ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
ดำ อ.791/2564
แดง อ.1336/2565

ผู้กล่าวหา
  • อุราพร สุนทรพจน์ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.791/2564
แดง อ.1336/2565
ผู้กล่าวหา
  • อุราพร สุนทรพจน์

ความสำคัญของคดี

พิพัทธ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ชาวพิษณุโลก ซึ่งไปทำงานอยู่ลพบุรี ถูกดำเนินคดีที่ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ โดยถูกประชาชนใน จ.สมุทรปราการ แจ้งความให้ดำเนินคดี กล่าวหาว่า “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู้ระบบคอมพิเวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพรัชกาลที่ 10 และพระราชโอรส พร้อมข้อความบนภาพในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563

พิพัทธ์ได้รับการประกันตัวในระหว่างต่อสู้คดี โดยใช้เงินสดจำนวน 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์วางเป็นหลักประกันต่อศาล แต่เขาต้องมีภาระในการเดินทางจากลพบุรีมาศาลจังหวัดสมุทรปราการหลายครั้งกว่าคดีจะสิ้นสุด

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

ร้อยตำรวจเอกชูมิตร ชุณหวาณิชพิทักษ์ พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ บรรยาคำฟ้องสรุปได้ว่า

ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีรัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน มีสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เป็นพระบรมราชินี และมีเจ้าฟ้าทีปังกรฯ เป็นพระราชโอรส ซึ่งถือเป็นรัชทายาทโดยสันนิษฐาน ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 63 เวลากลางวัน จำเลยได้ใช้เฟซบุ๊กของจำเลยโพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 พร้อมข้อความแทรกบนภาพ และภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของเจ้าฟ้าทีปังกรฯ พร้อมอีกข้อความแทรกรูปภาพดังกล่าว

อัยการระบุว่า ข้อความทั้ง 2 ประโยคนี้เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ใส่ร้าย ใส่ความ ดูหมิ่น หมิ่นประมาทเบื้องสูง และหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ โดยจำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นที่เห็นรูปภาพและได้อ่านข้อความดังกล่าวมีความรู้สึกดูถูก ดูหมิ่น เกลียดชัง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ ซึ่งถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ และเป็นการนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลาประมาณ 12.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว พิพัทธ์เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาตามมาตรา 14(3) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 จากเหตุที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพพร้อมข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส”

    ในวันนี้พิพัทธ์ชาวพิษณุโลก แต่ทำงานอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.บางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ

    พ.ต.ท.รังสรรค์ คำสุข รองผู้กำกับ (สอบสวน) สภ.บางแก้ว แจ้งพฤติการณ์แห่งคดีให้พิพัทธ์ทราบโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563 เวลาประมาณ 18.00 น. อุราพร สุนทรพจน์ ได้เปิดเข้าดูกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส และพบผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชีชื่อ XXXX โพสต์ภาพ 1 ภาพ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ พร้อมข้อความ 2 ประโยค

    อุราพรเห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้น เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และรัชทายาท จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความดังกล่าว

    จากนั้น พนักงานสอบสวนจึงแจ้ง 2 ข้อหา แก่พิพัทธ์ ได้แก่ ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3)

    พิพัทธ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะยื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน

    ทั้งนี้ พิพัทธ์ได้ขอให้การเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนอีกว่า ขอให้เรียกผู้กล่าวโทษมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขาได้รับความเสียหายจากโพสต์นี้อย่างไร เข้าองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 และเข้าข่าย “อาฆาตมาดร้าย” อย่างไร ทางพนักงานสอบสวนได้กล่าวว่า จะเรียกผู้กล่าวโทษมาสอบปากคำต่อไป

    หลังจากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จสิ้น ได้นำตัวพิพัทธ์ไปขออำนาจศาลจังหวัดสมุทรปราการฝากขัง โดยอ้างว่าคดีนี้มีอัตราโทษสูง กลัวว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และจะไปก่อเหตุร้ายประการอื่น แม้ว่าพิพัทธ์ได้ไปรับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกแล้ว และบันทึกประจำวันยังระยุด้วยว่า หลังผู้ต้องหามารับทราบข้อหาแล้ว พนักงานสอบสวนได้ “ให้กลับบ้านพักไปโดยไม่มีการควบคุม”

    เวลา 13.00 น. พิพัทธ์เดินทางมาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ก่อนถูกนำตัวไปที่ห้องเวรชี้ หลังพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา ต่อมาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความจึงได้ยื่นประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงิน 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ให้เหตุผลในคำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราวว่า ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างดี และไม่มีการออกหมายจับ จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนตั้งแต่ต้น

    นอกจากนี้ คำร้องประกอบขอปล่อยชั่วคราวยังระบุอีกว่า ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาและอาชีพเป็นหลักแหล่งแน่นอน ไม่มีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ไม่อาจจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นได้ หากไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จะได้รับความเดือดร้อนต่อเสรีภาพ หน้าที่การงานและครอบครัวของผู้ต้องหา เนื่องจากยายของผู้ต้องหาที่อาศัยอยู่ด้วยไม่มีอาชีพและมีอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้ เหตุผลการฝากขังของพนักงานสอบสวนเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น

    คำร้องยังยืนยันหลักการตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 (1) ว่า “บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดอาญาต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด” และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 11 (1) “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดีที่เปิดเผย ซึ่งได้รับหลักประกันที่จำเป็นทั้งปวงสำหรับการต่อสู้คดี” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 “ก่อนจะมีคำพิพากษาจนถึงที่สุด ศาลหรือองค์กรของรัฐจะปฏิบัติกับบุคคลนั้นเสมือผู้กระทำความผิดไม่ได้”

    ต่อมา เวลาราว 14.00 น. ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นเงิน 150,000 บาท และนัดให้มารายงานตัวในวันที่ 13 ก.ค. 2564

    หลังได้รับการปล่อยตัว พิพัทธ์ได้บรรยายถึงความรู้สึกระหว่างรอคำสั่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวว่า “ตอนที่อยู่ในห้องคุมขังระหว่างรอผลประกันตัว ตอนนั้นเหมือนอีกโลก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกดำเนินคดีในข้อหานี้ ในห้องเวรชี้ มีคนถูกจับเพราะค้ายา ปล้นทรัพย์ ผมกลัว ถ้าถูกฝากขังอีก [แล้วไม่ได้ประกัน] ก็กลัว”

    เขายังเล่าถึงสภาพห้องเวรชี้ที่แออัด ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง “ตอนนั้นที่อยู่ในห้องเวรนี้ มีคนอยู่ประมาณ 10 คน สำหรับมาตรการตรวจโควิด มีเพียงการวัดไข้และใส่แมสก์ ให้ไปเสี่ยงชีวิตเอา”

    หลังจากศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา พิพัทธ์รับรู้ถึงอิสรภาพที่ไม่มีซี่กรงมาปิดกั้นและเพดานห้องขังที่ปิดความฝันเขา แต่เมฆหมอกของความกังวลยังคงอยู่ เพราะการถูกดำเนินคดีในครั้งนี้ เขาอาจต้องเสียโอกาสในการเลื่อนขั้น หรือบรรจุงานในสายอาชีพ หรืออาจถึงขั้นลาออก และการถูกดำเนินคดีนี้อาจเป็นประวัติที่กระทบต่อการยื่นสมัครงานในอนาคต

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.บางแก้ว, คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 20 เม.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/28548)
  • หลังครบกำหนดฝากขัง 7 ผัด รวมเวลา 84 วัน พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการได้ยื่นฟ้องพิพัทธ์ ในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14

    อัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณาคดี โดยขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/32064)
  • พิพัทธ์เดินทางจากลพบุรี ซึ่งเขาพักและทำงานอยู่ในปัจจุบัน เข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถไฟรอบเช้าตรู่เมื่อมารายงานตัวต่อศาลตามนัด เพราะไม่สามารถหารอบรถโดยสารที่ตนเองสะดวกได้ หลังจากการประกาศล็อคดาวน์กรุงเทพ-ปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2564 ซึ่งสร้างความลำบากในการเดินทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก

    หลังเข้าพบเจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่า พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการได้ยื่นฟ้องคดีแล้วเมื่อวานนี้ (12 ก.ค. 64) เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14

    จากนั้นทนายความได้ยื่นประกันตัวพิพัทธ์ ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี โดยใช้หลักประกันเดิมในชั้นฝากขัง เป็นเงินสดจำนวน 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมทั้งกำหนดวันนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 28 ต.ค. 64 และนัดพร้อมในวันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 9.00 น.

    พิพัทธ์ได้บรรยายถึงความกังวลของตนเองหลังจากรับทราบคำฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการว่า “หลังจากการถูกฟ้องในครั้งนี้ มีความกังวลต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความกังวลต่อสังคมรอบข้าง กลัวว่าคนอื่นๆ จะมองว่าเราเป็นคนไม่ดี เพราะถูกฟ้องในคดีมาตรา 112” รวมถึงความกังวลเรื่องภาระทางการเงิน เพราะต้องจ่ายค่าเดินทางจากลพบุรีเข้ามาในกรุงเทพฯ ตามนัดของศาลอีกหลายรอบ

    นอกจากคดีมาตรา 112 ของพิพัทธ์คดีนี้แล้ว ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการยังได้ยื่นฟ้องธีรวัช และมีชัย ในฐานความผิดเดียวกันนี้ และยังคงมีอีก 8 คดีที่ยังอยู่ในการดำเนินการของพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว หรือพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีประชาชนทั่วไปเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งหมด

