ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ. 1297/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ. 1297/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ รองผู้กำกับสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

ความสำคัญของคดี

หลัง #ม็อบ26ตุลา #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 จัดโดยกลุ่มคณะราษฎร ซึ่งประชาชนเดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือกับเอกอัครราชทูตเยอรมัน ขอให้ตรวจสอบว่า กษัตริย์ไทยมีการใช้พระราชอำนาจบนดินแดนของเยอรมันหรือไม่ มีนักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชน ที่ร่วมอ่านแถลงการณ์ใน 3 ภาษา (ไทย อังกฤษ เยอรมัน) ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือ และผู้ปราศรัยที่หน้าสถานทูตเยอรมันรวม 13 ราย ถูกดำเนินคดีใน 3 ข้อหา คือ หมิ่นประมาทกษัตริย์ และยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 รวมทั้งข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในช่วงแรก พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ปราศรัย และอ่านแถลงการณ์ 3 ภาษา รวม 9 ราย มาแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 เท่านั้น แต่ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศดำเนินการบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรากับผู้ชุมนุม พนักงานสอบสวนจึงได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา ตามมาตรา 112 เพิ่มเติม และดำเนินคดีกับผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมันอีก 4 ราย

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษ​ฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3) บรรยายพฤติการณ์คดีโดยย่อว่า

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 จำเลยทั้งสิบสองคนได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ดังนี้

1. จำเลยทั้งสิบสองได้ใช้รถซาเล้งเครื่องเสียงติดตั้งเครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้า เพื่อปราศรัยแสดงความคิดเห็นแก่ประชาชน เพื่อการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บริเวณหน้าสถานทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจําประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

2. ขณะเกิดเหตุและปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 10 และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 6 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหาหรือฟ้องร้องมิได้

ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสิบสองยังได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ที่บริเวณหน้าสถานทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยแบ่งหน้าที่กัน

กล่าวคือ ภัสราวลี (จำเลยที่ 1) เป็นตัวแทนจำเลยอื่นไปยื่นหนังสือที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้กับเอกอัครราชทูต ที่สถานทูตเยอรมนี ส่วน กรกช (จำเลยที่ 2) ชนินทร์ (จำเลยที่ 3) ชลธิศ (จำเลยที่ 4) และเบนจา (จำเลยที่ 5) ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาไทยที่จัดเตรียมมาแจกประชาชนที่มาร่วมชุมนุม

จากนั้น วัชรากร (จำเลยที่ 6) โจเซฟ (จำเลยที่ 9) และณวรรษ ได้อ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ ส่วนอัครพล (จำเลยที่ 8) สุธินี (จำเลยที่ 10) รวิสรา (จำเลยที่ 11) และแอน (จำเลยที่ 12) และพวกอีก 2 คน ที่ยังไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมัน โดยเนื้อหาของแถลงการณ์ในภาษาอังกฤษและเยอรมันนั้นมีเนื้อหาเหมือนฉบับภาษาไทย

เนื้อหาของแถลงการณ์ได้ทวงถามถึง ผลของการยื่นหนังสือเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และองคาพยพ ลาออกในการชุมนุมเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2563 และขอให้สหพันธรัฐเยอรมนีตรวจสอบการใช้อำนาจของรัชกาลที่ 10 ขณะพำนักอยู่ในประเทศเยอรมนี เพราะเหตุดังกล่าวอาจเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยเหนือเขตแดน เพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้ดำรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

หลังจำเลยทั้ง 12 ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ดังกล่าว อรรถพล (จำเลยที่ 7) และภัสราวลี (จำเลยที่ 1) ได้กล่าวคำปราศรัยต่อประชาชน รวมทั้ง พ.ต.ท.อนันท์ วงศ์คำ กับพวก เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในบริเวณนั้น ซึ่งเป็นบุคคลที่ 3

อรรถพลได้ปราศรัยในประเด็นการขยายอำนาจของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออก พ.ร.บ.เกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฯ และการพำนักอยู่ต่างประเทศของรัชกาลที่ 10 พร้อมกับตั้งคำถามว่า พระองค์ได้ใช้พระราชอำนาจขณะพำนักอยู่ประเทศเยอรมนีหรือไม่ และย้ำว่าสถาบันกษัตริย์ต้องอยู่คู่สังคมไทยอย่างสง่างาม และเหนือการเมือง ก่อนที่จะประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ จำกัดอำนาจสถาบันกษัตริย์ในด้านการทหาร, ยกเลิก พ.ร.บ.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ฯ ที่ให้พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียงผู้เดียว และยกเลิกพระราชอำนาจในการแทรกแซงการโยกย้ายข้าราชการ

ส่วนภัสราวลีได้ปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในลักษณะเดียวกับจดหมายที่ยื่นต่อเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยมีใจความสำคัญ คือ ตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์นอกเขตแดนประเทศไทย โดยขอให้รัฐบาลเยอรมนีตรวจสอบและเปิดเผยประวัติการเดินทางเข้าออกประเทศเยอรมนีของรัชกาลที่ 10 เพื่อสืบทราบว่ามีการลงนามในประกาศพระบรมราชโองการ และการลงนามใน พ.ร.บ.งบประมาณฯ ขณะพำนักอยู่ที่ประเทศเยอรมนีหรือไม่ และรัชกาลที่ 10 จำเป็นต้องเสียภาษีมรดกตามกฎหมายของประเทศเยอรมนีหรือไม่ และถ้าหากต้องเสีย เสียเท่าใด

