ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยเป็นแกนนำ (มาตรา 215 วรรคสาม)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
ดำ อ.287/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยเป็นแกนนำ (มาตรา 215 วรรคสาม)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.โบราณสถานฯ
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ข้อหา

  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ดำ อ.287/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม

ความสำคัญของคดี

นักกิจกรรมและประชาชน ซึ่งเป็นแกนนำ ผู้ปราศรัย และผู้เข้าร่วมชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อเนื่องถึงสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 รวม 24 ราย ถูกผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และกรมศิลปากร เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีในหลายข้อหา โดยแกนนำและผู้ปราศรัยรวม 7 ราย ถูกออกหมายจับในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) ทั้งหมดถูกขังโดยไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขังในช่วง 15 ต.ค. - 2 พ.ย. 2563 ก่อนจตุภัทร์ได้รับการประกันตัว ส่วนคนอื่นๆ ศาลไม่อนุญาตให้ฝากขังต่อ ในส่วนของผู้ชุมนุมมีการออกเป็นหมายเรียก ซึ่งมีอดีตสมาชิกกลุ่มดาวดิน 2 คน ที่ไม่ได้ร่วมชุมนุมถูกออกหมายเรียกด้วย

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศดำเนินการบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรากับผู้ชุมนุม พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา "หมิ่นประมาทกษัตริย์" ตามมาตรา 112 เพิ่มเติมกับแกนนำและผู้ปราศรัยทั้ง 7 รายเป็นคดีแรก ทั้งยังแจ้งข้อหา 116 กับผู้ถูกดำเนินคดีคนอื่น

คดีนี้ยังถือเป็นคดีแรกจากการชุมนุมในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ที่อัยการเร่งรัดยื่นฟ้องคดีต่อศาลในข้อหาตามมาตรา 112 อย่างผิดสังเกต และจำเลยที่เป็นแกนนำและผู้ปราศรัยทั้งเจ็ดไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี จนกระทั่งมีกระแสเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง ศาลจึงทยอยให้ประกันตัวโดยกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมที่เสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนักกิจกรรม 22 ราย บรรยายฟ้องโดยสรุปดังนี้

จำเลยได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน อาทิ จัดกิจกรรมรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมทางการเมืองโดยไม่จัดให้มีมาตรการป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่ทางราชการกำหนด และไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม ซึ่งเป็นผู้รับแจ้ง ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง จึงเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยยังได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง คือได้จัดการชุมนุมสาธารณะ มีการปราศรัยแสดงความเห็นในลักษณะเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ยุบสภา เรียกร้องให้รัฐบาลมีคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารประเทศ เรียกร้องให้ประชาชนออกมาช่วยยืนหยัดต่อสู้เพื่อทวงคืนอำนาจอธิปไตย แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย และได้ทำการปิดล็อกประตูเข้าออกมหาวิทยาลัย แต่พวกของจำเลยได้ใช้เครื่องเสียงประกาศโดยขู่เข็ญให้เปิดประตูให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปภายใน สั่งการให้ผู้ชุมนุมก่อความวุ่นวายขึ้น และเข้าทำลายประตูทางเข้าออกมหาวิทยาลัย ก่อนได้ร่วมกันพากลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยคนเข้าไปภายใน

ต่อมา ยังได้มีผู้ชุมนุมใช้คีมขนาดใหญ่ตัดทำลายแม่กุญแจและโซ่ซึ่งคล้องประตูมหาวิทยาลัยฝั่งท่าพระจันทร์จนได้รับความเสียหาย ก่อนได้ชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยออกไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวงแทน โดยได้เดินล้ำเข้าไปในทางจราจร และกีดขวางการจราจรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และยังมีการร่วมกันใช้กำลังทำให้ทรัพย์สินของกรุงเทพมหานครเสียหาย ได้แก่ การพังรั้วเหล็ก เป็นเหตุให้รั้ว 1 อัน ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 264 บาท และตัดกุญแจที่ปิดล็อกรั้วดังกล่าว

จำเลย 7 คน ยังได้ปราศรัยบนรถบรรทุก และบนเวทีเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และกระทำจาบจ้วง หมิ่นประมาท ดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมิใช่การกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง อันเป็นการปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริมประชาชน ให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่อง และเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถึงขนาดที่จะไปชุมนุม ประท้วง ขู่เข็ญ หรือบังคับกดดันให้รัฐบาล รัฐสภา และขู่เข็ญหรือบังคับให้พระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะทำให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับฟังคำปราศรัยดังกล่าว ตะโกน ตอบโต้ โห่ร้อง ปรบมือ สนับสนุน อันเป็นการทำให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

จำเลย 9 คน ยังได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลง รื้อถอน ทำลายโบราณสถาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร โดยร่วมกันใช้เครื่องมือขุดเจาะพื้นคอนกรีตบริเวณทางเดินคอนกรีตในพื้นที่สนามหลวง เป็นเหตุให้พื้นที่บริเวณนั้นได้รับความเสียหาย ประเมินราคาเป็นเงินจำนวน 16,781.62 บาท

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ 287/2564 ลงวันที่ 9 ก.พ. 2564 และคดีหมายเลขดำที่ 539/2564 ลงวันที่ 8 มี.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 10.30 น. พ.ต.ท.โชคอำนวย วงศ์บุญฤทธิ์ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ชนะสงคราม เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จากกรณีการชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร ขณะจตุภัทร์ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี หลังถูกจับกุมพร้อมคณะราษฎรอีสานรวม 21 ราย ระหว่างตั้งเต็นท์เพื่อปักหลักรอการชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 14 ต.ค. 2563 บริเวณทางเท้าหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

    พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจตุภัทร์รวม 7 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, ฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ, ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385, ร่วมกันกีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 114 และร่วมกันตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ มาตรา 19 โดยมีทนายความเข้าร่วม จตุภัทร์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    เวลา 13.25 น. หลังการแจ้งข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้นำตัวจตุภัทร์ไปยังศาลอาญาเพื่อขออำนาจในการฝากขัง ขณะที่รถเลี้ยวออกจาก บก.ตชด. จตุภัทร์เปิดกระจกจากรถผู้ต้องขังพร้อมตะโกน #ศักดินาจงพินาศประชาราษฎร์จงเจริญ

    ที่ศาลอาญา พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังจตุภัทร์ อ้างเหตุว่า การสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มอีก 6 ปาก, รอผลการตรวจลายนิ้วมือและประวัติอาชญากรรม และคดีนี้ยังมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงขออำนาจศาลฝากขังไว้เป็นเวลา 12 วัน และคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์ไปชุมนุมก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองในลักษณะเดิมอีก และผู้ต้องหายังอยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีอยู่หลายคดีและหลายท้องที่

    ทนายความได้ยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่มีเหตุหรือความจำเป็นต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ เป็นคดีเกี่ยวข้องกับการใช้เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ ผู้ต้องหาไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้ และยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ได้มีเจตนาจะหลบคดี ทั้งยังไม่เคยมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหามาก่อน จตุภัทร์แถลงเพิ่มเติมด้วยว่า พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับตนโดยจงใจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดกั้นเสรีภาพในการชุมนุมตามกฎหมาย

    เวลา 18.00 น. หลังการไต่สวนฝากขัง ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังจตุภัทร์ ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน จากนั้น ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้ใช้ตำแหน่งในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ ต่อมา นายสันติ บุตร ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดียาเสพติด มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ระบุเหตุผลว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หากปล่อยตัว อาจมีพฤติการณ์ในลักษณะเช่นเดียวกันอีก ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกัน

    เวลาประมาณ 18.40 น. เจ้าหน้าที่ได้นำตัวจตุภัทร์ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา บก.ตชด.ภาค 1 และรายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา ลงวันที่ 14 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22339)
  • เวลา 11.18 น. สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมือง ถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาที่ 1590/2563 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2563 ระหว่างอยู่กับเอกชัย หงส์กังวาน ที่ สน.ลาดพร้าว ที่ถูกจับกุมจากบ้านพักขณะจะออกเดินทางไปมอบตัวตามหมายจับในคดีตามมาตรา 110 จากนั้นตำรวจได้นำตัวสมยศไปยัง สน.ชนะสงคราม

