ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ.1629/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.สุธิศักดิ์ พิริยะภิญโญ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม กับพวก (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.1629/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.สุธิศักดิ์ พิริยะภิญโญ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม กับพวก

ความสำคัญของคดี

3 ส.ค. 2563 กลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย และมอกะเสด จัด "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" เรียกร้องยกเลิก และแก้ไขกฎหมายที่มีผลเป็นการขยายพระราชอำนาจที่อาจกระทบกับระบอบประชาธิปไตย แก้ไขกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และรับฟังเสียงของนักศึกษา ประชาชน ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ขึ้นปราศรัยในชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าวถึงบทบาทและปัญหาของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

หลังการชุมนุมอานนท์ เป็นผู้ปราศรัยเพียงคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีในข้อหา ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อีกทั้งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศใช้กฎหมายทุกมาตราดำเนินคดีประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย อานนท์ก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จากการปราศรัยครั้งนี้ เช่นเดียวกับการปราศรัยอีกหลายครั้งของเขา

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 บรรยายฟ้องมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อระหว่างวันที่ 1 - 3 ส.ค. 2563 จำเลยกับพวกอีกจำนวนหลายคน ซึ่งได้ถูกแยกไปดำเนินคดีต่างหากได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน และแยกกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

1. ระหว่างวันที่ 1 - 3 ส.ค. 2563 จำเลยนี้ได้ประกาศชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมด้วยการโพสต์ข้อความและรูปภาพทางเฟซบุ๊กของจำเลย ลักษณะโน้มน้าวเชิญชวน หรือนัดให้ประชาชนทั่วไปมาเข้าร่วมชุมนุม ฟังปราศรัยเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้มากๆ โดยมีผู้คนเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

ต่อมา วันที่ 3 ส.ค. 2563 จำเลยกับพวกได้เข้าร่วมการชุมนุม โดยไม่ได้จัดให้มีมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตามที่ทางราชการกำหนด และไม่ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ทั้งไม่ได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ชุมนุมตามมาตรา 16 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่จะไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่ใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทำการใดๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชน โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุม ซึ่งได้มีการแจ้งให้จำเลยกับพวกทราบแล้วว่า กรณีข้อความและป้ายต่างๆ ต้องไม่เป็นข้อความที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น ผู้หนึ่งผู้ใดให้ได้รับความเสียหาย และต้องไม่เป็นการยุยงปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่จำเลยกับพวกไม่ได้กระทำการดังกล่าว และไม่ใช่การกระทำภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

2. เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 จำเลยนี้ได้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ด้วยการโพสต์เฟซบุ๊กของจำเลย มีข้อความว่า “ความเห็นผม การพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับอำนาจสถาบันกษัตริย์ ควรพูดกันแบบตรงไปตรงมา และพูดแบบสาธารณะให้ได้ การแลกเปลี่ยนถกเถียงเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นไม่ต้องห่วงเรื่องถูกคุกคาม ผมเชื่ออย่างใจจริงว่า การพูดตรงๆ ดีกว่าการด่าทอ”

ข้อความว่า “เพื่อการอภิปรายที่กระชับมากขึ้น แนะนําให้ผู้ร่วมชุมนุมเย็นนี้อ่านบทความในหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับส่งเสด็จ ก่อนฟังอภิปราย เพราะวันนี้อาจไม่ได้เท้าความไปไกลมากนัก อยากอภิปรายในเรื่องปัจจุบันมากกว่า หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการยื่นฟ้องก็พระมหากษัตริย์และพระราชินี ในความผิดข้อหาโอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ต่อมาศาลได้มีคําสั่งคําพิพากษาให้ฝ่ายกษัตริย์เป็นฝ่ายแพ้คดี และต้องถูกอายัดทรัพย์สินรวมทั้งยึดวังสุโขทัยไว้ด้วย”...

รวมถึงโพสต์แถลงการณ์กลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มมอกะเสด ซึ่งกล่าวถึงข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1. ให้ยกเลิกและแก้ไขกฎหมายที่มีผลเป็นการขยายพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ที่อาจกระทบกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2. แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน 3. ต้องรับฟังเสียงของนิสิตนักศึกษา และประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในขณะนี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

โดยจำเลยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อมูลดังกล่าวเข้าใจว่า มีเจตนาพูดพาดพิงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย อันเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีอื่นใด อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีประเด็นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ชักจูงประชาชนและบุคคลทั่วไปให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

3. ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”

ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยนี้ได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีการอื่นใด กล่าวคือ จำเลยได้ปราศรัยแก่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 100 คน อันมีใจความสาระสำคัญว่า “เราต้องยอมรับความจริงว่าที่นิสิตนักศึกษาและประชาชนลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้องทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนต้องการจะตั้งคำถามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรา ในเวทีชุมนุมมีการชูป้ายกล่าวอ้างถึงบุคคลที่อยู่ในเยอรมัน มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เป็นนักบินบินไปบินมา คำกล่าวอ้างเหล่านี้จะหมายถึงใครไปไม่ได้นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราครับพี่น้อง พี่น้องครับปัจจุบันนี้เราประสบปัญหาอย่างยิ่งยวดและสำคัญยิ่งคือมีกระบวนการที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราเนี่ยขยับออกไปไกลห่างจากระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นทุกทีทุกที การตั้งหน่วยงานในพระองค์ขึ้นมาและบริหารไปตามพระราชอัธยาศัย การที่บอกว่าบริหารไปตามพระราชอัธยาศัยนั้น แปลเป็นภาษาบ้านเราคือบริหารไปตามใจของพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นการออกแบบกฎหมายที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น

พอมีการผ่านการออกเสียงประชามติมา เกิดการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก คือเมื่อมีการผ่านประชามติออกมา ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าพระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้รัฐธรรมนูญในสาระสำคัญอยู่หลายประการ ซึ่งถ้าในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้นเพราะนี่เป็นการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