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/32064)
  • พิพัทธ์และทนายจำเลยเดินทางไปศาล หลังศาลอธิบายฟ้องและสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดี พิพ้ทธ์แถลงขอต่อสู้คดี ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนนัดพร้อมในวันที่ 22 พ.ย. 2565 ศาลอนุญาตเลื่อนนัดพร้อมสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 29 พ.ย. 2565
  • โจทก์แถลงสืบพยาน 7 ปาก ใช้เวลา 1 นัดครึ่ง ทนายจำเลยแถลงสืบพยาน 2 ปาก คือ จำเลยและอาจารย์ภาควิชาวิศวะคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ใช้เวลาสืบครึ่งนัด นัดสืบพยานในวันที่ 23-24 ส.ค. 2565
  • ศาลออกนั่งพิจารณา 09.30 น. ก่อนเริ่มการสืบพยาน ศาลได้สอบถามจำเลยอีกครั้งว่า จะให้การยอมรับหรือปฎิเสธ จำเลยยืนยันให้การปฎิเสธและขอต่อสู้คดี

    ภาพรวมของการสืบพยานโจทก์ โจทก์นำพยานขึ้นเบิกความทั้งหมด 6 ปาก เบิกความในทำนองเดียวกันว่า โพสต์และข้อความตามฟ้องนั้นเข้าข่ายหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และองค์รัชทายาท รวมถึงจากการสืบสวนจากข้อมูลทะเบียนราษฎรพบว่า จำเลยน่าจะเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ข้อความแต่เพียงคนเดียว

    ด้านข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยคือ โพสต์เฟซบุ๊กที่ผู้กล่าวหาแคปหน้าจอและพิมพ์ออกมา ก่อนนำมาแจ้งความร้องทุกข์นั้นขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากอาจผ่านการตัดต่อ แก้ไข และเปลี่ยนแปลงข้อมูลมาแล้ว รวมถึงจำเลยยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์เฟซบุ๊กดังกล่าวแต่อย่างใด โดยฝ่ายจำเลยนำพยานขึ้นเบิกความทั้งหมด 3 ปาก

    ++ผู้กล่าวหาชี้การกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่น ใช้เสรีภาพไม่ถูกต้อง รับว่าเก็บหลักฐานจากการแคปหน้าจอโทรศัพท์ ไม่ได้สั่งพิมพ์จากเฟซบุ๊ก

    อุราพร สุนทรพจน์ นักธุรกิจ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เบิกความว่า เมื่อปี 2563 พยานได้เปิดเฟซบุ๊กเจอกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” จึงเข้าไปสอดส่องเพื่อดูว่าสถานการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างไร เท่าที่พยานทราบ วัตถุประสงค์ของกลุ่มนี้คือเพื่อสร้างความเท็จและมุ่งทำลายสถาบันกษัตริย์ ในความเข้าใจของพยาน คำว่า “สถาบันฯ” หมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 และราชวงศ์จักรี

    อุราพรเบิกความว่า สาเหตุที่เข้ากลุ่มดังกล่าว เพื่อติดตามดูทัศนคติของคนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะอาจมีพนักงานของตนอยู่ในนั้น โดยได้พบชื่อเฟซบุ๊กของจำเลยโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าทีปังกรฯ พร้อมข้อความ 2 ประโยค ซึ่งเห็นว่าเป็นข้อความดูหมิ่น เสียดสี และใส่ความ ในฐานะที่พยานเป็นประชาชนคนหนึ่ง มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้เสรีภาพไม่ถูกต้อง และเป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด

    เกี่ยวกับการพิสูจน์ตัวตนผู้โพสต์ อุราพรไม่ทราบ IP Address ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยใช้

    พยานแค่มาที่ สภ.บางแก้ว เพื่อแจ้งความดำเนินคดี และได้นำพยานหลักฐานซึ่งเป็นภาพ มาให้พนักงานสอบสวนดู พยานไม่รู้จักจำเลย พนักงานสอบสวนจึงทำการสืบค้นข้อมูล แล้วปรากฎว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ปรากฎอยู่ในทะเบียนราษฎรด้วย

    นอกจากนี้ อุราพรเบิกความว่า แม้กลุ่ม ‘รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส’ จะเป็นกลุ่มปิด แต่เนื่องจากมีสมาชิกเป็นล้าน ทำให้กลุ่มเป็นสาธารณะในตัวเอง

    ช่วงทนายจำเลยถามค้าน อุราพรเบิกความโดยสรุปทราบว่ากลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” มีสมาชิกมากกว่า 1 ล้านคน โดยมี “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” เป็นผู้ดูแลกลุ่มดังกล่าว เท่าที่ทราบ ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ แต่มีการปิดกั้นการเข้าถึงโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะนี้ในกลุ่มจึงมีสมาชิกเพียงหลักแสน

    อุราพรเบิกความว่า ตนเคยเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าวพบว่ามีโพสต์และคอมเมนท์ที่วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ต่างๆ นานา ในลักษณะดูถูก ดูหมิ่น เป็นที่สนุกสนานเฮฮา แต่พยานไม่ได้แคปภาพถ่ายไว้ทั้งหมด

    ต่อมา เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563 พยานใช้โทรศัพท์ส่วนตัว ไม่ใช่ของบริษัท แคปภาพหน้าจอโพสต์ที่มีการหมิ่นประมาท และส่งให้เลขาไปพิมพ์ภาพออกมา ตรงภาพหน้าจอของพยานจะมีการแสดงสัญญานไฟ ระดับแบตเตอรรี่ และเวลา พอแคปออกมาแล้วก็จะมีการตัดเอาเฉพาะข้อความ