    หลังทำบันทึกจับกุม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาสมยศรวม 4 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ

    พนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์ที่สมยศถูกกล่าวหาคือ โพสต์ข้อความเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมชุมนุม และเข้าร่วมชุมนุม พร้อมทั้งกล่าวปราศรัยต่อหน้าผู้ชุมนุม โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน สมยศให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำเสร็จในช่วงค่ำ สมยศจึงถูกขังที่ สน.ชนะสงคราม 1 คืน

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ชนะสงคราม ลงวันที่ 16 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22193)

    วันเดียวกันนี้ ที่ศาลอาญา ทนายความเดินทางไปยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวนจตุภัทร์เป็นครั้งที่ 2 แต่ศาลมีคำสั่งเมื่อเวลา 16.30 น. ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยอ้างเหตุว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 16 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3343833745666456)
  • พนักงานสอบสวนควบคุมตัวสมยศไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังไว้มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 17-28 ต.ค. 2563 ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.ของนายทวี สอดส่อง เป็นหลักทรัพย์ประกัน

    15.15 น. เทวัญ รอดเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามีคำสั่งไม่ให้ประกัน ระบุเหตุผลว่า คดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงและสังคมส่วนรวม ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อาจไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นหรือไปมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันอีก

    สมยศจึงถูกควบคุมตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นับเป็นการกลับเข้าเรือนจำเป็นครั้งที่ 2 หลังจากติดคุกมา 7 ปีเต็ม ในคดีมาตรา 112 และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวในปี 2561

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 17 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22193)

    ช่วงค่ำ เวลา 20.40 น. "ไมค์" ภาณุพงศ์ จาดนอก แกนนำนักกิจกรรม ถูกชุดเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจาก กก.สส.1 บก.สส.บช.น. เข้าจับกุมบริเวณ ซ.รามคำแหง 26 ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1587/2563 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2563 ข้อหายุยงปลุกปั่น และมั่วสุมก่อความวุ่นวาย โดยเป็นหัวหน้า หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมแฟลชม็อบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในช่วงเย็น พร้อมกับณัฐชนน พยัฆพันธ์ นักกิจกรรมอีกราย ซึ่งถูกจับตามหมายจับของศาลแขวงปทุมวันในคดีการชุมนุมเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2563

    ไมค์ระบุว่าได้มีเจ้าหน้าที่ได้ขับรถจักรยานยนต์ติดตามมา 5-6 คันรถ แล้วเข้าทุบกระจกรถจนแตก เพื่อให้รถหยุด เขาเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต แม้ทั้งสองคนจะขอให้รอทนายความก่อน แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันควบคุมตัวไป สน.หัวหมาก เพื่อทำบันทึกจับกุม ก่อนนำไปที่ บก.ตชด.ภาค 1 ควบคุมตัวไว้รอพนักงานสอบสวนเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหา

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สน.ชนะสงคราม ลงวันที่ 18 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3344722572244240)
  • เวลา 15.00 น. พ.ต.ท.โชคอำนวย วงศ์บุญฤทธิ์ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ชนะสงคราม เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาภาณุพงศ์ที่ บก.ตชด.ภาค 1 รวม 2 คดี คือ คดีอาญาที่ 426/2563 และ 430/2563 โดยระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาในทั้งสองคดีเหมือนกันว่า ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563 ภาณุพงศ์ได้ร่วมกับพวกประกาศนัดหมายผ่านสื่อออนไลน์ จากนั้นในวันเกิดเหตุ ภาณุพงศ์ได้เข้าร่วมกับผู้ชุมนุมผลักดันประตูรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จนเข้าไปชุมนุมในธรรมศาสตร์และขึ้นปราศรัยบนรถเครื่องเสียง รวมทั้งต่อมามีการเคลื่อนมาตั้งเวทีที่สนามหลวง ภาณุพงศ์ยังได้กล่าวปราศรัย โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต่อมา วันที่ 20 ก.ย. 2563 ภาณุพงศ์ได้ร่วมกับผู้ชุมนุมทำพิธีปักหมุดคณะราษฎรลงบนพื้นที่สนามหลวง และเดินไปยื่นหนังสือถึงองคมนตรี

    จากนั้น พ.ต.ท.โชคอำนวย ได้แจ้งข้อกล่าวหาภาณุพงศ์ ดังนี้

    1. คดีอาญาที่ 426/2563 ซึ่งกรุงเทพมหานคร โดยนายสุรเดช อำนวยสาร และกรมศิลปากร โดยนายสถาพร เที่ยงธรรม เข้าแจ้งความร้องทุกข์ กรณีภาณุพงศ์ได้ร่วมกับผู้ชุมนุมทำพิธีปักหมุดคณะราษฎรลงบนพื้นที่สนามหลวง ในความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 และแก้ไข ต่อเติม เปลี่ยนแปลง ทำลายโบราณสถาน ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 10

    2. คดีอาญาที่ 430/2563 ซึ่ง พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม กับพวก เป็นผู้แจ้งความกรณีการจัดเวทีชุมนุมปราศรัย ในความผิดฐาน ร่วมกันยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป, ไม่แจ้งการชุมนุม ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ, ฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ, ร่วมกันกีดขวางการจราจร, ร่วมกันตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ภาณุพงศ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในทั้ง 2 คดี

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คดีอาญาที่ 426/2563 และ 430/2563 สน.ชนะสงคราม ลงวันที่ 18 ต.ค. 2563)
  • ภาณุพงศ์ถูกนำตัวมายังศาลอาญา พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ยื่นคำร้องขอฝากขังภาณุพงศ์ในทั้งสองคดีๆ ละ 12 วัน ระหว่างวันที่ 19 – 30 ต.ค. 2563 ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังมีกำหนด 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 19-25 ต.ค. 2563

    ราว 16.00 น. ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวภาณุพงศ์ โดยใช้เงินประกันจาก 'กองทุนดา ตอร์ปิโด' กองทุนซึ่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกจับกุมจากการชุมนุม คดีละ 100,000 บาท รวมแล้ว 200,000 บาท โดยระบุเหตุผลว่า

    1. ภาณุพงศ์เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและยังต้องไปเรียน 2. ภาณุพงศ์เป็นเพียงบุคคลธรรมดา ไม่มีอิทธิพลจะยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน 3. ภาณุพงศ์ศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีกทั้งประพฤติดีมาตลอด 4. ยังไม่มีการพิพากษาว่าภาณุพงศ์เป็นผู้กระทำผิด ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งไทยเป็นภาคีในข้อ 14 (1) ตลอดจนรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2560 ยังได้บัญญัติรับรองหลัก “เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด” 5. “สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม” เป็นสิทธิมนุษยชนสำคัญซึ่งสากลยอมรับ การกระทำของเจ้าพนักงานเป็นการยับยั้งเสรีภาพของประชาชน 6. ในประเทศไทยที่ขณะนี้หลักการสำคัญหลายประการพังทลายลง มีเพียงอำนาจศาลที่จะช่วยตรวจสอบอำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

    เวลา 16.50 น. ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวภาณุพงศ์ในทั้งสองคดี โดยระบุเหตุผลเหมือนกัน คือ “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งยังกระทบต่อความมั่นคงและความสงบสุขของสังคมโดยรวม ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว กรณีน่าเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาอาจไปชุมนุมก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองหรือยุยงส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบแก่บ้านเมืองหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นอีก จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง คืนหลักทรัพย์”

    หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชฑัณฑ์ได้นำตัวภาณุพงศ์ไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 19 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3351385061577991)

    วันเดียวกันนี้เวลา 11.30 น.​ ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (บก.สส.ภ.4) ในชุดนอกเครื่องแบบ​เกือบ 10 นาย​ เข้าจับกุมปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ที่หอพักหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น​ โดยแสดงหมายจับของศาลอาญาที่ 1589/2563 ในข้อหาตามมาตรา 116 ก่อนควบคุมตัวปติวัฒน์ขึ้นรถไปที่ กก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.4 ทำบันทึกจับกุม และนำตัวไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองขอนแก่น