การแก้ไขให้พระมหากษัตริย์กรณีที่ไม่อยู่ในประเทศไทยเนี่ยไม่ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เราจึงได้เห็นพระมหากษัตริย์ของเราเสด็จไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาที่ประเทศไทย ข้อเท็จจริงนี้พี่น้องทุกคนทราบ ทหารตำรวจทุกคนทราบ

ต่อไปนี้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พวกเราเป็นเจ้าของรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ซึ่งเดิมเป็นของพวกเราทุกคนทั้งประเทศรวมกันเนี่ย ต่อไปนี้จะตกเป็นของพระมหากษัตริย์บริหารราชการแผ่นดินไปโดยตามพระราชอัธยาศัยครับพี่น้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง

เท่านั้นยังไม่พอการที่แปรสภาพให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในการบริหารของพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวส่งผลทำให้เกิดโทษทางกฎหมายอีกอย่างหนึ่งคือกรณีที่ในหลวงของพวกเราเนี่ยไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมันตามกำหนดเวลาของแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน กฎหมายอาจจะต้องบังคับให้เสียภาษีหลายหมื่นล้านถามว่าเงินจำนวนหลายหมื่นล้านนั้น มันเป็นของใครก็เป็นพวกเราทุกคนเนี่ยแหละครับนี่
การที่พระมหากษัตริย์ไม่ประทับในประเทศ ถามว่าปัญหาเกิดขึ้นคืออะไร ปัจจุบันนี้ เราถูกฝรั่งมังค้อต่างชาติ นำเอากษัตริย์ของเราไปล้อเล่นที่เยอรมัน ไปฉายเลเซอร์ ไปให้เด็กใช้ปืนอัดลม ก่อการที่ไม่บังควร เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในประเทศ รวมทั้งกรณีที่จะตั้งรัฐมนตรี เข้าไปถวายสัตย์ปฏิบัติหน้าที่ ทำไม่ได้ ต้องรอให้กษัตริย์กลับมาประเทศก่อน ปัญหานี้ทุกคนรู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนรู้ แต่ไม่กล้าพูดถึง

ทุกคนที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 18 ที่ชูป้ายเรื่องเหล่านี้ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครพูดถึงพระราชบัญญัติโอนกำลังพลทหาร กรมทหารราบที่ 1 กับกรมทหารราบที่ 11 ไปให้สถาบันพระมหากษัตริย์เนี่ยดูแลปกครองไปตามพระราชอัธยาศัย กรณีนี้สำคัญนะครับ ในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนให้กษัตริย์มีอำนาจดูแลปกครองทหารเป็นจำนวนมากขนาดนี้ ไม่มีครับ การทำเช่นนั้นมันสุ่มเสี่ยง สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์....

นอกจากนั้นการที่เอาทหารหลายกองพันไปสังกัดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นการพูดเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในสังคมไทยอย่างถูกต้องชอบธรรม ตามระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นักศึกษาที่ออกมาชุมนุม หลังจากปีใหม่มานี้ ทุกคนรู้เรื่องนี้ นักศึกษาทุกคนที่ชูป้ายข้อความสองแง่สองง่าม กล่าวถึงบุคคลที่ผมกล่าวมาแล้ว

การที่สถาบันพระมหากษัตริย์ สำนักพระราชวัง ยังนิ่งเฉยอยู่ทั้งที่รู้อยู่ว่า มีบุคคลมาแอบอ้างแล้วมาทำลายล้างราษฎรเนี่ย ยังนิ่งเฉยอยู่ มันก็อดทำให้เราตั้งคำถามไม่ได้ว่า จริงๆ แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น คิดกับเรายังไง มันอดไม่ได้จริงๆ ถ้าใครมาเชิญผมขึ้นเวทีให้ปราศรัยแล้วให้ผมพูดบิดเบือน ไม่กล่าวถึงปัญหาของสถาบันพระมหากษัตริย์ผมไม่ขึ้นเวที

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้ทำให้ประเทศนี้ปกครองด้วยความไม่เป็นประชาธิปไตย โดยอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หนึ่งในนั้นคือการตรากฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินที่ใช้เงิน ส่งเงินให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่ได้ตรวจสอบการใช้เงินของสถาบันพระมหากษัตริย์ครับพี่น้อง (ปรบมือ) เรื่องนี้สำคัญการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินของทุกองค์กรต้องถูกตรวจสอบ ต้องถูกวิจารณ์ได้ แต่สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีเรื่องนี้ มีการตั้งงบประมาณในหลายส่วนที่เกินความจำเป็น เช่น งบประมาณกระทรวงพาณิชย์เอาไปโปรโมทเสื้อผ้าแฟชั่นยี่ห้อสิริวัณวรี เอางบประมาณแผ่นดินไปโปรโมทยี่ห้อส่วนพระองค์

การสนับสนุนงบประมาณในการเดินทาง โดยใช้เครื่องบิน มากกว่า 5,000 ล้าน ตาม พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐบาลโดยรัฐสภา ถ้าเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่าพระมหากษัตริย์ของเราอยู่ต่างประเทศนานแล้ว ระบอบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎรเปิดอภิปรายถวายคำแนะนำให้พระองค์กลับมายังประเทศได้ นี่ยังไม่รวมงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไปสร้างซุ้มถวายพระเกียรติมูลค่าเป็นสิบล้านซึ่งไม่มีความจำเป็นเลย คนจะจงรักภักดี จะศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ แต่อยู่ที่การปฏิบัติตนของพระราชวงศ์ทุกพระองค์ใช่ไม่ใช่

ผมมีข้อเสนอในการแก้ปัญหา ต่อไปนี้ถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง ให้สภาเป็นสภาที่มีผู้แทนราษฎรที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยต้องแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้พระมหากษัตริย์อยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นมิ่งขวัญของพวกเราในประเทศ ไม่ใช่ที่เยอรมัน ต่อมาที่ต้องแก้คือการแก้พระราชบัญญัติ ที่ปล่อยให้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นของพวกเรา ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้มีการถ่ายโอนไปผ่านทางพระราชบัญญัติจัดการบริหารราชการส่วนพระมหากษัตริย์ ดึงกลับมาเป็นของพวกเราทุกคน ต้องแก้ พ.ร.บ.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น สนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นวัดพระแก้วกลับมาเป็นของพี่น้องประชาชนทุกคน....

เราทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียงการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคไหนมีนโยบายแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอยู่ที่ใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง มีนโยบายเอาทรัพย์สินที่เป็นสาธารณะกลับมาเป็นของพวกเรา เลือกพรรคนั้นครับพี่น้อง”

ซึ่งจำเลยมีเจตนาพูดพาดพิงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยอันเป็นเท็จ และเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยทำให้ประชาชนเสื่อมความศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชม โดยสุจริต แต่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและชักจูงประชาชนให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จนอาจนำมาซึ่งความเกลียดชัง ถึงขั้นออกมากระทำความผิดต่อกฎหมาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน

4. ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยกับพวกได้ร่วมกันทำการโฆษณา ปราศรัย บอกกล่าว แสดงความคิดเห็นต่อประชาชน โดยการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1629/2564 ลงวันที่ 14 ก.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • หลังอานนท์ นำภา และทีมทนายความทำหน้าที่ว่าความที่ศาลอาญาเสร็จในเวลาประมาณ 17.00 น. โดยก่อนหน้านั้น ทีมทนายความสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหลายสิบนายอยู่รอบๆ ศาล กระทั่งวนเวียนดูหน้าห้องพิจารณาคดีที่อานนท์ว่าความ ทีมทนายได้ออกจากศาลอาญาในเวลา 19.10 น. กลุ่มเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจึงเข้าแสดงหมายจับของศาลอาญาต่ออานนท์ จากกรณีการร่วมปราศรัยที่มีเนื้อหาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในกิจกรรม #เสกคาถาปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งชุมนุมในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยระบุข้อกล่าวหาในหมายจับ 4 ข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, เป็นผู้ร่วมจัดชุมนุมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต, และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) ก่อนนำตัวอานนท์ขึ้นรถเดินทางไปยัง สน.ชนะสงคราม โดยมีทนายความร่วมเดินทางไปด้วย

    เมื่อนำตัวถึง สน.ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า หลังทำบันทึกจับกุมที่นี่แล้ว จะนำตัวไปทำสอบสวนที่ สน.ห้วยขวาง แต่เมื่อมีประชาชนและนักการเมืองที่ทราบข่าวการจับกุมทยอยเดินทางมาให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กั้นรั้วรอบบันไดทางขึ้นสถานีตำรวจ ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นยกเว้นทนายความเข้า และได้เปลี่ยนมาสอบสวนที่ สน.ชนะสงคราม ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ

    เวลา 21.20 น. ตำรวจอ่านบันทึกจับกุมให้อานนท์ฟัง จากนั้นอานนท์ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นตำรวจ เนื่องจากยังมีภารกิจต้องไปว่าความ โดยใช้เงินสด 150,000 บาท และตำแหน่ง ส.ส. ของรังสิมันต์ โรม พรรคก้าวไกล

    จนเวลา 23.10 น. พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน โดยอ้างว่ายังสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานไม่แล้วเสร็จ และเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี พร้อมทั้งยืนยันว่าจะนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญาวันรุ่งขึ้น

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อานนท์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และให้การในรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้ ยอมรับว่า ข้อความที่พนักงานสอบสวนให้ดูและลงชื่อรับรองเป็นข้อความที่ได้โพสต์จริง และประสงค์ให้พนักงานสอบสวนแจ้งว่า โพสต์ใดที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพราะมองว่าข้อความที่โพสต์ไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กระทำไปโดยสุจริตตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อความใดเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 และกฎหมายอื่น

    นอกจากนี้ การปราศรัยข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 ผู้ต้องหาได้รับเชิญในฐานะผู้ปราศรัยไม่ใช่ผู้จัด เนื้อหาที่ปราศรัยอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นเนื้อหาทางวิชาการ อีกทั้งเป็นการอภิปรายในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

    ผู้ต้องหาได้ปราศรัยอย่างตรงไปตรงมา ตามหลักวิชา มีเจตนาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่มีการขยายพระราชอำนาจ รวมทั้งการปราศรัยในเรื่องอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริง ที่มุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่กับสังคมไทยในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

    ส่วนข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ อานนท์ให้การว่า เงื่อนไขและคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดูแลการชุมนุมตามหนังสือสรุปสาระสำคัญ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอานนท์ไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

    เสร็จการสอบสวน ตำรวจได้ควบคุมตัวอานนท์ไว้ที่ สน.ชนะสงคราม รอส่งฝากขังในช่วงเช้า

    (อ้างอิง: บันทึกการจับกุม สน.ชนะสงคราม ลงวันที่ 19 ส.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/20540)
  • เวลา 09.10 น. พนักงานสอบสวนได้ให้แพทย์ตรวจร่างกายอานนท์ ก่อนนำตัวขึ้นรถเพื่อไปขอฝากขังต่อศาลอาญา ก่อนรถเคลื่อนออกจาก สน.ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายค้น เลขที่ 609/2563 ซึ่งอนิรุจ ใจเพียง ผู้พิพากษาศาลอาญา อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย เข้าค้นที่พักของอานนท์ ตามคำร้องของกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อค้นหาสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีหรือมีไว้เป็นความผิด หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด และอนุญาตให้ทำการค้นตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น

    อานนท์ได้เขียนหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความ 2 คน และเจ้าของห้องพักร่วมกระบวนการตรวจค้นแทน และขอสงวนเงื่อนไขไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในห้องพักอย่างเด็ดขาด

