ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1183/2564
แดง อ.1573/2566

ผู้กล่าวหา
  • สุกิจ เดชกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ (ประชาชน)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1183/2564
แดง อ.1573/2566

ผู้กล่าวหา
  • สุกิจ เดชกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ (ประชาชน)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1183/2564
แดง อ.1573/2566

ผู้กล่าวหา
  • สุกิจ เดชกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.1183/2564
แดง อ.1573/2566
ผู้กล่าวหา
  • สุกิจ เดชกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.1183/2564
แดง อ.1573/2566
ผู้กล่าวหา
  • สุกิจ เดชกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.1183/2564
แดง อ.1573/2566
ผู้กล่าวหา
  • สุกิจ เดชกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่

ความสำคัญของคดี

"ตี้" วรรณวลี ธรรมสัตยา, “หนึ่ง“ (นามสมมติ) และ “น้ำ” (นามสมมติ) 3 นักศึกษา ถูกดำเนินคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ จากเหตุที่วรรณวลีโพสต์ภาพทั้งสามคนชูป้ายระหว่างร่วมการชุมนุม #บ๊ายบายไดโนเสาร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสยาม กทม. หลังสุกิจ เดชกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ เข้าแจ้งความกล่าวหาว่า ข้อความในป้ายเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกตีความอย่างกว้างขวางและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่นที่เห็นต่างทางการเมือง โดยเฉพาะสร้างภาระในการเดินทางไปต่อสู้คดี

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

ลักขณา มักการุณ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายคำฟ้องถึงพฤติการณ์ในคดีโดยสรุปว่า

เมื่อวันที่ 21 - 29 พ.ย. 2563 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงการอาฆาตมาดร้าย ใส่ความพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันต่อบุคคลที่สามและประชาชนทั่วไป โดยการโพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊คของจำเลยที่ 1 (วรรณวลี) ตั้งค่าเป็นสาธารณะ เป็นภาพของจําเลยทั้งสามที่ร่วมกันถือป้ายที่แสดงข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยมีข้อความที่มีความหมายเปรียบรัชกาลที่ 10 เป็นสัตว์เลื้อคลานขนาดใหญ่

นอกจากนั้นยังมีป้ายข้อความอันมีความหมายไปในทางเสียดสี ดูถูก ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เป็นความจริงโดยองค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะและผู้ใดจะละเมิดมิได้ และทำให้บุคคลที่สาม และประชาชนทั่วไปที่เห็นภาพและข้อความดังกล่าวเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ไม่ดํารงพระราชจริยวัตร อันเป็นการใส่ความทำให้พระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีหมายเลขดำที่ อ.1183/2564 ลงวันที่ 26 ต.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 11.00 น. ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ 3 นักศึกษาที่ได้รับหมายเรียกในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 แม้ก่อนหน้านี้จะขอเลื่อนออกไป เนื่องจากไม่มีใครมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ตาม

    คดีนี้มีสุกิจ เดชกุล สมาชิกของกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวหา โดยผู้ถูกออกหมายเรียก 3 ราย ได้แก่ วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ “ตี้” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คู่ขนานเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยพะเยา, “หนึ่ง“ (นามสมมติ) นักศึกษาชายคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยในจังหวัดนนทบุรี และ “น้ำ” (นามสมมติ) นักศึกษาหญิงจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ก่อนหน้านี้ทั้งสามคนได้หมายเรียกครั้งแรก ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 15 ม.ค. 2564 แต่ไม่มีใครอาศัยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ได้ขอเลื่อนการรับทราบข้อหาออกไป เนื่องจากความลำบากของการเดินทางในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยเดิมจะขอเลื่อนไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ ร.ต.ท.อมรเทพ ชุมวิสูตร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ทันที โดยระบุให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 22 ม.ค. 2564 ทั้งสามจึงเดินทางมายัง สภ.เมืองเชียงใหม่

    ที่หน้า สภ.เมืองเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กั้นรั้วทางเข้าอาคารสถานีและตั้งจุดคัดกรองคนเข้าออก พร้อมตรวจวัดอุณหภูมิ โดยมีกำลังตำรวจทั้งใน-นอกเครื่องแบบ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) กว่า 20 นายประจำการอยู่ โดยมีมวลชนราว 30 คน เดินทางมาให้กำลังใจนักศึกษาผู้ถูกดำเนินคดี

    พ.ต.ท.สันติ คำใส, พ.ต.ท.สมคิด ภูสด และ พ.ต.ท.วัชรพล ยมเกิด สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองเชียงใหม่ แจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้ง 3 คน ระบุว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 สุกิจ เดชกุล มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กซึ่งมีชื่อเดียวกันกับวรรณวลี, หนึ่ง และน้ำ ที่ได้โพสต์ข้อความและภาพถ่ายในลักษณะ “ดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนที่ได้เห็นข้อความหลงเชื่อ และร่วมแสดงความคิดเห็นที่ลักษณะเป็นการดูหมิ่น ใส่ความ ทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ ทรงถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

    สำหรับโพสต์ที่ถูกกล่าวหา ข้อกล่าวหาอ้างว่าถูกโพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 มีข้อความประกอบว่า “จงเข้าร่วมกับข้าซะ ทุกคนนน ข้าจะไม่ยอมติดคุกเพียงผู้เดียว หลังจากนั้นนักข่าวขอถ่ายกับป้ายนี้ตลอดงานจ้า รวมมิตร การ์ด แกนนำ หมอ” และมีภาพบุคคลซึ่งถือป้ายข้อความ 3 ป้าย ซึ่งผู้กล่าวหาอ้างว่า การโพสต์ข้อความและภาพถ่ายประกอบโพสต์ดังกล่าวเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่เคารพสักการะ อยู่ในฐานะที่จะละเมิดมิได้ จึงอยู่เหนือการติชมทั้งปวง ทำให้พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ เสื่อมเสียพระเกียรติ

    พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 3 คนใน 2 ข้อหา ได้แก่ “ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”

    นักศึกษาทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน แต่ทางพนักงานสอบสวนระบุว่าต้องให้เวลาในการจัดทำสำนวนด้วย จึงกำหนดให้ผู้ต้องหาทั้งสามยื่นคำให้การเพิ่มเติมภายในวันที่ 19 ก.พ. 2564

    ต่อมา พนักงานสอบสวนระบุว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จึงจะขอตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีด้วย โดยได้มีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เฉพาะทางจากตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีในการตรวจสอบมาด้วย แต่ทางผู้ต้องหาทั้งสามรายให้การปฏิเสธและไม่ยินยอมให้มีการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากไม่ได้มีหมายศาลใด ด้านพนักงานสอบสวนจึงระบุว่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    จากนั้นจึงได้มีการนำตัวผู้ต้องหาไปพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนให้ปล่อยตัวไปโดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ และนัดให้มารายงานตัวต่อไปในวันที่ 1 มี.ค. 2564 เวลา 09.00 น.

    ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าในคดีนี้ไม่ได้มีเหตุเกี่ยวข้องกับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่แต่อย่างใด โดยภาพที่โพสต์นั้นพบว่าเป็นการชุมนุม #บ๊ายบายไดโนเสาร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสยาม กทม. และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคนไม่ได้อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ผู้กล่าวหาระบุว่าตรวจพบภาพและข้อความจากระบบคอมพิวเตอร์ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้มาแจ้งความกล่าวหาที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ก่อให้เกิดภาระทางคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในการเดินทางไปต่อสู้คดี

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงวันที่ 22 ม.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/25460)
  • เวลา 10.00 น. วรรณวลี, หนึ่ง และน้ำ เดินทางไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ตามที่พนักงานสอบสวนนัดหมายเพื่อส่งสำนวนคดีให้กับพนักงานอัยการ

    เมื่อถึงเวลานัด พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนคดีกลับแจ้งว่าได้นำสำนวนคดีมายังสำนักงานอัยการแล้ว แต่ติดปัญหาที่จะต้องมีการนำสำนวนคดีเข้าสู่การประชุมผ่านคอนเฟอร์เร้นกับทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อน จึงทำให้ไม่สามารถส่งสำนวนคดีและตัวผู้ต้องหาในช่วงเช้าได้ ขอเลื่อนการส่งสำนวนออกไปเป็นช่วงบ่ายแทน

    จากนั้นเวลา 13.30 น. พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีที่มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสาม ทั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมกับตัวผู้ต้องหาให้กับพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งทางคดีต่อไป

    ด้านพนักงานอัยการเมื่อรับสำนวนคดีไว้แล้ว ได้นัดหมายให้ผู้ต้องหาทั้งสามเข้ารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งทางคดีอีกครั้งในวันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 10.00 น. โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการระบุว่าก่อนถึงวันดังกล่าวให้เตรียมหลักทรัพย์เพื่อใช้ในการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดีด้วย