    จากนั้น ตำรวจได้ควบคุมตัวปติวัฒน์ออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถกระบะ 4 ประตู โดยแจ้งปติวัฒน์และทนายว่า จะนำตัวไป สน.ชนะสงคราม แต่ในระหว่างทางได้รับแจ้งจากตำรวจว่า เปลี่ยนจุดหมายเป็น บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี

    ราว 19.30 น. ปติวัฒน์ถูกนำตัวถึง บก.ตชด. ภาค 1 พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่า ปติวัฒน์ได้เข้าร่วมการชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และขึ้นปราศรัยบนรถยนต์เวทีเคลื่อนที่โดยใช้เครื่องขยายเสียง มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ และได้แจ้งข้อกล่าวหาปติวัฒน์ว่า ร่วมกันยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และร่วมกันใช้เครื่องเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปติวัฒน์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สน.ชนะสงคราม ลงวันที่ 19 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22271)
  • พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวปติวัฒน์ออกจาก บก.ตชด.ภาค 1 ไปที่ศาลอาญาเพื่อยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวน มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20-31 ต.ค. 63 เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ขณะที่ทนายจากพรรคเพื่อไทยยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง ระบุเหตุผลว่า ผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิด เป็นเพียงการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและเป็นการเรียกร้องทางการเมืองโดยสุจริตชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย

    ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังตามคำขอของพนักงานสอบสวนเพียง 7 วัน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นโดยเร็ว ทนายความจึงดำเนินการยื่นประกันตัว โดยนายภาควัต ศรีสุรพล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.ขอนแก่น ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ยื่นเป็นหลักประกัน แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน

    นายเทวัญ รอดเจริญ ผู้พิพากษาระบุเหตุผลในการไม่อนุญาตให้ประกันตัวปติวัฒน์ว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา ประกอบกับคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน เห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคง และสังคมส่วนรวม อีกทั้งเจ้าพนักงานจับกุมผู้ต้องหาได้ตามหมายจับ กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากให้ประกัน ผู้ต้องหาจะหลบหนี และจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นหรือไปมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันอีก” ทำให้แบงค์ต้องถูกควบคุมตัวไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพในช่วงเย็น

    เมื่อปี 58 “หมอลำแบงค์” พร้อม “กอล์ฟ-ภรณ์ทิพย์” เคยถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ในคดี ม.112 จากการแสดงละครเวทีเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยขณะนั้นเขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนที่จะเขาพ้นโทษจำคุกได้รับอิสระภาพเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 60 สี่ปีต่อมาเขาต้องถูกขังในเรือนจำอีกครั้ง

    นอกจากคดีจากการชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปติวัฒน์ยังถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุม #อีสานบ่ย่านเด้อ ที่ จ.ขอนแก่น เมื่อ 23 ก.ค. 63

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณาและคำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 20 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22271)

    ด้านพริษฐ์ ชิวารักษ์ และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แม้ว่าจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรีในเวลา 14.15 น. หลังศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ประกันในคดีการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 แต่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ได้เข้าอายัดตัวต่อทันทีตามหมายจับศาลอาญาที่ 1585/2563 และ 1586/2563 ควบคุมไปที่ บก.ตชด.ภาค 1 โดยมีพนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจ 3 แห่ง ซึ่งขอออกหมายจับทั้งสองไว้ก่อนหน้านี้ได้ทยอยเดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาใน 3 คดี ได้แก่ คดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอํานาจราษฎร, คดีการชุมนุม #อยุธยาจะไม่ทนอีกต่อไป ที่จังหวัดอยุธยา เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 63 และคดีการชุมนุมที่ท่าน้ำนนทบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 63

    สำหรับคดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอํานาจราษฎร รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ชนะสงคราม แจ้งข้อกล่าวหาพริษฐ์และปนัสยา ในคดีอาญาที่ 426/2563 และ 430/2563 รวม 10 ข้อหา เช่นเดียวกับภาณุพงศ์ แต่ข้อหาของปนัสยาต่างจากพริษฐ์ในข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งพนักงานสอบสวนระบุว่า ปนัสยาเป็นหัวหน้าในการกระทำความผิด (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคท้าย)

    นักกิจกรรมทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม บก.ตชด.ภาค 1 ลงวันที่ 20 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3352987684751062)

    วันเดียวกันนี้ ทนายความเข้ายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันจตุภัทร์ต่อศาลอุทธรณ์ คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 ระบุเหตุผลว่า

    1. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 29 ได้รับรองหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด

    2. ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ให้ประกัน อ้างว่า ผู้ต้องหามีลักษณะเป็นการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้น คลาดเคลื่อนต่อหลักการวินิจฉัยสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติการณ์ส่อไปในทางที่ก่อให้เกิดความรุนแรงดังที่พนักงานสอบสวนระบุไว้ในสำนวนคดี ผู้ต้องหาเพียงแต่ใช้เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งกติการะหว่างประเทศรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง รับรองไว้ จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้มีพฤติกรรมเลวร้าย และไม่ได้มีอิทธิพลหรือความสามารถที่จะไปก่อความวุ่นวายในที่ชุมนุม

    (อ้างอิง: คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลชั้นต้น ศาลอาญา ลงวันที่ 20 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3359802534069577
  • เวลา 11.00 น. พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ควบคุมตัวพริษฐ์และปนัสยาออกจาก บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อไปขอศาลอาญาฝากขังครั้งที่ 1 เป็นเวลา 12 วัน ขณะทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง จากนั้นศาลอาญาได้อนุญาตให้ฝากขังทั้งพริษฐ์และปนัสยาเป็นเวลา 7 วัน

    ต่อมานักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 คนได้ใช้ตำแหน่งอาจารย์ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้งสองคน จนเวลา 15.20 น. ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุเหตุผลว่าพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมแล้ว เห็นว่าหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไปทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองขึ้นอีก ในชั้นนี้จึงให้ยกคำร้อง

    เวลา 15.40 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไปยังเรือนจำ โดยพริษฐ์ถูกนำตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนปนัสยาถูกนำตัวไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง

    วันนี้ทนายความยังยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งศาลอาญาที่ไม่ให้ประกันสมยศ ยืนยันหลักสันนิษฐานว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด รวมทั้งยืนยันว่า การกระทำที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งกติการะหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 44 รับรองไว้ จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

    (อ้างอิง: คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลชั้นต้น ศาลอาญา ลงวันที่ 21 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3354599241256573)
  • ทนายความยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งศาลอาญาที่ไม่ให้ประกันไมค์, เพนกวิน และรุ้ง ให้เหตุผลว่า ปัจจุบันผู้ต้องหาเป็นนักศึกษา มีภาระต้องเข้าเรียน นำเสนองาน และสอบให้ครบตามกำหนด หากไม่ได้รับการประกันตัว จะกระทบโดยตรงต่อสิทธิและอนาคตทางการศึกษาของผู้ต้องหาอย่างร้ายแรง อีกทั้งรุ้งยังมีโรคประจำตัวป่วยเป็นโรคหอบหืด การถูกขังไว้ในเรือนจำที่แออัดอาจทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้นจนเป็นอันตราย

    นักกิจกรรมทั้งสามยืนยันในหลักสันนิษฐานว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด ซึ่งบัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 29 อันเป็นผลให้ผู้ต้องหาต้องได้รับสิทธิในการประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี

    รวมทั้งยืนยันว่า การกระทำที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งกติการะหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 44 รับรองไว้ จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

    (อ้างอิง: คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลชั้นต้น ศาลอาญา ลงวันที่ 22 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3362633340453163)
  • เวลา 13.40 น. ศาลอาญาอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้ประกัน “ไผ่” จตุภัทร์ โดยกำหนดวงเงินประกัน 70,000 บาท หลังจากทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส.วางเป็นหลักประกันแทนเงินสด เมื่อทำสัญญาประกันเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำหมายปล่อยไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนไผ่ได้รับการปล่อยตัวในช่วงเย็น