    11.09 น. อานนท์ถูกควบคุมตัวถึงศาลอาญา และถูกนำตัวเข้าห้องควบคุมตัวชั่วคราวใต้ถุนศาล ขณะที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฝากขัง และคัดค้านการปล่อยชั่วคราว ระบุว่า หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ขณะทนายความยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง

    คำร้องขอฝากขังระบุพฤติการณ์ในคดีใจความว่า ก่อนเกิดเหตุ ชลธิชา แจ้งเร็ว ผู้ขอจัดชุมนุม มาแจ้งความประสงค์ เพื่อจัดการชุมนุมสาธารณะ ที่บริเวณรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 3 ส.ค. 2563 ระหว่างเวลาประมาณ 18.00 - 22.00 น. สน.ชนะสงคราม ทําหนังสือเรื่องสรุปสาระสําคัญการชุมนุมสาธารณะแจ้งให้ผู้ ขอจัดชุมนุมทราบ

    ต่อมาตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ชุมนุมใต้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย โจมตีรัฐบาล และยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลจํานวน 3 ข้อ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 3.ยุบสภา การปราศรัย ใช้เครื่องกระจายเสียง ต่อมาเวลาประมาณ 19.48 น. อานนท์ นําภา ผู้ต้องหานี้ ซึ่งเป็นผู้ร่วมชุมนุมได้ขึ้น ปราศรัยต่อหน้าผู้ชุมนุมโดยเนื้อหาปราศรัยได้กล่าวพาดพิงและโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ผู้ชุมนุมคล้อยตาม เกลียดชัง และต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนหรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    ต่อมาจากการตรวจสอบพบว่า ก่อนเกิดเหตุ อานนท์ได้ใช้เฟซบุ๊กของตนเอง โพสต์ข้อความชักชวนให้ประชาชนทั่วไปมาชุมนุมในวันเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุได้โพสต์แถลงการณ์กลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มมอกะเสด ซึ่งเป็นข้อความต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความ ปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนหรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    แท้จริงแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมมีเจตนาแอบแฝง มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง มีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทํา โดยมีจุดประสงค์ในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ในการชุมนุมครั้งนี้ไม่มีการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทําผิดเงื่อนไขของข้อกําหนดที่เจ้าพนักงานแจ้งไว้ในหนังสือสรุปสาระสําคัญการชุมนุม

    11.43 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายค้นเดินทางมายังบริเวณด้านล่างที่พักของอานนท์ โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบราว 8 นาย ในเครื่องแบบ 1 นาย ขณะที่เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เดินทางมาสมทบ จนกระทั่งเวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจตามหมายค้น 4 นาย จากกองบังคับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และรองผู้กำกับการสอบสวน สน. ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่ในและนอกเครื่องแบบอย่างละ 2 นาย เริ่มเข้าตรวจค้นห้องพัก

    12.30 น. หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจเข้าตรวจค้นห้องพักของอานนท์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วไม่พบสิ่งของที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดี หรือสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด ตามหมายค้น เจ้าหน้าที่จึงยุติการตรวจค้น

    เวลา 15.00 น. ศาลทำการไต่สวนคำร้องของฝากขัง พนักงานสอบสวนแถลงว่า คดีมีความจําเป็นต้องฝากขังผู้ต้องหาระหว่างทําการสอบสวน เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติม ด้านอานนท์และทนายความแถลงว่า ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งเป็นผู้ต้องหาคดีอื่นซึ่งอยู่ในอํานาจศาลอาญาอยู่แล้ว และให้ความร่วมมือในการจับกุมแต่โดยดี การกระทําของผู้ต้องหายังเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับพนักงานสอบสวนสามารถทําการสอบสวนได้โดยไม่ต้องฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลก็ได้ จึงไม่มีความจําเป็นยื่นคําร้องฝากขัง

    16.45 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังระหว่างสอบสวน ก่อนที่ทนายความดำเนินการยื่นขอประกันตัวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์ แต่ใช้ตำแหน่งนักวิชาการ และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว กำหนดวงเงินประกัน 100,000 บาท โดยยังไม่ต้องวางหลักประกัน เมื่อผิดสัญญา จึงจะบังคับเอาหลักประกัน ศาลยังกำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะเดียวกันกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้อีก มิฉะนั้นจะให้ถือว่าผิดสัญญาประกัน นัดรายงานตัววันที่ 7 ต.ค. 2563

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 และรายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา ลงวันที่ 20 ส.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/20540)
  • อานนท์ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมที่ สน.ชนะสงคราม ตามที่พนักงานสอบสวนนัดหมาย โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อเท็จจริงในคดีเพิ่มเติมระบุว่า จากการสอบสวนเพิ่มเติมได้ความว่าในการชุมนุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนใหญ่ผู้มาชุมนุมมีการป้องกันเบื้องต้นโดย การสวมใส่หน้ากากอนามัยและผ้าปิดปากปิดจมูก แต่ไม่พบเห็นการตั้งวางแอลกอฮอล์เจลในบริเวณรอบๆ ทั้งไม่พบว่า มีจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคติดต่อ หลักการป้องกันต้องมีการเว้นระยะทางอย่างน้อย 1 เมตร มีการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา มีการคัดกรองในลักษณะ อาการไข้ ไอ จาม ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรม จัดให้มีการนําเจลหรือแอลกอฮอล์ล้างมือนํามาทําความสะอาดมือของผู้เข้าร่วมกิจกรรม และมีการตรวจวัดอุณหภูมิ ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม

    พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้อานนท์ทราบเพิ่มเติมว่า มีความผิดฐาน เป็นผู้ร่วมจัดการชุมนุมฝ่าฝืนข้อกําหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 1 ข้อ 5 การห้ามชุมนุม ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทําการอันเป็นการยั่วยุให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ประกาศกําหนด, ฉบับที่ 5 ข้อ 2(2) ห้ามจัดมี กิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจํานวนมากในลักษณะมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย, ฉบับที่ 13 ข้อ 1 ข้อ 5 ผู้จัดกิจกรรมต้องจัดให้ผู้เข้าร่วมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกําหนด และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทํากิจกรรม ในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หรือการกระทําอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนหรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่เชื้อโรค