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/27964)
  • พนักงานอัยการยังไม่มีคำสั่งในคดีนี้ นัดรายงานตัวและฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 22 มิ.ย. 2564
  • พนักงานอัยการยังไม่มีคำสั่งในคดีนี้ นัดรายงานตัวและฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 29 ก.ค. 2564
  • พนักงานอัยการยังไม่มีคำสั่งในคดีนี้ นัดรายงานตัวและฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 6 ก.ย. 2564
  • พนักงานอัยการยังไม่มีคำสั่งในคดีนี้ นัดรายงานตัวและฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 6 ต.ค. 2564
  • ผู้ต้องหาได้ขอเลื่อนนัดออกไป เนื่องจากนักศึกษา 1 ราย ตรวจพบเชื้อโควิด-19 จึงต้องรอการรักษาจนหายดีก่อน
  • เวลาประมาณ 10.00 น. นักศึกษาทั้งสามรายเดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร เข้ารายงานตัวที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โดยพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง 3 นักศึกษา ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

    จากนั้นเวลาประมาณ 13.30 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการได้นำสำนวนคดีมายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยนักศึกษาทั้งสามรายได้ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ในห้องขังใต้ถุนศาลเพื่อรอการประกันตัว ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้รับฟ้องคดีของทั้งสามคนไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1183/2564

    คำฟ้องของพนักงานอัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวนักศึกษาทั้งสาม โดยระบุว่าหากจำเลยยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

    หลังจากนั้นทนายความได้แจ้งขอใช้ตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการประกันตัวนักศึกษาทั้งสามรายต่อศาล แต่เจ้าหน้าที่ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า หากไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นอาจารย์ที่สอนนักศึกษาทั้งสามรายโดยตรง หรืออาจารย์จากสถาบันการศึกษาเดียวกัน จะถือว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับนักศึกษา และทำให้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตำแหน่งอาจารย์เพื่อประกันตัวได้

    เมื่อทางทนายความสอบถามว่าให้ศาลพิจารณาก่อนได้หรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าสามารถยื่นให้ศาลพิจารณาได้ แต่อย่างไรคงจะไม่ได้รับการอนุญาต อีกทั้งเอกสารของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จัดเตรียมมายังมีรายละเอียดในส่วนที่ต้องมีฝ่ายการเงินของมหาวิทยาลัยเซ็นรับรองเอกสารอีกครั้งด้วย ทำให้เอกสารไม่สมบูรณ์

    ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 14.00 น. ทีมทนายความและอาจารย์ที่เตรียมมาเป็นนายประกันจึงได้ตัดสินใจยื่นคำร้องขอปล่อยตัว โดยใช้เงินประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ให้ศาลพิจารณาแทน เนื่องจากเกรงว่าหากการยื่นขอประกันล่าช้าไปกว่านั้นอาจไม่ทันได้รับการปล่อยตัว

    จนกระทั่งเวลา 17.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตี้ วรรณวลี และเพื่อนรวม 3 คน โดยให้วางหลักทรัพย์รายละ 150,000 บาท ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการประกันตัว รวมต้องวางหลักทรัพย์ 4.5 แสนบาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ก่อนทั้งสามคนจะได้รับการปล่อยตัวจากห้องขังของศาล หลังถูกควบคุมตัวเป็นเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง

    ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดนัดพร้อมสอบถามคำให้การของจำเลยทั้งสาม ในวันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีหมายเลขดำที่ อ.1183/2564 ลงวันที่ 26 ต.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/37006)
  • ศาลจังหวัดเชียงใหม่ให้เลื่อนไปนัดพร้อมในวันที่ 6 มิ.ย. 2565
  • วรรณวลีและเพื่อนยืนยันให้การปฏิเสธ ศาลนัดสืบพยานในวันที่ 13-16 มิ.ย. 2566
  • ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 8 ปาก ได้แก่ ผู้กล่าวหา, ตำรวจฝ่ายสืบสวน 2 นาย, ตำรวจจาก บก.ปอท., ตำรวจสันติบาลจากกรุงเทพฯ, พนักงานสอบสวน, นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ และนักวิชาการด้านภาษาไทย

    ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความ 5 ปาก ได้แก่ จำเลยทั้งสามคน, นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ และนักวิชาการด้านภาษาไทย

    ข้อต่อสู้ในคดีนี้ จำเลยทั้งสามคนรับว่าเป็นบุคคลที่ยืนถ่ายภาพในฟ้องจริง แต่ข้อความในป้ายทั้งสามไม่เข้าองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 วรรณวลีรับว่าเป็นผู้โพสต์ภาพถ่ายดังกล่าวขึ้นเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังได้มีผู้สื่อข่าวขอให้ยกป้ายถ่ายรูป ซึ่งป้ายดังกล่าวมาจากจุดที่เป็นกิจกรรมในการชุมนุมที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมเขียนข้อความใส่ป้ายจากลังกระดาษ ข้อความบางส่วนก็มีผู้เขียนใส่ป้ายไว้อยู่แล้ว และแต่ละป้ายก็มีความหมายไม่ชัดเจน เป็นเพียงข้อความที่เป็นมุกตลก หรือข้อความจากการ์ตูนเรื่องวันพีซ

    ส่วนจำเลยที่ 2-3 นั้น ไม่ได้ร่วมกันนำเข้าโพสต์ดังกล่าวสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามที่โจทก์ฟ้อง เพียงแต่ถูกจำเลยที่ 1 แท็กชื่อไว้เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโพสต์ ในส่วนที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายยังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่จังหวัดเชียงใหม่ การกล่าวหาในคดีนี้มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง

    ++พยานโจทก์ปากที่ 1 พันธุ์ทิพย์ นวานุช คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท–เชียงใหม่

    พันธุ์ทิพย์ระบุว่าตนสอนวิชาด้านกฎหมายอาญา และวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2564 ได้ถูกพนักงานสอยสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เชิญมาให้ความเห็นต่อถ้อยคำว่าเข้าข่ายมาตรา 112 หรือไม่

    พันธุ์ทิพย์เบิกความว่า ตำรวจได้นำภาพถ่ายบุคคลสามคนถือป้ายสามป้ายมาให้ดู โดยพยานไม่รู้จักบุคคลในภาพ แต่ให้ความเห็นว่าดูโดยรวมแล้วมีข้อความสองป้ายที่สามารถสื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้แก่ ป้ายที่มีคำว่า “วชิราบบบ” “IO” และป้ายที่มีคำว่า “ดีจริงไม่ต้องมี 112 หรือดีไม่จริง?” พร้อมมีข้อความที่ไม่สุภาพ ส่วนข้อความป้ายที่ 3 ไม่ชัดเจนว่าหมายถึงอะไร กล่าวถึงบุคคลใด จึงเห็นว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 112

    ในการตอบทนายจำเลยแต่ละคนถามค้าน โดยสรุปพยานรับว่า ตำรวจได้แจ้งล่วงหน้าก่อนพิจารณาข้อความว่า เป็นคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยตำรวจถามรวม ๆ กันทุกป้าย ทั้งพยานรับว่า ข้อความในป้ายทั้งสามไม่ได้ต่อเนื่องกัน แต่แยกออกจากกัน และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียน

    ในส่วนข้อความนั้น พยานไม่ทราบว่าคำว่า “IO” (ไอโอ) จะมีความหมายถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารได้หรือไม่ และไม่ทราบว่า I นั้นออกเสียงว่า “อาย” ในภาษาอังกฤษ ส่วนข้อความว่า “วชิราบบบ” ตัวอักษรตัวแรกเหมือน “บ” ตัวที่สองเหมือน “ข” ตัวที่สามก็มองว่าเหมือน “บ” ได้

    ส่วนป้ายที่มีเลข 112 พยานรับว่า ไม่ได้มีข้อความระบุชื่อตัวบุคคลแต่อย่างใด แม้จะมีเลข 112 แต่ก็เป็นไปได้ที่จะไม่ได้สื่อถึงรัชกาลที่ 10 เนื่องจากการบังคับใช้มาตรา 112 นั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้บังคับใช้เอง แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แต่พยานไม่ทราบว่า ป้ายนี้อาจจะสื่อถึงคนที่บังคับใช้กฎหมายก็ได้หรือไม่

    ส่วนป้ายที่สาม ที่ไม่เข้าใจความหมายชัดเจนนั้น พยานเห็นว่าข้อความเหมือนกับคนเล่นไพ่พูดกัน

    พยานทราบว่า มีการถกเถียงในสังคมเรื่องปัญหาการใช้มาตรา 112 ส่วนเรื่องมีการใช้ข้อหามาตรานี้ต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือไม่ พยานไม่ขอตอบคำถามนี้

    เมื่อทนายถามถึงองค์ประกอบมาตรา 112 ว่า คำว่า พระมหากษัตริย์ ตามตัวบทหมายถึงตัวบุคคลใช่หรือไม่ พยานเห็นว่าหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เพียงตัวบุคคล แม้พยานรับว่าไม่ได้มีคำว่า “สถาบัน” ในตัวบทก็ตาม

    ส่วนคำว่า “ดูหมิ่น” ตามมาตรา 112 ต้องใช้การพิจารณาองค์ประกอบตามมาตรา 393 หรือไม่ พยานเห็นว่า ไม่ใช่ เพราะมาตรา 393 เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า การดูหมิ่นตามมาตรา 112 เห็นว่ามีความหมายไม่เหมือนกับมาตรา 393 และคำว่า “หมิ่นประมาท” ในมาตรา 112 ก็มีความหมายไม่เหมือนกับมาตรา 326