    พยานไม่ทราบว่า หากปริ้นข้อความจากหน้ากลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะปรากฎ URL หรือไม่ พยานไม่ได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะสนใจเพียงแค่ข้อความ ทั้งนี้เกี่ยวกับข้อความที่แคปมา อุราพรรับว่า หากพิจารณาจากภาพก็จะไม่เห็นว่ามีหลักฐานว่าเอามาจากที่ไหน หากตนไม่ระบุว่ามาจากกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” ผู้อื่นก็จะไม่ทราบที่มา

    ภายหลังจากแคปข้อความแล้ว พยานได้ค้นหาชื่อของผู้ที่โพสต์ข้อความดังกล่าวในเฟซบุ๊กเพื่อดูว่าเป็นใคร ก่อนที่จะรวบรวมหลักฐานส่งให้พนักงานสอบสวน โดยก่อนหน้านี้พยานได้โทรถามตำรวจแล้วว่า ต้องใช้อะไรบ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกให้พยานแคปหน้าจอและลิงค์บัญชีหน้าจอ พยานไม่ได้มอบไฟล์ภาพอิเล็กทรอนิกส์ และไม่ได้ปริ้นออกมาจากเครื่องเป็นกระดาษ เพียงแค่แคปหน้าจอไว้

    เจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งพยานให้เปิดโพสต์เฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาให้ดู แต่เมื่อเปิดแล้ว กลับไม่สามารถเข้าถึงหน้าดังกล่าว เพราะถูกปิดกั้นจากผู้ดูแลกลุ่ม พยานอยู่ในกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2562 และถูกผู้ดูแลกลุ่มขับออกจากกลุ่มรอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส

    อุราพรยอมรับว่าเคยแจ้งความมาตรา 112 กับบุคคลคนอื่นอีก 3 คน เนื่องจากเห็นว่าข้อความเข้าข่ายมาตรา 112

    ช่วงอัยการถามติง อุราพรณ์เบิกความว่า แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อความมาจากที่ใด แต่พยานยืนยันว่าข้อความเอามาจากลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” พยานพยายามจะขอเข้าร่วมกลุ่มอีกครั้ง แต่ผู้ดูแลกลุ่มปฎิเสธที่จะไม่รับ

    ++ตำรวจสืบสวนอ้างว่าเฟซบุ๊กเป็นของจำเลย แต่ไม่ได้ตรวจสอบในกลุ่ม “รอยัลลิสต์ฯ” ว่าโพสต์จริงหรือไม่

    ร.ต.อ.อภิวัฒน์ ไหมดี พนักงานสืบสวน สภ.บางแก้ว เบิกความโดยสรุปว่า ตนทำเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน ในคดีนี้ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบคดี โดยพยานพบเฟซบุ๊กของจำเลยว่ามีการเคลื่อนไหวในเรื่องทั่วๆ ไป แต่ไม่ได้มีการหมิ่นประมาทในหน้าเฟซบุ๊กของจำเลยเองแต่อย่างใด แต่จากการตรวจสอบทะเบียนราษฏร พบว่าชื่อบัญชีเฟซบุ๊กตรงกับชื่อจริงของจำเลย ซึ่งมีเพียงแค่บัญชีเดียวเท่านั้น

    ร.ต.อ.อภิวัฒน์ยืนยันว่า จำเลยกับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กเป็นคนๆ เดียวกัน หลังจากรู้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊ก พยานก็ไม่ได้ไปตามดูในกลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสอีก เนื่องจากเข้าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยล่าสุดยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

    ช่วงทนายจำเลยถามค้าน ร.ต.อ.อภิวัฒน์เบิกความว่า ตนใช้เฟซบุ๊กมาตั้งแต่ปี 2560 มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เฟซบุ๊ก เวลาสมัครไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตน จะใช้รูปใดตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ก็ได้ จะสามารถใช้ชื่อบัญชีซ้ำกันก็ได้ ดังนั้นการปลอมแปลงเฟซบุ๊กสามารถทำกันได้โดยง่าย

    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบปรากฎว่าบัญชีผู้ใช้มีเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหามีเพียงบัญชีเดียว ซึ่งเป็นการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 วิธีตรวจสอบคือ ร.ต.อ.อภิวัฒน์ ได้เข้าไปในเฟซบุ๊ก และพิมพ์ชื่อจำเลย จึงพบว่ามีเพียงคนเดียวที่ใช้ชื่อ “พิพัทธ์”

    ร.ต.อ.อภิวัฒน์ เบิกความว่า บัญชีผู้ใช้สามารถลบทิ้งได้ พอตรวจค้นหาอีกครั้งก็อาจจะไม่เจอได้ แต่ทั้งนี้ Copy link ของเฟซบุ๊กจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เปรียบให้เข้าใจง่ายขึ้น หากมีชื่อบัญชีซ้ำกัน แต่ตัว ID หรือ Copy link จะแตกต่างกัน หากจะตรวจสอบว่าเป็นบัญชีเดียวกันหรือไม่ จะต้องนำมาเปรียบเทียบกัน

