ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
ดำ อ.52/2565

ผู้กล่าวหา
  • วัชรินทร์ นิวัฒน์สวัสดิ์ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.52/2565
ผู้กล่าวหา
  • วัชรินทร์ นิวัฒน์สวัสดิ์

ความสำคัญของคดี

พรชัย (สงวนนามสกุล) หนุ่มปกาเกอะญอวัย 38 ปี ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ที่ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา จากกรณีไลฟ์สดและโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 วิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ตามข้อเรียกร้องของกลุ่ม "ราษฎร" หลังมีประชาชนเข้าแจ้งความ ทำให้พรชัยต้องเดินทางจากที่พักในจังหวัดนนทบุรี เพื่อไปต่อสู้คดีถึงจังหวัดยะลา

พรชัยถูกดำเนินคดีมาตรา 112 คดีนี้เป็นคดีที่ 2 โดยตำรวจบันนังสตาเข้าแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำกลางเชียงใหม่ หลังเขาถูกจับและฝากขัง โดยศาลไม่ให้ประกันตัวในคดี 112 คดีแรกได้เพียงวันเดียว

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

คมสัน รัตนศิริพงษา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 บรรยายฟ้อง กล่าวหาพรชัยใน 3 กรรม จากการไลฟ์สดและโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ได้แก่

1. เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2563 จำเลยได้โพสต์คลิปวิดีโอในเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาโดยสรุปกล่าวถึงข้อเรียกร้องของคณะราษฎรที่จัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 โดยมีการกล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเขาเห็นว่ารัฐสภาไม่ยอมแตะต้อง และไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ และยังกล่าวถึงสถานะอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

2 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 จำเลยได้โพสต์ภาพและข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหากล่าวถึงบทบาททางการเมืองของรัชกาลที่ 10

3. เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 จำเลยได้โพสต์ภาพและข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหากล่าวถึงบทบาททางการเมืองของรัชกาลที่ 10 และเรียกร้องให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

คำพูดและโพสต์ข้อความทั้งหมดของจำเลย เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์และระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของศรัทธาและเคารพบูชาของประชาชนชาวไทย ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดยะลา คดีหมายเลขดำที่ อ.52/2565 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ พนักงานสอบสวน สภ.แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่, เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และ พนักงานสอบสวน สภ.บันนังสตา จังหวัดยะลา เดินทางเข้าไปพบ พรชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถูกฝากขังระหว่างสอบสวน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2564 ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่ง โดยมีการประสานให้ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรับทราบและร่วมฟังการสอบสวนด้วย

    เวลา 11.00 น. ได้มี พนักงานสอบสวน สภ.แม่โจ้ 1 นาย, ตำรวจ 1 นาย ที่ใส่เสื้อระบุว่า ตำรวจภูธรภาค 5, พนักงานสอบสวนสภ.บันนังสตา 1 นาย และ ตำรวจจาก ปอท. 2 นาย เดินทางมาพบกับทนายความที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ อำเภอแม่แตง โดยทางตำรวจระบุว่า ได้ประสานงานกับทางเรือนจำเพื่อมาแจ้งข้อกล่าวหาในวันนี้แล้ว โดยเรือนจำได้จัดห้องสอบสวนเป็นห้องขนาดเล็กที่มีโน๊ตบุ๊ควางอยู่ เพื่อใช้ในการต่อวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้ต้องหาที่อยู่ภายในเรือนจำ โดยเมื่อสอบถามว่าเหตุใดไม่จัดห้องสอบสวนที่ทนายความ ผู้ต้องหา และพนักงานสอบสวน สามารถนั่งพูดคุยกันได้อย่างสะดวก ทางเรือนจำระบุว่าเนื่องจากพรชัย เพิ่งจะถูกส่งตัวเข้ามาในเรือนจำกลางเชียงใหม่ อยู่ในช่วงที่ต้องถูกกักตัว 14 วัน ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงต้องใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

    สำหรับห้องวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ของเรือนจำกลางเชียงใหม่ที่ถูกจัดไว้นั้น เป็นห้องขนาดเล็ก วางเก้าอี้ได้เพียง 2 ที่นั่ง มีประตูทางเข้าหนึ่งบาน ล้อมรอบ 2 ข้างด้วยผนังปูน ด้านหน้าเป็นกระจกเพื่อให้มองเห็นหน้าผู้ต้องขังที่ถูกเยี่ยม ในกรณีที่พ้นจากช่วงกักตัว 14 วันแล้ว แต่หากเป็นช่วงกักตัวก็จะเป็นคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหนึ่งตัวตั้งวางแทน พร้อมกับหูฟังแบบสวมครอบ 1 อัน ให้ผู้ที่จะทำการพูดคุยกับผู้ต้องหาสวมใส่และพูดคุย ซึ่งทำได้เพียงทีละคน ได้ยินก็เพียงแต่ผู้สวมใส่หูฟังเท่านั้น ไม่สามารถรับฟังการถามตอบได้พร้อมกัน

    มาตรการที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อกระบวนการให้คำปรึกษาทางกฎหมายซึ่งมีบุคคลเข้าร่วมหลายฝ่าย ทั้งในการพูดคุย สัญญาณอินเตอร์เน็ตยังขาดหาย ทำให้ทนายความไม่สามารถให้คำปรึกษาผู้ต้องหาได้ตามปกติ และยังมีความยากลำบากในการลงลายมือชื่อในเอกสารของผู้ต้องหา

    พนักงานสอบสวน สภ.บันนังสตา ได้แจ้งข้อกล่าวหาพรชัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) จากกรณี วัชรินทร์ นิวัฒน์สวัสดิ์ ประชาชนได้เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ไว้ จากโพสต์เฟซบุ๊กของพรชัย จำนวนกว่า 13 โพสต์ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยพรชัยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะขอให้การในรายละเอียดเป็นหนังสือในภายหลัง

    ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะทำการสอบปากคำพรชัยอีกกว่า 1 ชั่วโมง โดยพนักงานสอบสวนระบุว่า ให้ติดตามไปรับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจากที่ สภ.แม่โจ้ หลังพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันแล้ว

    (อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อหาชั้นสอบสวน เรือนจำกลางเชียงใหม่ ลงวันที่ 12 มี.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/26968)
  • ที่สำนักงานอัยการจังหวัดยะลา พนักงานสอบสวน สภ.บันนังสตา นัดหมายพรชัยส่งตัวผู้ต้องหาและสำนวนคดีต่อพนักงานอัยการจังหวัดยะลา อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 29 ก.ค. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่งในคดี นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 30 ส.ค. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่งในคดี นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 27 ก.ย. 2564
  • อัยการเลื่อนนัดฟังคำสั่ง เนื่องจากมีคำสั่งให้สอบเพิ่มในประเด็นที่ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 15 ต.ค. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่งในคดี นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 16 ธ.ค. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่งในคดี นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 14 ม.ค. 2565
  • พรชัยเดินทางไปพบพนักงานอัยการในนัดฟังคำสั่งและส่งฟ้อง โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 มีคำสั่งฟ้องและยื่นฟ้องพรชัยต่อศาลจังหวัดยะลา ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) รวม 3 กรรม แยกเป็นพฤติการณ์เนื่องจากการกล่าวไลฟ์สดในเฟซบุ๊ก 1 กรรม และการโพสต์ภาพและข้อความอีก 2 กรรม ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563

    1. การโพสต์คลิปวิดีโอในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2563 โดยสรุปมีเนื้อหากล่าวถึงข้อเรียกร้องของคณะราษฎรที่จัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 โดยมีการกล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเขาเห็นว่ารัฐสภาไม่ยอมแตะต้อง และไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ และยังกล่าวถึงสถานะอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

    2-3. ภาพและข้อความที่โพสต์เมื่อวันที่ 17 และ 18 พ.ย. 2563 มีเนื้อหากล่าวถึงบทบาททางการเมืองของรัชกาลที่ 10

    อัยการได้บรรยายฟ้องว่าคำพูดและโพสต์ข้อความทั้งหมดของจำเลย เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยจำเลยมีเจตนาทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

    อัยการยังได้คัดค้านการประกันตัวจำเลย โดยอ้างว่าคดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ มีความร้ายแรง และเกรงว่าจำเลยจะไปกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวนี้ซ้ำๆ มาอีก ยากแก่การดูแลป้องกันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป ทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และมีอัตราโทษสูง เกรงจำเลยจะหลบหนี

    หลังศาลจังหวัดยะลารับฟ้องไว้ ได้อนุญาตให้ประกันตัวจำเลย โดยให้วางหลักทรัพย์ 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ก่อนกำหนดนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 3 มี.ค. 2565

    ทั้งนี้ หลังพรชัยเข้าร่วมการชุมนุมของราษฎรในช่วงปี 2563 เขาถูกกล่าวหาดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองไปแล้วรวม 7 คดี โดยมีคดีที่มีโทษปรับตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ทำให้คดีสิ้นสุดไปแล้ว 1 คดี อีก 4 คดี เป็นข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดี และมีคดีข้อหามาตรา 112 อีกจำนวน 2 คดี

    นอกจากคดีที่จังหวัดยะลา พรชัยยังถูกฟ้องคดีข้อหามาตรา 112 ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่อีกคดีหนึ่ง อันเนื่องมาจากการโพสต์ภาพและข้อความรวม 4 โพสต์ ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 เช่นเดียวกับคดีที่ยะลา โดยคดีมีนัดสืบพยานในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2565

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดยะลา คดีหมายเลขดำที่ อ.52/2565 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/44296)
  • นัดคุ้มครองสิทธิที่เลื่อนมาจากวันที่ 3 มี.ค. 2565 และตรวจพยานหลักฐาน ศาลได้อธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง พรชัยได้ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อหา ฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยได้ตกลงรับพยานกันได้ทั้งหมด 14 ปาก อาทิ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจยึดโทรศัพท์ของจำเลย, เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจสอบคลิปวิดีโอและเฟซบุ๊กจำเลย, เจ้าของหอพัก, บิดามารดาของจำเลย, ผู้ใหญ่บ้านของจำเลย เป็นต้น จึงไม่ต้องนำพยานเหล่านี้เข้ามาเบิกความ

    แต่ยังมีพยานโจทก์ที่ฝ่ายจำเลยไม่สามารถรับข้อเท็จจริงได้จำนวน 6 ปาก อัยการโจทก์จึงแถลงขอนำสืบพยานจำนวน 2 นัด ขณะที่ฝ่ายจำเลยแถลงจะสืบพยานทั้งหมด 3 ปาก ขอสืบพยาน 1 นัด ศาลจึงกำหนดการสืบพยานจำนวน 3 นัด ระหว่างวันที่ 4-6 ต.ค. 2565

    ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยแถลงแนวทางต่อสู้คดีโดยรับว่าได้พูดในไลฟ์สดมีข้อความตามฟ้องข้อ 1 จริง แต่ไม่ได้มีเจตนาในการดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย หรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ส่วนข้อความตามฟ้องข้อ 2 และ 3 จําเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ โดยเฟซบุ๊กของจําเลยถูกแฮกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดยะลา คดีหมายเลขดำที่ อ.52/2565 ลงวันที่ 30 พ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/44296)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พรชัย (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พรชัย (สงวนนามสกุล)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์