    อานนท์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาที่แจ้งให้ทราบเพิ่มเติม

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สน.ชนะสงคราม ลงวันที่ 10 ก.ย. 2563)
  • หลังจากครบฝากขัง 48 วัน ยังไม่มีการยื่นฟ้องต่อศาล เมื่ออานนท์มารายงานต่อศาลแล้ว ศาลจึงไม่มีนัดครั้งต่อไป แต่พนักงานสอบสวนได้นัดส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 โดยอัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 10.00 น.
  • อานนท์เดินทางไปฟังคำสั่งอัยการ แต่อัยการยังไม่มีคำสั่ง และนัดฟังคำสั่งครั้งต่อไปวันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • เลื่อนฟังคำสั่งจากวันที่ 25 ม.ค. เป็นวันนี้ อัยการนัดฟังคำสั่งครั้งต่อไปวันที่ 3 มี.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • หลังอานนท์ถูกขังระหว่างพิจารณาในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำาจคืนราษฎร ตั้งแตวันที่ 9 ก.พ. 2564 โดยศาลไม่ให้ประกันตัว วันนี้ พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ รองผู้กำกับ (สอบสวน) สน.ชนะสงคราม ได้เดินทางเข้าพบอานนท์ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในคดีนี้ พร้อมทั้งสอบคำให้การในเรือนจำเป็นเวลา 2 วัน

    เนื้อหาในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมระบุว่า ได้มีหนังสือจากสํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 สํานักงานอัยการสูงสุด ลงวันที่ 16 ก.พ. 2564 แจ้งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เนื่องจากคณะทำงานกำหนดแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของอานนท์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    เดิมในคดีนี้ อานนท์ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อมา พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อหา ฝ่าฝืนข้อกำหนดและประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งอานนท์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

    พนักงานสอบสวนได้กล่าวหาอานนท์จากพฤติการณ์ว่า ในช่วงราว 16.40 น. ของวันที่มีการชุมนุม เริ่มมีผู้ปราศรัยหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันขึ้นพูด จนกระทั่งเวลาราว 19.45 น. อานนท์ได้ขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีชุมนุม โดยมีเนื้อหาที่กล่าวพาดพิงและโจมตีสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้คนคล้อยตาม ต้องการให้ผู้ชุมนุมเกลียดชังสถาบันฯ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

    จากนั้นได้มีถอดความคำปราศรัยของอานนท์อย่างละเอียด ครอบคลุมในประเด็นเรื่องการใช้อำนาจและบทบาทของสถาบันกษัตริย์, การที่คนในสังคมออกมาตั้งคำถามในหลายประเด็นต่อสถาบันกษัตริย์, การที่กษัตริย์มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในการจัดการหน่วยงานในพระองค์, การที่เข้าแทรกในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ, การที่กษัตริย์ทรงประทับในต่างประเทศโดยไม่ได้มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, การโอนย้ายทรัพย์สินที่เคยเป็นของสาธารณะเข้ามาอยู่ในการจัดการของกษัตริย์เอง, การประกาศใช้ พ.ร.บ.โอนกำลังพลทหารฯ ดึงเอากรมทหารราบที่ 1 และ 11 ให้เข้ามาเป็นส่วนราชการในพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยและการไม่สามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้

    นอกจากนั้น ในการปราศรัย อานนท์ยังได้แสดงเจตนารมณ์ในการออกมาปราศรัยครั้งนี้ ว่าตนต้องการให้สถาบันกษัตริย์สามารถอยู่ในสังคมไทยได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และข้อเสนอในการแก้กฎหมายเพื่อให้นำทรัพย์สินที่ถูกโอนให้สถาบันกษัตริย์ ให้โอนกลับมาเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเคย

    ++19 ประเด็นปฏิรูปสถาบันและถ้อยคำประกาศเจตนารมณ์ของ อานนท์ นำภา++

    ในขั้นตอนสอบคำให้การ อานนท์ได้ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้ให้การในรายละเอียดในแต่ละข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิด โดยแบ่งเป็น 19 ประเด็น อีกทั้งยังได้ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้

    1. “เพื่อการอภิปรายที่กระชับมากขึ้น แนะนําให้ผู้ร่วมชุมนุมเย็นนี้อ่านบทความในหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับส่งเสด็จ ก่อนฟังอภิปราย เพราะวันนี้อาจไม่ได้เท้าความไปไกลมากนัก อยากอภิปรายในเรื่องปัจจุบันมากกว่า หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการยื่นฟ้องก็พระมหากษัตริย์และพระราชินี ในความผิดข้อหาโอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ต่อมาศาลได้มีคําสั่งคําพิพากษาให้ฝ่ายกษัตริย์เป็นฝ่ายแพ้คดี และต้องถูกอายัดทรัพย์สินรวมทั้งยึดวังสุโขทัยไว้ด้วย”

    ในประเด็นนี้ อานนท์อธิบายว่า ถ้อยคําปราศรัยดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง กล่าวโดยสุจริต และเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ จึงขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยานเอกสาร ได้แก่ 1.) เอกสารสํานวนคดีระหว่าง กระทรวงการคลัง โจทก์ กับ ในหลวงรัชกาลที่ 7 จําเลย ฉบับรับรองสําเนาถูกต้อง 2.) ขอให้ออกหมายเรียกสําเนาโฉนดที่ดินและสารบบที่ดินทั้งหมดของวังสุโขทัยฉบับรับรองสําเนาถูกต้องเข้ามาในสํานวนคดี และขอให้ออกหมายเรียกพยานบุคคล ได้แก่ 1.) ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 2.) ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ 3.) นายณัฐพล ใจจริง มาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้การในประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะเนื้อหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