    วันเดียวกันนี้ ทนายความได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่ให้ประกันปติวัฒน์ของศาลชั้นต้น

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 23 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3359802534069577)
  • ศาลอาญาอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันสมยศ, ไมค์, เพนกวิน และรุ้ง ลงวันที่ 23 ต.ค. 2563 อ้างเหตุคล้ายคลึงกันว่า

    "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า การกระทำตามข้อกล่าวหามีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลจำนวนมากอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความวุ่นวายขึ้น และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ชักนำให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน โดยการบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคำคัดค้านของพนักงานสอบสวนแล้วยังปรากฏว่า ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายคดีในหลายท้องที่ กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าในชั้นนี้หากอนุญาตให้ประกัน ผู้ต้องหาอาจจะก่อให้เกิดเหตุอันตรายหรือความเสียหายประการอื่น และน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจจะหลบหนี กรณีสมควรรอฟังผลการสอบสวนก่อน ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนั้นชอบแล้ว"

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 23 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3362633340453163)
  • เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดา ทนายความยื่นประกันตัวพริษฐ์ (เพนกวิน), ปนัสยา (รุ้ง) และภาณุพงศ์ (ไมค์) เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 63 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตามศาลชั้นต้น โดยการประกันวันนี้ใช้หลักทรัพย์ประกันเป็นเงินสดคนละ 5 แสนบาท แทนการใช้ตำแหน่งอาจารย์ และ ส.ส.

    ต่อมา เวลา 15.07 น. ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน อ้างเหตุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ที่เคยสั่งไม่ให้ประกัน เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะไปกระทำการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองขึ้นอีก

    นอกจากนี้ ศาลยังอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 24 ต.ค. 2563 ไม่ให้ประกันปติวัฒน์ อ้างเหตุที่ไม่ให้ประกันว่า

    "การกระทำตามข้อกล่าวหามีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลจำนวนมากอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความวุ่นวายขึ้น และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ผู้ต้องหาขึ้นปราศรัยชักนำให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน ประกอบกับผู้ต้องหาถูกจับกุมตามหมายจับ เมื่อพิจารณาคำคัดค้านของพนักงานสอบสวนแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากอนุญาตให้ประกัน ผู้ต้องหาอาจจะก่อให้เกิดเหตุอันตรายหรือความเสียหายประการอื่น และน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจจะหลบหนี กรณีสมควรรอฟังผลการสอบสวนก่อน ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนั้นชอบแล้ว"

    ส่วนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง ครอบครัว กลุ่มอาจารย์ และเพื่อนขอเข้าเยี่ยม รุ้ง และเพนกวิน แต่ไม่ได้เข้าเยี่ยม จึงเพียงแต่ฝากหนังสือและข้อความเข้าไป มีเพียงทนายความที่ได้เข้าเยี่ยมทั้งสอง พร้อมทั้งไมค์ และสมยศ ขณะที่มีทนายความจากพรรคเพื่อไทยเดินทางเข้าเยี่ยมแบงค์

    ขณะที่ จ.เชียงใหม่ หลังศาลจังหวัดเชียงใหม่อนุญาตให้ประกันอานนท์ ในคดีการชุมนุม 9 ส.ค. 2563 และปล่อยตัวจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ในช่วงค่ำ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้เข้าอายัดตัวอานนท์ต่อตามหมายจับของศาลอาญาในคดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอํานาจราษฎร เพื่อคุมตัวเดินทางโดยรถตู้หมายเลขทะเบียน ฮษ 9923 กทม. ไม่มีสัญลักษณ์บ่งชี้ว่าเป็นรถตำรวจ มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ โดยมีตำรวจที่ทำหน้าที่ควบคุมตัวรวม 7 นาย และอนุญาตให้ทนายนั่งไปด้วย 2 คน เดินทางถึง สภ.ทรงธรรม จ.กำแพงเพชร ก็เปลี่ยนเป็นรถกระบะ

    (อ้างอิง: https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3368609549855542)
  • เวลา 05.15 น. ตำรวจนำตัวอานนท์เดินทางถึง สน.ชนะสงคราม กรุงเทพฯ ในครั้งแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า จะนำตัวอานนท์ไปสอบสวนที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี แต่อานนท์ยืนยันให้สอบสวนที่ สน.ชนะสงคราม ตามที่ศาลระบุไว้ในหมายจับ เมื่อตำรวจควบคุมตัวถึง สน.ชนะสงคราม พนักงานสอบสวนยังพยายามให้นำตัวอานนท์ไปที่ บก.ตชด.ภาค 1 แต่อานนท์ยืนยันไม่ไป

    ต่อมา ประมาณ 11.00 น. พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ พนักงานสอบสวนเดินทางมาถึง สน.ชนะสงคราม ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาทนายอานนท์รวม 2 คดี ได้แก่

    1. กรณีปราศรัย #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร แจ้งข้อกล่าวหา 7 ข้อหา ได้แก่ ยุยงปลุกปั่น, มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป, กีดขวางทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 385, ไม่แจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ, ร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ

    2. กรณีปัก #หมุดคณะราษฎร2563 แจ้งข้อกล่าวหา 4 ข้อหา ได้แก่ เป็นผู้แก้ไข เปลี่ยนแปลง ต่อเติม ทำลายโบราณสถานหรือส่วนต่างๆ ของโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, ร่วมกันตั้งวางหรือกองวัตถุใดๆ บนถนน และร่วมกันติดตั้งตาก วาง หรือแขวนสิ่งใดๆ ในที่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ

    อานนท์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ก่อนพนักงานสอบสวนจะนำตัวไปขออำนาจศาลอาญา รัชดาฯ ฝากขัง ในเวลา 12.40 น.

    ประมาณ 14.00 น. ทนายความยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง โดยนอกจากคำร้องคัดค้านที่ทนายยื่นแล้ว อานนท์ยังยื่นคำร้องคัดค้านด้วยตนเอง มีเนื้อหาดังนี้

    “คดีนี้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาวันนี้ โดยอายัดตัวผู้ต้องหาจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ ซึ่งผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ภายหลังจากถูกจับกุมเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 63 บริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผู้ต้องหาได้ประกาศสลายการชุมนุมประมาณ 04.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่ขังผู้ต้องหา 12 วัน ผู้ต้องหายอมรับว่าขณะเขียนคำร้องคัดค้านฝากขังนี้ ความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมได้ลดน้อยถอยลงไปมาก ภายหลังจากทราบข่าวการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 15 ต.ค. และมีการจับกุมนักศึกษาและประชาชนจำนวนหลายรายโดยไม่ได้รับการประกันตัว รวมทั้งเหตุการณ์การสลายการชุมนุมโดยใช้ศาลเคมีในวันต่อมาบริเวณสี่แยกปทุมวัน ผู้ต้องหาได้เห็นภาพอันน่าสะเทือนใจที่เห็นน้องๆ นักเรียนออกมาเป็นแนวหน้าในการชุมนุมครั้งนี้โดยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนไม่หวั่นไหวต่ออันตราย ผู้ต้องหาจึงเข้าใจว่า คำว่า “มิตรแท้” ในห้วงเวลาวิกฤตเป็นเช่นไร และเห็นถึงความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงสังคมในช่วงชีวิตผู้ต้องหา

    ผู้ต้องหาขอเรียนยืนยันว่า ทุกข้อเรียกร้องของพวกเราล้วนเป็นข้อเรียกร้องที่อยากเห็นบ้านเมือง เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยข้อเรียกร้องข้อที่ 1 คือการให้ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก ทั้งนี้เพราะไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศและเป็นต้นตอของปัญหาทางการเมือง ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่รัฐประหารเข้ามา ได้ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมลงอย่างสิ้นเชิง และเมื่อเขาลาออกแล้วต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย นั่นคือข้อเรียกร้องข้อที่ 2

