ถึงที่ชุมนุมประมาณ​ 16.00 น. จำได้ว่ามีผู้ขึ้นปราศรัยหลายคน แต่จำได้เพียงคนเดียวคือปนัสยา (จำเลยที่ 1) ซึ่งพยานก็จำไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ปราศรัยเรื่องอะไรและมีข้อเรียกร้องอะไรบ้าง ในวันดังกล่าวพยานได้ฟังก็มีความรู้สึกเฉย ๆ และอยู่จนถึงเวลาประมาณ​ 22.00 น. จึงกลับ ซึ่งเห็นคนจำนวนมากออกจากที่ชุมนุมในเวลาเดียวกัน

    เท่าที่จำได้ วันดังกล่าวมีผู้ชุมนุมประมาณ 400 – 500 คน หรือหลักพันคนก็ไม่แน่ใจ มีคนเข้า-ออกตลอดเวลา แต่ละคนใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงพยานด้วย มีทั้งคนที่เว้นระยะห่างและไม่เว้น มีจุดตรวจโควิดก่อนเข้าที่ชุมนุม และมีน้อง ๆ ตรวจกระเป๋าของผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย

    พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รู้จักจําเลยที่ 1 เพียงคนเดียว โดยรู้จักจากสื่อสังคมออนไลน์และทางโทรทัศน์เท่านั้น ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ในการไปให้การตํารวจได้พิมพ์ข้อความในบันทึกคำให้การมาให้พยาน พยานเพียงลงลายมือชื่ออย่างเดียว ไม่ได้ให้การใด ๆ

    พยานยอมรับว่า เคยมาเบิกความที่ศาลนี้ในคดีมาตรา 112 ของณัฐชนน ไพโรจน์ ซึ่งพยานก็ให้การไว้ในทำนองเดียวกันกับคดีนี้คือพยานไม่ได้ให้การ มีตำรวจพิมพ์ข้อความให้ และตำรวจก็ให้พยานมาเบิกความต่อศาล ซึ่งในคดีดังกล่าว พยานก็ไม่รู้จักณัฐชนน จำเลยในคดีด้วย

    พยานมาเป็นพยานในคดีนี้ได้เนื่องจากขณะที่พยานไปทำจิตอาสากับอำเภอคลองหลวง มีพิชญะ เพียราช ปลัดอำเภอ มาสอบถามว่าพยานเคยไปร่วมชุมนุมหรือไม่ พอทราบว่าพยานไปร่วมชุมนุมจึงให้มาเป็นพยานในคดีนี้ พยานไม่ทราบว่า พิชญะได้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการจัดชุมนุมดังกล่าวด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ ก่อนเป็นจิตอาสาจะต้องผ่านการอบรมและต้องได้รับหมวกและผ้าพันคอด้วย แต่ในวันเกิดเหตุ พยานแต่งตัวปกติ ไม่ได้ใส่ชุดจิตอาสาแต่อย่างใด

    ++สารวัตรสืบสวนเห็นว่า ไม่ได้มีการขู่ว่าหากไม่ทำตาม 10 ข้อเรียกร้อง แล้วจะดำเนินการสิ่งใด และยอมรับว่า วันเกิดเหตุไม่มีใครพกอาวุธ – ไม่มีการใช้กําลังประทุษร้าย

    พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวนอยู่ที่ สภ.คลองหลวง เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2563 พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เฝ้าระวังและติดตามดูกิจกรรมทางการเมือง โดยให้มีการติดตามทางสื่อโซเชียล รวมทั้งพยานแวดล้อม จนกระทั่งพบว่ามีเพจเฟซบุ๊กชื่อเพจว่า “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ลงข้อความจัดกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” โดยมีการเชิญให้มาชุมนุมในวันเกิดเหตุ

    ต่อมา พบว่ามีการขอบริจาคเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการชุมนุม ระบุบัญชีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 6 และ 9 พยานทำหน้าที่ติดตามตัวบุคคล ส่วนการติดตามสื่อสังคมออนไลน์เป็นหน้าที่ของ พ.ต.ท.สามารถ ซึ่งพยานเคยเห็นผ่านตาว่า จำเลยที่ 5 ได้โพสต์เชิญชวนมาชุมนุม แต่ไม่ทราบว่า จำเลยที่ 3 จะมีการโพสต์อย่างไร

    ในวันที่ 7 ส.ค.​ 2563 ได้มีการประชุมกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามที่มีการขอจัดกิจกรรม โดยผู้ที่เข้าร่วมประชุมมีตํารวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักศึกษาที่ขอจัดกิจกรรม และอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นอาจารย์เพียงแค่รับข้อเสนอการจัดกิจกรรมไปแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

    ต่อมา ในวันที่ 9 ส.ค. 2563 พยานทราบจากผู้กํากับฯ ว่า ผอ.กองกิจการนักศึกษาฯ แจ้งว่า มหาวิทยาลัยอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว และในวันเดียวกันพยานได้รับมอบหมายให้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ พบจําเลยที่ 1 พร้อมกับกลุ่มนักศึกษาประมาณ 10 คน ต่อมา มีรถบรรทุกประมาณ 4 คัน เข้ามาและมีการเริ่มตั้งเวทีพร้อมทั้งเครื่องเสียง

    ในวันเกิดเหตุเวลา 09.00 น. ตํารวจได้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจที่ชื่อว่า ศปก.ส่วนหน้า ต่อมาในเวลา 12.00 น. ชุดสืบสวนของพยานเข้าไปในพื้นที่พบว่ายังไม่มีเหตุการณ์อะไรมากนัก ซึ่งในเวลา 14.20 น. พยานเห็นจําเลยที่ 5 เข้ามาในพื้นที่ชุมนุมไล่เลี่ยกับจำเลยที่ 1 จนกระทั่งเวลา 15.00 น. มีการแสดงดนตรีของวงสามัญชน ประชาชนเริ่มทยอยเข้ามาในพื้นที่และเริ่มมีซุ้มอาหารมาตั้ง

    เวลา 17.00 น. ที่ ศปก.ส่วนหน้า มีการจัดประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมอีกครั้ง แต่พยานไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย เวลาเดียวกันมีพิธีกร 2 คนขึ้นไปบนเวที คือจําเลยที่ 7 และที่ 8 โดยสลับกันปราศรัย จากนั้นพบว่า จำเลยที่ 4 ขึ้นปราศรัย และอ่านประกาศคณะราษฎร เท่าที่พยานจําได้มีการพาดพิงถึงการทํางานของรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผู้ที่ขึ้นพูดปราศรัยอีกคนหนึ่งคือจําเลยที่ 1 โดยพูดปราศรัยใน 2 ช่วง ช่วงแรกพูดเกี่ยวกับการทํางานของรัฐบาล แต่ในช่วงที่ 2 เป็นช่วงปิดพูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และมีการประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม

    พยานสังเกตเห็นว่า ผู้ชุมนุมเยอะมากที่สุดในเวลาประมาณ 18.30 - 19.00 น. ผู้เข้าร่วมชุมนุมค่อนข้างเบียดแน่น นั่งไหล่ชนไหล่ติดกัน เนื่องจากพื้นที่ไม่กว้างนัก บางคนสวมหน้ากากอนามัย แต่ส่วนใหญ่ไม่สวม

    พ.ต.ท.สิรภพ ตอบทนายจําเลยถามค้านว่า พยานรู้จัก พ.ต.อ.ณฐณัษฐ์ เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในวันเกิดเหตุ แต่พยานไม่ทราบว่า คำให้การของพยานและ พ.ต.อ.ณฐณัษฐ์ เป็นการคัดลอกข้อความกันมาทุกตัวอักษรหรือไม่

    ในวันเกิดเหตุพยานแต่งกายนอกเครื่องแบบอยู่ด้านข้างของผู้ชุมนุม ไม่ได้อยู่หน้าเวที พยานคอยดูแลว่า จะมีบุคคลภายนอกเข้ามาก่อเหตุความวุ่นวายในการชุมนุมหรือไม่ เนื่องจากช่วงนั้นมีกลุ่มเห็นต่างทางการเมืองกับผู้ชุมนุม ทําให้พยานฟังการปราศรัยเป็นช่วง ๆ แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งในและนอกพื้นที่ชุมนุม โดยกลุ่มนักศึกษาก็มีการ์ดนักศึกษามาดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งพยานได้ประสานกับนักศึกษาด้วย

