ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1208/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี กับพวก (ตำรวจ)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1208/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี กับพวก (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ.1208/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี กับพวก
ข้อหา
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ.1208/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี กับพวก
ความสำคัญของคดี
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และ "ใบปอ" (นามสมมติ) 2 นักกิจกรรรม ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ที่แยกอโศก ในช่วงการประชุมเอเปค (APEC2022) เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
ปกรณ์ อาตมียะนันทน์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 บรรยายคำฟ้องมีใจความโดยสรุปกล่าวหาว่า
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2566 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างการชุมนุมสาธารณะที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี โดยแบ่งหน้าที่กันทำ กล่าวคือ จำเลยทั้งสองได้ทำหน้าที่อ่านแถลงการณ์ที่จัดเตรียมมา ผ่านเครื่องขยายเสียงที่ใช้กำลังไฟฟ้าแสดงออกให้ปรากฏต่อประชาชน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม โดยจำเลยที่ 1 (ใบปอ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทย มีเนื้อหาถึงผู้นำประเทศที่มาร่วมประชุมเอเปคให้ทราบถึงสถานการณ์ในประเทศไทยที่เงามืดของกองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังคงทำให้เป็นประเทศเสมือนประชาธิปไตย และจำเลยที่ 2 (โสภณ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีเนื้อหาและความหมายเช่นเดียวกันกับแถลงการณ์ภาษาไทย
ซึ่งเมื่อบุคคลที่สามได้ฟังและทราบข้อความในคำกล่าวปราศรัยของทั้งสองแล้ว ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้ที่มีความโหดร้ายทารุณ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ทุนนิยม กับ/หรือองค์พระมหากษัตริย์นั้นฉ้อฉลรับเงินหรือร่วมลงทุน หรือมีเอี่ยวหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทรงกระทำการที่ขัดต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยทรงมีอำนาจในการสั่งให้มีกฎหมายหรือไม่มีกฎหมาย กองทัพไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นลิเกโรงใหญ่ที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันเสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างร้ายแรง
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.1208/2567 ลงวันที่ 18 มิ.ย. 2567)
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2566 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างการชุมนุมสาธารณะที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี โดยแบ่งหน้าที่กันทำ กล่าวคือ จำเลยทั้งสองได้ทำหน้าที่อ่านแถลงการณ์ที่จัดเตรียมมา ผ่านเครื่องขยายเสียงที่ใช้กำลังไฟฟ้าแสดงออกให้ปรากฏต่อประชาชน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม โดยจำเลยที่ 1 (ใบปอ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทย มีเนื้อหาถึงผู้นำประเทศที่มาร่วมประชุมเอเปคให้ทราบถึงสถานการณ์ในประเทศไทยที่เงามืดของกองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังคงทำให้เป็นประเทศเสมือนประชาธิปไตย และจำเลยที่ 2 (โสภณ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีเนื้อหาและความหมายเช่นเดียวกันกับแถลงการณ์ภาษาไทย
ซึ่งเมื่อบุคคลที่สามได้ฟังและทราบข้อความในคำกล่าวปราศรัยของทั้งสองแล้ว ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้ที่มีความโหดร้ายทารุณ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ทุนนิยม กับ/หรือองค์พระมหากษัตริย์นั้นฉ้อฉลรับเงินหรือร่วมลงทุน หรือมีเอี่ยวหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทรงกระทำการที่ขัดต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยทรงมีอำนาจในการสั่งให้มีกฎหมายหรือไม่มีกฎหมาย กองทัพไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นลิเกโรงใหญ่ที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันเสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างร้ายแรง
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.1208/2567 ลงวันที่ 18 มิ.ย. 2567)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 12-10-2023นัด: แจ้งข้อกล่าวหาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาต่อ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ในคดีจากการชุมนุม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ที่แยกอโศกในช่วงการประชุมเอเปค (APEC2022) เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายน 2566 ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้ออกหมายเรียกผู้ชุมนุมจำนวน 4 คน มาแจ้งข้อกล่าวหา ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ บางรายยังถูกแจ้งข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้อนุญาต หรือ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ด้วย
ต่อมาวันที่ 20 ก.ย. 2566 ตำรวจมีการออกหมายเรียกเพิ่มเติม นักกิจกรรมอีก 2 ราย คือ เก็ทและ “ใบปอ” (นามสมมติ) โดยระบุข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมี พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี กับพวก เป็นผู้กล่าวหา
ในส่วนของใบปอได้ขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาออกไปก่อน ขณะที่ พ.ต.ต.สุทวัฒน์ ศรีพรวรรณ์ สารวัตร (สอบสวน) สน.ลุมพินี ได้นัดหมายทนายความ เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาเก็ทในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเขาถูกคุมขังอยู่ในคดีมาตรา 112 คดีอื่น