    เมื่อถามว่า หากมีบุคคลอื่นมาอ่านข้อความในคดีนี้ อาจเห็นเหมือนหรือแตกต่างกับพยานก็ได้ พยานรับว่า ใช่ ในส่วนคนที่เห็นแตกต่างไปนั้น จะเป็นเพราะข้อความไม่ได้เฉพาะเจาะจง และชัดเจนพอที่จะบอกใช่หรือไม่ พยานไม่ขอตอบคำถามนี้

    ทั้งนี้ พยานรับว่า ตำรวจเชิญไปให้การในคดีมาตรา 112 มาแล้วประมาณ 10 กว่าคดี โดยทราบก่อนไปว่าเป็นการให้ในคดีมาตรา 112 แต่ในคดีต่าง ๆ ที่พยานเห็นว่าเกี่ยวโยงกับมาตรา 112 จริง ๆ มีประมาณ 5 คดี โดยพยานไม่ได้ติดตามคดีที่ไปให้ความเห็น ว่าจะถูกสั่งฟ้องศาลหรือไม่ อย่างไร

    ส่วนที่พยานมาเบิกความในชั้นศาลนั้น คดีนี้นับเป็นคดีที่ 4 แล้ว โดยทราบว่ามี 1 คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง

    ++พยานโจทก์ปากที่ 2 สุนทร คำยอด อาจารย์ภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

    สุนทรเบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2564 ทางตำรวจได้ทำหนังสือมาที่มหาวิทยาลัย ทางผู้บริหารจึงมอบหมายให้พยานมาให้ความเห็น เมื่อไปถึง พนักงานสอบสวนให้พยานดูภาพที่มีการถือป้ายข้อความสามป้าย แล้วถามความคิดเห็น

    พยานเห็นว่า การพิจารณาข้อความ ต้องดูบริบทหรือสถานที่ที่เกิดเหตุของข้อความ โดยป้ายที่ 1 เห็นว่าตัวเลข 112 คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่คุ้มครองพระมหากษัตริย์และพระราชินี แต่ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นการกล่าวถึงบุคคลใด ถ้าดูเฉพาะป้ายนี้ พยานเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลใด

    ส่วนป้ายที่ 2 พยานเห็นว่า เมื่อป้ายนี้ถูกชูในการชุมนุม คนที่พบเห็นป้ายอาจจะเข้าใจว่า กล่าวถึงรัชกาลที่ 10 ก็เป็นได้ โดยเป็นการแทนพระราชอิสริยยศเดิม คือ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ” ซึ่งเป็นองค์รัชทายาท ก่อนจะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน สื่อในลักษณะเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

    ส่วนป้ายที่ 3 พยานเห็นว่าข้อความไม่ชัดเจน ไม่สามารถสื่อความหมายได้

    ในการให้การ ตำรวจแจ้งพยานว่า ภาพเหล่านี้ได้มาจากเฟซบุ๊กที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่พยานไม่ได้สนใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด และมาจากเฟซบุ๊กของบุคคลใด พยานไม่รู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อน

    ในการตอบทนายจำเลยแต่ละคนถามค้าน โดยสรุปพยานรับว่า ในการสอบปากคำ พนักงานสอบสวนนำภาพถ่ายมาให้ดู แล้วให้พยานลงชื่อในเอกสาร โดยได้อ่านข้อความที่พิมพ์มาประกอบเป็นบริบทที่ทำให้เข้าใจป้ายดังกล่าว ใช้เวลาอ่านประมาณ 10 นาที

    เมื่อทนายถามว่า ผู้เขียนบรรยายข้อความดังกล่าว น่าจะมีอุดมการณ์ในลักษณะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ พยานรับว่า ใช่ และรับว่า ข้อความบรรยายในลักษณะเกลียดชัง หรือเห็นในทางร้ายต่อฝ่ายตรงข้าม

    พยานทราบว่า มีคำว่า “IO” ที่หมายถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐ ส่วนคำว่า “วชิรา” ไม่ใช่คำว่า “วชิราลงกรณ์” และการนำคำว่า “O” กับ “วชิรา” มาประกอบกัน เป็นการตีความของพยานเอง ส่วนจะเขียนอะไรก่อนหรือหลัง พยานไม่ทราบ

    เมื่อถามว่า คำว่า “O” ไม่ได้หมายถึง “โอรสราธิราช” เสมอไป พยานรับว่า ใช่ ส่วนคำว่า “วชิรา” ก็สามารถหมายถึงบุคคลอื่นได้อยู่ พยานรับว่า ใช่

    เมื่อทนายถามว่า การมีข้อความปรากฏในกระดาษแผ่นเดียวกัน อาจจะเป็นคนละเรื่องกันก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน พยานตอบว่า โดยปกติมักจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเป็นการจดบันทึก อาจจะเป็นคนละเรื่องก็ได้

    นอกจากนั้น พยานไม่ทราบว่ารูปภาพนี้ถูกถ่ายที่ใด แต่ดูจากภาพคนเยอะ ๆ ข้างหลัง ทำให้คิดว่าเป็นม็อบหรือการชุมนุม แต่ไม่ทราบว่าเป็นการชุมนุมที่ไหน เรียกร้องประเด็นอะไร และเมื่อไม่ทราบว่าเป็นการชุมนุมอะไร มีประเด็นอย่างไร ทำให้ไม่สามารถตีความบริบทของป้ายนี้ได้ทั้งหมดใช่หรือไม่ พยานรับว่า ใช่

    เมื่อถามว่า พยานทราบเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศในช่วงปี 2563 ว่าจะใช้มาตรา 112 เต็มอัตรา การชูป้ายที่มีเลข 112 อาจจะหมายถึงการต่อต้านรัฐบาลก็ได้ใช่หรือไม่ พยานรับว่า ใช่

    พยานไม่ทราบว่า แต่ละป้ายผู้เขียนจะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ แต่เห็นว่าข้อความในป้ายไม่ได้ต่อเนื่องกัน บางส่วนก็เป็นประโยค บางส่วนไม่เป็น และไม่ทราบว่าการมีการเรียงลำดับป้ายหรือไม่ แต่การตีความก็สามารถตีความทีละป้าย แยกกันก็ได้

    เมื่อให้พยานตีความทีละป้ายแยกกัน พยานรับว่าป้ายที่ 1 และ 3 อาจตีความไม่ได้ตามที่ผู้แจ้งความกล่าวหา แต่ยืนยันว่า ป้ายที่ 2 สื่อถึงตัวบุคคลได้ แต่หากมีบุคคลอื่น ๆ มาอ่านป้าย ก็อาจมีความเห็นแตกต่างจากพยานได้ เพราะข้อความนั้นไม่ได้เขียนเฉพาะเจาะจง จนสามารถเข้าใจได้ตรงกันหมด

    พยานรับว่าเคยมาเบิกความที่ศาลในคดีมาตรา 112 แล้ว ประมาณ 5 คดี

    ในการตอบคำถามติงของอัยการ พยานรับว่า เคยได้ยินคนพูดคำว่า “O" ซึ่งสื่อถึงรัชกาลที่ 10 ซึ่งมาจากพระราชอิสริยยศเดิม

    ส่วนข้อความบรรยายในเอกสารที่ตำรวจให้พยานดู เป็นแค่ข้อความประกอบ แต่พยานตีความหลัก ๆ ก็มาจากข้อความในป้าย 3 อันเท่านั้น และเห็นว่าข้อความในป้ายตรงกลางนั้น สื่อถึงรัชกาลที่ 10 ได้

    ++พยานโจทก์ปากที่ 3 พ.ต.ท.ตรีเพชร ป่าหวาย ฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่

    พ.ต.ท.ตรีเพชร เบิกความว่าในคดีนี้ หลังผู้กล่าวหามาแจ้งความที่สถานีตำรวจ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 ในวันถัดมาพนักงานสอบสวนได้ให้พยานทำการตรวจพิสูจน์ทราบตัวบุคคลของผู้โพสต์ข้อความ และยืนยันบุคคลในภาพ โดยพยานได้นำภาพและชื่อในเฟซบุ๊กมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในทะเบียนราษฎร จึงทราบว่าน่าจะเป็นบุคคลเดียวกัน และได้จัดทำรายงานส่งพนักงานสอบสวน โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นการสอบสวนเรื่องข้อความในโพสต์อีก

    ในการตอบทนายจำเลยแต่ละคนถามค้าน โดยสรุปพยานรับว่า ในระบบของตำรวจขณะนั้น พบว่าจำเลยทั้งสามไม่มีประวัติอาชญากรรม และพยานไม่ได้ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม ไม่ทราบว่ามีการยึดมือถือหรือคอมพิวเตอร์ของจำเลยหรือไม่

    พยานรับว่า มูลเหตุในคดีนี้เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ แต่มีผู้มาแจ้งความที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ แต่พยานไม่ได้รับมอบหมายให้ดูในเรื่องป้าย มีหน้าที่พิสูจน์ตัวบุคคลอย่างเดียว

    พยานรับอีกว่า ตนเพียงตรวจชื่อบัญชีเฟซบุ๊กทั้งสามว่าตรงกับทะเบียนราษฎร มีใบหน้าคล้ายกัน และชื่อตรงกัน แต่เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นการยืนยันตัวบุคคลว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความ

    ++พยานโจทก์ปากที่ 4 สุกิจ เดชกุล ผู้กล่าวหา

    สุกิจเบิกความว่า ตนประกอบธุรกิจส่วนตัวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้ โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2563 พยานกำลังเล่นเฟซบุ๊กอยู่ และมีผู้ส่งข้อมูลทางไลน์ซึ่งเป็นภาพถ่ายบุคคลสามคนชูป้ายมาให้ พยานจึงได้เข้าไปดูและเก็บรวบรวมไว้

    ต่อมาวันที่ 29 พ.ย. 2563 พยานได้ตรวจสอบข้อมูลเฟซบุ๊กของทั้งสามคนที่ระบุตัวบุคคลได้ และยังพบว่าโพสต์ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ทำให้บุคคลทั่วไปก็เห็นโพสต์ได้ จึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าข้อความในป้ายเป็นข้อความบิดเบือนความจริง ใส่ร้ายป้ายสี ลบหลู่ดูหมิ่น เสียภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของประเทศ ในส่วนของแผ่นป้ายและแคปชั่นในโพสต์ พยานเบิกความว่า น่าจะเป็นใครสักคนในจำเลยทั้งสามที่เป็นผู้เขียน

    สุกิจยังรับว่า พยานอยู่ในเครือข่ายรักสถาบันฯ ที่มีการไปแจ้งความคดีมาตรา 112 ทั่วประเทศ โดยพยานเคยไปแจ้งความใน 2 คดี ได้แก่ คดีที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ และ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์

    พยานยังเป็นสมาชิกกลุ่มไทยภักดี ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้น ยังไม่ได้ตั้งเป็นพรรคการเมือง มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ – ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ – โดยพยานเคยเป็นประธานของกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่

    ในการตอบทนายจำเลยแต่ละคนถามค้าน โดยสรุปพยานยืนยันว่า การไปแจ้งความเป็นไปในนามส่วนตัว แต่รับว่ากลุ่มไทยภักดีในตอนนั้นกับพรรคการเมืองไทยภักดีมีความเกี่ยวข้องกัน และมีนโนบายต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ส่วนในเรื่องการขอให้เพิ่มโทษกฎหมายนี้ พยานไม่ทราบ

    ในส่วนเอกสารโจทก์ 3 ลำดับนั้น พยานรับว่า ไม่ได้เป็นผู้จัดทำขึ้นเอง แต่มีผู้นำเอกสารมาให้ และพยานเห็นด้วย จึงมอบให้ตำรวจประกอบการแจ้งความ

    พยานเบิกความกลับไปมาถึงประเด็นที่พยานเห็นว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความ โดยตอนแรกระบุว่า จำเลยที่ 1 คือ วรรณวลี เป็น “แอดมิน” ของเพจที่โพสต์ แต่พยานแก้ต่อมาว่า เป็นบัญชีส่วนตัว ก่อนระบุว่า “แอดมิน” ที่พยานพูดถึงหมายถึง “บัญชีผู้ใช้” ในช่วงท้าย พยานกลับระบุว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นคนโพสต์ แต่เข้าใจว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันโพสต์

    พยานตอบคำถามทนายว่า ตนใช้เฟซบุ๊กมาประมาณ 10 ปี แต่ไม่ทราบว่า tag (การแท็ก) คืออะไร และพยานไม่ได้เป็นเพื่อนกับจำเลยแต่ละคนในเฟซบุ๊ก

    ส่วนที่พยานเห็นว่าป้ายข้อความเป็นการดูหมิ่นตามมาตรา 112 นั้น ไม่ได้มีใครเป็นผู้บอกพยาน แต่ใช้วิจารณญาณของตน

    พยานรับว่า ทราบว่าช่วงปี 2561-2562 ในหลวงรัชกาลที่ 10 ไม่ให้ใช้มาตรา 112 แต่ในส่วนของปี 2563 นั้น พยานไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประกาศว่าจะให้ใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรา

    สุกิจเบิกความเพิ่มเติมว่า ในการเข้าแจ้งความนั้น มีเพื่อนที่มาเป็นพยานให้ด้วย ชื่อ “ต่อ” เป็นสมาชิกกลุ่มไทยภักดีเช่นกัน โดยเพื่อนของพยานที่ชื่อ “ต่อ” และ “ปุ๊” เป็นผู้นำเอกสารสามฉบับในเอกสารโจทก์มาให้พยาน และรับว่าเพื่อนของพยานนั้นเป็นผู้เห็นโพสต์ในคดีนี้ก่อน และส่งมาให้พยานในไลน์ แต่พยานต้องการมาแจ้งความด้วยตนเอง เพราะต้องการที่จะแจ้งความคดีในทำนองนี้อยู่แล้ว เนื่องจากเห็นว่าการทำทุกอย่างเพื่อสถาบันฯ นั้นเป็นหน้าที่ของพลเมือง

    พยานรับว่า การตรวจสอบข้อมูลก่อนจะแจ้งความนั้น ทราบว่าจำเลยทั้งสามคนไม่ได้อยู่อาศัยที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่พยานอ้างว่าจำไม่ได้ว่าเหตุใดจึงไม่แจ้งความทันทีที่เห็นข้อความ แต่รออีกสองวัน จึงไปแจ้งความ

    อีกทั้ง พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียนป้ายข้อความ สถานที่ถ่ายรูปพยานก็ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใด แต่น่าจะเป็นในกรุงเทพฯ

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/60415)
  • ++พยานโจทก์ปากที่ 5 พ.ต.ต.กิตติพงศ์ อมฤตโอฬาร ขณะเกิดเหตุทำงานอยู่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

    พ.ต.ต.กิตติพงศ์ เบิกความว่าในช่วงปี 2563 ตนได้รับหนังสือจาก สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 และพวกในคดีนี้ โดยพบว่าในช่วงเดือนมกราคม 2564 วรรณวลีเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว และยังใช้อยู่ แต่เปลี่ยนชื่อโปรไฟล์ เนื่องจากพบว่ามีการโพสต์หมายเรียกคดีต่าง ๆ ที่มีชื่อสกุลของวรรณวลีเอง และยังตรวจสอบภาพที่เฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ พบว่าเป็นคนเดียวกับวรรณวลี ทั้งตรวจพบว่าโพสต์ข้อความตามที่ถูกกล่าวหายังปรากฏอยู่

    ส่วนเพื่อนอีก 2 คน พบว่ายังใช้เฟซบุ๊กอยู่ แต่ตรวจสอบระบุตัวบุคคลไม่ได้ พยานไม่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่สืบสวนเรื่องนี้ต่อหรือไม่ โดยพยานได้จัดทำบันทึกการตรวจสอบส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่

    ในการตอบทนายจำเลยแต่ละคนถามค้าน โดยสรุปพยานไม่ได้ตรวจสอบเรื่องเนื้อหาถ้อยคำในภาพ พยานรับว่าเฟซบุ๊กของคนที่เชื่อว่าเป็นจำเลยที่ 2 และ 3 เพียงแต่ถูก “แท็ก” เท่านั้น แต่คนที่ถูกแท็กไม่จำเป็นต้องมีส่วนรู้เห็นกับโพสต์ข้อความดังกล่าว โดยกรณีนี้คนที่โพสต์และจัดการโพสต์คือจำเลยที่ 1 และรับว่าจำเลยอีกสองคนอาจจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับโพสต์

    ++พยานโจทก์ปากที่ 6 พ.ต.ต.เรวัติ นวภูวนนท์ รองสารวัตรสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5

    พ.ต.ต.เรวัติ เบิกความว่าเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2563 พยานได้รับหนังสือจาก สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก 3 บัญชีในคดีนี้ โดยได้ตรวจสอบโปรไฟล์เฟซบุ๊กกับทะเบียนราษฎร์ พบว่า เป็นคนเดียวกันทั้งสามคน และทั้งสามน่าจะเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว แต่พยานตรวจสอบไม่ได้ว่าใครโพสต์อะไร ในเวลาไหน

    ในการตอบทนายจำเลยแต่ละคนถามค้าน โดยสรุปพยานยอมรับว่า ตามเอกสารแล้ว พยานได้ตรวจสอบเฟซบุ๊กเฉพาะของจำเลยที่ 1 ก่อน ในช่วงวันที่ 24 ก.พ. 2564 แต่อีก 2 เดือนต่อมา ค่อยมีการตรวจสอบเฟซบุ๊กของจำเลยอีก 2 คน

    พยานรับว่า โพสต์ข้อความในคดีนี้มีเพียงของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยอีกสองคนถูก “แท็ก” ชื่อเฟซบุ๊กไป แต่พยานไม่สามารถบอกได้ว่าการแท็กนั้นเป็นไปเพื่ออะไร และไม่มีอะไรบอกได้ว่าจำเลยอีก 2 คนเกี่ยวข้องกับโพสต์ดังกล่าว ทั้งจากการตรวจสอบสองครั้ง จำไม่ได้ว่าจำนวนคนกดไลก์หรือกดแชร์โพสต์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และไม่ทราบว่า จำเลยอีก 2 คน จะไปกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวหรือไม่

    ++พยานโจทก์ปากที่ 7 พ.ต.ต.วิชญ์พล ทิพย์ชิต เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล

    พ.ต.ต.วิชญ์พล เบิกความว่า ขณะนี้ทำงานอยู่ที่กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพราะ สภ.เมืองเชียงใหม่ ส่งหนังสือมาให้สืบสวนการเคลื่อนไหวของวรรณวลีในกรุงเทพฯ ในช่วงวันที่ 21 พ.ย. 2563 โดยพยานระบุว่าเคยตรวจสอบการเคลื่อนไหวของวรรณวลีก่อนหน้านี้ที่จังหวัดพะเยา

    ในส่วนวันที่ 21 พ.ย. 2563 พยานรวบรวมจากเจ้าหน้าที่ภาคสนาม พบว่า วรรณวลีได้ขึ้นปราศรัยในเวทีที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม โดยมีการพาดพิงสถาบันฯ โจมตีรัฐบาล เรื่องเรือดำน้ำ รถถัง และเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและพัฒนาประเทศ

    พยานยังเบิกความถึงการขึ้นปราศรัยของวรรณวลีหลังจากนั้น เช่น ในวันที่ 25 พ.ย. 2563 มีการจัดชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ (แต่พยานระบุว่าเป็นธนาคารกสิกรไทย) วรรณวลีก็ได้ขึ้นปราศรัย หรือที่หน้ากรมทหารราบบางเขน เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 ก็เช่นกัน พยานได้รวบรวมข้อมูลและถอดเทปคำปราศรัยของวรรณวลี จัดทำเป็นรายงานการสืบสวน

    พยานยังระบุว่า ในการไปติดตามการชุมนุมทุกครั้ง พยานไม่ได้ติดตามแค่วรรณวลี แต่มีนักกิจกรรมคนอื่นด้วย และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน

    ในการตอบทนายจำเลยแต่ละคนถามค้าน โดยสรุปพยานรับว่า ได้จัดทำข้อมูลของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว เนื่องจากอยู่ในรายชื่อ Watch List โดยวรรณวลีก็เป็น “เป้าหมาย” ที่ทางสันติบาลเฝ้าดูพฤติกรรมอยู่แล้ว ก่อนมีการจัดทำรายงานการสืบสวน

    พยานรับว่า เนื้อหาที่ถอดเทปคำปราศรัยของวรรณวลีที่ปรากฏในสำนวนคดีนั้น เป็นคนละวันกับวันที่ 21 พ.ย. 2563 ที่เกิดเหตุในคดีนี้ และไม่ได้ส่งถอดเทปคำปราศรัยและคลิปของวันดังกล่าว

    สำหรับการชุมนุมในวันที่ 21 พ.ย. 2563 พยานไม่ได้ไปดูด้วยตนเอง แต่ให้ลูกน้องไปถ่ายรูปและยืนยันตัวตนมาให้ โดยพยานดูไลฟ์และสรุปประเด็น จากนั้นพยานก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

    พยานระบุว่า เคยได้ยินพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ที่ระบุว่า การใช้มาตรา 112 ทำให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน แต่ไม่ทราบมาก่อนว่า รัชกาลที่ 10 เคยตรัสว่าไม่ให้ใช้กฎหมายนี้ และต่อมานายกรัฐมนตรีประกาศจะใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตราในเดือนตุลาคม 2563

    พยานไม่ได้เป็นผู้ให้ความเห็นต่อโพสต์ในคดีนี้ว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ เพียงแต่รวบรวมข้อมูลของจำเลยที่ 1 และพยานไม่เคยได้ยินชื่อจำเลยที่ 2-3 มาก่อน ในเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

    ++พยานโจทก์ปากที่ 8 ร.ต.ท.อมรเทพ ชุมวิสูตร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่

    ร.ต.ท.อมรเทพ เบิกความว่าพยานถูกตั้งให้เป็นคณะทำงานของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีสำคัญ หลังจากมีการแจ้งความของสุกิจ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 โดยแจ้งเฉพาะจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามมาตรา 112, 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมส่งเอกสาร 3 ฉบับไว้เป็นหลักฐาน

    พยานได้สอบปากคำพยานปากอื่น ๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักวิชาการ 2 ท่านที่มาให้ความคิดเห็น รวมทั้งจำเลยทั้งสามที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พยานยังได้รวบรวมพยานเอกสารในคดีนี้ โดยมีการไล่เรียงผู้จัดทำของเอกสารแต่ละฉบับ

    เมื่อพยานรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว คณะทำงานเห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 จึงส่งสำนวนให้กับพนักงานอัยการต่อไป โดยที่เห็นว่าไม่เข้าข่ายตามมาตรา 116 พยานยังอ้างว่า ได้สอบปากคำประชาชนทั่วไปที่มาให้ความเห็นต่อข้อความว่าอาจจะเข้าข่ายมาตรา 112 ไว้ด้วย แต่ประชาชนเหล่านั้นไม่ได้มาเป็นพยาน

    พยานปากนี้เริ่มเบิกความในเวลาประมาณ 15.43 น. ทำให้เบิกความได้เพียงส่วนของการตอบคำถามของอัยการโจทก์ และให้เลื่อนถามค้านของฝ่ายจำเลยไปในวันถัดไป

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/60415)
  • ++ร.ต.ท.อมรเทพ ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    โดยสรุป พยานเบิกความตอบทนายจำเลยว่า หัวหน้าคณะทำงานของพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้คือ พ.ต.อ.วิสุทธิ์ ไพรัตน์ โดยรายชื่อคณะทำงาน รายงานการสอบสวน และดุลยพินิจของคณะทำงาน พยานได้ส่งเอกสารให้อัยการแล้ว แต่อัยการไม่ได้อ้างส่ง

    ทนายจำเลยที่ 1 จึงขอศาลให้ออกหมายเรียกสำเนาสรุปการสอบสวนและความเห็นในคดีของคณะทำงานเข้ามาในสำนวน ศาลได้สอบถามอัยการว่าต้องการส่งหรือไม่ อัยการแถลงว่า หากศาลสั่ง ก็ยินดีให้ดูและใช้ถามค้าน โดยเอกสารดังกล่าวระบุพยานบุคคลมากกว่าที่นำมาเบิกความในชั้นศาล มีประมาณ 10 กว่าปาก โดยพยานบางปากให้การว่า ป้ายที่จำเลยทั้งสามถือไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าหมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 10

    ร.ต.ท.อมรเทพ เบิกความว่า พยานไม่ได้มีความเห็นส่วนตัวว่าข้อความในป้ายนั้นผิดหรือไม่ผิด แต่ดูจากความเห็นทั้งหมดของพยานที่เรียกมาให้ความเห็น

    ในส่วนของผู้กล่าวหา พยานระบุว่าเดินทางมาคนเดียวในวันแจ้งความ โดยอ้างตนว่าเป็นประธานกลุ่มอะไรบางอย่าง ซึ่งพยานจำชื่อไม่ได้ และระบุว่า เปิดกิจการที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ ในเอกสารที่สุกิจนำมาส่ง พยานไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้จัดทำ หรือทำมาตอนไหน และไม่ได้สอบถามไว้ แต่สุกิจได้ลงชื่อรับรอง

    พยานเข้าใจว่า สถานที่ที่ชูป้ายในภาพน่าจะเป็นบีทีเอสสยามฯ เขตปทุมวัน พยานเคยโทรไปสอบถาม สน.ปทุมวัน ว่ามีการดำเนินคดีนี้จากเหตุนี้หรือไม่ พบว่าไม่มี และไม่ได้ประสานให้ตำรวจ สน.ปทุมวัน มาทำคดีนี้แทน

    พยานจำไม่ได้ว่า เคยขอให้ศาลสั่งปิดกั้นการเข้าถึงโพสต์ตามฟ้องหรือไม่ และไม่ได้ตรวจสอบว่า ถอดเทปคำปราศรัยของวรรณวลีในเอกสารโจทก์นั้นตรงกับข้อความที่ปราศรัยจริงหรือไม่

    พยานยังระบุว่า ไม่ทราบว่าสุกิจ ผู้แจ้งความ จะรู้เรื่องกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่ใช่นักกฎหมาย และสุกิจไม่ได้แจ้งพยานว่าจะไปแจ้งความที่อื่นหรือไม่ โดยเขาเตรียมข้อมูลมาเองบางส่วน แต่ไม่ได้ระบุว่า การชูป้ายเกิดขึ้นที่ไหน

    พยานรับว่า ในโพสต์ที่กล่าวหา จำเลยที่ 2-3 เป็นเพียงผู้ถูกแท็กชื่อเท่านั้น ไม่มีเหตุเชื่อมโยงอื่น แต่ในรายงานของตำรวจที่ตรวจสอบเฟซบุ๊กกลับไม่ได้ระบุถึงเรื่องดังกล่าว และในการฟ้องคดีกลับระบุว่า จำเลยทั้งสาม “ร่วมกัน” กระทำ

    ขณะเดียวกัน ร.ต.ท.อมรเทพ ยังรับว่า ไม่มีพยานที่มาให้การเรื่องพบเห็นจำเลยทั้งสามถือป้ายในขณะเกิดเหตุ จึงไม่ทราบพฤติการณ์ในวันเกิดเหตุ แต่ป้ายทั้งสามนั้นไม่ได้ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันเป็นประโยคเดียวกัน และไม่ทราบว่า การถือป้ายนั้นมีการเรียงลำดับหรือไม่ แต่เห็นว่า ถ้าสลับการเรียงป้าย ความหมายก็ไม่ได้เปลี่ยนไป