    ข้อเรียกร้องประการสุดท้าย คือการให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ อันเป็นข้อเรียกร้องที่สำคัญยิ่ง เพราะนับจากรัฐบาลของประยุทธ์ได้เข้ามาบริหารประเทศ ได้มีการขยายพระราชอำนาจของสถาบันฯ อย่างกว้างขวางและไม่เคยปรากฎมาก่อน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านประชามติแล้ว การออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อันมีผลทำให้องค์พระมหากษัตริย์สามารถจัดการทรัพย์สินซึ่งบางส่วนเป็นของสาธารณะได้ตามพระราชอัธยาศัย มีการตั้งหน่วยราชการในพระองค์ ทำให้องค์พระมหากษัตริย์เข้ามาบริหารราชการด้วยพระองค์เอง และล่าสุดมีการตรากฎหมายโอนกำลังพลทหารจำนวนมากไปเป็นหน่วยงานในพระองค์ ซึ่งทั้งหมดขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในสาระสำคัญทั้งสิ้น และไม่สอดคล้องกับหลักการ “ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง” ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ นอกจากนั้นยังมีข้อเรียกร้องอื่นๆ เช่น ให้พระมหากษัตริย์กลับมาอยู่ในประเทศ เพื่อประหยัดเงินค่าใช้จ่ายของรัฐที่แต่ละปีงบประมาณต้องใช้จ่ายส่วนนี้มหาศาล

    ผู้ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่า ข้อเรียกร้องทั้งหมดของพวกเราต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ในร่องในรอย ทัดเทียมนานาอารยประเทศ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ที่ปกครองในระบอบเดียวกัน

    การฝากขังผู้ต้องหาครั้งนี้มีเจตนาใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิทางการเมืองของผู้ต้องหา ไม่มีเหตุผลในการขังผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาแต่อย่างใด และแม้ศาลสั่งขังผู้ต้องหาไว้ในคุก บรรดาพี่น้องประชาชนก็ยังต้องต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งสามข้อต่อไป วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้สามารถหาข้อยุติได้ด้วยการเปิดใจให้อภิปรายถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ขอศาลได้โปรดยกคำร้องของพนักงานสอบสวนให้ผู้ต้องหาได้ใช้เสรีภาพทางการเมืองตามเจตนารมณ์ด้วย”

    15.30 น. ศาลไต่สวนการขอฝากขังอานนท์แล้วเสร็จ โดยพนักงานสอบสวนแถลงเหตุที่ขอฝากขังผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวนไว้มีกำหนด 12 วัน ว่า ต้องรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหา และสอบพยานเพิ่มเติมอีก 6 ปาก ได้แก่ ตำรวจผู้จับกุม, ตำรวจฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านอานนท์แถลงต่อศาลถึงเหตุผล 5 ข้อที่คัดค้านคำร้องฝากขัง ได้แก่

    1. แม้ไม่ขังผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนก็สามารถสอบสวนได้
    2. คดีอื่นที่ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดี ผู้ต้องหาได้ประกันตัวทุกคดี และไม่เคยหลบหนี ให้ความร่วมมือทุกคดี
    3. คดีนี้เหตุเกิด 19-20 ก.ย. 63 ถ้าพนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขวนขวายก็สามารถสอบพยานเสร็จได้
    4. คดีที่เชียงใหม่ ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกีบคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ให้ประกันตัว เพราะผู้ต้องหามีอาชีพทนายความ และหลักประกันเป็นเงินสดหลักประกันน่าเชื่อถือ
    5. ถ้าศาลนี้รับฝากขัง จะเป็นการละเมิดสิทธิผู้ต้องหาเกินจำเป็น

    16.30 น. ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 2 แสนบาท เนื่องจากเกรงว่าจะยื่นไม่ทันในเวลาราชการ

    ต่อมา เวลา 16.40 น. ก่อนที่อานนท์และทนายความจะทราบว่า องค์คณะผู้พิพากษาที่ไต่สวนคำร้องขอฝากขังมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ สันติ บุตรดี ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดียาเสพติด ก็ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวอานนท์ อ้างเหตุว่าหากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวอาจไปก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมืองขึ้นอีก

    “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งข้อหาแล้ว เห็นว่าหากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวอาจไปก่อให้เกิดเหตุความวุ่นวายต่อบ้านเมืองขึ้นอีก ตลอดจนพนักงานสอบสวนคัดค้านในชั้นนี้ จึงให้ยกคำร้อง”

    16.49 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา 7 วัน องค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วย นายอนุชา ทองวงศ์สกุล, นายอดิศักดิ์ ศรีวิพัฒน์ และ น.ส.ณัฐพร สังข์น้อย ระบุเหตุผลในการอนุญาตฝากขังว่า หากไม่มีการฝากขังไว้ก็จะเป็นอุปสรรคในการสอบสวน ประกอบกับ “ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาไม่มีน้ำหนักหักล้าง เมื่อมีพฤติการณ์ถึงเหตุจำเป็นของผู้ร้องตามที่ได้ไต่สวนได้ความแล้ว เห็นสมควรให้เร่งรัดการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วจึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา 7 วัน”

    พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บทบัญญัติเรื่องการฝากขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ได้วางหลักเกณฑ์การควบคุมตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้ไม่เกินกว่าความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดีเพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน คดีนี้ผู้ร้องรับตัวผู้ต้องหาจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมแล้วนำตัวมาฝากขังต่อศาลภายในเวลา 48 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาตามกฎหมาย ผู้ร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลนี้เป็นครั้งแรกอ้างว่าต้องสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมอีก 6 ปาก รอผลการตรวจสอบทะเบียนประวัติอาชญากรและผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา ซึ่งผู้ร้องและผู้ต้องหาแถลงข้อเท็จจริงตรงกันว่า ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกับคดีนี้หลายคดี หากไม่มีการฝากขังไว้ก็จะเป็นอุปสรรคในการสอบสวน

    ผู้ต้องหาคัดค้านว่าผู้ร้องสามารถสอบสวนได้โดยไม่จำเป็นต้องฝากขัง แม้ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีหลายคดีแต่ทุกคดีก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แสดงว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และการกระทำของผู้ต้องหาเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 6 เดือนแต่ไม่เกิน 10 ปี พนักงานสอบสวนมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลได้หลายครั้ง ครั้งหนึ่งไม่เกิน 12 วันรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 48 วัน โดยอ้างว่ามีเหตุจำเป็นต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมซึ่งการฝากขังเป็นกระบวนการก่อนฟ้องที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาล แต่หลังจากนั้นผู้ต้องหาก็สามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวว่า ไม่จำเป็นต้องควบคุมตัวไว้ระหว่างการสอบสวนได้ กรณีตามคำร้องมีเหตุผลและความจำเป็นที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาล ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาไม่มีน้ำหนักหักล้าง เมื่อมีพฤติการณ์ถึงเหตุจำเป็นของผู้ร้องตามที่ได้ไต่สวนได้ความแล้ว เห็นสมควรให้เร่งรัดการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วจึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา 7 วัน

    เย็นวันนี้ อานนท์จึงถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยทนายความจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันในวันพรุ่งนี้ต่อไป

    (อ้างอิง: คำร้องคัดค้านคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 27 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22437)
  • ทนายความยื่นคำร้องอุทธรณ์คําสั่งไม่ให้ประกันของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า

    1. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รับรองหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด ส่งผลให้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติรองรับสิทธิในการได้รับการปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจําเลยที่อยู่ระหว่างการถูกดําเนินคดี ให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวเช่นกัน การที่ผู้ต้องหาต้องถูกคุมขังระหว่างการสอบสวนตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2563 โดยที่ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว เสมือนว่าผู้ต้องหาต้องได้รับโทษทางอาญาก่อนที่ศาลจะมีคําพิพากษาถึงที่สุด ทําให้ผู้ต้องหาเสียโอกาสที่จะแสวงหาพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และเสียโอกาสที่จะต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
    2. การกระทำที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งกติการะหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 44 รับรองไว้ จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
    3. ผู้ต้องหาประกอบอาชีพทนายความมีภาระทางคดีที่ต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้การดําเนินคดีเพื่อกลั่น แกล้งประชาชนโดยไม่มีค่าตอบแทนอยู่หลายคดี ซึ่งหากผู้ต้องหา ถูกคุมขังไว้ระหว่างการสอบสวนย่อมกระทบต่อการทําหน้าที่ทนายความและสิทธิในการมีทนายความ ของจําเลยในคดีดังกล่าวอย่างมาก จะเห็นได้ว่า ผู้ต้องหา ไม่ได้มีพฤติกรรมเลวร้าย หรือมีจิตคิดเป็นอาชญากร การใช้ดุลพินิจ พิจารณามีคําสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา โดยอ้างว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์มีแนวโน้มที่จะก่อความวุ่นวายในที่ชุมนุม ถือว่าเกินจําเป็น อันเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา 29 อย่างชัดแจ้ง
    4. ในคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันและข้อหาเดียวกันศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็เคยมีคําสั่งปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาแล้ว