พ.ต.ต.สุทวัฒน์ ได้แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 มีกลุ่มนักกิจกรรมนำโดยกลุ่มทะลุวัง ได้จัดกิจกรรมที่แยกอโศกมนตรี และจะเดินขบวนไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่จัดประชุม APEC2022 เพื่อยื่นจดหมายบอกให้ผู้นำโลกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย โดยได้มีการไล่ลำดับเหตุการณ์ในกิจกรรมวันดังกล่าว ในส่วนของใบปอถูกระบุว่าเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ของผู้ชุมนุมฉบับภาษาไทยต่อหน้าสื่อมวลชน และเก็ทอ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษ
ข้อกล่าวหาระบุว่า คณะกรรมการพิจารณาคดีความมั่นคงความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาแล้วเห็นว่า ทั้งสองคนกล่าวข้อความที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีการยกข้อความบางส่วนของแถลงการณ์ทั้งหมด 3 ท่อน ที่กล่าวถึงระบอบกษัตริย์กับการเมืองไทยมากล่าวหา
จากนั้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเก็ททั้งหมด 3 ข้อหา ได้แก่ หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, ร่วมกันจัดชุมนุมสาธารณะ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลังทราบข้อกล่าวหา เก็ทได้ปฏิเสธที่จะร่วมกระบวนการสอบสวนของตำรวจ และไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารใด ๆ รวมทั้งไม่ให้ทนายความลงชื่อในเอกสาร ขณะที่ทางพนักงานสอบสวนได้บันทึกว่า ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่ได้ให้สำเนาบันทึกข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาเหมือนโดยปกติด้วย
คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 4 ที่เก็ทถูกกล่าวหาแล้ว โดยอีก 3 คดีที่ถูกกล่าวหาไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ คดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี 6 เดือน และเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์, คดีปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน” อยู่ระหว่างการสืบพยานที่ศาลอาญาธนบุรี โดยเก็ทปฏิเสธอำนาจศาลและขอถอนทนายในคดีนี้ และคดีปราศรัยในกิจกรรมวันแรงงานปี 2565 อยู่ระหว่างรอการสืบพยานที่ศาลอาญา
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ลงวันที่ 12 ต.ค. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/60564) -
วันที่: 21-10-2023นัด: แจ้งข้อกล่าวหาใบปอเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน. ลุมพินี พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์คดีเช่นเดียวกับที่แจ้งเก็ท ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาใบปอรวม 3 ข้อหา เช่นเดียวกับเก็ท คือ หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, ร่วมกันจัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ใบปอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัว เนื่องจากมาพบตามหมายเรียก จึงไม่มีเหตุให้ควบคุมตัวไว้ นัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 2 พ.ย. 2566
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ลุมพินี ลงวันที่ 21 ต.ค. 2566) -
วันที่: 03-11-2023นัด: ส่งตัวให้อัยการพนักงานสอบสวนส่งตัวใบปอพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 อัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 6 ธ.ค. 2566
-
วันที่: 18-06-2024นัด: ยื่นฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 ได้ยื่นฟ้องใบปอและเก็ทในข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” บริเวณแยกอโศก ในช่วงการประชุม APEC2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 บรรยายคำฟ้องมีใจความโดยสรุปกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2566 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างการชุมนุมสาธารณะที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี โดยแบ่งหน้าที่กันทำ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 (ใบปอ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทย มีเนื้อหาถึงผู้นำประเทศที่มาร่วมประชุมเอเปคให้ทราบถึงสถานการณ์ในประเทศไทยที่เงามืดของกองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังคงทำให้เป็นประเทศเสมือนประชาธิปไตย และจำเลยที่ 2 (โสภณ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีเนื้อหาและความหมายเช่นเดียวกัน
อัยการระบุว่า เมื่อบุคคลที่สามได้ฟังและทราบข้อความในคำกล่าวปราศรัยของทั้งสองแล้ว ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้ที่มีความโหดร้ายทารุณ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ทุนนิยม และทรงกระทำการที่ขัดต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยทรงมีอำนาจในการสั่งให้มีกฎหมายหรือไม่มีกฎหมาย กองทัพไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นลิเกโรงใหญ่ที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
ในท้ายคำฟ้อง อัยการไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี โดยระบุว่า หากจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล
ภายหลังศาลรับฟ้อง นายประกันได้ยื่นขอประกันตัวใบปอซึ่งเดินทางมาศาลตามนัดของอัยการ โดยใช้หลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ก่อนในเวลาประมาณ 15.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี และนัดใบปอและเก็ทสอบคำให้การในวันที่ 19 มิ.ย. 2567 เวลา 09.00 น. โดยศาลจะเบิกตัวเก็ทจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาลด้วย
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.1208/2567 ลงวันที่ 18 มิ.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/67993) -
วันที่: 26-08-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานใบปอเดินทางมาศาลในนัดตรวจพยานหลักฐาน ขณะที่เก็ทถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้ทั้งสองฟัง ใบปอและเก็ทยืนยันให้การปฏิเสธ
ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเนื่องจากติดว่าความในคดีอื่นที่นัดไว้ก่อนแล้ว ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 28 ต.ค. 2567 เวลา 09.00 น. -
วันที่: 28-10-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานเก็ทถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยที่ 1 ติดภารกิจด้านการศึกษา ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 2 ธ.ค. 2567 เวลา 09.00 น.