    สถานที่เกิดเหตุใหญ่กว่าห้องพิจารณา แต่เล็กกว่าสนามฟุตบอลมาตรฐาน พื้นที่ประมาณ 2 งาน แต่มีแนวรั้วและยังมีร้านค้าอยู่บริเวณโดยรอบ ทําให้พื้นที่ชุมนุมเล็กลง อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมเดินกระจายตัวซื้อของตามร้านอาหารด้วย และในช่วงที่มีดนตรี ก็จะมีคนเดินเข้าออกโดยตลอด

    พยานให้การในชั้นสอบสวนว่า คําปราศรัยของจําเลยที่ 1 อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 ซึ่ง 10 ข้อเรียกร้องนั้น พยานไม่ทราบว่านำเสนอต่อใครและจะสามารถดำเนินการด้วยการแก้ไขกฎหมายได้หรือไม่ แต่ไม่ได้มีการขู่ว่าหากไม่ทำแล้วจะดำเนินการอะไร ส่วนข้อเรียกร้องที่ห้ามกษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารเป็นข้อเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ พยานไม่ขอออกความเห็น

    พยานยอมรับว่ามีการส่งชุดสืบสวนไปหาข่าวภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จริง โดยแต่งกายนอกเครื่องแบบ ในส่วนของพยานมีการแสดงตัวชัดเจนต่อหน้าอาจารย์และนักศึกษา การประชุมวันที่ 7 ส.ค.​ 2563 พยานก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับการป้องกันและระงับเหตุจากกลุ่มอื่น ๆ ในวันเกิดเหตุทีมของพยานมี 5 คน อยู่รอบนอกแนวรั้ว และเชื่อว่ามีตำรวจสืบสวนปะปนอยู่ในที่ชุมนุมด้วย

    รัฐธรรมนูญให้การรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุม การติชม วิพากษ์วิจารณ์สามารถทําได้หากเป็นการทําโดยสุจริต ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น

    ผู้ที่ขึ้นปราศรัยในวันเกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการขอรับบริจาคมีการระบุวัตถุประสงค์ว่า นําไปใช้จัดกิจกรรมของนักศึกษา

    วันเกิดเหตุไม่มีผู้ใดพกอาวุธ และไม่ได้มีการขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้าย หรือใช้กําลังประทุษร้ายแต่อย่างใด แต่พยานจําไม่ได้ว่า ผู้ปราศรัยได้ยุยงให้ใช้ความรุนแรงหรือไม่ หลังเกิดเหตุไม่มีใครมาร้องเรียนต่อพยานว่าได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมแต่อย่างใด

    พยานและผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีใครติดเชื้อโควิด 19 จากการปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ เนื่องจากตํารวจทุกนายใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

    ++ตำรวจสืบสวนถ่ายภาพ-วิดีโอ ระบุระหว่างชุมนุมไม่มีการใช้ความรุนแรง และไม่ตรวจพบอาวุธจากผู้ชุมนุม

    ร.ต.ท.สมเกตุ ชนะค้า ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวน สภ.คลองหลวง เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 09.00 น. สภ.คลองหลวง ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ซึ่งเป็นศูนย์เฉพาะกิจเกี่ยวกับคดีนี้ อยู่ที่อาคารเกาหลีเฮาท์ ในสถาบัน AIT ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

    พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ดูแลความสงบเรียบร้อยและถ่ายภาพและวิดีโอตั้งแต่เวลา 17.00 น. จนถึงการชุมนุมเลิก โดยพยานและพวกรวม 5 คน เข้าไปในที่ชุมนุมบริเวณหน้าเวทีและแบ่งให้แต่ละคนถ่ายภาพและวิดีโอตามแต่ละจุด โดยจะใช้กล้องตั้งประจำจุดต่าง ๆ และถ่ายไปทางเวทีด้วย โดยช่วงที่มีผู้ชุมนุมเยอะที่สุดนั้นมีประมาณ 2,000 – 2,500 คน ส่วนผู้ชุมนุมนั้นมีทั้งผู้ที่สวมและไม่สวมหน้ากากอนามัย พยานไม่แน่ใจว่าตามกฎหมายจะต้องมีการเว้นระยะเท่าใด แต่พยานเห็นว่าผู้ชุมนุมอยู่ใกล้ชิดกัน และแน่นพอสมควร

    ขณะที่มีการปราศรัย พยานฟังการปราศรัยบ้างและไม่ฟังบ้างเนื่องจากต้องดูแลความสงบเรียบร้อยควบคู่กันไปด้วย พยานจำได้เพียงว่าผู้ที่ขึ้นปราศรัยและเป็นจำเลยในคดีนี้ มีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ซึ่งพยานจำเนื้อหาที่ปราศรัยบนเวทีไม่ได้ เท่าที่จําได้คือมีการเรียกร้องในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112

    ร.ต.ท.สมเกตุ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่เกิดเหตุมีพื้นที่ประมาณครึ่งสนามฟุตบอลมาตรฐาน ภายในงานมีร้านค้าและมีคนนำข้าวกล่องมาแจก ผู้ชุมนุมสามารถเดินเข้าออกได้ทางเดียว มีจุดตรวจอาวุธและจุดคัดกรองโควิดอยู่บริเวณเดียวกัน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจวัดอุณหภูมิด้วย

    ในวันเกิดเหตุพยานแต่งกายนอกเครื่องแบบปะปนกับประชาชนทั่วไป ผู้ชุมนุมทยอยกันเดินทางเข้ามาในที่ชุมนุม ไม่ได้มาพร้อมกันทีเดียว

    พยานเป็นหัวหน้าชุดในการบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอ มีทั้งถ่ายไปที่บริเวณหน้าเวทีและแพลนกล้องไปรอบ ๆ โดยพยานไม่ได้ถ่ายด้วยตนเอง ทั้งไม่ได้มีการถ่ายภาพมุมสูง แต่ไม่ทราบว่าจะมีเจ้าหน้าที่ชุดอื่นถ่ายไว้หรือไม่

    กล้องที่ใช้ในการถ่ายวีดีโอมีเพียงตัวเดียว โดยส่วนใหญ่พยานจะอยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถ่ายวีดีโอ และเดินไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อดูแลความเรียบร้อย

    หลังจากหน่วยของพยานทำหน้าที่เสร็จสิ้นก็นำหลักฐานไปให้ผู้บังคับบัญชาคือ ผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง ที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า หลังจากนั้นผู้กำกับฯ จะมอบให้ตำรวจชุดอื่นดำเนินการอย่างไรต่อ พยานไม่ทราบ

    หลังจากลงพื้นที่ในวันเกิดเหตุ ไม่มีใครในหน่วยของพยานติดเชื้อโควิด และในวันดังกล่าวหน่วยของพยานมีการสวมหน้ากากอนามัยทุกคน บริเวณหน้าเวทีมีคนจํานวนมาก แต่ด้านหลังก็จะมีคนจํานวนน้อยหน่อย ซึ่งในวันดังกล่าว พยานก็อยู่บริเวณหน้าเวทีที่มีคนหนาแน่นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ระหว่างชุมนุมไม่มีการใช้ความรุนแรง และไม่ตรวจพบอาวุธจากผู้ชุมนุมแต่อย่างใด

    ++ตำรวจสืบสวน Social Media ตรวจสอบว่ามีการลงข้อความจากการชุมนุม แต่ไม่ได้ตรวจสอบเจ้าของเพจหรือผู้โพสต์

    พ.ต.ท.สามารถ เปาจีน ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวน สภ.คลองหลวง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2563 พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ทุกประเภท และให้ติดตามเกี่ยวกับการชุมนุมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับการต่อต้านและขับไล่รัฐบาลในขณะนั้น

    พยานพบเพจเฟซบุ๊กชื่อ “โดมปฏิวัติ” ประชาสัมพันธ์เชิญชวนมาชุมนุมที่ลานพญานาค ในวันที่ 10 ส.ค. 2563 โดยมีชื่อการชุมนุมว่า “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” อีกทั้งมีการเชิญชวนให้ระดมทุนโดยให้โอนเงินเข้าบัญชีของจําเลยที่ 6 และที่ 9

    พยานได้ติดตามเฟซบุ๊กส่วนตัวของจําเลยที่ 3 ซึ่งมีการโพสต์ว่า จำเลยที่ 3 ได้รับเชิญให้มาพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันที่ 10 ส.ค. 2563 นอกจากนี้ พยานได้ติดตามเฟซบุ๊กของจําเลยที่ 5 ซึ่งมีการโพสต์ข้อความคล้าย ๆ กันกับเพจอื่นที่มีการเชิญชวนให้มาชุมนุม และเชิญชวนระดมทุน