    เหตุที่ต้องพูดและหยิบประเด็นในนี้ขึ้นมาอภิปราย เนื่องจากมีการออกกฎหมายถ่ายโอนทรัพย์สินสาธารณะมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว เฉกเช่นที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ตามคําพิพากษาที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ หรือการโอนหุ้นในบริษัทปูนซีเมนต์ไทย และบริษัทหรือหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งเดิมหุ้นถูกถือในนามของสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

    2. “เราต้องยอมรับความจริงว่าที่นิสิตนักศึกษาและประชาชนลุกขึ้นมาชุมนุม เรียกร้องทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนต้องการจะตั้งคําถามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรา ในเวทีชุมนุมมีการชูป้ายกล่าวอ้างถึงบุคคลที่อยู่ในเยอรมัน (โห่ร้อง) มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เป็นนักบิน บินไปบินมา คํากล่าวอ้างเหล่านี้จะหมายถึงใครไปไม่ได้นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราครับพี่น้อง (ปรบมือ)”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ให้การขยายความว่า หลังจากที่มีการเปลี่ยนรัชสมัย ประชาชนได้ตั้งคําถามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ ข้อวิพากษ์วิจารณ์ถูกกดทับและปิดกั้นไม่ให้มีการพูดในที่สาธารณะ จนสิ่งที่ถูกกดทับไว้ได้ระเบิดออกมาภายหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ บรรดานิสิต นักศึกษา และประชาชน ได้แสดงความกล้าหาญลุกขึ้นหยัดยืนขึ้นมาพูดถึงต้นตอของปัญหาของสังคมไทย การยุบพรรคอนาคตใหม่จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทําให้คนรุ่นใหม่หมดความอดทนต่อสังคมอันโสมม

    การชุมนุมต่อเนื่องในหลายมหาวิทยาลัยสะท้อนความกล้าหาญของเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนและมุ่งเน้นในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันโดยการใช้ถ้อยคำเปรียบเทียบ ไม่ได้กล่าวถึงตรงๆ แต่นั่นไม่อาจทําให้ปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์ ถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา คนรุ่นใหม่ที่แสดงออกเหล่านั้นถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคามทั้งที่เป็นคดีและไม่เป็นคดี ปัญหาดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ได้เลย หากไม่ถูกพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือที่มาของการปราศรัย ในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ในนามของ “แฮรี่ พอตเตอร์” ซึ่งเป็นการพูดอย่างเคารพต่อตัวเอง ผู้ฟัง และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

    ผู้ต้องหาเชื่อว่า การพูดอย่างตรงไปตรงมา สถาบันกษัตริย์เองจะใจกว้างและสังคมจะใจกว้าง เปิดใจรับฟังปัญหาอย่างมีวุฒิภาวะ อันจะนําไปสู่การแก้ไขปัญหาในสังคมด้วยวิธีการสันติวิธีและจะทําให้แก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

    3. “การตั้งหน่วยงานในพระองค์ขึ้นมาและบริหารไปตามพระราชอัธยาศัย การที่บอกว่าบริหารไปตามพระราชอัธยาศัยนั้น แปลเป็นภาษาบ้านเราคือบริหารไปตามใจของพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นการออกแบบกฎหมายที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ให้การว่า ข้อความข้างต้นเป็นที่มาของคําว่าการขยายพระราชอํานาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ห่างจากระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กล่าวคือ เมื่อครั้งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็เนื่องจากว่า ระบอบเดิมไม่ได้ส่งเสริมให้ราษฎรได้มีสิทธิเสรีภาพ ประชาชนถูกปิดกั้นกดขี่อย่างไม่ชอบธรรม และการปกครองนั้นไม่ได้ถูกตรวจสอบ รายละเอียดปรากฏตามแถลงการณ์คณะราษฎร ฉบับที่ 1 ซึ่งทางผู้ต้องหาได้ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกไปยังหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลที่ครอบครองเอกสารดังกล่าวฉบับรับรองสําเนาถูกต้องเข้ามาในสํานวนคดีด้วย

    อานนท์ยังกล่าวอีกว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น หมายถึง การปกรองที่อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ สามารถกําหนดผู้แทนเข้าไปใช้อํานาจในการบริหารประเทศ ในการตรากฎหมาย และมีศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งอํานวยความยุติธรรมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักการสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ องค์พระมหากษัตริย์ต้องดํารงตนเป็นหลักชัยแห่งสิทธิเสรีภาพและร่วมปกป้องระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งทําหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด เป็นประมุขของรัฐที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญและอยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริง

    กระบวนการขยายพระราชอํานาจของสถาบันกษัตริย์ให้ถอยห่างออกจากประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ยังหมายรวมถึงการให้การรับรองอํานาจของคณะบุคคลซึ่งก่อการรัฐประหาร การใช้อํานาจจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาบริหารด้วยตนเอง ซึ่งขัดกับหลักการที่ว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง ดังจะเห็นได้จากการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนพระองค์ เป็นต้น การกระทําดังกล่าวมีการจําเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง พระมหากษัตริย์จะลงมาปกครองด้วยตัวเองไม่ได้ นี่คือหลักการสําคัญของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผู้ต้องหาจะให้การในรายละเอียดต่อไป

    4. “พอมีการผ่านการออกเสียงประชามติมา เกิดการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก คือเมื่อมีการผ่านประชามติออกมา ประยุทธ์ จันทร์โอชา นํารัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าพระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้รัฐธรรมนูญในสาระสําคัญอยู่หลายประการ ซึ่งถ้าในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะนี่เป็นการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงจะต้องทําให้เป็นไปตามกฎหมาย กรณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ผ่านการลงประชามติจากประชาชนแล้ว พลเอกประยุทธ์ฯ ได้นําขึ้นทูลเกล้าถวายให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฯ แต่พระมหากษัตริย์ได้ทรงให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังจากที่ได้มีการลงประชามติแล้ว ปรากฏข่าวตามสื่อต่างๆ และพลเอกประยุทธ์ฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งให้ทําการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญบางส่วน