    นอกจากนี้ ร.ต.อ.อภิวัฒน์ ได้ตรวจพบบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2563 แต่เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเกิดเหตุ จะมีบัญชีชื่อ “พิพัทธ์” อื่นๆ อีกหรือไม่ พยานไม่ทราบ โดยหลังเข้าไปดูเฟซบุ๊คของจำเลยไม่พบว่ามีเรื่องการเมือง เป็นเพียงการโพสต์เรื่องส่วนตัวเท่านั้น และไม่มีการโพสต์หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด

    ++ทนายความประจำ สภ.บางแก้ว ชี้โพสต์ข้อความเป็นการหมิ่นประมาทราชวงศ์ กระทบจิตใจของคนไทยที่เคารพสถาบันฯ

    จรินทร์ ภูริคุปต์ ทนายความผู้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112 เบิกความว่า เขาทำหน้าที่เป็นทนายความประจำที่สอบปากคำร่วมกับพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว เนื่องจากในคดีอาญาที่มีโทษสูง จำเป็นต้องมีทนายความเข้าร่วมสอบปากคำด้วย

    เมื่อปี 2564 พนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว ได้เรียกพยานมาให้ความเห็นทางกฎหมายในคดีมาตรา 112 ไม่ต่ำกว่า 10 คดี โดยเกี่ยวกับคดีนี้ หลังจรินทร์อ่านโพสต์ข้อความแล้ว เห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์ การกระทำเช่นนี้ไม่สมควร กระทบจิตใจคนไทยที่ให้การเคารพต่อสถาบัน ถือเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และการโพสต์ลงเฟซบุ๊กก็เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

    ทนายจำเลยถามค้านว่า หากดูจากภาพที่ถูกแคปมาอย่างเดียวจะทราบหรือไม่ว่าข้อความมาจากที่ใด จรินทร์ตอบว่าไม่ทราบว่ารูปภาพมาจากไหน เพราะไม่มีอะไรบ่งชี้

    ++สืบจังหวัดตรวจพิสูจน์หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน

    พ.ต.ต.พลประชา ธรรมโชติวงศ์ สารวัตรสืบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรสมุทรปราการ เบิกความว่า ตนทำงานมาแล้วประมาณ 10 ปี โดยทำงานเกี่ยวกับการพิสูจน์หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์มา 10 คดี โดยคดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรก

    เกี่ยวกับคดีนี้ เนื่องจากมีคนมาแจ้งความร้องทุกข์ ผู้บังคับการจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้สืบว่าใครเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าเป็นของจำเลย เพราะปรากฎว่ามีเฟซบุ๊กนี้เฟซบุ๊กเดียวในประเทศไทย

    พ.ต.ต.พลประชา ยอมรับว่า ยืนยันตัวตนจากเพียงสถานภาพเฟซบุ๊คของจำเลย แต่ภายหลังที่เข้าไปดูกลุ่มรอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส พบว่าจำเลยไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มแล้ว

    จากการตรวจสอบพบว่า ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหามีชื่อ “พิพัทธ์” เพียงคนเดียว มีเพื่อนประมาณ 3,000 คน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เฟซบุ๊กของจำเลยจะถูกแฮก อย่างไรก็ตาม พยานไม่ทราบว่าจำเลยยังสามารถเข้าเฟซบุ๊กอยู่ได้หรือไม่

    ในประเด็นนี้ศาลได้ตั้งคำถามกับ พ.ต.ต.พลประชา ว่า ได้ตรวจสอบหรือไม่ว่าจำเลยโพสต์ข้อความโดยใช้อุปกรณ์อะไร เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ พ.ต.ต.พลประชา ยอมรับว่า ไม่ได้มีการตรวจสอบแต่อย่างใด มีการตรวจสอบแค่ว่าเจ้าของเฟซบุ๊กคือใครเท่านั้น

    พยานเบิกความย้อนไปว่า เมื่อปี 2563 ที่เกิดเหตุฟ้องร้องในคดีนี้ รัฐบาลมีนโยบายไม่ดำเนินคดีมาตรา 112 กับประชาชน แต่เมื่อปี 2564 ก็มีการเปลี่ยนนโยบายเพื่อดำเนินคดี ผู้บังคับบัญชาจึงให้พยานตรวจสอบจำเลยในคดีนี้

    ช่วงทนายจำเลยถามค้าน พ.ต.ต.พลประชา เบิกความว่า ตนมีเฟซบุ๊กที่ใช้งานไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว เกี่ยวกับการแคปหน้าจอ บางครั้งเมื่อแคปภาพออกมาแล้วก็จะไม่ปรากฎวันที่และเวลา ส่วนกรณีปริ้นออกมาจะปรากฎวันที่และเวลาหรือไม่ พยานก็ไม่ทราบเพราะไม่เคยปริ้นภาพออกมา เกี่ยวกับพยานหลักฐานทางไฟล์ภาพ พยานยังไม่เคยเจอภาพแก้ไขตกแต่ง เพราะพนักงานสอบสวนได้คัดกรองมาแล้วในระดับหนึ่งก่อนส่งมอบให้พยาน