    ในวันเกิดเหตุ พยานทราบว่ามีการจัดตั้ง ศปก.ส่วนหน้า พยานได้รับมอบหมายให้ทําหน้าที่ติดตามสื่อโซเชียลอยู่ที่ สภ.คลองหลวง ไม่ได้ไปสถานที่เกิดเหตุ พยานเห็นว่า มีการถ่ายทอดสดเกือบทุกเพจ บางเพจถ่ายทอดสดเป็นช่วง ๆ บางเพจมีการนำเอาคำปราศรัยในที่ชุมนุมมาโพสต์พร้อมกับความเห็นของเจ้าของเพจด้วย

    เท่าที่พยานจำได้ คนที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 7 และ 8 ทำหน้าที่เป็นพิธีกรตั้งแต่เริ่มจนจบงาน เนื้อหาการปราศรัยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง การทำงานของรัฐบาล และสถาบันกษัตริย์ โดยมีการเรียกร้องให้รัฐบาลออกไป ไม่อยากให้รัฐบาลในขณะนั้นบริหารประเทศ และเรียกร้องให้แก้ไขในเรื่องบทบาทและงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ อีกทั้งเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายมาตราต่าง ๆ หลังการชุมนุมมีเพจต่าง ๆ นำข้อความที่ปรากฏในการชุมนุมมาลงประปราย

    หลังเกิดเหตุพยานอยู่ในชุดสืบสวนตามคําสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยได้รับมอบหมายให้ติดตามสื่อโซเซียลทั้งก่อนและหลังชุมนุมและสรุปเป็นรายงานการสืบสวน

    ในส่วนของข้อความที่ปราศรัยในวันที่ 10 ส.ค. 2563 ได้มีการเอามาทําเป็นหนังสือและจะนําไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันดังกล่าวพยานเจอหนังสือพร้อมกับจำเลยที่ 4 บริเวณหมู่บ้านแถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต พยานจึงทำบันทึกตรวจยึดหนังสือและภาพถ่ายประกอบคดีไว้

    พ.ต.ท.สามารถ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่า หนังสือรวบรวมคำปราศรัยที่ถูกตรวจยึด มีการนํามาฟ้องจําเลยที่ 4 ที่ศาลนี้อีกคดีหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคําพิพากษายกฟ้อง

    ในการตรวจสอบสื่อโซเชียล พยานตรวจสอบว่ามีการลงข้อความ แต่ไม่ได้ตรวจสอบเจ้าของเพจหรือผู้ที่ลงข้อความ และไม่ทราบว่า มีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบ IP address หรือไม่ ในการตรวจสอบของพยาน พยานจะคัดลอกข้อความที่ปรากฏในเพจมาจัดทํารายงานการสืบสวน โดยพยานพบว่า มีการนำคลิปในวันเกิดเหตุไปลงในช่องยูทูบ แต่พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ถ่ายวิดีโอและนำไปโพสต์ และนอกจากนั้นมีสำนักข่าวนำคลิปวิดีโอไปรายงานข่าวคือสำนักข่าวประชาไทและ Voice TV

    (อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 3 ต.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/73627)
  • ++ตำรวจสันติบาลเผย มีสายลับอยู่ในที่ประชุมแบ่งงานนักศึกษา แต่ไม่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน วันเกิดเหตุไม่มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น

    พ.ต.ท.คชา ศรชัย ขณะเกิดเหตุรับราชการที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 มีหน้าที่สืบสวนหาข่าวทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในช่วงเวลานั้น ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เบิกความว่า ประมาณเดือน ก.ค. 2563 พยานได้รับมอบหมายให้สืบสวนกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมือง กลุ่มนักศึกษา กลุ่มที่มีปัญหาความเดือดร้อน และกลุ่มแรงงานในพื้นที่ที่เคลื่อนไหวกับนักศึกษา พยานได้สืบสวนทางช่องทางออนไลน์ และสืบสวนจากแหล่งข่าวสายลับ และช่องทางอื่น ๆ

    จากการสืบสวนทางโซเชียลมีเดีย ก่อนเกิดเหตุพยานพบการประกาศของนักศึกษาในนามของ “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ในเพจเฟซบุ๊ก ใช้หัวข้อว่า “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” นัดชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค. 2563 ซึ่งประกาศดังกล่าวปรากฏในเพจเฟซบุ๊กกลุ่ม “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม”, “โดมปฏิวัติ” และ “ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” พบอีกว่ามีโพสต์บัญชีระดมทุนการชุมนุม เป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี “ชนินทร์ วงษ์ศรี” และอีกคนหนึ่งที่พยานจำชื่อไม่ได้

    จากนั้นพยานลงพื้นที่ มีคนที่แสดงตัวลักษณะเหมือนเป็นผู้จัดการชุมนุม ได้แก่จำเลยที่ 1, ที่ 4 และที่ 5 และบุคคลอื่น ๆ แต่พยานจำไม่ได้ ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า ก่อนการจัดกิจกรรมผู้ชุมนุมมีการประชุมกันก่อน มีการแบ่งหน้าที่กันทำว่าใครปราศรัย ใครจัดเวที

    ก่อนวันเกิดเหตุ มีการเตรียมการจัดเวที ตั้งอุปกรณ์ มีจำเลยที่ 1 และที่ 4 มาสำรวจความเรียบร้อย และก่อนการจัดกิจกรรม พยานจำวันเวลาไม่ได้แน่ชัด มีการประชุมกันระหว่างอาจารย์, เจ้าหน้าที่ความมั่นคง, เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักศึกษา ที่พยานจำได้ คือจำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุม โดยมีการขอให้ที่พูดปราศรัยไม่มีเรื่องผิดกฎหมายหรือพูดถึงสถาบันกษัตริย์ นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมประชุมด้วย ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาด ขอให้สวมหน้ากากอนามัยและมีจุดคัดกรองในการชุมนุม

    จำเลยในคดีนี้ที่ขึ้นปราศรัย ได้แก่ จำเลยที่ 3, ที่ 1 และที่ 4 และบุคคลอื่น ๆ มีพิธีกร 2 คนดำเนินรายการ โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ 1.ให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3.ยุบสภา จำเลยที่ 3 ปราศรัยประเด็นสถาบันกษัตริย์ จำเลยที่ 1 พูด 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ส่วนจำเลยที่ 4 อ่านคำประกาศของคณะราษฎร 2475

    ช่วงเวลาที่ผู้ชุมนุมมากที่สุดมีกว่า 2,500 คน โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย นั่งใกล้ชิดกัน ไม่มีการเว้นระยะห่าง หลังกิจกรรมเสร็จสิ้น พยานเฝ้าดูต่อจนเมื่อผู้ชุมนุมและผู้จัดชุมนุมแยกย้าย พยานจึงเดินทางกลับ

    พ.ต.ท.คชา ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานลงพื้นที่และทำรายงานการสืบสวนหาข่าวเสนอต่อผู้บังคับบัญชา การประชุมแบ่งหน้าที่มีขึ้นก่อนการชุมนุมประมาณ 1-2 วัน สถานที่ประชุมน่าจะเป็นที่พักของนักศึกษาอยู่นอกมหาวิทยาลัย พยานเห็นว่านั่งประชุมกันอยู่ พยานไม่ได้บันทึกภาพหรือวิดีโอ และไม่ได้ขอกล้องวงจรปิดมาส่งเป็นพยานหลักฐาน ในชั้นสอบสวนพยานก็ไม่ได้ให้การว่า การประชุมแบ่งงานดังกล่าวเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร

    พยานนั่งอยู่ด้านนอกอยู่ห่างจากจุดที่นักศึกษาประชุมกันประมาณ 20 เมตร สถานที่เป็นห้องประชุมมีกระจกใส พยานจึงเห็นภายในห้องแต่ไม่ได้ยินว่าพูดคุยอะไรกัน พยานมีสายข่าวอยู่ในที่ประชุม แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าใคร ซึ่งสายข่าวไม่ได้บันทึกเสียงการประชุมไว้

    พยานไม่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่ามีสายข่าวอยู่ในที่ประชุม สายข่าวของพยานยังมีชีวิตอยู่ แต่พยานไม่สามารถติดต่อได้แล้ว การหาข่าวของสันติบาลมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับหน่วยงานอื่น แต่พยานไม่ได้แลกเปลี่ยนกับตำรวจ สภ.คลองหลวง ซึ่งในการสืบหาข่าวส่วนใหญ่มีการบันทึกภาพ บันทึกเสียงบ้างถ้าทำได้ แต่ไม่มีการดักฟังโทรศัพท์ การประชุมเตรียมการดังกล่าว ไม่พ้นวิสัยที่จะบันทึกเสียงได้