    พยานรับว่า ไม่มีข้อความอาฆาตมาดร้ายในป้าย และป้ายที่มีเลข 112 นั้น แม้มาตรา 112 จะเกี่ยวกับสถาบันฯ แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย คือเจ้าพนักงาน ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ แต่พยานไม่ทราบว่าข้อความดังกล่าวจะสื่อถึง พล.อ.ประยุทธ์ ได้หรือไม่ พยานยังรับว่า ป้ายทั้งสามไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมายถึงบุคคลใด ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง การให้ความเห็นอาจตีความไปได้แตกต่างกัน

    ในการตอบคำถามติงของอัยการ พยานยืนยันว่า การทำความเห็นว่าจะฟ้องหรือไม่ของคณะพนักงานสอบสวน เป็นการทำร่วมกัน ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว และพยานความเห็นหลายคนก็ให้การว่า ถ้านำ 3 ป้ายมารวมกัน จะสื่อไปถึงพระมหากษัตริย์ได้ ส่วนจะเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่ก็จะอีกเรื่องหนึ่ง โดยพยานไม่ได้ชี้นำในการสอบปากคำ

    พยานยังเบิกความว่า ผู้แจ้งความไม่จำเป็นต้องรู้กฎหมาย การพิจารณาว่าผิดกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน ผู้แจ้งความมีหน้าที่แจ้งข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน และยืนยันแม้คดีนี้จะเกิดเหตุที่กรุงเทพฯ แต่มีความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งบุคคลที่เห็นโพสต์ดังกล่าว จะเห็นจากที่ไหนก็ได้ และสามารถไปแจ้งความได้

    พยานเบิกความถึงข้อความในป้ายที่วรรณวลีถืออีกครั้งว่า สามารถสื่อถึงพระมหากษัตริย์ได้ มีลักษณะเป็นคำพ้องเสียงที่ทำให้คิดถึงรัชกาลที่ 10 ได้

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/60415)
  • ++พยานจำเลยปากที่ 1 วรรณวลี ธรรมสัตยา จำเลยที่ 1 อ้างตนเป็นพยาน

    วรรณวลีเบิกความว่า ขณะนี้พยานทำงานขับรถส่งอาหาร และกำลังเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อในปี 2563 พยานเคยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยพะเยา และได้เริ่มเข้าการชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากต้องการร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยและช่วยเหลือชาวบ้าน

    พยานได้ร่วมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก่อนเริ่มถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามคุกคาม จึงไปอยู่ที่กรุงเทพฯ พยานไม่ได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง พยานรู้จักจำเลยที่ 2-3 เพราะเรียนชั้นมัธยมปลายที่เดียวกัน คือที่จังหวัดราชบุรี

    ในวันเกิดเหตุ 21 พ.ย. 2563 มีการจัดชุมนุมโดยกลุ่มนักเรียนเลว ในประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ที่บริเวณบีทีเอสสยาม วันนั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งไปเรียนอยู่ต่างประเทศ ทำให้ไม่ได้เจอหน้ากันนาน ได้นัดหมายทานข้าวกับพยานและจำเลยที่ 2

    หลังจากทานอาหาร พยานได้ชวนเพื่อน ๆ ไปดูการชุมนุมด้วยกัน โดยพยานตั้งใจจะไปอยู่แล้ว ทั้งสามคนจึงไปเดินดูบูธหนังสือ บูธกิจกรรมให้ความรู้ บูธให้แสดงความเห็น

    พยานได้ไปร่วมถือป้ายกระดาษที่มีอยู่ก่อนแล้วในที่ชุมนุม ซึ่งมีทั้งปากกาสีและป้ายจากลังกระดาษให้คนที่ผ่านไปมาเข้าร่วมเขียน เป็นลักษณะการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อต้องการปฏิรูปการศึกษาที่ล้าหลัง ซึ่งถูกเรียกว่า “ไดโนเสาร์”

    สำหรับป้ายที่พยานถือ เป็นจุดที่ผู้จัดชุมนุมวางอุปกรณ์ให้ผู้เข้าร่วมร่วมเขียน โดยมีผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ เขียนทิ้งไว้อยู่ก่อนแล้ว บางคนก็นำไปชูต่อ หรือบางคนนำกระดาษลังไปรองนั่ง พยานได้ร่วมแจกป้ายให้แม่ ๆ คนเสื้อแดงที่อยากได้ป้ายไปถือ จึงมีคนทยอยนำป้ายไป และมีป้ายไหนเหลือ พยานกับเพื่อนก็หยิบมา

    จากนั้นมีนักข่าวมาเห็นพยานกับเพื่อน จึงขอให้ชูป้ายถ่ายรูป จึงกลายมาเป็นภาพดังกล่าว และนักข่าวได้ส่งมาให้พยานในภายหลัง

    หลังจากที่ถ่ายรูปไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง พยานได้โพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นที่ระลึก เพราะไม่ได้เจอเพื่อนอีกสองคนนาน และป้ายดังกล่าวก็ถูกนำไปทิ้ง โดยขณะโพสต์ภาพ จำเลยอีกสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกันกับพยานแล้ว และพยานได้แท็กทั้งสองคนโดยไม่ได้บอกก่อน ในวันดังกล่าว พยานยังได้ร่วมขึ้นปราศรัย เนื่องจากมีการเปิดให้ใครก็ได้ไปขอคิวขึ้นปราศรัย

    วรรณวลียืนยันว่า ตนไม่ใช่แกนนำในการชุมนุมต่าง ๆ เพราะทุกคนก็เป็นแกนนำได้ เพียงแต่พยานร่วมขึ้นปราศรัยในหลาย ๆ การชุมนุม เพราะมีคนชักชวน โดยเน้นปราศรัยเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล และไม่ได้ปราศรัยเหมือนกันในทุกการชุมนุม แล้วแต่หัวข้อและสถานการณ์

    พยานเริ่มถูกดำเนินคดีมาตั้งแต่ต้นปี 2564 ในคดีนี้ พยานก็ยังงงว่า ถูกดำเนินคดีที่เชียงใหม่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยมาร่วมกิจกรรมที่เชียงใหม่มาก่อน เมื่อเห็นข้อกล่าวหาในคดี ก็ยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำความผิด จึงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

    วรรณวลีเบิกความถึงแคปชั่นข้อความในโพสต์ดังกล่าวที่มีข้อความว่า “จงเข้าร่วมกับข้าซะ ทุกคนนน ข้าจะไม่ยอมติดคุกเพียงผู้เดียว” พยานเอามาจากการ์ตูนเรื่องวันพีซ คือไม่ยอมติดคุกคนเดียว โดยในการ์ตูนมีเรือนจำของรัฐบาลโลกที่มี 6 ระดับ คือคุกอิมเพลดาวน์ พยานมองว่าตลกดี ซึ่งแคปชั่นดังกล่าวทำให้พยานถูกกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา

    ส่วนในป้ายข้อความ ที่มีข้อความว่า “สายตากูไม่ได้มีฮาคิ” นั้น “ฮาคิ” คือพลังของตัวละครในวันพีซ ซึ่งเป็นการ์ตูนที่พยานชอบ เป็นการล้อเลียนกลุ่มความคิดทางการเมืองขั้วตรงข้ามในประโยค “ไม่ต้องทำอะไรหรอกแค่สายตาก็ล้มสถาบัน” พยานจึงไปเขียนต่อว่าไม่มีฮาคิ เพราะสายตาเราไม่มีฮาคิ ไม่มีพลังพิเศษจะไปล้มได้อย่างไร และป้ายขำ ๆ เช่นนี้ก็มีมากมายในที่ชุมนุม

    พยานเข้าใจว่า ผู้กล่าวหาคดีนี้อยู่ในกลุ่มไทยภักดี จึงมีอคติต่อพยานอยู่แล้ว โดยสังเกตได้จากตอนสืบพยานที่เบิกความว่า ดูก็รู้ว่าผิด 112 ทั้งที่ยังอ่านป้ายไม่ชัดเจน โดยหลายคดีของพยานที่กรุงเทพฯ ก็เกิดจากการที่มีกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้ามเป็นผู้ไปกล่าวหา

    พยานยังตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 2 และ 3 ว่า ในส่วนของเพื่อนอีกสองคน ในตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะไปชุมนุมตั้งแต่แรก แต่เมื่อชักชวนก็ไปด้วยกัน ทั้งสามคนไม่ได้ตั้งใจชูป้ายอยู่ในที่ชุมนุม แต่มีนักข่าวขอให้ชูเพื่อถ่ายรูป และไม่ได้มีการจัดเรียงป้าย หรือเตรียมกันว่าต้องยืนอย่างไร โดยการยกป้ายถ่ายรูปเกิดขึ้นไม่ถึง 1 นาที

    ในคดีหลายสิบคดีที่พยานถูกกล่าวหา ส่วนใหญ่เป็นคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยพยานเคยคิดว่าตนเองถูกจับตาจากตำรวจสันติบาลเพราะไปเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ แต่ในการสืบพยานคดีนี้ก็พบว่าตนถูกติดตามมาตั้งแต่ที่จังหวัดพะเยาแล้ว