    (อ้างอิง: คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลชั้นต้น ศาลอาญา ลงวันที่ 28 ต.ค. 2563)
  • ศาลอาญาอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันอานนท์ลงวันที่วันเดียวกับที่ยื่นคำร้อง ระบุเหตุผลเหมือนก่นหน้าที่ไม่ให้ประกัยคนอื่นว่า

    "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า การกระทำตามข้อกล่าวหามีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลจำนวนมากอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความวุ่นวายขึ้น และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ชักนำให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน โดยการบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคำคัดค้านของพนักงานสอบสวนแล้วยังปรากฏว่า ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายคดีในหลายท้องที่ กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าในชั้นนี้หากอนุญาตให้ประกัน ผู้ต้องหาอาจจะก่อให้เกิดเหตุอันตรายหรือความเสียหายประการอื่น และน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจจะหลบหนี กรณีสมควรรอฟังผลการสอบสวนก่อน ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนั้นชอบแล้ว"

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 28 ต.ค. 2563)
  • พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 พริษฐ์ ปนัสยา ภาณุพงศ์ และปติวัฒน์ ด้านทนายความได้คัดค้านคำร้อง ต่อมาเวลา 16.15 น. ศาลอาญาได้พิจารณาคำร้องคัดค้านฝากขังและให้ยกร้องคำร้องขอฝากขัง โดยนายสันติ บุตรดี ผู้พิพากษาให้เหตุผลในกรณีของพริษฐ์ ปนัสยา และภาณุพงศ์ อย่างคล้ายคลึงกันว่า

    “พิเคราะห์คําร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ของผู้ร้อง ประกอบคําคัดค้านของทนายผู้ต้องหาแล้วเห็นว่า ในการขอให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อไปนั้น สืบเนื่องจากยังสอบสวนพยานทั้งบุคคลและเอกสารไม่แล้วเสร็จ ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาทั้งสองมาแล้ว 2 ฝาก เป็นเวลา 10 วัน เป็นเวลานานเพียงพอที่ผู้ร้องจะสามารถสอบพยานบุคคลที่อ้างในคําสั่งขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า มีจํานวนทั้งหมด 5 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ และประวัติอาชญากรของผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรให้เสร็จสิ้นได้”

    “ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ว่าการสอบสวนมีความยุ่งยากจนต้องขอให้ศาลฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งศาลต้องคํานึงและคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาเป็นประการสําคัญ มิให้มีการขังเกินกว่าความจําเป็น จนกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ หากมีการสอบสวนเสร็จในภายหลังสามารถติดตามตัวผู้ต้องหามาสั่งฟ้องได้ จึงไม่มีความจําเป็นใดๆ ที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 อีกต่อไป จึงให้ยกคําร้องขอฝากขังครั้งที่ 3”

    ส่วนกรณีของปติวัฒน์ นายเทวัญ รอดเจริญ ผู้พิพากษาให้เหตุผลในการยกคำร้องขอฝากขัง ดังนี้

    “พิเคราะห์คําร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ของผู้ร้อง ประกอบคําร้องคําคัดค้านของทนายผู้ต้องหาแล้ว ไม่ปรากฏรายละเอียดว่า พยานที่พนักงานสอบสวนจะสอบปากคําเพิ่มเติมเป็นใคร เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์การกระทําความผิดของผู้ต้องหาอย่างไร อีกทั้งเหตุผลเพื่อรอผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรนั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะแสดงให้ศาลเห็นว่า การสอบสวนมีความคืบหน้าอย่างไร”

    “การจะขังบุคคลใดตามคําร้องขอฝากขังของผู้ร้องนั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุดในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น เหตุผลในการขอฝากขังของผู้ร้องจึงไม่พอฟังว่ามีเหตุจําเป็นที่จะต้องฝากขังผู้ต้องหารายนี้ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้ยกคําร้องขอฝากขังครั้งที่ 3”

    พริษฐ์และปนัสยา ปัจจุบันเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกควบคุมตัวตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 15 ต.ค. 63 ตามหมายจับกรณีการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 63 โดยศาลจังหวัดธัญบุรีให้ประกันตัวแล้วเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 63 แต่ทั้งสองถูกอายัดตัวตามหมายจับกรณีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร อีกทั้งศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังไว้ในระหว่างสอบสวน รวมทั้งไม่ให้ประกันตัว ทำให้ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิง ตามลำดับ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 63 ทั้งสองสูญเสียอิสรภาพเป็นเวลา 16 วัน

    ส่วนภาณุพงศ์นั้น ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 63 บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามหมายจับกรณีฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จากการเข้าร่วมชุมนุม #15ตุลาไปแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 63 ขณะถูกคุมตัวอยู่ที่ บก.ตชด.ภาค 1 ภาณุพงศ์ยังถูกแจ้งข้อหามาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และข้อหาฝ่าฝืนมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ เหตุปักหมุดคณะราษฎร 2563 ในการชุมนุมเดียวกัน ภาณุพงศ์สูญเสียอิสรภาพรวมเป็นเวลา 14 วัน

    ก่อนศาลจะไม่อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังต่อและออกหมายปล่อยทั้งสามคน ทนายความได้ยื่นประกันตัวไปทั้งหมด 2 ครั้ง และได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลชั้นต้นไป 1 ครั้ง

    ด้าน “หมอลำแบงค์” หรือปฏิวัฒน์ ถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. 63 ที่บริเวณหอพัก จังหวัดขอนแก่น ตามหมายจับในคดีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ทนายความของพรรคเพื่อไทยได้ยื่นประกันตัวในวันที่ 20 ต.ค. 63 โดยใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยเป็นหลักประกัน ทว่าศาลอาญากลับไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ว่าทนายความจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลชั้นต้น ในวันที่ 23 ต.ค. 63 แต่ศาลอุทธรณ์กลับยกคำร้อง โดยอ้างเหตุผลคล้ายกับกรณีของพริษฐ์ ปนัสยาและภาณุพงศ์ ปติวัฒน์สูญเสียอิสรภาพรวมเป็นเวลา 12 วัน

    อย่างไรก็ตาม ขณะได้รับการปล่อยตัวเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. พริษฐ์, ภาณุพงศ์ และปนัสยา กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าอายัดตัวตามหมายจับคดีการชุมนุมที่นนทบุรี, อยุธยา และอุบลฯ อีก ทั้งที่คดีเหล่านี้ได้แจ้งกล่าวหาขณะทั้งสามถูกคุมขังที่ บก.ตชด.ภาค 1 และเรือนจำแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 หมายจับดังกล่าวสิ้นผลไปแล้ว เท่ากับว่าเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

    นอกจากนี้ยังเหลือประชาชนอีก 4 คนที่ยังคงอยู่ในเรือนจำ แบ่งเป็นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ 3 คน ได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน (ถูกคุมขังตั้งแต่ 16 ต.ค. 63 รวม 15 วัน), อานนท์ นำภา (ถูกคุมขังตั้งแต่ 15 ต.ค. 63 รวม 16 วัน) และสมยศ พฤกษาเกษมสุข (ถูกคุมขังตั้งแต่ 16 ต.ค. 63 รวม 15 วัน) ที่เรือนจำบางขวางอีก 1 คน ได้แก่ “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ (ถูกคุมขังตั้งแต่ 21 ต.ค. 63 รวม 10 วัน)