    พ.ต.ต.พลประชา รับว่าไม่เจอภาพหรือข้อความอื่นๆ ที่จำเลยเป็นคนโพสต์ เป็นไปได้ว่าได้มีการลบออกไปแล้ว หรือจำเลยไม่เคยโพสต์มาก่อนก็เป็นไปได้ โดยเขาทราบว่าในกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” มีจำนวนสมาชิกเป็นล้านบัญชี

    สำหรับการสมัครเฟซบุ๊กนั้นไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานยืนยันตัวตน สามารถใช้ภาพหรือเฟซบุ๊กคนอื่นสร้างตัวตนได้

    ก่อนเกิดเหตุจะมีชื่อบัญชี “พิพัทธ์” กี่บัญชี พยานไม่ทราบและไม่ได้ตรวจสอบ แต่เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2564 ตรวจสอบพบว่าบัญชีชื่อ “พิพัทธ์” เพียงบัญชีเดียว และจากการสืบสวนไม่ปรากฎว่าบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยไปเชื่อมโยงกับเพจใดบ้าง

    นอกจากนี้ พบว่าจำเลยไม่ได้โพสต์เฟซบุ๊กในหน้าส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและสถาบันกษัตริย์ รวมถึงไม่เคยเห็นจำเลยไปกดไลค์เกี่ยวกับเพจสถาบันฯ เช่นกัน

    ++พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งความ ระบุจำเลยรับว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กจริง แต่เอกสารคำให้การระบุว่าจำเลยไม่ได้รับว่าเป็นผู้โพสต์ภาพแต่อย่างใด

    พ.ต.ท.ธนเดช ปัญญาลิขิตกุล พนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว เป็นผู้รับแจ้งเหตุจากผู้กล่าวหา เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563 มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ เนื่องจากพบโพสต์ข้อความและภาพที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

    พ.ต.ท.ธนเดช ได้ทำหนังสือไปที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อตรวจสอบผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวว่าใครเป็นเจ้าของ และได้มีการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ อย่างไรก็ตาม พยานไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของ เพราะผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ

    จากการสืบสวนพบว่า มีบุคคลชื่อ “พิพัทธ์” ซึ่งตรงกับบัญชีเฟซบุ๊กจึงออกหมายเรียกมาและทำการสอบสวนในฐานะพยาน พิพัทธ์ยอมรับว่าเป็นผู้ใช้บัญชีดังกล่าว โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ผูกกับบัญชีมือถือ จำเลยยืนยันว่าเป็นผู้ใช้เพียงคนเดียว และรู้รหัสเพียงคนเดียว

    จำเลยเคยให้การว่าเคยไปดูเพจรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส ส่วนเรื่องโพสต์ข้อความดังกล่าว จำเลยเคยให้การว่าไม่รู้เรื่อง แต่เฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง จากนั้นพยานก็ส่งต่อให้คณะกรรมการสอบสวน

    ช่วงทนายถามค้าน พยานเบิกความรับว่า ในคำให้การชั้นสอบสวน ไม่ปรากฎว่าจำเลยระบุว่าเคยโพสต์เฟซบุ๊กในกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” ตามที่ถูกกล่าวหา

    ++พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ระบุโพสต์เป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ มีความเห็นสั่งฟ้อง

    พ.ต.ท.รังสรรค์ คำสุข พนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2564 พยานได้รับมอบสำนวนจากผู้รับผิดชอบในคดีนี้ ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนในคดี และได้ความว่าบัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลคนเดียวกันกับบุคคลในทะเบียนราษฏร

    จากนั้นพยานได้สอบนายจรินต์ ในฐานะพยานความเห็น เห็นว่าผู้โพสต์มีเจตนาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ มีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยหลังผู้กล่าวหาได้พบเห็นข้อความแล้ว ได้กดตรงชื่อบัญชีซึ่งลิงค์กับหน้าเฟซบุ๊กจำเลยในขณะนั้น ดังนั้นแล้วคนอื่นจะโพสต์เป็นไปไม่ได้ มีหลักฐานอันน่าเชื่อถือว่าจำเลยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กนี้

    ทั้งนี้คดีเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อรับคำร้องทุกข์จะต้องรายงานภายใน 24 ชั่วโมง และส่งให้ตำรวจภูธร ภาค 1 เพื่อตรวจสอบ

    ช่วงทนายจำเลยถามค้าน พ.ต.ท.รังสรรค์ เบิกความรับว่า เกี่ยวกับภาพและข้อความที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โพสต์ มีพยานยืนยันที่เห็นว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ คืออุราพรเพียงคนเดียว นอกจากนี้พยานยังไม่เคยเห็นภาพและข้อความดังกล่าวจากในกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส”

    (อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 23 ส.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/49870)
  • ++พิพัทธ์ หนุ่มพิษณุโลก รับว่าเป็นบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่ไม่เคยโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเมืองหรือสถาบันฯ

    พิพัทธ์ อายุ 21 ปี จบการศึกษาจาก ปวช. เกี่ยวกับคดีนี้เขาเบิกความว่า ตนเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าวจริง ใช้งานมาเกือบ 10 ปี ส่วนใหญ่จะโพสต์เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ไม่เคยโพสต์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาก่อน

    พยานเคยไปให้การที่ สภ.บางแก้ว เมื่อปี 2563 เกี่ยวกับคดีนี้ในฐานะพยาน ตำรวจได้เอาพยานหลักฐานมาให้ดู ถามว่าได้โพสต์หรือไม่ และถามว่ารู้จักกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” หรือไม่ พยานตอบว่าไม่รู้จักกลุ่มดังกล่าว และไม่ได้โพสต์ตามที่ตำรวจให้ดู

    ต่อมาตำรวจได้เรียกไปให้การและแจ้งข้อหาในปี 2564 จำเลยให้การปฎิเสธข้อหา จำเลยยืนยันว่าไม่เคยเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าว ไม่เคยเข้าไปโพสต์ในกลุ่มแต่อย่างใด

    ช่วงอัยการถามค้าน พิพัทธ์เบิกความว่า ตนมีอีเมลแต่เวลาสมัครเฟซบุ๊กได้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ และการเข้าสู่ระบบเฟซบุ๊กได้จะต้องใส่รหัส พิพัทธ์ยอมรับว่าภาพโปรไฟล์ปกของเฟซบุ๊กตรงกับภาพของจำเลย และเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการตั้งค่าเป็นสาธารณะ

    พิพัทธ์รับว่าตนไม่เคยแจ้งความดำเนินคดีผู้ที่เอาภาพเฟซบุ๊กของจำเลยไปใช้

    ++ทีมงาน iLaw ชี้รูปภาพที่ผู้กล่าวหาแคปมาแจ้งความ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีหลักฐานระบุว่านำภาพมาจากที่ใด

    พัชชา ชัยมงคลทรัพย์ กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ เรียบจบจากคณะออกแบบมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในการเรียนมีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบ โดยตนทำงานที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) มาเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว และเคยทำงานที่บริษัทเอกชน ตำแหน่งกราฟฟิกดีไซน์เนอร์อีกด้วย

    พยานเบิกความเกี่ยวกับการให้บริการของเฟซบุ๊ก จะมีบัญชีส่วนตัว บัญชีเพจ และบัญชีสาธารณะที่เป็นตัวแทนบุคคลสาธารณะและองค์กรนั้นๆ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปดูได้ หากกดติดตามเพจดังกล่าว ทั้งนี้ถ้าเป็นเพจสาธารณะสามารถมีผู้ดูแลหลายคน

    ทั้งนี้ กลุ่มเฟซบุ๊กจะต่างจากเพจสาธารณะ เพราะเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนข่าวสาร ไม่เป็นสาธารณะเหมือนกับเพจ ตัวผู้ดูแลกลุ่มจะต้องได้กดรับอนุญาตให้บุคคลทั่วไปถึงจะเข้ากลุ่มได้ แล้วแต่การตั้งค่าของผู้ดูแลว่าจะกดรับเข้าหรือไม่ การตั้งค่าดังกล่าวสามารถปรับแต่งได้ แล้วแต่ผู้ดูแลกลุ่ม

    พัชชาเบิกความอีกว่า หากดูจากรูปภาพที่ผู้กล่าวหาแคป (Capture) มา จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าแหล่งที่มามาจากไหน เพราะไม่มีอะไรบ่งชี้

    ตามเอกสารที่แคปมาและอ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาท อาจมีการตัดแต่งเปลี่ยนรูปภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊กได้หลายวิธี เช่น การใช้โปรแกรม Photoshop, Illustrator, Layout framework

    ช่วงอัยการถามค้าน พัชชาเบิกความว่าไม่เคยให้การในคดีอื่นๆ มาก่อน

    ++ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ระบุหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ อาจผ่านการแก้ไข ตัดต่อ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลมา

    ดลภาพ สุวรรณปัญา ทำงานด้านวิศวกรข้อมูล จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งวิศวกรข้อมูลอาวุโส มีหน้าที่จัดการออกแบบข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น ข้อมูลแบงค์ในอินเตอร์เน็ต

    เกี่ยวกับการรวบรวมหลักพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ดลภาพเบิกความว่า หากจำเป็นต้องปริ้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต สิ่งที่จะยืนยันได้ว่าปริ้นมาจากที่ไหน คือลิงค์ข้อมูลและข้อมูลต้นทาง ตัวอย่างเช่น มาตราฐานสากลของการส่งพลายหลักฐาน คือ ลิงก์แหล่งที่มา อย่างเฟซบุ๊กก็จะมี fb.com หรือ / ข้อมูลย่อย ซึ่งในเอกสารที่เป็นข้อความตามฟ้องคดีนี้ ไม่ปรากฎแหล่งที่มา จึงไม่สามารถใช้ยืนยันเป็นข้อเท็จจริงได้ว่าถูกโพสต์ลงที่ใด