ทั้งยังขอให้ประเทศเยอรมนีตรวจสอบว่า มีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น เช่น การอุ้มหาย ซ้อมทรมาน ขณะรัชกาลที่ 10 พำนักอยู่ที่ประเทศเยอรมนีหรือไม่ และขอให้ตรวจสอบถึงการติดรูปของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ในห้องพัก ใช้ที่พักส่วนตัวในประเทศเยอรมนีเป็นฮาเร็มส่วนพระองค์ ขณะที่ประชาชนเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อนที่จะยืนยันข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

แถลงการณ์และคำปราศรัยดังกล่าวทำให้ผู้อ่าน ฟัง และทราบข้อความเข้าใจว่า รัชกาลที่ 10 ทรงใช้พระราชอํานาจเข้าไปแทรกแซงการเมืองและการปกครอง ทรงใช้พระราชอํานาจบนดินแดนประเทศเยอรมันโดยมิชอบ ทรงเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายข้าราชการ ทรงอยู่เบื้องหลังการใช้กําลังทรมานกับประชาชน ก่ออาชญากรรมร้ายแรงกระทําการเป็นอันเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชน นิยมฝักใฝ่ในระบอบเผด็จการนาซี อันเป็นการใส่ความพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อบุคคลที่สามด้วยความเท็จ ทำให้พระองค์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ

ทั้งนี้ การกระทำข้างต้นยังถือเป็นการยุยงปลุกปั่นปลุกเร้าให้กลุ่มผู้ชุมนุมและประชาชนอื่นทั่วไป ทำให้เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วเกิดความเกลียดชังองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังชักจูงให้ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายอันบัญญัติไว้เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของประเทศ และพูดชักชวน หรือโน้มน้าวให้ประชาชนร่วมกันเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อจํากัดพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ในด้านต่างๆ อันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.1297/2564 ลงวันที่ 22 ก.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ 7 นักกิจกรรมและนักศึกษาที่ถูกออกหมายเรียกในคดีการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกผู้ต้องหา จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 จัดขึ้นโดยกลุ่มคณะราษฎร เป็นการรวมตัวเดินขบวนไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือกับเอกอัครราชทูตเยอรมัน ขอให้ตรวจสอบว่ากษัตริย์ไทยมีการใช้พระราชอำนาจบนดินแดนของเยอรมันหรือไม่

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 มีรายงานข่าวว่า พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล รักษาการ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับ แกนนำการชุมนุม 5 ราย แต่ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าทั้งหมดยังเป็นนักศึกษา ยังไม่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี จึงเห็นควรให้ผู้ร้องไปดำเนินการออกหมายเรียกก่อน พ.ต.อ.พิทักษ์ จึงได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหา โดยระบุวันเวลาที่ให้ผู้ถูกออกหมายเรียกมารับทราบข้อหาแตกต่างกันไป

    ในช่วงเช้า ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ “มายด์” เดินทางเข้ารับทราบข้อหา พร้อมทนายความ โดยพบว่า พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ ผู้กำกับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 ได้เดินทางมาร่วมติดตามคดีนี้ด้วย

    การแจ้งข้อหามี พ.ต.ท.ประจำ หนุนนาค รองผู้กำกับสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ และ พ.ต.ท.อดิศร แก้วโหมดตาด รองผู้กำกับสอบสวนสน.คลองตัน ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ เป็นผู้ดำเนินการ และยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบคอยติดตามถ่ายวิดีโอในห้องสอบสวนไว้ตลอดด้วย

    พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาภัสราวลีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) และ (3) ระบุพฤติการณ์ว่า กลุ่มคณะราษฎร 2563 ได้นัดหมายการชุมนุมบริเวณแยกสามย่าน และเดินขบวนไปยื่นข้อเรียกร้องให้สถานทูตเยอรมนี โดยผู้จัดการชุมนุมไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้ง การชุมนุมมีผู้เข้าร่วมประมาณ 30,000 คน โดยได้เดินขบวนมาตามถนนพระราม 4 ผ่านสี่แยกวิทยุ เลี้ยวเข้าถนนสาทรใต้ มายังสถานทูตเยอรมัน

    ข้อกล่าวหาระบุว่า ตัวแทนผู้ชุมนุม 3 คน นำโดยภัสราวลี ได้เข้าไปภายในสถานทูตเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ระหว่างนั้นกลุ่มคณะราษฎร 2563 ได้อ่านแถลงการณ์ที่จัดเตรียมมา ทั้งในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน โดยแบ่งกันอ่านเรียงคนละท่อน ผ่านเครื่องขยายเสียง ให้กลุ่มผู้ชุมนุมฟัง ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวมีข้อความเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ ในลักษณะเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดการล่วงละเมิดกฎหมาย และจะก่อความไม่สงบขึ้น รวมทั้งแกนนำยังได้มีการปราศรัยหัวข้อว่า “ต้องการให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี”

    ต่อมาตัวแทนผู้ชุมนุม 3 คน ได้ออกมาจากสถานทูต และมีการกล่าวปราศรัยถึงจดหมายที่ได้ยื่นต่อเอกอัครราชทูต เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมันตรวจสอบข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยเนื้อหาคำปราศรัยมีความสอดคล้องกับแถลงการณ์ของกลุ่มคณะราษฎร 2563 จึงถือได้ว่าการกระทำของภัสราวลีและพวกมีเจตนามุ่งหวังให้มวลชนที่มาร่วมชุมนุมซึ่งได้ยินคำแถลงการณ์และคำปราศรัย ฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินที่บัญญัติไว้เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จนเป็นเหตุให้ประชาชนแบ่งเป็นฝักฝ่าย และจะก่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน จนถึงขนาดจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรได้