-
วันที่: 02-12-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 22-24 ก.ค. 2568 สืบพยานจำเลยในวันที่ 25, 29-31 ก.ค. 2568
-
วันที่: 22-07-2025นัด: สืบพยานโจทก์ช่วงเช้าสืบพยานโจทก์ได้ 2 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.นฤวัติ พุทธวิโร และ พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม (ผู้กล่าวหา) ช่วงบ่ายสืบพยานโจทก์ได้อีก 2 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.ภราดร สุวรรณรัตน์ และ ร.ต.ท. ธีรพล แก้วกาหลง
-
วันที่: 04-08-2025นัด: สืบพยานจำเลยสืบพยานเสร็จสิ้น คดีเสร็จการพิจารณา ทนายจำเลยขอยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีภายใน 30 วัน ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 29 ก.ย. 2568 เวลา 13.30 น.
-
วันที่: 08-08-2025นัด: ยื่นประกันเก็ทเก็ทยื่นคำร้องขอประกันตัวในคดีนี้ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของ “บุ้ง เนติพร” เพื่อนนักกิจกรรมผู้ล่วงลับ โดยเขียนคำร้องด้วยตัวเอง มีเนื้อหาสำคัญระบุไว้ ดังนี้
1. จำเลยมีภาระหน้าที่ต้องดูแลปู่ของจำเลยซึ่งป่วยด้วยโรคชรา อยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต อีกทั้งมารดาของคนรักก็ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ต้องได้รับการรักษา และดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจำเลยจบการศึกษาในสาขารังสีการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล และมีความเชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง
2. ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในสหประชาชาติ ซึ่งได้ให้ปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ย่อมต้องปฏิบัติตนตามคำปฏิญาดังกล่าว ในข้อหา 11 (1) สิทธิประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดีที่เปิดเผย
3. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 9 (3) ระบุว่าบุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญา จะต้องมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัว โดยในการปล่อยตัวอาจมีกำหนดว่าให้มีการประกันว่าจะต้องปรากฏตัวในการพิจารณาคดีได้
4. แม้สิทธิประกันตัวจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่สิทธิดังกล่าวก็สามารถถูกจำกัดหรือยกเว้นได้ โดยมีเงื่อนไขกำหนดไว้ในกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 29 วรรค 3 ที่กำหนดว่าการคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถกระทำได้เท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันการหลบหนี
ทั้งนี้ ในการขอประกันตัวครั้งนี้ หากสิทธิประกันตัวยังไม่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะผู้ต้องขังคดีการเมือง จำเลยจะขอถอนประกันตัวเองภายใน 60 วัน
.
วันเดียวกันนี้ วัฒนศักดิ์ ผิวขาว ผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกัน โดยให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท กำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
จากผลคำสั่งประกันตัวดังกล่าว ทำให้วันที่ 9 ส.ค. 2568 เก็ทตัดสินใจยื่นขอประกันตัวเองในคดี ม.112 อีก 2 คดี ของศาลอาญา ที่อยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โดยยื่นคำร้องขอประกันตัวที่มีเนื้อหาลักษณะเดียวกันในทุกฉบับ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องในทั้งสองคดี
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.1208/2567 ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/77518) -
วันที่: 29-09-2025นัด: ฟังคำพิพากษา
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ใบปอ (นามสมมติ)
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ใบปอ (นามสมมติ)
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์