ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.791/2564

ผู้กล่าวหา
  • อุราพร สุนทรพจน์ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.791/2564
ผู้กล่าวหา
  • อุราพร สุนทรพจน์

ความสำคัญของคดี

พิพัทธ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ชาวพิษณุโลก ซึ่งไปทำงานอยู่ลพบุรี ถูกดำเนินคดีที่ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ โดยถูกประชาชนใน จ.สมุทรปราการ แจ้งความให้ดำเนินคดี กล่าวหาว่า “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู้ระบบคอมพิเวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพรัชกาลที่ 10 และพระราชโอรส พร้อมข้อความบนภาพในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563

พิพัทธ์ได้รับการประกันตัวในระหว่างต่อสู้คดี โดยใช้เงินสดจำนวน 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์วางเป็นหลักประกันต่อศาล แต่เขาต้องมีภาระในการเดินทางจากลพบุรีมาศาลจังหวัดสมุทรปราการหลายครั้งกว่าคดีจะสิ้นสุด

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

คำฟ้องของร้อยตำรวจเอกชูมิตร ชุณหวาณิชพิทักษ์ พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ สรุปได้ว่า ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีรัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน มีสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เป็นพระบรมราชินี และมีเจ้าฟ้าทีปังกรฯ เป็นพระราชโอรส ซึ่งถือเป็นรัชทายาทโดยสันนิษฐาน ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 63 เวลากลางวัน จำเลยได้ใช้เฟซบุ๊กของจำเลยโพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 พร้อมข้อความแทรกบนภาพ และภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของเจ้าฟ้าทีปังกรฯ พร้อมอีกข้อความแทรกรูปภาพดังกล่าว

อัยการระบุว่า ข้อความทั้ง 2 ประโยคนี้เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ใส่ร้าย ใส่ความ ดูหมิ่น หมิ่นประมาทเบื้องสูง และหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ โดยจำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นที่เห็นรูปภาพและได้อ่านข้อความดังกล่าวมีความรู้สึกดูถูก ดูหมิ่น เกลียดชัง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ ซึ่งถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ และเป็นการนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลาประมาณ 12.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว พิพัทธ์เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาตามมาตรา 14(3) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 จากเหตุที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพพร้อมข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส”

    ในวันนี้พิพัทธ์ชาวพิษณุโลก แต่ทำงานอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.บางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ

    พ.ต.ท.รังสรรค์ คำสุข รองผู้กำกับ (สอบสวน) สภ.บางแก้ว แจ้งพฤติการณ์แห่งคดีให้พิพัทธ์ทราบโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563 เวลาประมาณ 18.00 น. อุราพร สุนทรพจน์ ได้เปิดเข้าดูกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส และพบผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชีชื่อ XXXX โพสต์ภาพ 1 ภาพ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ พร้อมข้อความ 2 ประโยค

    อุราพรเห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้น เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และรัชทายาท จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความดังกล่าว

    จากนั้น พนักงานสอบสวนจึงแจ้ง 2 ข้อหา แก่พิพัทธ์ ได้แก่ ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3)

    พิพัทธ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะยื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน

    ทั้งนี้ พิพัทธ์ได้ขอให้การเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนอีกว่า ขอให้เรียกผู้กล่าวโทษมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขาได้รับความเสียหายจากโพสต์นี้อย่างไร เข้าองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 และเข้าข่าย “อาฆาตมาดร้าย” อย่างไร ทางพนักงานสอบสวนได้กล่าวว่า จะเรียกผู้กล่าวโทษมาสอบปากคำต่อไป

    หลังจากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จสิ้น ได้นำตัวพิพัทธ์ไปขออำนาจศาลจังหวัดสมุทรปราการฝากขัง โดยอ้างว่าคดีนี้มีอัตราโทษสูง กลัวว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และจะไปก่อเหตุร้ายประการอื่น แม้ว่าพิพัทธ์ได้ไปรับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกแล้ว และบันทึกประจำวันยังระยุด้วยว่า หลังผู้ต้องหามารับทราบข้อหาแล้ว พนักงานสอบสวนได้ “ให้กลับบ้านพักไปโดยไม่มีการควบคุม”

    เวลา 13.00 น. พิพัทธ์เดินทางมาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ก่อนถูกนำตัวไปที่ห้องเวรชี้ หลังพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา ต่อมาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความจึงได้ยื่นประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงิน 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ให้เหตุผลในคำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราวว่า ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างดี และไม่มีการออกหมายจับ จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนตั้งแต่ต้น

    นอกจากนี้ คำร้องประกอบขอปล่อยชั่วคราวยังระบุอีกว่า ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาและอาชีพเป็นหลักแหล่งแน่นอน ไม่มีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ไม่อาจจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นได้ หากไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จะได้รับความเดือดร้อนต่อเสรีภาพ หน้าที่การงานและครอบครัวของผู้ต้องหา เนื่องจากยายของผู้ต้องหาที่อาศัยอยู่ด้วยไม่มีอาชีพและมีอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้ เหตุผลการฝากขังของพนักงานสอบสวนเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น

    คำร้องยังยืนยันหลักการตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 (1) ว่า “บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดอาญาต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด” และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 11 (1) “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดีที่เปิดเผย ซึ่งได้รับหลักประกันที่จำเป็นทั้งปวงสำหรับการต่อสู้คดี” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 “ก่อนจะมีคำพิพากษาจนถึงที่สุด ศาลหรือองค์กรของรัฐจะปฏิบัติกับบุคคลนั้นเสมือผู้กระทำความผิดไม่ได้”

    ต่อมา เวลาราว 14.00 น. ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นเงิน 150,000 บาท และนัดให้มารายงานตัวในวันที่ 13 ก.ค. 2564

    หลังได้รับการปล่อยตัว พิพัทธ์ได้บรรยายถึงความรู้สึกระหว่างรอคำสั่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวว่า “ตอนที่อยู่ในห้องคุมขังระหว่างรอผลประกันตัว ตอนนั้นเหมือนอีกโลก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกดำเนินคดีในข้อหานี้ ในห้องเวรชี้ มีคนถูกจับเพราะค้ายา ปล้นทรัพย์ ผมกลัว ถ้าถูกฝากขังอีก [แล้วไม่ได้ประกัน] ก็กลัว”

    เขายังเล่าถึงสภาพห้องเวรชี้ที่แออัด ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง “ตอนนั้นที่อยู่ในห้องเวรนี้ มีคนอยู่ประมาณ 10 คน สำหรับมาตรการตรวจโควิด มีเพียงการวัดไข้และใส่แมสก์ ให้ไปเสี่ยงชีวิตเอา”

    หลังจากศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา พิพัทธ์รับรู้ถึงอิสรภาพที่ไม่มีซี่กรงมาปิดกั้นและเพดานห้องขังที่ปิดความฝันเขา แต่เมฆหมอกของความกังวลยังคงอยู่ เพราะการถูกดำเนินคดีในครั้งนี้ เขาอาจต้องเสียโอกาสในการเลื่อนขั้น หรือบรรจุงานในสายอาชีพ หรืออาจถึงขั้นลาออก และการถูกดำเนินคดีนี้อาจเป็นประวัติที่กระทบต่อการยื่นสมัครงานในอนาคต

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.บางแก้ว, คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 20 เม.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/28548)
  • หลังครบกำหนดฝากขัง 7 ผัด รวมเวลา 84 วัน พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการได้ยื่นฟ้องพิพัทธ์ ในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14

    อัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณาคดี โดยขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/32064)
  • พิพัทธ์เดินทางจากลพบุรี ซึ่งเขาพักและทำงานอยู่ในปัจจุบัน เข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถไฟรอบเช้าตรู่เมื่อมารายงานตัวต่อศาลตามนัด เพราะไม่สามารถหารอบรถโดยสารที่ตนเองสะดวกได้ หลังจากการประกาศล็อคดาวน์กรุงเทพ-ปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2564 ซึ่งสร้างความลำบากในการเดินทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก

    หลังเข้าพบเจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่า พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการได้ยื่นฟ้องคดีแล้วเมื่อวานนี้ (12 ก.ค. 64) เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14

    จากนั้นทนายความได้ยื่นประกันตัวพิพัทธ์ ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี โดยใช้หลักประกันเดิมในชั้นฝากขัง เป็นเงินสดจำนวน 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมทั้งกำหนดวันนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 28 ต.ค. 64 และนัดพร้อมในวันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 9.00 น.

    พิพัทธ์ได้บรรยายถึงความกังวลของตนเองหลังจากรับทราบคำฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการว่า “หลังจากการถูกฟ้องในครั้งนี้ มีความกังวลต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความกังวลต่อสังคมรอบข้าง กลัวว่าคนอื่นๆ จะมองว่าเราเป็นคนไม่ดี เพราะถูกฟ้องในคดีมาตรา 112” รวมถึงความกังวลเรื่องภาระทางการเงิน เพราะต้องจ่ายค่าเดินทางจากลพบุรีเข้ามาในกรุงเทพฯ ตามนัดของศาลอีกหลายรอบ

    นอกจากคดีมาตรา 112 ของพิพัทธ์คดีนี้แล้ว ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการยังได้ยื่นฟ้องธีรวัช และมีชัย ในฐานความผิดเดียวกันนี้ และยังคงมีอีก 8 คดีที่ยังอยู่ในการดำเนินการของพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว หรือพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีประชาชนทั่วไปเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งหมด

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ อ.791/2564 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/32064)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิพัทธ์ (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิพัทธ์ (สงวนนามสกุล)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์