    หลังรับทราบข้อกล่าวหา ภัสราวลีได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน โดยพนักงานสอบสวนให้พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และปล่อยตัวไปโดยไม่มีการควบคุมตัวไว้

    ต่อมาในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. นักกิจกรรมอีก 6 รายที่ได้รับหมายเรียก ได้แก่ กรกช แสงเย็นพันธ์, ชนินทร์ วงษ์ศรี, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, เบนจา อะปัญ, วัชรากร ไชยแก้ว และณวรรษ เลี้ยงวัฒนา พร้อมทนายความ ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

    พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 6 คน ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) และ (3) เช่นเดียวกัน และบรรยายพฤติการณ์ข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกับภัสราวลี

    ในส่วนของกรกช, ชนินทร์, ชลธิศ และเบนจา ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ของการชุมนุมเป็นภาษาไทยที่หน้าสถานทูตเยอรมัน ส่วนวัชรากรและณวรรษถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษ

    ทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน โดยพนักงานสอบสวนได้นัดหมายทั้งหมด รวมท้้งภัสราวลี รายงานตัวในวันที่ 8 ธ.ค. 2563 ก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่มีการควบคุมตัว

    นักศึกษาและนักกิจกรรมผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาช่วงบ่ายนี้ ยังได้จัดเตรียมแผ่นกระดาษข้อความยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และการใช้มาตรา 116 โดยมิชอบ มาแสดงอีกด้วย

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ทุ่งมหาเมฆ ลงวันที่ 5 พ.ย. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/22881)
  • อรรถพล บัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่” แกนนำกลุ่มขอนแก่นพอกันที เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก

    พ.ต.ท.ประจํา หนุนนาค รองผู้กำกับสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ และ พ.ต.ท.นเรศ ศรีนาราง สารวัตรสอบสวน สน.คลองตัน ได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาอรรถพล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) และ (3)

    พนักงานสอบสวนบรรยายพฤติการณ์เช่นเดียวกับคนอื่น โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอรรถพลระบุว่า หลังจากตัวแทนผู้ชุมนุมเข้าไปภายในสถานทูตเยอรมันเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง และกลุ่มคณะราษฎร 2563 ได้อ่านแถลงการณ์ที่จัดเตรียมมาในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมันแล้ว อรรถพลได้ปราศรัยในหัวข้อว่า “ต้องการให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี” และตัวแทนผู้ชุมนุมยังได้กล่าวถึงจดหมายเปิดผนึกที่ยื่นต่อเอกอัครราชทูตเยอรมนี เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมันตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นการใส่ความทำให้พระองค์เสื่อมเสียพระเกียรติ

    ข้อกล่าวหาระบุว่า การพูดถึงพระมหากษัตริย์ในลักษณะดังกล่าว เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ไม่เหมาะสม พูดใส่ความ เพื่อปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมและประชาชนที่ผ่านไปมาและผู้รับทราบ ได้ยินข้อความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชังพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดินที่บัญญัติไว้เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ และอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนในแถบนั้น และผู้ที่ทราบข้อความตามสื่อสังคมต่างๆ ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรได้

    อรรถพลให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน ก่อนพนักงานสอบสวนปล่อยตัวไป พร้อมนัดรายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 18 ธ.ค. 2563

    ขณะนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีตามข้อหามาตรา 116 “ยุยงปลุกปั่น” จากการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมันทั้งหมดจำนวน 8 คน และ และยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการออกหมายเรียกผู้ชุมนุมกรณีนี้เพิ่มเติมอีกด้วย

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ทุ่งมหาเมฆ ลงวันที่ 18 พ.ย. 2563 และhttps://tlhr2014.com/archives/23272)
  • เวลา 10.30 น. ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ อัครพล ตีบไธสง ผู้ถูกออกหมายเรียกอีกรายจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

    ก่อนได้รับหมายเรียก อัครพลเปิดเผยว่าในช่วงปลายเดือนตุลาคม ได้เคยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบไปติดตามหาตัวเขาที่บ้านในต่างจังหวัดด้วย โดยเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบถามข้อมูลส่วนตัวของเขาจากผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้าน พร้อมกับสอบถามว่าเหตุใดเขาจึงพูดภาษาต่างประเทศได้ และสอบถามว่าเขาไปร่วมปราศรัยหน้าสถานทูตใช่หรือไม่

    จนเมื่อวันที่ 13 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้โทรศัพท์ติดต่อให้อัครพลเดินทางมารับทราบข้อหาที่สถานีตำรวจ โดยแจ้งว่าตำรวจไม่อยากออกหมายเรียก เพราะผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่าการออกหมายเรียกจะ “ดูแข็งเกินไป” และอาจทำให้ที่บ้านของอัครพลแตกตื่นถ้าได้รับหมาย แต่อัครพลยืนยันให้เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกมาอย่างเปิดเผย จึงจะเดินทางไป หลังจากนั้น อัครพลจึงได้รับหมายเรียกที่ออกเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563