    ทนายถามว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ฯ และ พ.ร.บ.บริหารราชการในพระองค์ฯ ออกโดยรัฐสภาใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่แน่ใจ และไม่แน่ใจว่า พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับสามารถแก้ไขโดยรัฐสภาได้หรือไม่ รวมทั้งการแก้ไขมาตรา 112 หรือรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภาหรือไม่ แต่พยานเห็นว่าหากมีการเสนอความเห็นจากประชาชน ทุกฝ่ายต้องรับฟังประชาชน

    ในวันเกิดเหตุ มีการแบ่งหน้าที่กันทำของฝ่ายรัฐ เช่น เรื่องโควิดก็ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ส่วนเรื่องความมั่นคงก็ให้เจ้าพนักงานตำรวจ ในวันเกิดเหตุ ไม่มีเหตุความรุนแรงใด ๆ ส่วนเหตุที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองไม่สวมหน้ากากอนามัยนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

    พยานทราบว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์เคยมีบทบาทในการออกมาเรียกร้องต่อต้านรัฐบาลในปี 2516 และ 2519 และการรัฐประหารปี 2557 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีนักศึกษาธรรมศาสตร์ออกมาคัดค้าน

    พยานยอมรับว่า การจัดกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ผ่านมามีทั้งการชุมนุมและเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับการเมืองและประชาธิปไตย ทางมหาวิทยาลัยปกติก็เปิดพื้นที่ให้ทำกิจกรรมโดยต้องขออนุญาต นอกจากนี้ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างได้ เป็นเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

    ++ตำรวจ ปอท. ผู้จัดทำรายงานการสืบสวนเหตุการณ์ #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เบิกความ ไม่ได้ตรวจสอบแอดมินเพจธรรมศาสตร์และการชุมนุม

    พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล ขณะเกิดเหตุพยานรับราชการอยู่ที่ บก.ปอท. เบิกความว่า ในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. 2563 พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนหาข่าว และมีการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ โดยส่วนมากพยานจะหาข่าวจากเพจเฟซบุ๊ก “Free Youth” “ เยาวชนปลดแอก” “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”

    พยานยืนยันว่า มีการตรวจสอบทางโซเชียลเพื่อยืนยันว่ามีการชุมนุมในคดีนี้จริง โดยตำรวจท้องที่ส่งเรื่องมาทางผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาจึงให้พยานตรวจสอบว่า มีใครชักชวนชุมนุมบ้าง พยานจำได้ว่า มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงข้อความเชิญชวน และลงโปสเตอร์เชิญชวนให้มาชุมนุม พยานเป็นผู้จัดทำรายงานการสืบสวนเหตุการณ์ #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ตั้งแต่ก่อนและขณะชุมนุม แต่พยานไม่ทราบว่าจำเลยในคดีนี้มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างไร และจำไม่ได้ว่ามีผู้ใดร่วมชุมนุมบ้าง

    พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองเป็นพิเศษ สนใจแค่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ พยานเคยให้การในชั้นสอบสวนในคดีการชุมนุมที่ศาลอาญา แต่ไม่ขอออกความเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เพราะพยานเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยี และไม่ขอออกความเห็นในคดีนี้ด้วยเช่นกัน ในคดีนี้พยานไม่ได้ตรวจสอบว่า ใครเป็นแอดมินเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

    (อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 4 ต.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/73627)
  • ++รองอธิการ มธ. ผู้อนุญาตให้ใช้สถานที่ชุมนุม เห็นว่า ที่ชุมนุมเปิดโล่ง อากาศถ่ายเท เหมาะกับจำนวนคน วันเกิดเหตุไม่มีพฤติการณ์ใดที่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116

    ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ขณะเกิดเหตุเป็นรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ มีกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชื่อกลุ่มว่า “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ทําหนังสือขอใช้สถานที่บริเวณลานพญานาค บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีลายมือชื่อของจําเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.ยุบสภา และ 3.ให้รัฐบาลในขณะนั้นหยุดคุกคามประชาชน ซึ่งหนังสือขออนุญาตดังกล่าว ไม่ได้ระบุว่าจะมีการปราศรัยที่เป็นการก้าวล่วงสถาบันกษัตริย์

    จากนั้นพยานได้มอบหมายผู้อํานวยการสํานักงานบริหารทรัพย์สินและการกีฬาดูแลเรื่องสถานที่ เนื่องจากบริเวณลานพญานาคเป็นของสํานักงานบริหารทรัพย์สินและการกีฬา สําหรับในส่วนของมาตรการสาธารณสุขในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด 19 นั้น พยานได้มอบหมายให้กองกิจการนักศึกษาเป็นผู้ดําเนินการ

    ในวันเกิดเหตุ พยานไปร่วมฟังด้วย โดยไปถึงที่ลานพญานาคเวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น. ซึ่งตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการวางแนวทางในกรณีที่นักศึกษาต้องการที่จะแสดงสิทธิเสรีภาพ แสดงความเห็น ต้องแจ้งฝ่ายความมั่นคงก่อน และมีการพูดคุยกับนักศึกษาโดยจะให้ทํากิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัย ดังนั้น ในทางปฏิบัติพยานจึงไม่จําเป็นต้องไปนั่งฟังการชุมนุมตั้งแต่ต้นจนจบ เนื่องจากมีการหารือและประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงและตำรวจไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งในการปราศรัยในครั้งนี้มีความกังวลจากตํารวจว่า หากมีการปราศรัยในเรื่องละเอียดอ่อน ตํารวจจะดําเนินการตักเตือนและพูดคุยเจรจา

    พยานตอบทนายจําเลยถามค้านว่า ในวันเกิดเหตุมีการปราศรัยถึงคณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ ซึ่งปรีดีเป็นหนึ่งในคณะราษฎรและมีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือเป็นผู้สถาปนาและก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเจตจํานงในข้อที่ 6 ว่าจะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

    ในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีการแสดงออกและการส่งเสริมประชาธิปไตย และมีบทบาทในการแสดงออกทางการเมืองเสมอมา และช่วงรัฐประหารปี 2557 ซึ่งขณะนั้นพยานดํารงตําแหน่งรองอธิการฝ่ายกิจการนักศึกษา พบเห็นบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาต่อต้านการรัฐประหารว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ

    วันเกิดเหตุจําเลยที่ 1 ได้อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่า เหตุใดจึงต้องมีการยึดอํานาจ จําเลยที่ 1 ยังได้อ่านข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ข้อที่ 1 เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 โดยต้องการให้แก้ไขกลับไปเหมือนมาตรา 6 ของธรรมนูญการปกครองฉบับวันที่ 27 มิ.ย. 2475 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับแรกของประเทศไทย มีการลงพระปรมาภิไธยโดยในหลวงรัชกาลที่ 7 โดยเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สามารถอ้างถึงและสามารถแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้

    ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีการห้ามไว้ 2 เรื่อง ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 255 คือไม่สามารถแก้ไขรูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขได้

    ในส่วนของจําเลยทุกคนในคดีนี้ พยานทราบว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 หากถามความเห็นของพยานว่า การกระทําของจําเลยเป็นความผิดตามมาตรา 116 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาในส่วนของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ก่อน ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดแบ่งเป็น 3 อนุมาตรา

    อนุแรกต้องเป็นการใช้กําลังข่มขืนใจหรือใช้กําลังประทุษร้าย ซึ่งการปราศรัยด้วยวาจานั้นไม่ถือว่าเป็นการใช้กําลังข่มขืนใจหรือใช้กําลังประทุษร้าย ต้องเป็นการใช้กําลังทหารหรือยึดสถานที่ราชการ ซึ่งในวันเกิดเหตุไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว

    ในส่วนของอนุที่ 2 จะต้องเป็นการยุยงปลุกปั่นถึงขนาดก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เช่น ชักชวนไปยึดทําเนียมรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งในวันเกิดเหตุเป็นเพียงการปราศรัยอย่างเดียว

    ส่วนอนุที่ 3 จะต้องเป็นการชักชวนให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ซึ่งการนําเสนอว่าจะดําเนินการอย่างไรหรือแก้ไขกฎหมายอย่างไรนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการกระทําเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    มาตรา 116 นั้น เป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งถ้าเป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริตก็สามารถทําได้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ

    ทนายถามพยานว่า ในกรณีที่มีการชุมนุมทั่วไปและมีใครคนใดคนหนึ่งกล่าวหาหรือทําร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ร่วมชุมนุมทุกคนจําต้องรับผิดหรือไม่ พยานตอบว่าตามหลักกฎหมายอาญาจะต้องรับผิดเฉพาะบุคคลที่เป็นผู้กระทําความผิดเท่านั้น และยังบัญญัติอยู่ในมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญด้วย

    ในส่วนของรัฐธรรมนูญ 2560 มีการบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ในมาตรา 25 และเรื่องเสรีภาพการชุมนุมมีการรับรองไว้ในมาตรา 44 ซึ่งเป็นการชุมนุมโดยสงบและเปิดเผย ส่วนเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็นมีรับรองไว้ในมาตรา 34 ในความเห็นของพยานรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ระบุว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ และวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมในวันเกิดเหตุก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

    ในการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนถึงวันเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าร่วมประชุมด้วย และได้มีการแนบแผนการจัดการเกี่ยวกับโรคโควิดตลอดจนจํานวนผู้ที่น่าจะเข้าชุมนุมโดยระบุว่าประมาณ 4,000 – 5,000 คน

    พยานเห็นว่า ลานพญานาคมีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีอากาศถ่ายเท ไม่ได้อยู่ภายในโรงยิม ซึ่งพยานพิจารณาแล้วเห็นว่า มีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอที่จะร้องรับผู้เข้าร่วมชุมนุมจํานวน 4,000 – 5,000 คน หลังเกิดเหตุ กลุ่มผู้ชุมนุมไม่เกิดเป็นคลัสเตอร์เป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด 19 แต่อย่างใด ในวันเกิดเหตุยังมีเครื่องสแกนอาวุธและให้บุคคลเข้าออกได้ทางเดียว

    พยานทราบว่า “จ่านิว” ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ออกมาคัดค้านการรัฐประหาร เคยถูกทหารอุ้มในปี 2557 และ 2558 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายความมั่นคง ตํารวจสันติบาลมีการติดตามหาข่าว ไปเยี่ยมบ้าน ทําให้ประชาชนหรือคนทั่วไปรู้สึกว่าถูกคุกคาม บางคนถูกอุ้มหรือจับกุมไปด้วย

    10 ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งระบุว่าไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นเพียงการหารือ พยานเห็นว่าหากไม่ใช่การล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐก็สามารถเสนอได้ เพราะอยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ

    การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมีเกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปมานานแล้ว เพื่อให้สถาบันกษัตริย์อยู่ควบคู่กันไปกับระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้

    ++ผกก.สภ.คลองหลวง ยืนยัน เป็นการชุมนุมแสดงความเห็นโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็นตาที่รัฐธรรมนูญรับรอง พื้นที่ชุมนุมเป็นลานกว้าง อากาศถ่ายเทได้

    พ.ต.อ.เศรษฐณัณย์ ทิมวัฒน์ ขณะเกิดเหตุเป็นผู้กํากับการ สภ.คลองหลวง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2563 มีการประกาศผ่านสื่อโซเชียลว่าจะมีการจัดชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค. 2563 บริเวณลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยผู้จัดชุมนุมประกาศในนาม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” พยานทราบว่ากลุ่มดังกล่าว หลัก ๆ จะมีจําเลยที่ 1 ที่ 4 และ ที่ 5 นอกจากนี้พยานยังพบว่า จําเลยที่ 3 มาขึ้นเวทีปราศรัยในวันเกิดเหตุด้วย

    วันเกิดเหตุพยานไปยังบริเวณลานพญานาคในเวลาประมาณ 17.00 น. โดยพยานไปแจ้งให้กลุ่มผู้ชุมนุมและผู้จัดชุมนุมทราบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และให้งดจัดกิจกรรมการชุมนุม โดยใช้เครื่องขยายเสียงของตำรวจ ซึ่งเป็นลําโพงขนาดใหญ่ชนิดพกพา ประกาศเป็นข้อความตามเอกสาร พยานยืนประกาศอยู่ภายนอกรั้วแผงเหล็กกั้น และมีจําเลยที่ 4 ฟังประกาศอยู่ ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ยินประกาศอย่างชัดเจน พยานได้นําเอกสารไปให้ผู้รับฟังลงลายมือชื่อด้วย ซึ่งจําเลยที่ 4 ทราบแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อ

    หลังจากนั้นพยานจึงเข้าไปที่ ศปก. เพื่อประชุมชี้แจงตํารวจในที่ประชุมและมีการประชุมทางจอภาพไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อให้ทราบว่าได้มีการดําเนินการในขั้นตอนดังกล่าวแล้ว จากนั้นพยานจึงกลับไปพื้นที่ชุมนุมอีกครั้งพร้อมกับผู้ใต้บังคับบัญชาประมาณ 10 คน โดยมีชุดสืบสวนเข้าร่วมไปด้วย

    พยานมีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไปและสังเกตการณ์บนเวที ซึ่งไม่พบว่ามีเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงเกิดขึ้น และมีตํารวจสืบสวนทําหน้าที่บันทึกภาพและวิดีโอในระหว่างการปราศรัยและการชุมนุมไว้ด้วย

    การชุมนุมเลิกในเวลาประมาณ 21.30 น. หลังจากนั้นพยานกลับมาประชุมที่ ศปก. อีกครั้งเพื่อตรวจสอบข้อความที่มีการปราศรัยและมีการถอดข้อความ พบว่า บางข้อความเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 และการชุมนุมเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ทั้งยังมีการใช้เครื่องขยายเสียงโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หลังจากนั้นได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยพยานมีชื่ออยู่ในฝ่ายสอบสวน

    พยานได้ทําหนังสือถึงสาธารณสุขอําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หลังจากนั้นสาธารณสุขฯ ได้ทําหนังสือมอบหมายให้หทัยดาวเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อมา พยานได้ทําหนังสือถึง ปอท. เพื่อขอความร่วมมือในการรวบรวมพยานหลักฐานทางเทคโนโลยี ปอท. ได้ส่งรายงานการสืบสวนมาให้พยาน จากนั้นพยานมีความเห็นควรสั่งฟ้องจําเลยในข้อหาตามมาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    พ.ต.อ.เศรษฐณัณย์ ตอบทนายจําเลยถามค้านว่า ที่พยานประกาศในที่ชุมนุมมีการระบุรายละเอียดไว้ตามที่มีการตกลงก่อนที่จะมีการจัดกิจกรรม และมีการอ่านประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ซึ่งพยานจัดทําเอกสารขึ้นก่อน และมีการประกาศด้วยวาจา เนื่องจากจํานวนผู้เข้าร่วมชุมนุมเกินกว่าที่ประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีกําหนดไว้ มีการบันทึกวีดีโอขณะพยานอ่านประกาศไว้แต่ไม่ได้ยื่นต่อศาลในวันนี้

    พยานได้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 7 ส.ค.​ 2563 ที่มีตํารวจ ฝ่ายปกครอง และนักศึกษาที่จัดกิจกรรม ซึ่งในการเข้าร่วมประชุมนั้น พยานไม่เห็นเอกสารขออนุญาตจัดงานและใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัย และไม่ทราบว่า นักศึกษาได้แจ้งรายละเอียดว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 4,000 – 5,000 คน พร้อมทั้งแจ้งมาตรการควบคุมโรคโควิด 19

    พยานได้รับแจ้งเป็นหนังสืออาจารย์ปริญญาเกี่ยยวกับการจัดกิจกรรมการชุมนุมเท่านั้น การประชุมเป็นไปในลักษณะตอบคําถามว่า หากมีการอนุญาตให้มีการชุมนุมแล้ว ตํารวจจะปฏิบัติอย่างไร ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะปฏิบัติอย่างไรเท่านั้น

    ทนายถามว่า ตามถ้อยคำเจ้าพนักงานดูแลชุมนุม มีการระบุเพียงแค่ว่าตัวแทนผู้เข้าร่วมชุมนุม ไม่ได้มีการระบุชื่อจำเลยที่ 4 ไว้ด้วยแต่อย่างใด พยานตอบว่า ตนทราบว่าตัวแทนดังกล่าวนั้นคือจําเลยที่ 4 เนื่องจากจําเลยที่ 4 มีลักษณะที่มีขาข้างใดข้างหนึ่งขาดที่ทําให้เดินไม่สมบูรณ์ พยานจึงรู้จักจําเลยที่ 4 ตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุแล้ว