    อานนท์ยังได้ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับลงประชามติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ประกาศใช้ เข้ามาในสํานวนคดี และขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยานบุคคล ดังนี้ 1.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อสอบถามในประเด็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่ผ่านการออกเสียงประชามติที่ได้เสนอทูลเกล้าให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงลงพระปรมาภิไธยนั้นมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ส่วนฉบับที่ได้มีการประกาศใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง เนื้อหาทั้งสองฉบับแตกต่างกันอย่างไร บุคคลใดเป็นผู้สั่งการให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงฉบับที่ผ่านการลงประชามติไปแล้ว

    ส่วนอีกประเด็นคือ สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติไปแล้วนั้นสามารถทําได้หรือไม่ และการที่พระมหากษัตริย์มีคําสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมนั้นทําได้หรือไม่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก 1.) อาจารย์ธีระ สุธีวรางคกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2.) อาจารย์ชํานาญ จันทร์เรือง มาให้การในประเด็นดังกล่าว

    5. “การแก้ไขให้พระมหากษัตริย์กรณีที่ไม่อยู่ในประเทศไทยเนี่ยไม่ต้องตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ เราจึงได้เห็นพระมหากษัตริย์ของเราเสด็จไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาที่ประเทศไทย ข้อเท็จจริงนี้พี่น้องทุกคนทราบ ทหาร ตํารวจทุกคนทราบ”

    อานนท์ยืนยันว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยขอให้เรียกบุคคล ดังต่อไปนี้มาให้การยืนยัน 1.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ 2.) เอกอัครราชทูตไทยประจําประเทศเยอรมัน 3.) เลขาธิการพระราชวัง มาให้การในประเด็นว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงประทับอยู่ในประเทศไทยช่วงใดบ้าง เสด็จไปประเทศเยอรมันช่วงใดบ้าง เสด็จไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ช่วงใดบ้าง ในช่วงที่พระองค์เสด็จไปนั้นได้มีการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ หากแต่งตั้งได้ แต่งตั้งใคร ให้เรียกคําสั่งแต่งตั้งเข้ามาในสํานวนคดีด้วย

    ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเข้ามาในสํานวนคดี เพื่อเปรียบเทียบว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการเขียนไว้ว่า กรณีพระมหากษัตริย์ไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศไทย ไม่จําเป็นต้องตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่

    อานนท์ให้การอีกว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมีภารกิจที่จะต้องรับผิดชอบต่อประเทศ นั่นคือต้องประทับอยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย รวมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าที่ในการลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายต่างๆ หรือเรื่องต่างๆ การที่พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จไปประทับต่างประเทศโดยไม่ตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์จึงกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ดังจะเห็นได้จากกรณีที่มีกฎหมายบางฉบับต้องรอให้เสด็จกลับมาประเทศไทยก่อนถึงจะสามารถลงพระปรมาภิไธย หรือการแต่งตั้งข้าราชการ หรือแต่งตั้งตุลาการ ทําให้บ่อยครั้งเกิดความล่าช้าเกินสมควร อานนท์ยืนยันว่า ตนได้ปราศรัยไปด้วยเจตนาที่ห่วงใยต่อประเทศชาติ ไม่ได้มีเจตนาจะใส่ร้ายหรือดูหมิ่นบุคคลใด หากไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาก็ยากที่จะแก้ไข

    6. “ต่อไปนี้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พวกเราเป็นเจ้าของรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวงไม่ว่าจะเป็นพระราชวังไม่ว่าจะเป็นหุ้นซึ่งเดิมเป็นของพวกเราทุกคนที่ประเทศ ของเรารวมกันเนี่ย ต่อไปนี้จะตกเป็นของพระมหากษัตริย์บริหารราชการแผ่นดินไปโดยตามพระราชอัธยาศัยครับพี่น้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง”

    อานนท์ให้การว่า ข้อเท็จจริงที่ปราศรัยเรื่องพระราชอํานาจในการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นที่ชัดเจนตามพระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 และ 2561 ทรงสามารถจัดการทรัพย์สินไปได้ตามพระราชอัธยาศัย ถ้อยคำปราศรัยที่พูดไปนั้นก็เพื่อที่จะไม่ให้ทรัพย์อันเป็นของราชบัลลังก์ถูกเปลี่ยนมือ เป็นเจตนาที่หวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเชื่อว่าคนในสังคมก็เห็นด้วยแต่ไม่กล้าพูดในประเด็นนี้ การเปลี่ยนมือดังกล่าวเริ่มกระทําอย่างซ้ำๆ เช่น หุ้นของ SCB และหุ้นของ SCG