    พ.ต.ท.ประจำ หนุนนาค, พ.ต.ท.อาวุธ แก้วมณี และ พ.ต.ต.คณศร นักเรียน ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาอัครพล โดยมีพฤติการณ์คดีเช่นเดียวกับคนอื่น และในส่วนของอัครพลระบุว่า อัครพลได้ร่วมอ่านแถลงการณ์ของกลุ่มคณะราษฎร 2563 ในฉบับภาษาเยอรมัน ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย โดยแบ่งกันอ่านเรียงคนละท่อนกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้คนอื่นๆ ผ่านเครื่องขยายเสียงให้กลุ่มผู้ชุมนุมฟัง ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวมีข้อความเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ ในลักษณะเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย และถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรได้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) และ (3)

    อัครพลได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะขอให้การเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมต่อไป ก่อนพนักงานสอบสวนปล่อยตัวไป พร้อมกับนัดหมายรายงานตัวเพื่อฟังผลการสอบสวนสวนต่อไปในวันที่ 9 ธ.ค. 2563

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ทุ่งมหาเมฆ ลงวันที่ 25 พ.ย. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/23502)
  • เวลา 10.00 น. ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ประชาชน-นักศึกษา-นักกิจกรรม 8 คน ได้แก่ “มายด์” ภัสราวลี, “แอมป์” ณวรรษ, วัชรากร, “เอฟ” ชลธิศ, เบนจา, กรกช, อัครพล และโจเซฟ (นามสมมุติ) ในจำนวนนี้มีโจเซฟรายเดียวที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยได้รับหมายเรียกและเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 116

    ในวันนี้ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “เจี๊ยบ” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล และประทับจิต นีละไพจิตร จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights – OHCHR) เข้าสังเกตการณ์การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมครั้งนี้ด้วย

    บริเวณหน้า สน.ทุ่งมหาเมฆ มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบไม่ต่ำกว่า 15 คน ตรึงกำลัง ส่วนบริเวณด้านข้างของอาคารมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบอีกประมาณ 10 กว่าคน เป็นที่น่าสังเกตว่า มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมพื้นที่มากกว่าวันที่นักกิจกรรมเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ม.116 พอสมควร

    เมื่อผู้ได้รับหมายเรียก 8 คน พร้อมทนายความ เดินทางมาถึง พนักงานสอบสวนแจ้งให้เข้าไปในห้องประชุมชั้นล่าง โดยไม่อนุญาตให้ผู้ไว้วางใจ รวมถึงตัวแทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ เข้าร่วมสังเกตการณ์ ให้เหตุผลว่าเป็นขั้นตอนลงบันทึกประจำวันว่าผู้ต้องหามารายงานตัว ให้เข้าแค่ทนายความกับผู้ต้องหาเท่านั้น แล้วจะให้ผู้ไว้วางใจเข้าร่วมตอนสอบคำให้การเท่านั้น หลังผู้ได้รับหมายเรียกแยกย้ายเพื่อไปสอบคำให้การบริเวณห้องประชุมชั้นล่างและห้องพนักงานสอบสวนชั้น 3 ผู้ไว้วางใจสามารถเข้าร่วมการสอบสวนได้ตามปกติ

    พ.ต.ท.ประจำ หนุนนาค รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สน.ทุ่งมหาเมฆ, พ.ต.ท.อาวุธ แก้วมณี สารวัตร (สอบสวน) สน.ทุ่งมหาเมฆ, พ.ต.ท.อดิศร แก้วโหมดตาด และ ร.ต.อ.ธนเดช จันทร์มาลา พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหา 7 คน ที่เคยเข้ารับทราบข้อหามาตรา 116 แล้ว ในข้อหา “ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ” พร้อมอธิบายพฤติการณ์คดีเช่นเดิม มีข้อความเพิ่มเติมว่า

    “เนื้อหาบางช่วงบางตอนในคําแถลงการณ์ทุกฉบับและคําปราศรัยดังกล่าวเป็นการใส่ความพระมหากษัตริย์ ต่อผู้ร่วมชุมนุมและบุคคลที่อยู่ในบริเวณที่ชุมนุม เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระองค์ ทําให้พระองค์เสื่อมพระเกียรติ เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”

    “ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ดังนั้น การพูดถึงพระมหากษัตริย์ ในลักษณะที่ปรากฎในแถลงการณ์จึงเป็นการจาบจ้วงล่วงเกิน ไม่เหมาะสม พูดใส่ ความ เพื่อปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมและประชาชนที่ผ่านไปมา มีความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชังพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดินที่บัญญัติไว้เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จนเป็นเหตุให้ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศ และอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนในแถบนั้น จนถึงขั้นก่อความไม่สงบได้”

    “แม้ว่าผู้อ่านแถลงการณ์จะอ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาไทย ฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับภาษาเยอรมัน คนละท่อน และข้อความที่บางคนอ่านอาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่เนื่องจากการอ่านแถลงการณ์ดังกล่าวนี้เป็นการแบ่งงานกันทำและแถลงการณ์ทั้งฉบับมีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกัน บางข้อความมีสาระสำคัญเข้าองค์ประกอบความผิดมาตรา 112 ทั้งข้อความสาระสำคัญที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ยังสอดคล้องกับคำปราศรัยของภัสราวลีและอรรถพล จึงถือว่าการกระทำของภัสราวลีกับพวกเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 112 ด้วย”