    ในวันเกิดเหตุ พยานเห็นว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตรียมมาตรการและปฏิบัติงานในการเฝ้าระวังโดยละเอียดและรอบคอบ และเห็นว่าลานพญานาคเป็นลานกว้าง มีอากาศถ่ายเทได้ หลังเกิดเหตุพยานไม่ได้ติดโควิดจากการลงพื้นที่ในวันเกิดเหตุ อีกทั้งไม่ได้รับรายงานว่าตํารวจ สภ.คลองหลวง ที่ลงพื้นที่ติดโควิดด้วย

    ในวันเกิดเหตุนั้นมีตํารวจไปทําหน้าที่ตรวจอาวุธบริเวณทางเข้าด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องสแกนอาวุธ ซึ่งตํารวจไปติดตั้งไว้ พื้นที่ชุมนุมก็ล้อมรอบด้วยรั้วแผงเหล็ก ซึ่งตํารวจเป็นผู้ติดตั้งเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและปลอดภัย

    พยานทราบรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ในที่ชุมนุมมีผู้ชุมนุมชูป้ายด้วย ซึ่งตํารวจได้บันทึกภาพไว้ แต่ไม่ได้เข้าไปตักเตือน เพราะอยู่ระหว่างการชุมนุม ส่วนในขณะที่พยานเริ่มอ่านประกาศ พยานสังเกตเห็นว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมแล้วประมาณ 500 คน บางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย นอกจากนั้นยังมีลักษณะใกล้ชิด ไม่ได้เว้นระยะห่าง

    ทนายจำเลยถามพยานว่า หลังจากที่เห็นว่าคนเริ่มแน่นแล้ว พยานได้ไปหารือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่หน้างานหรือไม่ พยานตอบว่า ได้โทรไปยังสาธารณสุขอำเภอเพื่อหารือถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่ได้ไปหารือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่หน้างาน ซึ่งในวันเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจําจุดคัดกรองประมาณ 30 คน

    คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนไม่ได้มีการประชุมก่อนการแจ้งข้อกล่าวหา โดยในเบื้องต้นมี พ.ต.อ.ณัฐนันท์ เสนอและคัดแยกข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิด จากนั้นจึงนําข้อความดังกล่าวมาพิจารณากันเอง หากเห็นว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายจึงจะส่งไปถามความเห็นนักวิชาการว่า เป็นความผิดหรือไม่ พยานจำได้ว่ามีการทําหนังสือไปสอบถามความเห็นนักวิชาการ แต่ไม่มีความเห็นตอบกลับมา

    การชุมนุมในวันเกิดเหตุเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสงบ และปราศจากอาวุธ เป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

    (อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 9 ต.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/73627)
  • ++รอง ผกก.สอบสวน สภ.คลองหลวง เบิกความ วันเกิดเหตุไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ยืนยันว่า ศรัญญาเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง ไม่ได้มีการประสานงานมาก่อน

    พ.ต.ท.สุชัย แสงส่อง ขณะเกิดเหตุเป็นรองผู้กํากับ (สอบสวน) สภ.คลองหลวง เบิกความว่า พยานเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยเป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคําสั่ง โดย พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ และ พ.ต.ท.สิรภพ ได้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2563 ได้ตรวจสอบจากเฟซบุ๊กเพจ “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และมีข้อความว่า “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” จากนั้น พ.ต.ท.ณฐณัษฐ์ และ พ.ต.ต.สิรภพ ได้รับคําสั่งให้ตรวจสอบ จึงทราบว่ามีการนัดชุมนุมที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันที่ 10 ส.ค. 2563

    ต่อมา ในวันเกิดเหตุมีการชุมนุมตามที่ประกาศไว้ ซึ่งพยานได้ไปร่วมสังเกตการณ์กับคณะพนักงานสอบสวนอีก 2 คน โดยอยู่นอกแผงรั้ว ไม่ได้เข้าไปด้านใน จึงจำไม่ได้ว่ามีทางเข้าออกกี่ทาง จากนั้นพยานกับพวกร่วมตรวจตรา ฟังการปราศรัยและถ่ายภาพนิ่งไว้ ส่วนการถ่ายวิดีโอจะเป็นหน้าที่ของตำรวจชุดอื่น

    พยานอยู่ในพื้นที่จนกระทั่งผู้ชุมนุมทยอยกลับ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น จากนั้นจึงกลับมาที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้ตํารวจแบ่งหน้าที่กันทํา โดยมีชุดถอดเทปการปราศรัย และชุดสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณาว่ามีการกระทำที่เป็นความผิดหรือไม่ พยานอยู่ในชุดสอบสวน โดยเป็นผู้จัดทําเอกสารและสอบคําให้การพยานและผู้ที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อพยานรวบรวมพยานหลักฐานและประชุมร่วมกับคณะทำงานแล้ว จึงขอออกหมายจับจําเลยที่ 1-5 และจำเลยที่ 7-9 ส่วนจำเลยที่ 6 ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาหลังมีการออกหมายจับ จากนั้นจึงส่งสํานวนคดีในส่วนของผู้ต้องหา 3 คน ไปยังสํานักงานอัยการก่อน ได้แก่ จําเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 และหลังจากนั้นได้มีการสรุปสํานวนลงความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ซึ่งพยานจำได้ว่า จำเลยที่ 6 และ 9 ไม่ได้ถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ส่วนคนอื่นถูกดำเนินคดีครบทุกข้อกล่าวหา

    พ.ต.ท.สุชัย ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ปัจจุบันมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว และในการจัดชุมนุมของนักศึกษามีการขออนุญาตเป็นหนังสือ แต่พยานจำไม่ได้ว่า นักศึกษาได้แจ้งยอดผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจํานวนเท่าใด พยานยืนยันตามเอกสาร ซึ่งระบุแผนการดำเนินการกิจกรรมไว้ด้วย

    พยานยืนยันตามเอกสารว่า มีการประกาศข้อกําหนดออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในวันที่ 31 ก.ค. 2563 โดยระบุถึงการจัดกิจกรรมกลุ่มว่าสามารถทำอย่างไรได้บ้าง และตามบันทึกคําให้การของหทัยดาวระบุว่า ได้รับมอบหมายให้มาดําเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ แต่ตามคําขอท้ายฟ้องของอัยการไม่มีการขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ

    พยานไม่เคยได้รับแจ้งว่า อัยการมีคําสั่งไม่ฟ้องจําเลยทั้งเก้าในทุกข้อหา พยานทราบเพียงแต่ว่าอยู่ระหว่างการเสนอสํานวนเพื่อพิจารณาไปยังสํานักงานอธิบดีอัยการภาค 1 แต่ไม่ทราบเกี่ยวกับความเห็นไม่สั่งฟ้อง ซึ่งหากมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง อัยการจะส่งสำนวนคดีกลับมายังตำรวจ แต่ในคดีนี้ไม่ได้มีการส่งสำนวนกลับมา

    พยานจําได้ว่า ศรัญญาเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง ไม่ได้มีการประสานเพื่อให้มาให้การแต่อย่างใด แต่ไม่ทราบว่า ปลัดอําเภอคลองหลวงได้ประสานให้มาให้การหรือไม่

    หน้าที่ในการจัดมาตรการป้องกันโรคเป็นหน้าที่ของผู้จัดชุมนุม ไม่ใช่ผู้เข้าร่วมชุมนุม และการชุมนุมดังกล่าวไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เนื่องจากเป็นการจัดชุมนุมในสถานศึกษา

    (อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 10 ต.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/73627)
  • ++อาจารย์นิติศาสตร์เบิกความ การวินิจฉัยคดีอาญาว่าเป็นความผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามองค์ประกอบตามมาตรา 116 อย่างเคร่งครัด ไม่จําเป็นต้องเป็นไปตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

    ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ พนักงานมหาวิทยาลัย ตําแหน่งรองศาสตราจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบิกความว่า พยานจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศเยอรมัน โดยทําผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน เน้นเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ มีผลงานทางวิชาการเป็นหนังสือเรียนเรื่องทฤษฎีสิทธิขั้นพื้นฐาน ปัจจุบันสอนวิชากฎหมายสิทธิขั้นพื้นฐานและกฎหมายปกครอง