    ดลภาพเบิกความในลักษณะเดียวกับพัชชาว่า รูปโปรไฟล์เฟซบุ๊กสามารถตัดต่อได้ง่ายๆ ทั้งทำได้ผ่าน Google Chrome หรืออาจจะใช้ Web Inspector

    ช่วงอัยการถามค้าน ดลภาพเบิกความว่า จากหลักฐานของฝั่งโจทก์พบว่าเป็นเพียงแค่การเชื่อมโยงข้อมูลประกอบและคาดเดาว่าคนโพสต์น่าจะเป็นจำเลย เพราะตัวผู้ให้บริการเฟซบุ๊กไม่ได้ให้ข้อมูลบัตรประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่มีทางทราบว่าใครเป็นเจ้าของ ID ดังกล่าว

    (อ้างอิง: คำให้การพยานจำเลย ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 24 ส.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/49870)
  • ที่ห้องพิจารณา 12 เวลา 09.00 น. พิพัทธ์, ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลย และนายประกันได้ทยอยมาศาล นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

    ก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลได้เดินมาใส่กุญแจมือ “พิพัทธ์” ก่อนที่เวลา 10.07 น. ชาริณี โค้วธนพานิช ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ออกนั่งอ่านคำพิพากษา มีใจความโดยสรุปว่า

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์ว่า หลักฐานที่ผู้กล่าวหานำมาแจ้งความ เป็นการแคปภาพหน้าจอ (Capture) ของโพสต์มาจากกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เกตเพลส” กับหน้าบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย นำมารวมกันก่อนปรินท์ภาพออกมา จึงไม่ใช่สิ่งพิมพ์ออกจากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง

    ที่สำคัญผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นพยานจำเลยเบิกความว่า ภาพหลักฐานดังกล่าวที่ผู้กล่าวหานำมาแสดง สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดต่อได้ รวมถึงพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์มีจุดเริ่มต้นส่งข้อมูล และปลายทางส่งข้อมูลเป็นอย่างไร หมายเลขประจำตัวเครื่องคอมพิวเตอร์คืออะไร ซึ่งเป็นข้อมูลระบุตัวตนสำคัญ ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่ใด และใช้อุปกรณ์อะไรขณะกระทำผิด จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง พิพากษายกฟ้อง

    ++“พิพัทธ์” ระบุยินดีที่ศาลยกฟ้อง ยืนยันว่าเสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันฯ เป็นสิ่งที่ควรทำได้

    หลังฟังคำพิพากษา “พิพัทธ์” ได้แสดงความรู้สึกที่มีต่อคำพิพากษาสั้น ๆ ว่า “ผมรู้สึกโล่งใจและดีใจมากที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เพราะเมื่อคืนผมเตรียมใจไว้แล้วว่า ศาลอาจจะลงโทษ”

    ทั้งนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว แต่พิพัทธ์ก็ได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาล เสียโอกาสในการทำงาน รวมถึงสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ลง

    “การถูกดำเนินคดีทำให้ผมเสียเวลาชีวิตมาก ผมโดนดคีก็บอกใครไม่ได้ พ่อแม่ก็ไม่ได้บอก เพราะว่าเขาเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ ผมเลยไม่กล้าบอก ไม่อยากให้กังวล ผมต้องเดินทางมาจากพิษณุโลกมาที่สมุทรปราการเพื่อขึ้นศาลหลายครั้ง ตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงการพิจารณาในชั้นศาล ผมเสียค่าใช้จ่ายวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท มีทั้งค่ารถและค่าที่พักอาศัยระหว่างที่มาสืบพยานที่นี้ หากผมไม่ถูกดำเนินคดีก็คงจะมีเวลาไปทำงาน”

    แม้พิพัฒน์จะไม่ได้กระทำความผิดมาตรา 112 ตามที่ถูกกล่าวหา แต่เขาก็มองว่ามาตรา 112 นี้เป็นปัญหาเพราะมันปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น “ส่วนตัวผมคิดว่า หากเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องถูกวิจารณ์ได้ ยกตัวอย่างอังกฤษ ประชาชนทั่วไปก็สามารถล้อเลียนวิจารณ์กษัตริย์ได้”

    อนึ่ง คดีนี้มี อุราพร สุนทรพจน์ เป็นผู้กล่าวหา ซึ่งนอกจากคดีนี้แล้วอุราภรณ์ยังแจ้งความคดีมาตรา 112 ที่ สภ.บางแก้ว อีกไม่ต่ำกว่า 5 คดี จากจำนวนคดีมาตรา 112 ของสถานีตำรวจแห่งนี้ที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 14 คดี

    (อ้างอิง: คำพิพากษา ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 คดีหมายเลขแดง อ.1336/2565 ลงวันที่ 26 ต.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/49957)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิพัทธ์ (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิพัทธ์ (สงวนนามสกุล)

ผลการพิพากษา
ยกฟ้อง
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 26-10-2022

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์