    เมื่ออัยการโจทก์ถามค้าน พยานรับว่าตอนชูป้ายข้อความนั้นพอเข้าใจความหมายของป้าย แต่เพื่อนอีกสองคนจะเข้าใจหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ ในส่วนป้ายทั้งสาม พยานไม่ได้เขียนเองทั้งหมด บางส่วนมีผู้เขียนไว้อยู่แล้ว แต่รับว่า เป็นผู้เขียนแคปชั่นที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กเอง

    สำหรับนักข่าวที่ขอถ่ายรูป พยานเคยเจอในการชุมนุมอื่น ๆ แต่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว นอกจากนั้นยังมีคนอื่น ๆ ที่ถือป้ายอยู่ในที่ชุมนุมด้วย เนื่องจากมีจุดที่ให้ร่วมกันเขียนป้ายได้ ซึ่งป้ายส่วนใหญ่จะมีข้อความหรือมุกตลกที่พบเห็นกันอยู่แล้วในสื่อสังคมออนไลน์ สามารถตีความได้หลายความหมาย

    ส่วนกรณีผู้กล่าวหา พยานไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ทราบว่าเคลื่อนไหวทางการเมืองในขั้วตรงข้าม และทราบว่าในตอนนั้นกลุ่มไทยภักดียังไม่ได้เป็นพรรคการเมือง ส่วนพยานสนับสนุนแนวคิดของพรรคฝั่งประชาธิปไตย

    พยานเบิกความตอบคำถามติงของทนายจำเลยเพิ่มเติมว่า หากเป็นผู้สูงอายุอาจจะไม่เข้าใจข้อความที่ใช้กันในป้าย ซึ่งมาจากการ์ตูน โดยพยานไม่ได้รู้จักส่วนตัวกับกลุ่มความคิดทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่พบว่าจะมีคนมาไลฟ์ด่าทอในเชิงที่ว่ายัดเยียดว่าเป็นพวกล้มล้างการปกครอง

    ++พยานจำเลยปากที่ 2 “หนึ่ง” จำเลยที่ 2 อ้างตนเป็นพยาน

    หนึ่งเบิกความว่า ปัจจุบันตนประกอบอาชีพเป็นวิศวกร ขณะเกิดเหตุ ยังศึกษาอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

    พยานรู้จักกับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นสายรหัสกันตอนเรียนชั้นมัธยมฯ ที่จังหวัดราชบุรี หลังเรียนจบ พยานมาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ส่วนจำเลยที่ 1 ทราบว่าไปเรียนอยู่ที่พะเยา และจำเลยที่ 3 ไปเรียนต่างประเทศ จึงไม่ได้เจอกันอีกเลย

    วันเกิดเหตุพยานกับจำเลยอีกสองคน มีนัดไปทานอาหารกัน ระหว่างนั้นวรรณวลีได้ชักชวนไปร่วมกิจกรรมชุมนุมที่สยาม พยานจึงสนใจไปด้วย โดยไปถึงประมาณ 4 โมงเย็น ในตอนแรก พยานไม่ทราบว่าเป็นการชุมนุมอะไร ต่อมาจึงพบว่าเป็นการเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปการศึกษา

    กลุ่มของพยานได้เดินดูกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ชุมนุมไปเรื่อย ๆ ก่อนพบจุดที่มีกล่องลังกระดาษ และกองปากกา ซึ่งมีคนนั่งเขียนกันอยู่ก่อนแล้ว โดยมีคนที่ถือไปชูบ้าง หรือเอาไปรองนั่งบ้าง กลุ่มของพยานได้หยิบแผ่นลังกระดาษไปเช่นกัน โดยตอนแรกตั้งใจจะนำไปรองนั่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้ฝนตก ทำให้พื้นเลอะ พยานเห็นข้อความที่มีคนเขียนคร่าว ๆ แต่ไม่ได้ตีความละเอียด

    ในระหว่างนำแผ่นกระดาษเดินไปในที่ชุมนุม ได้มีผู้สื่อข่าวเข้ามาทักทายจำเลยที่ 1 และได้ขอถ่ายรูปทั้งสามคน จึงมีการถ่ายรูปดังกล่าวขึ้น โดยไม่ได้มีการจัดเรียงป้าย จากนั้นพยานก็ได้แยกย้ายกลับ โดยไม่ทราบว่า จำเลยที่ 1 จะไปร่วมขึ้นปราศรัย ส่วนป้ายดังกล่าว เมื่อพยานจะกลับก็นำไปทิ้งลงถังขยะ

    ในภายหลัง เมื่อพยานกลับถึงที่พัก ก่อนนอนก็พบว่าตนเองถูกแท็กในภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไร และไม่ได้คุยกับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมากลับถูกส่งหมายเรียกไปที่บ้าน ให้มาที่จังหวัดเชียงใหม่ในคดีนี้ โดยพยานมารายงานตัวและต่อสู้คดีตามนัดมาโดยตลอด

    ++พยานจำเลยปากที่ 3 “น้ำ” จำเลยที่ 3 อ้างตนเป็นพยาน

    น้ำเบิกความว่า ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่คณะทัศนมาตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยพยานจบชั้นมัธยม 6 แล้วก็ไปเรียนด้านการแพทย์ที่ประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี และประเทศโปแลนด์เป็นเวลา 2 ปี แต่ในสถานการณ์โควิด-19 ได้ดรอปเรียน และกลับมาอยู่ประเทศไทย พยานเป็นเพื่อนสนิทกับจำเลยที่ 1 ตอนเรียนชั้นมัธยม จึงได้พูดคุยกันเป็นระยะ

    ในวันเกิดเหตุ พยานได้นัดหมายกับจำเลยที่ 1 และ 2 ไปกินอาหาร และได้ตัดสินใจไปร่วมกิจกรรมที่สยามกับอีกสองคน โดยต่อมาทราบว่าเป็นกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนเลว

    กลุ่มของพยานไปพบกองป้ายลังกระดาษที่มีคนเขียนข้อความต่าง ๆ ไว้ บางส่วนจำเลยที่ 1 ก็ได้เข้าไปเขียนด้วย และมีการแจกจ่ายป้ายกัน โดยกลุ่มของพยานหยิบป้ายไปแบบไม่ได้เลือก เพื่อเตรียมไปใช้รองนั่ง พยานเห็นข้อความอยู่นิดหน่อย แต่ไม่ได้ตั้งใจอ่าน

    หลังจากนั้น มีผู้มาขอถ่ายภาพทั้งสามคน โดยยกป้ายที่ถือมา โดยพยานไม่ได้สังเกตว่าเป็นนักข่าวหรือไม่ แต่การชูถ่ายรูปก็เกิดขึ้นเพียงแป๊บเดียว หลังจากนั้น พยานไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 จะนำรูปไปโพสต์ แต่มาเห็นภาพในวันถัดมาแล้ว โดยเฟซบุ๊กของพยานได้ตั้งค่าว่าต้องให้มีการอนุญาตก่อน รูปที่ถูกแท็กจึงจะปรากฏบนหน้าบัญชีเฟซบุ๊กของตนเอง แต่โพสต์นี้พยานไม่ได้กดอนุญาต เพราะกลัวทางบ้านเห็นว่าไปชุมนุมทางการเมือง ภาพจึงไม่เคยปรากฏหน้าเฟซบุ๊กของพยานแต่อย่างใด ทั้งบัญชีเฟซบุ๊กของพยานยังตั้งค่าเป็นส่วนตัว ไม่ได้มีโพสต์สาธารณะอีกด้วย

    เมื่ออัยการโจทก์ถามค้าน พยานเบิกความว่า ในระหว่างชูป้ายถ่ายรูป ตนไม่ได้เห็นป้ายของเพื่อน ๆ ว่าเขียนว่าอะไร ส่วนคำที่พยานถือนั้น คิดว่าก็เป็นคำที่พบเห็นตามโซเชียลมีเดีย เป็นมุกตลกที่ใช้กัน และไม่ได้สื่อถึงบุคคลใด

    ++พยานจำเลยปากที่ 4 อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    พยานปากนี้ได้จัดทำคำให้การที่ให้ความเห็นต่อป้ายข้อความตามหลักวิชาภาษาไทยมายื่นต่อศาล หลังจากได้ดูภาพถ่ายและข้อความในคดีแล้ว โดยสรุปเห็นว่า ภาษาที่ถูกใช้ในป้ายทั้งสามไม่ใช่ภาษาปกติที่ใช้กัน แต่มีลักษณะเป็นภาษาของกลุ่มเฉพาะ อย่างภาษาของการ์ตูน หรือภาษาวัยรุ่น การตีความและเข้าใจความหมายจึงอาจจะต่างกันไปตามประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละกลุ่ม

    โดยรวมแล้ว ข้อความทั้งสามไม่ได้มีความหมายที่ชัดเจน แม้จะมีตัวเลข 112 ซึ่งอาจจะหมายถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ผู้เขียนก็อาจแสดงความเห็นที่เกี่ยวกับตัวบทกฎหมาย หรือการบังคับใช้

    ส่วนคำว่า “IO” และคำว่า “ราบบบ” ในป้ายเดียวกัน ก็อาจจะทำให้นึกถึงทหารและกองทัพได้ เนื่องจากมีคำว่า Information Operation หมายถึงปฏิบัติการข่าวสาร