    ที่โจทก์ฟ้องจําเลยในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 นั้น พยานมีความเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติมาตรา 116 ไว้ในหมวดความมั่นคง แต่แท้ที่จริงแล้วนั้นมาตรา 116 มีที่มาทางวิชาการว่าเป็นหลักประชาธิปไตยที่ปกป้องตนเองได้ กล่าวคือ รัฐต้องการใช้มาตรการทางอาญาในการยับยั้งการกระทําหรือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยไปเป็นรูปแบบการปกครองอื่น

    มาตรา 116 แม้จะมีวัตถุประสงค์ในการพิทักษ์ความมั่นคงของรัฐ แต่เนื้อหามีลักษณะจํากัดเสรีภาพของบุคคลเป็นการทั่วไป ดังนั้น การตีความว่าบุคคลใดกระทําการและมีความผิดตามมาตรา 116 จะต้องตีความโดยเคร่งครัดและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว

    กล่าวคือผู้กระทําจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งตรงกับมาตรา 116 (1) ส่วน (2) นั้น เป็นการก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ซึ่งทั้งสองอนุจะต้องตีความการกระทําของบุคคลที่มุ่งหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบอบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยไปเป็นรูปแบบอื่น จึงจะมีความผิดตามมาตรานี้ได้

    พยานทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การปราศรัยของ อานนท์ ภาณุพงศ์ และปนัสยา ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 และให้เลิกกระทำการดังกล่าวที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 2 โดยพยานมีความเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวมีเนื้อหาสำคัญ ห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นหรือหยุดการกระทําที่ศาลเห็นว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นการสั่งห้ามบุคคลกระทําการดังกล่าวต่อไป ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ 2560

    ในตอนท้ายของมาตรา 49 ให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียวคือ การสั่งห้ามไม่ให้บุคคลกระทําการตามที่ถูกฟ้องว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญาต่อไป โดยคําวินิจฉัยที่ระบุว่า เป็นหรือไม่เป็นการล้มล้างนั้นเป็นคนละเรื่องกับการกระทําความผิดอาญา ซึ่งจะต้องมีการฟ้องและพิสูจน์ในคดีอาญาว่า การกระทํานั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาหรือไม่ เป็นการแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ซึ่งคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทําความผิดตามมาตรา 116 แต่อย่างใด พูดแต่เพียงว่าไม่ตัดสิทธิในการดําเนินคดีอาญาเท่านั้น

    ในส่วนของผลผูกพันตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร ซึ่งหมายถึงผลของคําตัดสินหรือคําสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีนั้นโดยตรง ซึ่งคําวินิจฉัยดังกล่าวนั้นมีเพียงประเด็นเดียวคือสั่งห้ามกระทําการ ซึ่งมีผลผูกพันไปแล้ว เนื่องจากการกระทําที่ถูกสั่งห้ามนั้นสิ้นสุดไปแล้ว และไม่ได้หมายความว่าเหตุผลที่ศาลให้ในคําวินิจฉัยจะผูกพันศาลในคดีอาญาด้วย เพราะการวินิจฉัยคดีอาญาว่าเป็นความผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามองค์ประกอบความผิดของมาตรา 116 ต่างหาก ซึ่งไม่จําเป็นต้องเป็นไปตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

    คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้มีการสืบพยาน ซึ่งพยานมีความเห็นทางวิชาการว่า ในการจะวินิจฉัยตามพยานหลักฐานใดก็ตามจะต้องมีการฟังพยานทั้งสองฝ่าย ซึ่งศาลให้เหตุผลในคดีดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ศาลสามารถเห็นได้เอง ซึ่งวิธีการให้เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ชัด จึงไม่สามารถนํามาใช้พิสูจน์ความผิดในกฎหมายอาญาได้

    นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีก 2 คดี ที่ศาลให้เหตุผลทํานองเดียวกัน คือ คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ และคดียุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นเรื่องการตีความเช่นเดียวกันในเรื่องการกระทําที่เป็นการล้มล้างการปกครอง โดยศาลให้เหตุผลทํานองเดียวกันว่า ในส่วนของข้อเท็จจริงถ้าศาลเห็นเองศาลจะไม่รับฟังหรือไม่จําต้องให้มีการสืบพยานถึงที่สุดก็ได้

    ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการชุมนุมในวันเกิดเหตุคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญใช้เหตุการณ์เกี่ยวกับการเผาพระบรมฉายาลักษณ์หรือมีการลบแถบสีน้ำเงินบนธงในวันนั้น ซึ่งการให้เหตุผลของศาลมีการอ้างการกระทําที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราว รวมทั้งการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองและการกระทําที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน มีการพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง รวมถึงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์ทุกประเภท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญใช้คําว่า องค์กรเครือข่าย ซึ่งมีการกระทำที่รุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง แต่ศาลมองเห็นว่าเป็นการกระทำที่เป็นลักษณะมีเป้าหมายเดียวกัน ไม่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จึงมีคําสั่งให้เลิกการกระทํา

    ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 นั้น ศาลเพียงแค่นําสืบเพียงว่า จะมีเหตุผลเพียงพอที่จะมีคําสั่งห้ามหรือไม่เท่านั้น ซึ่งวัตถุประสงค์ของมาตรา 49 ไม่ได้ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญสืบข้อเท็จจริงเหมือนกับคดีอาญาทั่วไป โดยในคดีอาญาทั่วไปศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานมากกว่าศาลรัฐธรรมนูญ

    การกระทําในวันเกิดเหตุที่มีการฟ้องร้องจําเลยในคดีนี้นั้น พยานเห็นว่า ต้องแยกการกระทําของจำเลยที่เห็นว่าเป็นการกระทําที่ควรหรือไม่ควร ออกจากการกระทําที่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย ซึ่งการกระทําที่เห็นว่าควรหรือไม่นั้น แต่ละบุคคลมีความเห็นต่างกันได้

    แต่การกระทําจะเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือไม่นั้น พยานเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นจะเป็นความผิดตามมาตรา 116 เนื่องจากการกระทําของจําเลยในคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำแต่เพียงว่า เป็นเสรีภาพของบุคคลและเป็นการใช้เสรีภาพ ซึ่งจะถูกต้องสมควรหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การกระทํายังห่างไกลกับองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 ที่ต้องมีความมุ่งหมายโดยตรงที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เสรีภาพโดยทั่วไป

    สําหรับการชุมนุมที่มีขึ้นระหว่างประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในช่วงสถานการณ์โควิดนั้น พยานมีความเห็นว่า 1. ประกาศที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญเนื่องจากเป็นการห้ามชุมนุมโดยสิ้นเชิง ทําให้ไม่สามารถใช้เสรีภาพได้เลย

    และ 2. แม้แต่ประกาศนั้นยังมีเนื้อความที่สามารถตีความได้ว่า บุคคลจะใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้หรือไม่ เพราะในประกาศนั้นใช้คําว่า “ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมที่มีการเสี่ยงต่อการระบาดของโรคโควิด 19” แต่ตามคําฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า มีการชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้มีการบรรยายฟ้องให้ละเอียดว่า การชุมนุมของจําเลยส่งผลโดยตรงหรืออาจส่งผลต่อการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวได้

    อีกทั้งพยานทราบว่า ฝั่งของผู้ชุมนุมซึ่งเป็นจําเลยในคดีนี้ได้พยายามและมีมาตรการเต็มที่แล้วในการป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรค เช่น ให้มีการสวมหน้ากากอนามัย และมีการเว้นระยะห่างในการชุมนุม ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวน่าจะทําให้จําเลยไม่น่าจะกระทําความผิดตามกฎหมายดังกล่าว
    .
    เมื่อสืบพยานจำเลยเสร็จสิ้น คดีเสร็จการพิจารณา ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ม.ค. 2568 เวลา 09.30 น.