    (อ้างอิง: คำร้องคัดค้านคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ศาลอาญา ลงวันที่ 30 ต.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22631)
  • พนักงานสอบสวนได้เข้ายื่นคำร้องขออำนาจศาลฝากขังอานนท์ครั้งที่ 2 และผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง โดยมีเนื้อหาและประเด็นในคำร้องดังนี้

    1. พฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาเป็นเพียงการใช้เสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุความวุ่นวาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือร่างกายของผู้ใด
    2. ผู้ต้องหาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาประกอบวิชาชีพทนายความ ไม่ได้มีอิทธิพลหรือความสามารถที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้
    3. คดีนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนผู้ต้องหาจนเสร็จแล้ว หากผู้ต้องหาต้องอยู่ในความควบคุมระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ย่อมจะเป็นการควบคุมตัวที่เกินจำเป็น กระทบต่อการทำหน้าที่ทนายความ ทั้งยังกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและโอกาสในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหาเป็นอย่างมาก
    4. เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอฝากขังนายภาณุพงศ์ จาดนอก, นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ และนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ซึ่งพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เป็นผู้ร้อง อันเป็นมูลคดีเดียวกับคดีนี้ โดยศาลให้เหตุผลว่า “ศาลต้องคำนึงและคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาเป็นประการสำคัญ มิให้มีการขังเกินความจำเป็น จนกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ หากมีการสอบสวนเสร็จในภายหลังสามารถติดตามตัวผู้ต้องหามาสั่งฟ้องได้ จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนอีกต่อไป”
    5. “สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม” เป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญซึ่งในทางสากลให้การยอมรับ ลำพังการใช้สิทธิ เสรีภาพดังกล่าวก็มิใช่การกระทำความผิดในตัวเอง เจ้าหน้าที่ของรัฐควรมีหน้าที่ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล การที่พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหามาฝากขังโดยอ้างว่าผู้ต้องหาจะไปร่วมกิจกรรมอื่นใดในอนาคต เป็นการกระทำที่มุ่งจะแทรกแซงยับยั้งการใช้เสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญมุ่งคุ้มครองไว้ ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ให้ผู้ต้องหาหรือประชาชนอื่นไปใช้สิทธิตามกฎหมายต่อไปในอนาคตได้

    ศาลพิเคราะห์ว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง มีการตั้งพนักงานสอบสวนกว่า 50 นาย พยานที่เหลือที่ยังไม่ได้สอบปากคำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่ได้มีความยุ่งยาก ระยะเวลาฝากขัง 12 วัน จึงเพียงพอแล้ว กระบวนการตรวจสอบหลักฐานภายในอย่างเรื่องภาพเคลื่อนไหวและลายนิ้วมือเป็นกระบวนการตรวจสอบภายใน ไม่เกี่ยวกับผู้ต้องหา จึงยกคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน

    พนักงานสอบสวนยังได้ยื่นคำร้องขอฝากขังสมยศเป็นครั้งที่ 3 ทนายความก็ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง โดยมีประเด็นหลักๆ ดังนี้

    1. แม้จะมีการตั้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาตาม ป. อาญาฯ มาตรา 116 แต่ในคำร้องขอฝากขังชัดเจนว่าพฤติการณ์ที่กล่าวอ้างถึงเป็นเรื่องของการใช้เสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ลักษณะของคดีจึงเป็นการใช้กฎหมายเพื่อปิดปากคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐเท่านั้น
    2. ผู้ต้องหาเป็นบุคคลธรรมดา มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ไม่ได้มีอิทธิพลหรือความสามารถในการจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หลักฐานต่างๆ อย่างภาพถ่ายและวิดีโอเหตุการณ์เองก็อยู่ในความดูแลของพนักงานสอบสวน พยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนอ้างถึง ผู้ต้องหาเองก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร การไม่คุมขังผู้ต้องหาจึงไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน
    3. ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งผู้ต้องหายังมีอายุมากแล้ว ป่วยด้วยโรคไขข้ออักเสบและโรคเก๊า ทำให้การใช้ชีวิตในเรือนจำเป็นเรื่องยากลำบาก
    4. เสรีภาพในการชุมนุมของบุคคลถือเป็นเครื่องมือในการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของมวลชน ไม่ว่ารัฐบาลจะได้มาจากการเลือกตั้งหรือการทำรัฐประหาร ถือเป็นการกระตุ้นเตือนรัฐบาลโดยพลเมือง สิทธิในการชุมนุมจึงเป็นสิทธิมนุษยชนข้อสำคัญที่สากลให้การยอมรับ
    5. หากพนักงานสอบสวนเกรงว่า หากปล่อยตัวผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหาจะไปใช้เสรีภาพในการกระทำใดเพื่อทำกิจกรรมใดอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐย่อมสามารถออกหมายเรียกหรือใช้อำนาจในการจับกุม ไม่จำเป็นต้องนำมาฝากขังต่อศาล การที่พนักงานสอบสวนนําตัวผู้ต้องหามาฝากขังโดยอ้างว่าผู้ต้องหาจะไปร่วมกิจกรรมอื่นใดในอนาคต ถือเป็นการกระทําที่มุ่งจะแทรกแซงยับยั้งการใช้เสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญมุ่งคุ้มครองไว้
    6. คดีนี้มิใช่คดีอาญาทั่วไปที่ผู้กระทําความผิดมีเจตนาต้องการสร้างความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม แต่เป็นการเรียกร้องให้ผู้มีอํานาจดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่ารัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกตรวจสอบมักใช้การฟ้องร้อง ดําเนินคดีทางอาญาต่อนักวิชาการ นักกิจกรรมภาคประชาชน หวังใช้กระบวนการยุติธรรมเป็น เครื่องมือในการขจัดหรือยับยั้งฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นหรือตรวจสอบการทํางานของตน หากวิธีการเช่นนี้เป็นที่ยอมรับให้กระทําได้โดยปกติ บุคคลจะขาดเสรีภาพในการแสดงออก ในสภาพการณ์ของคดีนี้ที่กล่าวมาข้างต้น จึงคงมีเพียงศาลสถิตยุติธรรมเท่านั้นที่จะเป็นเสาหลักค้ำยันเป็นที่พึ่งของประชาชน

    ศาลพิเคราะห์ว่า คดีนี้เป็นคดีความมั่นคง ผู้ร้องอ้างพยานบุคคล 6 ปาก สอบปากคำไปแล้ว 2 ปาก เหลืออีก 4 ปาก 3 ปาก เป็นพนักงานในหน่วยงานรัฐ อีก 1 ปาก เป็นเจ้าหน้าที่เขต การสอบสวนไม่ยุ่งยาก ระยะเวลาที่ให้ฝากขัง 2 ครั้ง 17 วัน เพียงพอในการสอบสวน พยานหลักฐานอื่นๆ ตรวจเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างรอรับพยานหลักฐานที่เป็นวิดีโอและภาพของสื่อมวลชนตรวจสอบแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องขังผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง

    รวมอานนท์และสมยศถูกคุมขังระหว่างสอบสวนในคดีนี้เป็นเวลา 7 และ 18 วันตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อ้างว่าศาลยังไม่ออกหมายปล่อย ทำให้ทั้งหมดอาจจะต้องถูกคุมขังต่ออีก 1 คืน จนกว่าหมายขังที่ศาลออกก่อนหน้านี้จะครบกำหนดในเวลาเที่ยงคืน โดยที่เรือนจำมีระเบียบไม่ให้ผู้ต้องขังออกนอกแดนในยามวิกาล สุดท้ายจากการยืนยันอำนาจขังตามหมายขัง อานนท์ สมยศ รวมทั้งสุรนาถและเอกชัยได้รับการปล่อยตัวในเวลาเที่ยงคืน