    กรณีโจเซฟ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 โดยระบุพฤติการณ์การกระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาเช่นเดียวกับทุกคน และระบุว่า เขาร่วมอ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ

    ประมาณ 12.00 น. พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ ผบก.น.5 เดินทางมาดูแลการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในครั้งนี้ โดยกล่าวกับทนายความและผู้ต้องหาว่า พร้อมอำนวยความสะดวกและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมกับกำชับให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 ในชั้นสอบสวนด้วย พนักงานสอบสวนจึงต้องแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวกับผู้ต้องหาทั้งแปดเพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา โดยเป็นข้อหาที่มีเพียงแค่โทษปรับเท่านั้น

    เบื้องต้นทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2563 ด้านพนักงานสอบสวนนัดให้ผู้ต้องหาทั้งหมดมาพบเพื่อฟังผลการสอบสวน ในวันที่ 7 ม.ค. 2564

    หลังจากทั้ง 8 รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ภัสราวลีได้แถลงกับสื่อมวลชน ขอให้ตั้งคำถามถึงจุดประสงค์การนำมาตรา 112 กลับมาใช้ ด้านเบนจาขอให้ติดตามการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 กับเพื่อนนักกิจกรรมที่ สน.ชนะสงคราม และ สภ.เมืองนนทบุรี ในวันเดียวกันนี้ และขอให้ทุกคนติดตามการชุมนุมในวันที่ 10 ธ.ค. 2563 ที่จะถึงนี้ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112

    ส่วนในตอนบ่าย “บอล” ชนินทร์ วงษ์ศรี เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาและข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 2 ข้อหา ในลักษณะเดียวกัน

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ทุ่งมหาเมฆ ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/23888)
  • 4 ผู้ได้รับหมายเรียกเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์”, มาตรา 116 “ยุยงปลุกปั่น” และมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

    ผู้ได้รับหมายเรียกครั้งนี้ ได้แก่ รวิศรา เอกสกุล, สุธินี จ่างพิพัฒนวกิจ, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ และแอน (นามสมมติ) ทุกคนยกเว้นอรรถพลไม่เคยได้รับหมายเรียกมาตรา 116 มาก่อน

    ก่อนทั้ง 4 คนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เวลาประมาณ 12.30 น. มีนิสิต ศิษย์เก่า และอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กว่า 30 คน มารอให้กำลังใจที่หน้า สน.ทุ่งมหาเมฆ ทั้งยังมีการชูป้ายรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 และขอให้ #ช่วยน้องเรา เนื่องจากมีนิสิตและศิษย์เก่าจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ถูกดำเนินคดีจากการอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนีและมารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้

    ประมาณ 13.00 น. อรรถพลเดินทางมาถึง สน.ทุ่งมหาเมฆ โดยสวมหมวกไดโนเสาร์สีส้ม ประกาศว่าวันนี้รับทราบ “ข้อกล่าวหาไดโนเสาร์” หรือข้อหามาตรา 112 และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ก่อนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การ

    พ.ต.ท.ประจำ หนุนนาค รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สน.ทุ่งมหาเมฆ และ พ.ต.ท.อาวุธ แก้วมณี สารวัตร (สอบสวน) สน.ทุ่งมหาเมฆ พนักงานสอบสวนแจ้ง 3 ข้อหาแก่ประชาชนทั้ง 4 คน ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 เช่นเดียวกับคนอื่น

    ส่วนพฤติการณ์คดีนั้นมีเนื้อหาเหมือนกับบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาประชาชนอีก 9 คนทุกประการ โดยระบุในส่วนของรวิศรา, สุธินี และแอน ว่าเป็นผู้ร่วมอ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมัน

    ระหว่างการสอบคำให้การ อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมันจะก่อให้เกิดความยุยงปลุกปั่นได้อย่างไรในเมื่อผู้รับสารนั้นเป็นคนไทย พร้อมเสริมว่าการรับรู้ของผู้รับสารหรือผู้ฟังแถลงการณ์อาจมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งยังทวงถามว่าสามารถเชื่อคำแปลที่พนักงานสอบสวนแปลแถลงการณ์จากภาษาเยอรมันเป็นไทยได้หรือไม่

    หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา ทั้ง 4 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายใน 30 วัน ด้านพนักงานสอบสวนนัดหมายมารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 7 ม.ค. 2564 เช่นเดียวกับกลุ่มประชาชนที่เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 63

    การสอบสวนเสร็จสิ้นเวลา 15.30 น. ซึ่งประชาชนยังคงจับกลุ่มให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีบริเวณหน้า สน.ทุ่งมหาเมฆอย่างเนืองแน่น และเมื่อประชาชนทั้ง 4 คนเดินออกมาจากห้องสอบสวน ประชาชนปรบมือให้กำลังใจและตะโกน “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ” ในภาษาไทยและภาษาเยอรมัน

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ทุ่งมหาเมฆ ลงวันที่ 9 ธ.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/23925)
  • นักกิจกรรมและประชาชนทั้ง 13 ราย เดินทางไปรายงานตัวที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ตามที่พนักงานสอบสวนนัดหมาย เพื่อฟังผลการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนยังไม่ได้สรุปสำนวน อ้างเหตุจากคำให้การที่ผู้ต้องหายื่นมา ซึ่งต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม และนัดให้มารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 22 ม.ค. 2564