    (อ้างอิง: คำให้การพยานจำเลย ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 ลงวันที่ 12 พ.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/73627)
  • ปนัสยาไม่ได้เดินทางมาศาล ศาลจึงเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 7 มี.ค. 2568 เวลา 09.30 น.
  • ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 18 จำเลย 6 คนได้แก่ ณัฐชนน, ชนินทร์, ไฟซ้อน, ลูกมาร์ค และสาธร ทยอยเดินทางมาฟังยังห้องพิจารณาคดี รวมทั้งอานนท์ที่ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีเครื่องพันธนาการเป็นกุญแจข้อเท้า คิ้วข้างขวาถูกโกน จากการแสดงออกเพื่อประท้วงศาลในคดีละเมิดอำนาจศาล

    วันนี้มีประชาชนและเพื่อนของจำเลยมาร่วมให้กำลังใจด้วยกว่าสิบคน อีกทั้งยังมีจำเลยในคดีมาตรา 112 กรณีกิจกรรมหน้า สภ.คลองหลวง ซึ่งมีนัดตรวจพยานหลักฐานด้วย ทำให้ห้องพิจารณาในวันนี้เต็มไปด้วยจำเลยในคดีทางการเมือง

    เวลาประมาณ 10.25 น. ศาลขานชื่อจำเลยทีละคนและให้ยืนขึ้นฟังคำพิพากษา ซึ่งสรุปเป็นใจความสำคัญ ได้ดังนี้

    - ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
    เห็นว่า การชุมนุมตามฟ้องมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ตรวจอุณหภูมิตรงทางเข้าที่ชุมนุม ส่วนในลานพญานาคเป็นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเท เมื่อเปรียบเทียบกับที่ชุมนุมนั้นไม่คับแคบ ไม่ได้อยู่หนาแน่นที่เสี่ยงต่อการใกล้ชิดสัมผัสกัน ผู้ชุมนุมสามารถเดินไปมาได้ และผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย แม้มีบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งยังไม่ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุจะมีเหตุไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น

    ถือว่าจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 6-9 ในฐานะผู้จัด ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดชุมนุมในสถานที่แออัด อันจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโรคหรือความวุ่นวายในการจัดกิจกรรม

    - ข้อหาตามมาตรา 116
    เห็นว่า พยานโจทก์ที่เป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่ชุมนุม ไปประจำตามจุดต่าง ๆ เวทีอยู่สูงและมีโปรเจคเตอร์ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนไม่ว่าจะอยู่จุดใด จึงเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามจริงที่ได้รู้เห็นและได้ฟังคำปราศรัย

    จำเลยที่ 1 ปราศรัยพาดพิงสถาบันกษัตริย์และอ่านข้อเรียกร้องสิบประการ ส่วนจำเลยที่ 3 ปราศรัยพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ และจำเลยที่ 4 อ่านประกาศคณะราษฎรและปราศรัยพาดพิงสถาบันกษัตริย์

    จำเลยที่ 1, 3, 4 ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องพระราชสถานะของกษัตริย์, ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, กล่าวว่าสถาบันกษัตริย์ขยายพระราชอำนาจตามอำเภอใจ, ใช้อำนาจแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และใช้อำนาจคุกคามทำร้ายประชาชนที่เห็นต่าง และมีการให้ผู้ชุมนุมทำสัญลักษณ์ต่าง ๆ

    ย่อมทำให้ประชาชนคิดและเกิดความเคลือบแคลงสงสัยโดยประการที่น่าจะทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสีย ไม่อยู่ในที่เคารพสักการะ มีการใช้ข้อมูลบางส่วนซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกเล่าต่อกันมาในอดีต ปราศจากการพิสูจน์ มาเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกเร้า ปลุกปั่นผู้ชุมนุมให้เห็นด้วยและคล้อยตาม เป็นการสร้างความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง เกิดความแตกแยก

    จำเลยที่ 7 และ 8 เป็นพิธีกร ถึงแม้ว่าจะไม่มีการพูดปราศรัยบนเวที แต่มีการพูดว่า “รูปที่มีอยู่ทุกบ้าน” และ “ทรงพระเจริญ” มีลักษณะเป็นการล้อเลียนสถาบันกษัตริย์

    การกระทำของจำเลยที่ 1, 3, 4, 7, 8 จึงมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ นอกจากนี้การที่ตำรวจตรวจยึดหนังสือ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ “ หรือหนังสือปกแดง และภาพในจอ LCD ขณะมีการปราศรัยที่ปรากฏข้อความ ‘ไม่ใช่ปฏิรูป แต่คือปฏิวัติ’ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า การชุมนุมในวันดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันกษัตริย์ ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนได้

    การที่จำเลยนำสืบว่า การชุมนุมดังกล่าวเป็นความหวังดีต่อสถาบันกษัตริย์นั้นเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ขัดกับการกระทำ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1, 3, 4, 7, 8 เป็นการร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    ส่วนจำเลยที่ 6 และที่ 9 (ชนินทร์และ “สาธร”) พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำในการปราศรัย กรณีมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 6 และที่ 9 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องในข้อหานี้หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 6 และที่ 9

    - ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
    เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1, 3, 4, 6-9 เป็นผู้เผยแพร่ข้อความเชิญชวนหรือเป็นผู้ถ่ายทอดสด (Live) และพยานโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบ IP Adress บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กว่าเป็นของบุคคลใด

    พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, ที่ 3 (อานนท์), ที่ 4 (ณัฐชนน), ที่ 7 (ไฟซ้อน), ที่ 8 (ลูกมาร์ค) มีความผิดตามมาตรา 116 (2) (3) จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละ 1 ใน 4 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 , ที่ 3 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น

    ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 และที่ 9 (ชนินทร์และ “สาธร”)

    ผู้พิพากษาในคดีนี้ ได้แก่ ปรียานาถ เผือกสุวรรณ และ ชวลิต คณานิตย์
    .
    หลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น ณัฐชนนยังคงต้องอยู่ในห้องพิจารณาคดีต่อเพื่อสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่งก่อน และเมื่อการพิจารณาทั้งสองคดีเสร็จสิ้นแล้ว ณัฐชนน, ไฟซ้อน และลูกมาร์ค ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเข้าใส่กุญแจข้อมือ โดยณัฐชนนถูกใส่กุญแจมือทั้งสองข้าง ส่วนไฟซ้อนและลูกมาร์คถูกใส่กุญแจมือคนละหนึ่งข้าง ก่อนนำตัวลงไปยังห้องขังใต้ถุนศาลระหว่างรอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

    ด้านอานนท์ก็ถูกนำตัวลงไปที่ห้องขังใต้ถุนศาลเช่นกัน เพื่อที่จะรอกลับไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกับโทษจำคุกรวมทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นเป็น 18 ปี 19 เดือน 20 วัน แล้ว (ทุกคดียังไม่สิ้นสุด เป็นคำพิพากษาในศาลชั้นต้น) โดยในวันนี้อานนท์ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลนี้แต่อย่างใด

    ต่อมา ในเวลา 14.51 น.​ ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันณัฐชนน, ไฟซ้อน และลูกมาร์ค ในระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางเงินประกันคนละ 100,000​ บาท ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติม โดยหลักทรัพย์ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์

    (อ้างอิง: คำพิพากษา ศาลจังหวัดธัญบุรี คดีหมายเลขดำที่ อ.2557/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.735/2568 ลงวันที่ 7 มี.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/73675)
  • จำเลยที่ 3, ที่ 4, ที่ 7 และที่ 8 ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สิทธินนท์ ทรงศิริ

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
"ลูกมาร์ค" (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชนินทร์ วงษ์ศรี

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐชนน ไพโรจน์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภาณุพงศ์ จาดนอก

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พริษฐ์ ชิวารักษ์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
"สาธร" (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สิทธินนท์ ทรงศิริ

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ปรียานาถ เผือกสุวรรณ
  2. ชวลิต คณานิตย์

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 07-03-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
"ลูกมาร์ค" (นามสมมติ)

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ปรียานาถ เผือกสุวรรณ
  2. ชวลิต คณานิตย์

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 07-03-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชนินทร์ วงษ์ศรี

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ปรียานาถ เผือกสุวรรณ
  2. ชวลิต คณานิตย์

ผลการพิพากษา
ยกฟ้อง
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 07-03-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐชนน ไพโรจน์

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ปรียานาถ เผือกสุวรรณ
  2. ชวลิต คณานิตย์

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 07-03-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภาณุพงศ์ จาดนอก

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ปรียานาถ เผือกสุวรรณ
  2. ชวลิต คณานิตย์

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 07-03-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พริษฐ์ ชิวารักษ์

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
"สาธร" (นามสมมติ)

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ปรียานาถ เผือกสุวรรณ
  2. ชวลิต คณานิตย์

ผลการพิพากษา
ยกฟ้อง
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 07-03-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ปรียานาถ เผือกสุวรรณ
  2. ชวลิต คณานิตย์

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 07-03-2025

ศาลอุทธรณ์

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สิทธินนท์ ทรงศิริ

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
"ลูกมาร์ค" (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐชนน ไพโรจน์

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์