    (อ้างอิง: คำร้องคัดค้านคำร้องขอฝากขัง ศาลอาญา ลงวันที่ 2พ.ย. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22683)
  • เวลา 13.00 น. ที่ สน.ชนะสงคราม 12 นักกิจกรรม ผู้ถูกออกหมายเรียกและมีรายชื่อว่าจะถูกดำเนินคดีในคดีนี้เพิ่มอีก ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน โดยนักกิจกรรมบางส่วนก็ยังไม่ได้รับหมายเรียก แต่ได้รับแจ้งว่าอยู่ในรายชื่อที่ตำรวจออกหมายเรียก รวมจำนวนทั้งหมด 17 ราย

    ในกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากห้องสอบสวนของ สน.ชนะสงครามมีขนาดเล็ก ทำให้มีการทยอยให้ผู้ถูกออกหมายเรียกเข้ามารับทราบข้อหาเป็นกลุ่มๆ โดยผู้ต้องหาแต่ละรายถูกแจ้งข้อกล่าวหาแตกต่างกันไป ตามพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุม

    นักกิจกรรม 12 ราย ที่เดินทางมาตามหมายเรียกในวันนี้ ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา 11 ราย เนื่องจากมีผู้ถูกออกหมายเรียก 1 ราย มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าไม่ได้อยู่ในการชุมนุมดังกล่าว

    ขณะที่นักกิจกรรม 11 ราย ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา มีจำนวน 10 ราย ที่ถูกดำเนินคดีในทั้ง 2 คดี คือคดีจากการชุมนุมปราศรัย 19-20 ก.ย. และคดีการฝังหมุดคณะราษฎร ขณะที่อะดิศักดิ์ สมบัติคำ ถูกกล่าวหาคดีเดียว โดยไม่ได้ถูกกล่าวหาในคดีการฝังหมุดคณะราษฎรด้วย

    ในคดีจากการชุมนุมและปราศรัย ซึ่งมี พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม เป็นผู้กล่าวหา พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาชินวัตร จัทร์กระจ่าง, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และธนชัย เอื้อฤาชา ใน 2 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385 ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 114 ร่วมกันวางสิ่งของกีดขวางการจราจร ทั้งสองข้อหานี้มีโทษเป็นอัตราโทษปรับ และแจ้งข้อกล่าวหาอรรถพล บัวพัฒน์ ใน 2 ข้อหานี้ พร้อมทั้งข้อหาใช้เครื่องขยายโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ด้านณัฐชนน ไพโรจน์ นอกจากถูกแจ้ง 2 ข้อหาดังกล่าวแล้ว พนักงานสอบสวนยังแจ้งข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ และข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วย ขณะภัทรพงศ์ น้อยผาง มีเพียงข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ และข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    ในส่วนของธานี สะสม และสุวรรณา ตาลเหล็ก ถูกแจ้งรวม 6 ข้อหา คือ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ, ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะ, กีดขวางการจราจร และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเจ้าหน้าที่อ้างถึงพฤติการณ์ที่เข้าร่วมขึ้นปราศรัยโจมตีขับไล่นายกรัฐมนตรีด้วย

    ขณะที่ไชยอมร แก้ววิบูลพันธ์, อะดิศักดิ์ สมบัติคำ และวสันต์ เสตสิทธิ์ นั้น ถูกแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 เพียงข้อหาเดียว เรื่องการร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง (โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท) จากพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่า พังรั้วของกรุงเทพมหานครเข้าไปภายในสนามหลวง และกรณีพบการตัดกุญแจรอบสนามหลวง

    ส่วนคดีฝังหมุดคณะราษฎรซึ่งมีกรุงเทพมหานคร และกรมศิลปากร เป็นผู้กล่าวหา นักกิจกรรม 4 ราย ได้แก่ อรรถพล บัวพัฒน์, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, ธนชัย เอื้อฤาชา, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ซึ่งพนักงานสอบสวนระบุว่า ร่วมกันฝังหมุดลงบนท้องสนามหลวง ถูกแจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อหา

    1. ร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง ต่อเติม โบราณสถานหรือส่วนต่างๆ ของโบราณสถาน ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน มาตรา 10 (โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท)
    2. ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 (โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท)
    3. ร่วมกันติดตั้ง ตากวาง หรือแขวนสิ่งใดๆ ในที่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 39 (โทษปรับไม่เกิน 2 พันบาท)

    ในส่วนของไชยอมร แก้ววิบูลพันธ์ และวสันต์ เสดสิทธิ์ ถูกแจ้งเฉพาะข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เพียงข้อหาเดียว กรณีพังรั้วรอบสนามหลวง

    ส่วนกรณีธานี สะสม, ณัฐชนน ไพโรจน์, นายภัทรพงศ์ น้อยผาง และสุวรรณา ตาลเหล็ก ถูกแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ เพียงข้อหาเดียว โดยในส่วนของณัฐชนนยังปฏิเสธจะลงลายมือชื่อในเอกสารการแจ้งข้อหา เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์ที่พนักงานสอบสวนอ้าง ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

    ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในทั้งสองคดี และขอให้การเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน

    ขณะเดียวกันกรณีของนายวสันต์ เสดสิทธิ์ และนายสุวิชชา พิทังกร อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นและสมาชิกกลุ่มดาวดิน ซึ่งไม่ได้เดินทางไปร่วมการชุมนุมในวันที่ 19-20 ก.ย. แต่อย่างใด แต่กลับได้รับแจ้งว่ามีการออกหมายเรียกให้ทั้งคู่มารับทราบข้อหา โดยเจ้าหน้าที่นำภาพผู้ชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับการพังรั้วสนามหลวง และมีการคาดเดาว่าเป็นทั้งสองคน ทั้งที่ไม่ใช่แต่อย่างใด

    กรณีของนายสุวิชชาจึงได้นำพยานหลักฐานว่าตนไปทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ในวันเวลาดังกล่าว และไม่ได้เดินทางไปร่วมชุมนุมแต่อย่างใด เตรียมมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู โดยต้องการทราบข้อกล่าวหาที่ตำรวจอ้างว่าเขาถูกกล่าวหาก่อน ทางพนักงานสอบสวนจึงไม่แจ้งข้อกล่าวหาต่อเขา สุวิชชายังได้ขอเจ้าหน้าที่ดูหมายเรียกของตนเอง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ดู อ้างว่าอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล

    แต่กรณีนายวสันต์ ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงด้วย แม้จะแจ้งพนักงานสอบสวนว่าเขาไม่ได้มาร่วมชุมนุมแล้วก็ตาม แต่ พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ รองผู้กำกับสอบสวน ยังคงมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อเขาอีก

    ทั้งสองคนระบุว่าการถูกออกหมายเรียกดังกล่าว เป็นดำเนินการโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ไปร่วมชุมนุมเลย ทำให้ต้องเสียเวลาเดินทางมาสถานีตำรวจ โดยในส่วนของวสันต์ยังต้องนั่งรถมาจากต่างจังหวัดอีกด้วย และกลับต้องมาต่อสู้คดีต่อ

    เวลา 18.20 น. ในส่วนของวสันต์และสุวิชชา พนักงานสอบสวนยังยืนยันว่าจะลงบันทึกประจำวันในวันนี้ต่อการเดินทางมาของทั้งคู่ โดยจะระบุว่าสุวิชชามีการนำพยานหลักฐานมา แต่ไม่ได้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงยังไม่ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งสุวิชชาได้โต้แย้งข้อความดังกล่าว

    ในที่สุดจึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้ว่าสุวิชชาได้มาพบ พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ แล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามหมายเรียก และไม่ได้สอบปากคำ ทั้งที่ตนได้มาแสดงตัวแล้ว พร้อมกับได้นำพยานหลักฐานเตรียมมาให้การว่าตนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 63

    ขณะที่ของวสันต์ เจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ว่าเขาได้ถูก พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยเขาให้การปฏิเสธทั้งสองข้อหา

    หลังจากการรับทราบข้อกล่าวหา กลุ่มผู้ต้องหาในคดีนี้บางส่วนยังได้ทำกิจกรรมเผาพริกเกลือที่หน้า สน.ชนะสงคราม พร้อมกับสวดมนต์ให้ประยุทธ์ไปดี ออกไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียที

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ชนะสงคราม คดีอาญาที่ 426/2563 และ 430/2563 ลงวันที่ 3 พ.ย. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/25116)