    (อ้างอิง: รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ทุ่งมหาเมฆ ลงวันที่ 7 ม.ค. 2564)
  • จากเดิมที่นัดรายงานตัวในวันที่ 22 ม.ค. 2564 ก่อนวันนัด พนักงานสอบสวนได้แจ้งเลื่อนนัด โดยได้ออกหนังสือนัดผู้ต้องหาเพื่อส่งตัวต่อพนักงานอัยการในวันที่ 4 ก.พ. 2564 เวลา 09.30 น. ต่อมา พนักงานสอบสวนเลื่อนนัดอีกครั้งไปเป็นวันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ระบุว่า เนื่องจากมีการเรียกพยานมาสอบปากคำเพิ่มเติมอีก 2 คน
  • ผู้ต้องหาส่งหนังสือขอเลื่อนนัดส่งตัวอัยการ เนื่องจากติดภารกิจในการศึกษา และติดภารกิจที่ต่างจังหวัดที่ได้นัดไว้ล่วงหน้าแล้ว ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 13.00 น.

    (อ้างอิง: หนังสือขอเลื่อนนัดส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนคดีให้กับพนักงานอัยการ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 15 ก.พ. 2564)
  • นักศึกษา นักกิจกรรม และประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ เดินทางไปที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 ตามที่พนักงานสอบสวนนัดส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ หลังพนักงานอัยการรับตัวผู้ต้องหาแล้วได้นัดฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 10.00 น.

    ในวันนี้ผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นต่อพนักงานอัยการ ระบุว่า ผู้ต้องหาไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดีนี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนปรับใช้ข้อกฎหมายไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยพฤติการณ์ในคดีเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ โดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงขอให้พนักงานอัยการให้ความเป็นธรรมและมีคําสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา เนื้อหาของหนังสืออธิบายเหตุผลโดยสรุปว่า

    1. พฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมการชุมนุมและเดินขบวนเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการพระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทําสิ่งใดผิด เพราะไม่กระทําสิ่งใด (The king can do no wrong The king can do nothing) เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตําแหน่ง อันเป็นการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาวิจารณ์บุคคลที่ดํารงตําแหน่งในองค์กรของรัฐโดยสุจริตที่พึงกระทําได้ตามระบอบประชาธิปไตย และตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นการชุมนุมที่อยู่ภายใต้เงื่อนที่กระทําโดยสงบและปราศจากอาวุธจึงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 (2) (3) ที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

    ข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 ไม่อาจถูกตีความอย่างกว้างเพื่อนํามาใช้ดําเนินคดีหรือกลั่นแกล้งบุคคลที่ใช้เสรีภาพอย่างสุจริตในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่ดํารงตําแหน่งในองค์กรของรัฐตามปรกติในระบอบประชาธิปไตยได้ โดยเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ การจัดกิจกรรมชุมนุมเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 ที่ผู้ต้องหาเข้าร่วมมีลักษณะเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ข้อเรียกร้องของผู้จัดกิจกรรมชุมนุมในวันดังกล่าวก็ปรากฏว่าเป็นข้อเรียกร้องที่อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งสิ้น ผู้ต้องหาไม่ได้ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้ปรากฏในที่สาธารณะว่า หากคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่ดําเนินการตามข้อเรียกร้องข้างต้น ผู้ต้องหาจะใช้วิธีบังคับข่มขู่รัฐบาลดําเนินการโดยการกระทําผิดกฎหมาย อีกทั้งไม่เป็นการกระทําที่มีเจตนา หมิ่นประมาท ดู หมิ่น หรือแสดงความอาฆาตร้ายแก่บุคคลตามที่บทบัญญัติแห่งมาตรานี้มุ่งประสงค์ให้การคุ้มครองซึ่งได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์

    รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของผู้ต้องหาผ่านการปราศรัยหรือการร้องเพลงหรือการชูแผ่นป้าย แม้จะปรากฏถ้อยคําไม่เหมาะสม หรือข้อความที่คณะพนักงานสอบสวนเห็นว่าไม่ตรงกับความเป็นจริงก็มิใช่เหตุในทางกฎหมายที่จะใช้ดุลพินิจกล่าวอ้างว่า ผู้ต้องหาได้กระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 (2) (3) แต่อย่างใด เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามประชาชนย่อมมีสิทธิตรวจสอบหรือติชมรัฐบาลได้อยู่ตามหลักประชาธิปไตย

    2. การแจ้งความดําเนินคดีต่อผู้ต้องหาและการสอบสวนในคดีนี้ถือเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายซึ่งมีอัตราโทษที่สูงและเป็นข้อหาที่ร้ายแรงเป็นเครื่องมือกําบังหรืออําพรางเจตนาที่ต้องการหวังผลในทางการเมือง เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน และต้องการยับยั้งมิให้ประชาชนใช้สิทธิโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญของตนในการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น ทําให้ประชาชนต้องสูญเสียเงินทอง เวลา และความสงบสุขในชีวิตไปกับการต่อสู้คดีอันยาวนาน และในที่สุดจะส่งผลให้ประชาชนคนอื่น เกรงกลัวและก็จะ "ปิดปาก" ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในทางวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลด้วยวิธีการใด ๆ อีกต่อไป ซึ่งในทางวิชาการเรียกการฟ้องคดีเพื่อปิดปากประชาชนชนิดนี้ว่า (SLAPP) โดยเมื่อคดีนี้ผ่านการพิจารณาคดีของศาลจนถึงที่สุดแล้วและปรากฏว่าศาลมีคําพิพากษายกฟ้อง ผู้ต้องหาทั้งหมด ผู้ต้องหาขอสงวนสิทธิที่ดําเนินการตามกฎหมายต่อคณะพนักงานสอบสวนเพื่อสร้างบรรทัดฐานในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลต่อไป