    ในการตอบคำถามค้านของอัยการ พยานรับว่า อาจจะมีคนที่ตีความข้อความในป้ายทั้งสามว่า หมายถึงสถาบันกษัตริย์หรือรัฐบาลก็ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของคนอ่าน พฤติการณ์แวดล้อม หรือบริบทการใช้คำ ข้อความในภาพจึงไม่ได้มีความหมายชัดเจนสำหรับทุกคน

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/60415)
  • ++พยานจำเลยปากที่ 5 กฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    พยานรับหน้าที่สอนวิชากฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และอื่น ๆ มีความสนใจและมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์กฎหมาย ประวัติศาสตร์การเมือง และเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ พยานไม่รู้จักกับจำเลยทั้งสามมาก่อน แต่ได้รับการติดต่อมาให้ความเห็นทางวิชาการในคดีนี้ จึงได้จัดทำความเห็นหลังจากดูรายละเอียดคดี มาเป็นลายลักษณ์อักษร

    ความเห็นของพยาน เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่คุ้มครองตัวบุคคลตามตัวบท โดยการคุ้มครองชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่ใช่ความมั่นคงแห่งรัฐ ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงต่ออำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ การตีความตามมาตรา 112 จะต้องตีความอย่างเคร่งครัดตามหลักกฎหมายอาญา

    ในประเด็นเรื่องคำในแผ่นป้ายที่จำเลยทั้งสามถือ พยานมีความเห็นโดยสรุปว่า ข้อความในแผ่นป้ายมีความหมายไม่ชัดเจน เป็นการตั้งคำถามซึ่งประชาชนพึงทำได้ ไม่ได้มีเนื้อหาที่สื่อถึงองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง นอกจากนั้นคำที่ใช้ในแผ่นป้ายมีลักษณะเป็นการล้อเลียน

    ในทางวิชาการแล้ว การล้อเลียนยังแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำยังมีความเคารพอยู่ หากไม่มีความรู้สึกเคารพแล้ว ย่อมจะต้องแสดงออกโดยการดูหมิ่นหรือลดคุณค่าต่อผู้ถูกสื่อถึงโดยตรง และส่วนข้อความแคปชั่นในโพสต์ที่ว่า “จงเข้าร่วมฯ” เป็นข้อความที่มีการใช้ภาษาลักษณะเดียวกับที่มักใช้ในการ์ตูน

    เมื่อพิจารณาการยืนถือป้ายตามภาพ พยานไม่มีทางทราบว่า ใครเป็นผู้เขียนป้าย นอกจากนั้นเห็นว่า แต่ละข้อความอาจพิจารณาแยกกัน โดยไม่ได้มีความเชื่อมโยงกัน และข้อความที่อยู่ในแต่ละป้ายนั้นมีความหมายในตัวเอง เมื่อนำป้ายทั้งสามมาเรียงกันหรือสลับที่กันก็ไม่ทำให้ความหมายของแต่ละป้ายเปลี่ยนแปลงไปหรือมีความหมายอะไรเพิ่มเติม

    พยานดูเอกสารของทนายจำเลย เป็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการอภิปรายในสภาเกี่ยวกับประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของ IO ซึ่งหากประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารและถูกปฏิบัติการโดย IO จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ

    อัยการโจทก์ถามค้าน ในประเด็นว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่พยานเห็นว่า เป็นแต่เพียงการวินิจฉัยในขอบเขตของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการตีความกฎหมายอาญาจะสามารถใช้การตีความเป็นพิเศษได้

    ส่วนความเห็นที่พยานอ้างมา มาจากคำพิพากษาและตำราของอาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ที่มีสาระสำคัญว่าการดูหมิ่นไม่ใช่การล้อเลียน

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/60415)
  • ตี้ วรรณวลี, หนึ่ง และน้ำ เดินทางมาจากกรุงเทพฯ โดยวรรณวลีเดินทางมาโดยรถไฟ เนื่องจากยังติด EM อยู่ ทำให้ไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ วันนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จาก iLaw พร้อมประชาชน ประมาณ 5-6 คน ผูกโบว์ขาวที่ข้อมือ เดินทางมาให้กำลังใจและสังเกตการณ์ในการฟังคำพิพากษา

    ศาลใช้เวลาพิจารณาคดีอื่นก่อน จนเวลาประมาณ 10.45 น. จึงเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้

    โดยสรุป ศาลพิเคราะห์ใน 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก ปัญหาอำนาจในการฟ้องของโจทก์ เนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมและชูป้ายถ่ายรูปเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แต่ศาลเห็นว่าความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ถือว่าท้องที่ที่เปิดดูข้อความในเฟซบุ๊กได้ เป็นท้องที่ที่กระทำความผิด ผู้กล่าวหาคดีนี้เปิดพบโพสต์ภาพและข้อความในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ และคดีนี้เป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหาย ก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในคดีนี้

    ประเด็นที่สอง จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลได้ไล่เรียงคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ ทั้งผู้กล่าวหาที่พบโพสต์ข้อความตามฟ้อง ตำรวจฝ่ายสืบสวนที่ยืนยันการตรวจสอบตัวบุคคลที่ถือป้ายว่าเป็นจำเลยทั้งสามกับทะเบียนราษฎร์ ตำรวจสันติบาลที่ติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองของวรรณวลี พยานนักวิชาการด้านนิติศาสตร์และภาษาไทยที่มาให้ความเห็นต่อข้อความ และพนักงานสอบสวนที่ทำสำนวนคดี

    ก่อนพิเคราะห์ถึงข้อความในป้ายที่จำเลยที่ 1 ถือในภาพ โดยเห็นว่า ทั้งผู้กล่าวหา และนักวิชาการอีกสองปาก เบิกความสอดคล้องกันว่า ข้อความเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และตีความได้ว่าหมายถึงรัชกาลที่ 10

    ทั้งพยานปากตำรวจสันติบาลยังเบิกความถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของจำเลยที่ 1 ว่า หลังจากการโพสต์ข้อความตามฟ้อง 4 วัน จำเลยได้ขึ้นปราศรัยในการชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ มีข้อความถึง “วชิรา” และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ในหลายคดี จากการปราศรัยในประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์

    พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ข้อความในป้ายที่จำเลยที่ 1 ถือ มีความหมายสื่อถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน เป็นการดูหมิ่นถึงสถานะและพฤติการณ์ของพระมหากษัตริย์ แม้โจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนป้ายดังกล่าวหรือไม่ แต่จำเลยนำภาพป้ายข้อความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อความดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าข้อความสื่อถึงทหารและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง

    ส่วนป้ายข้อความที่จำเลยที่ 2 ถือ พยานโจทก์นักวิชาการทั้งสองปาก เบิกความเห็นว่า ไม่ได้สื่อถึงบุคคลใด แม้จะมีความหมายถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ก็ไม่ใช่การกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นเพียงกล่าวถึงกฎหมาย

    ป้ายข้อความของจำเลยที่ 3 พยานโจทก์นักวิชาการทั้งสองปากก็เบิกความว่า มีข้อความไม่ชัดเจน ไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใด และไม่ได้สื่อถึงพระมหากษัตริย์

    แม้จำเลยที่ 2 และ 3 จะยืนถือป้ายร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่ข้อความในป้ายก็ไม่ได้มีเนื้อหาเรียงต่อกัน ไม่มีพยานหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 และ 3 เป็นผู้เขียน และเมื่อจำเลยที่ 1 โพสต์ภาพ พร้อมแท็กจำเลยทั้งสองไป จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้กดยอมรับ หรือกดไลท์ กดแชร์โพสต์ดังกล่าว จึงยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และ 3 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และ 3

    ส่วนจำเลยที่ 1 เห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ที่มีโทษหนักสุด ลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน
    .
    หลังอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลได้เข้ามาใส่กุญแจมือวรรณวลี และเมื่อเซ็นเอกสารเสร็จสิ้น จึงนำตัวไปยังห้องขังใต้ถุนศาล ก่อนทนายความจะยื่นขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

    จนเวลา 15.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัววรรณวลีระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักทรัพย์ประกัน 150,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ หลังจากทำสัญญาประกัน วรรณวลีจึงได้รับการปล่อยตัวจากห้องขังใต้ถุนศาล

    ทั้งนี้ ตี้ วรรณวลี ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 ทั้งหมด 4 คดี โดยคดีนี้เป็นคดีที่สองที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ก่อนหน้านี้ มีคดีที่ศาลอาญาธนบุรี พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือนเช่นกัน จากกรณีปราศรัยที่วงเวียนใหญ่ในการชุมนุม 6 ธ.ค. 2563 โดยศาลให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ขณะที่อีกสองคดียังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาล

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/60457)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
วรรณวลี ธรรมสัตยา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
น้ำ (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
หนึ่ง (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
วรรณวลี ธรรมสัตยา

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 10-10-2023
ผู้ถูกดำเนินคดี :
น้ำ (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
ยกฟ้อง
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 10-10-2023
ผู้ถูกดำเนินคดี :
หนึ่ง (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
ยกฟ้อง
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 10-10-2023

ศาลอุทธรณ์

ผู้ถูกดำเนินคดี :
วรรณวลี ธรรมสัตยา

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
หนึ่ง (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์