    7. “เท่านั้นยังไม่พอ การที่แปรสภาพให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในการบริหารของพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวส่งผลทําให้เกิดโทษทางกฎหมายอีกอย่างหนึ่ง คือกรณีที่ในหลวงของพวกเราเนี่ยไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมันตามกําหนดเวลาของแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน กฎหมายอาจจะต้องบังคับให้เสียภาษีหลายหมื่นล้าน ถามว่าเงินจํานวนหลายหมื่นล้านนั้น มันเป็นของใคร ก็เป็นพวกเราทุกคนเนี่ยแหละครับ”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    8. “การที่พระมหากษัตริย์ไม่ประทับในประเทศ ถามว่าปัญหาเกิดขึ้นคืออะไร ปัจจุบันนี้ เราถูกฝรั่งมังค่าต่างชาติ นําเอากษัตริย์ของเราไปล้อเล่นที่เยอรมัน ไปฉายเลเซอร์ ไปให้เด็กใช้ปืนอัดลม ก่อการที่ไม่บังควร เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในประเทศ รวมทั้งกรณีที่จะตั้งรัฐมนตรี เข้าไปถวายสัตย์ปฏิบัติหน้าที่ ทําไม่ได้ ต้องรอให้กษัตริย์กลับมาประเทศก่อน ปัญหานี้ทุกคนรู้ เจ้าหน้าที่ตํารวจทุกคนรู้ แต่ไม่กล้าพูดถึง ทุกคนที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 18 ที่ชูป้ายเรื่องเหล่านี้ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครพูดถึง”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    9. “พระราชบัญญัติโอนกําลังพลทหาร กรมทหารราบที่ 1 กับกรมทหารราบที่ 11 ไปให้สถาบันพระมหากษัตริย์เนี่ยดูแลปกครองไปตามพระราชอัธยาศัย กรณีนี้สําคัญนะครับ ในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนให้กษัตริย์มีอํานาจดูแลปกครองทหารเป็นจํานวนมากขนาดนี้ ไม่มีครับ การทําเช่นนั้นมันสุ่มเสี่ยง สุ่มเสี่ยงต่อการทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    10. “นอกจากนั้นการที่เอาทหารหลายกองพันไปสังกัดกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนระบอบการปกครอง นอกจากนั้นการที่เอาทหารหลายกองพันไปสังกัดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนระบอบการปกครอง”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    11. “เป็นการพูดเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในสังคมไทยอย่างถูกต้อง ชอบธรรม ตามระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนักศึกษาที่ออกมาชุมนุม หลังจากปีใหม่มานี้ ทุกคนรู้เรื่องนี้ นักศึกษาทุกคนที่ชูป้ายข้อความสองแง่สองง่าม กล่าวถึงบุคคลที่ผมกล่าวมาแล้ว”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    12. “การที่สถาบันพระมหากษัตริย์ สํานักพระราชวัง ยังนิ่งเฉยอยู่ทั้งที่รู้อยู่ว่า มีบุคคลมาแอบอ้างแล้วมาทําลายล้างราษฎรเนี่ย ยังนิ่งเฉยอยู่ มันก็อดทําให้เราตั้งคําถามไม่ได้ว่า จริงๆ แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น คิดกับเรายังไง มันอดไม่ได้จริงๆ (ปรบมือ)”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    13. “ถ้าใครมาเชิญผมขึ้นเวทีให้ปราศรัยแล้วให้ผมพูดบิดเบือน ไม่กล่าวถึงปัญหาของสถาบันพระมหากษัตริย์ผมไม่ขึ้นเวที (ปรบมือ)”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    14. “ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้ทําให้ประเทศนี้ปกครองด้วยความไม่เป็นประชาธิปไตย โดยอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หนึ่งในนั้นคือการตรากฎหมายพระราชบัญญัติ งบประมาณแผ่นดินที่ใช้เงิน ส่งเงินให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่ได้ตรวจสอบการใช้เงินของ สถาบันพระมหากษัตริย์ครับพี่น้อง (ปรบมือ) เรื่องนี้สําคัญการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินของทุก องค์กรต้องถูกตรวจสอบ ต้องถูกวิจารณ์ได้ แต่สําหรับรัฐบาลนี้ไม่มีเรื่องนี้ มีการตั้งงบประมาณในหลายส่วนที่เกินความจําเป็น เช่น งบประมาณกระทรวงพาณิชย์ เอาไปโปรโมทเสื้อผ้าแฟชั่นยี่ห้อสิริวัณวรี (ปรบมือ) เอางบประมาณแผ่นดินไปโปรโมทยี่ห้อส่วนพระองค์”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    15. “การสนับสนุนงบประมาณในการเดินทาง ในการเดินทางโดยใช้เครื่องบินมากกว่า 5,000 ล้าน ตาม พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐบาลโดยรัฐสภา ถ้าเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่า พระมหากษัตริย์ของเราอยู่ต่างประเทศนานแล้ว ระบอบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎร เปิดอภิปรายถวายคําแนะนําให้พระองค์กลับมายังประเทศได้”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    16. “นี่ยังไม่รวมงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไปสร้างซุ้มถวายพระเกียรติ มูลค่าเป็นสิบล้านซึ่งไม่มีความจําเป็นเลย (ปรบมือ) คนจะจงรักภักดี จะศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ แต่อยู่ที่การปฏิบัติตนของพระราชวงศ์ทุกพระองค์ใช่ไม่ใช่ (ใช่)”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    17. “ผมมีข้อเสนอในการแก้ปัญหา ต่อไปนี้ถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งให้สภาเป็นสภาที่มีผู้แทนราษฎรที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยต้องแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้พระมหากษัตริย์อยู่ในประเทศไทยเพื่อเป็นมิ่งขวัญของพวกเราในประเทศ ไม่ใช่ที่เยอรมัน (ปรบมือ)”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    18. “ต่อมาที่ต้องแก้คือการแก้พระราชบัญญัติ ที่ปล่อยให้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นของพวกเราที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้มีการถ่ายโอนไปผ่านทางพระราชบัญญัติจัดการบริหารราชการส่วนพระมหากษัตริย์ ดึงกลับมาเป็นของพวกเราทุกคน ต้องแก้ พ.ร.บ.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น สนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นวัดพระแก้ว กลับมาเป็นของพี่น้องประชาชนทุกคน (ปรบมือ)”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    19. “เราทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียงการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคไหนมีนโยบายแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอยู่ที่ใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง มีนโยบายเอาทรัพย์สินที่เป็นสาธารณะกลับมาเป็นของพวกเรา เลือกพรรคนั้นครับพี่น้อง (ปรบมือ)”

    ในประเด็นนี้ อานนท์ระบุว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงจํานวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร และเพิ่งรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงขอจัดทําคําให้การเป็นหนังสือเพื่อยื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและคำให้การผู้ต้องหา เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ลงวันที่ 24 ก.พ. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/26414)
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอานนท์ นำภา ต่อศาลอาญา ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง โดยบรรยายฟ้องว่าอานนท์กระทำความผิด รวม 4 กรรม

    ศาลรับฟ้องไว้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1629/2564 และนัดถามคำให้การในวันที่ 4 ส.ค. 2564 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1629/2564 ลงวันที่ 14 ก.ค. 2564)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์