    3. การฟ้องคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน กล่าวคือ การกล่าวหาและดําเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีนี้เป็นการปิดกั้นการใช้เสรีภาพอันชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ทั้งขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ปรากฏว่าได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือความวุ่นวายในบ้านเมืองแต่อย่างใด โดยเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2563 ได้มีประกาศยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าการใช้เสรีภาพของผู้ต้องหาไม่ได้กระทบต่อความไม่สงบหรือก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองแต่อย่างใด

    (อ้างอิง: หนังสือขอความเป็นธรรม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 17 ก.พ. 2564)
  • นักศึกษา ประชาชน เดินทางเข้าฟังคำสั่งอัยการ ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 ตามนัด อัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปเป็นวันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • ผู้ต้องหาทั้ง 13 คน เดินทางเข้าฟังคำสั่งอัยการตามนัด อัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปเป็นวันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 10.00 น.
  • ผู้ต้องหาทั้งหมด ยกเว้นอรรถพล และณวรรษ ซึ่งติดนัดศาลอาญาในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เดินทางไปฟังคำสั่งอัยการ อัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 10.00 น. ส่วนอรรถพลและณวรรษเดินทางไปรับทราบนัดในวันต่อมา (23 มิ.ย. 2564)
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นักกิจกรรมและประชาชนรวม 13 ราย ผู้ปราศรัยและอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี #ม็อบ26ตุลา หรือ #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 ในฐานความผิด “ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์” มาตรา 112, “ร่วมกันยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้

    ท้ายคำฟ้องของอัยการระบุว่า ขอให้ศาลนับโทษในคดีนี้ของเบนจาต่อจากคดีมาตรา 112 จากกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ที่ห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 63 และไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในระหว่างพิจารณาคดี โดยขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

    สำหรับวันนี้ มีผู้เดินทางมาฟังคำสั่งฟ้องทั้งหมด 12 ราย ได้แก่ ภัสราวลี, กรกช, ชนินทร์ วงษ์ศรี (จำเลยที่ 3) นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ชลธิศ โชติสวัสดิ์ (จำเลยที่ 4) นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เบนจา อะปัญ (จำเลยที่ 5) นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วัชรากร ไชยแก้ว (จำเลยที่ 6) นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ (จำเลยที่ 7) นักกิจกรรมกลุ่มขอนแก่นพอกันที, อัครพล ตีบไธสง (จำเลยที่ 8), โจเซฟ (นามสมมติ) จำเลยที่ 9, สุธินี จ่างพิพัฒนวกิจ (จำเลยที่ 10) นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รวิสรา เอกสกุล (จำเลยที่ 11) บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแอน (นามสมมติ) (จำเลยที่ 12)

    ด้านณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จะเดินทางมาฟังคำสั่งทางคดีในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 2564) ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่สถานทูตจากประเทศเยอรมนี, ลักเซมเบิร์ก, สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ มาร่วมสังเกตการณ์การยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลอีกด้วย

    ขณะวานนี้ (21 ก.ค. 64) พรรคกรีนแห่งเยอรมนี (Bündnis 90/Die Grünen) ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนร่วมกับผู้ชุมนุมทั้ง 13 ราย พร้อมประณามการดำเนินคดีอาญากับผู้ชุมนุมอย่างสันติ

    เวลา 13.30 น. พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีพร้อมกับนำตัวจำเลยมาส่งศาล ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ประทับรับฟ้องไว้ ผู้พิพากษาเวรได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จำเลยทั้งหมดรับทราบคำฟ้อง และให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    จากนั้นอรรถพลได้แถลงต่อศาล ขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขการให้ประกันที่รัดกุมและชัดเจน เนื่องจากในคดีลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้ การที่ศาลตั้งเงื่อนไขการประกันตัวที่กว้าง ทำให้ต้องมีการไต่สวนถอนประกันหลายครั้ง ต้องการข้อยุติเพื่อให้ยอมรับโดยสดุดี ด้านผู้พิพากษาผู้อ่านฟ้องขอให้อรรถพลและทนายความยื่นคำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราวมา เนื่องจากตนมีหน้าที่อ่านฟ้องเท่านั้น ไม่ได้รับผิดชอบส่วนงานประกันตัว

    ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้งหมด โดยใช้ตำแหน่งนักวิชาการทั้งหมด 7 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลอีก 3 คน เป็นหลักประกัน พร้อมกับระบุเหตุผลในคำร้องขอปล่อยชั่วคราวว่า พฤติการณ์ตามฟ้องถือเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออก อันได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทย จำเลยนั้นยังให้ความร่วมมือในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน และชั้นพนักงานอัยการเป็นอย่างดี ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีอิทธิพลยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ตามคำฟ้องไม่ปรากฏพฤติการณ์ของจำเลยที่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

    ทั้งนี้ อรรถพลยังได้ยื่นคำแถลงประกอบกับคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเนื้อหาว่า จำเลยขอให้ศาลได้กำหนดเงื่อนไขการประกันตัวที่ชัดเจนไม่คลุมเครือต่อการตีความ หรือเป็นการจำกัดสิทธิจำเลยตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งแนวทางที่ผ่านมาในคดีอื่นๆ ที่มีลักษณะและข้อกล่าวหาเดียวกัน ศาลเคยวางแนวทางเงื่อนไขการประกันไว้ ดังนี้

    1. ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใดที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เงื่อนไขนี้ จำเลยที่ 7 อยากขอความกรุณาต่อศาลให้ระบุให้ชัดเจนว่า กิจกรรมใดที่มีความวุ่นวาย เพราะถ้าหากจำเลยเข้าร่วมกิจกรรมที่มีเจตนาสงบ สันติ อหิงสา แต่มีผู้อื่นหรือเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดความวุ่นวาย จะถือว่าจำเลยละเมิดเงื่อนไขหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ศาลใช้คำว่า “เข้าร่วม” ในกิจกรรม ไม่ได้เขียนให้ชัดเจนว่า ห้ามจำเลยกระทำความวุ่นวาย หรือถ้าหากศาลจะระบุให้ชัดว่า “ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่มีเจตนาก่อให้เกิดความวุ่นวายชัดเจน” จะถือเป็นความกรุณามาก

    2. ห้ามกระทำผิดซ้ำ หรือห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เคยถูกกล่าวหา ข้อนี้จำเลยอยากขอให้ศาลระบุให้ชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวคือการกระทำในลักษณะเช่นใด และขอให้ศาลหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยความว่า “ห้ามกระทำผิดซ้ำ” เพราะในคดีนี้ยังไม่ได้มีการไต่สวนหาความจริง และพิพากษาว่าเป็นความผิด การตั้งเงื่อนไขด้วยข้อความเช่นนี้ เท่ากับให้เงื่อนไขตัดสินไปแล้วว่าเป็นความผิด ก่อนที่จะมีกระบวนการพิจารณาคดี

    3. ห้ามกระทำการเข้าร่วมชุมนุม หรือกล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อันจะเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ เงื่อนไขข้อนี้อยากให้ศาลระบุให้ชัดเจนว่า การแสดงข้อมูล เช่น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่มีพยานหลักฐานชัดเจน รวมถึงแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวได้หรือไม่

    อีกทั้ง การระบุในเงื่อนไขโดยใช้คำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” มีความหมายกว้างเพียงใด ตีความครอบคลุมถึงบุคคล องค์กรหรือกรณีใดบ้าง เพราะไม่ใช่ข้อความในประมวลกฎหมายมาตรา 112 ที่ระบุถึงเพียงองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ จำเลยจึงขอให้ศาลใช้ถ้อยความ โดยยึดถ้อยความที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นหลักเท่านั้น แทนการใช้ความว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” เพราะจะทำให้การตีความกว้าง และคลุมเครือเกินกฎหมายกำหนด

    อรรถพลยังระบุในคำแถลงอีกว่า ที่สุดนี้หากศาลตั้งเงื่อนไขที่กว้างและคลุมเครือต่อการตีความมากเกินไป ก็จะทำให้มีผู้ร้องขอถอนประกันจนเป็นที่รกศาล และเป็นภาระต่อจำเลย การระบุข้อความเงื่อนไขที่ชัดเจนจะทำให้จำเลยง่ายต่อการปฏิบัติตามต่อเงื่อนไขของศาล และป้องกันการร้องถอนประกันจากการตีความที่คลุมเครือ และจำเลยอยากขอให้ศาลพิจารณากำหนดเงื่อนไขการประกันใดๆ ก็ตาม ต้องไม่เป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพของจำเลยที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายสากล

    ราว 16.00 น. บัญญัติ ตังกบดี รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 12 คน ตีราคาวงเงินประกันคนละ 2 แสนบาท โดยให้ใช้ตำแหน่งนักวิชาการและ ส.ส. ตามคำร้อง พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามกระทำความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีก ให้มาศาลตามนัดทุกนัด โดยถือปฏิบัติเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล มีหนังสือแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ ทำให้ทั้ง 12 คน ได้รับการปล่อยตัวออกมาต่อสู้คดีต่อไป
    ศาลได้กำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 9.00 น.

    สำหรับคดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 ลำดับที่ 33 แล้วที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล นับตั้งแต่มีการกลับมาใช้มาตรา 112 อีกครั้ง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 ขณะที่จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีมาตรานี้พุ่งสูงถึงอย่างน้อย 111 ราย ภายในระยะเวลาราว 8 เดือน

    (อ้างอิง: คำฟ้องและคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.1297/2564 ลงวันที่ 22 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/32493)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
เบนจา อะปัญ

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อรรถพล บัวพัฒน์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
รวิสรา เอกสกุล

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อัครพล ตีบไธสง

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
โจเซฟ (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชลธิศ โชติสวัสดิ์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชนินทร์ วงศ์ศรี

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
วัชรากร ไชยแก้ว

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
แอน (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
กรกช แสงเย็นพันธ์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สุธินี จ่างพิพัฒนวกิจ

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
เบนจา อะปัญ

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อรรถพล บัวพัฒน์

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
รวิสรา เอกสกุล

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อัครพล ตีบไธสง

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
โจเซฟ (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชลธิศ โชติสวัสดิ์

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชนินทร์ วงศ์ศรี

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
วัชรากร ไชยแก้ว

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
แอน (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
กรกช แสงเย็นพันธ์

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สุธินี จ่างพิพัฒนวกิจ

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์