ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.2110/2564
แดง อ.3582/2565
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.อ.พิเชษฐ์ คำภีรานนท์ บก.ปอท. (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ.2110/2564
แดง อ.3582/2565
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.อ.พิเชษฐ์ คำภีรานนท์ บก.ปอท.
ความสำคัญของคดี
“ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักกิจกรรมเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย ถูกตำรวจ ปอท. จับกุมตามหมายจับของศาลอาญา และดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 โดยถูกกล่าวหาว่า โพสต์ข้อความและภาพบนเฟซบุ๊กชื่อ “John New World” ในช่วงปี 63 และ 64 พาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี รวม 5 โพสต์
คดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการออกหมายเรียกก่อนที่จะออกหมายจับ อีกทั้งไม่ให้ก้องติดต่อทนายความ ญาติ หรือผู้ไว้วางใจอยู่ร่วมในขณะถูกจับกุมและสอบปากคำ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย
คดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการออกหมายเรียกก่อนที่จะออกหมายจับ อีกทั้งไม่ให้ก้องติดต่อทนายความ ญาติ หรือผู้ไว้วางใจอยู่ร่วมในขณะถูกจับกุมและสอบปากคำ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
สะอาด น้อยจันทึก พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 บรรยายคำฟ้องใจความโดยสรุปว่า
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ทรงเป็นประมุขดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ และมีสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เป็นองค์ราชินี
จำเลยได้พิมพ์และโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กชื่อ “John New World” ในลักษณะดูหมิ่นและหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10 และพระราชินี รวมทั้งหมด 5 ข้อความ ดังนี้
1. เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2563 จำเลยได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการทอดทิ้งแม่ไว้ในโรงพยาบาล พร้อมโพสต์รูปประกอบเป็นพระบรมฉายาลักษณ์
2. เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2563 จำเลยได้โพสต์ข้อความว่า “วันที่ 6 กันยายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่น และนี่คือบุคคลคอร์รัปชั่นประจําปีนี้นะครับ” พร้อมโพสต์รูปประกอบเป็นรูปภาพบุคคลยกมือปฏิเสธการไม่รับธนบัตร และมีมือหยิบธนบัตรยื่นให้ และด้านล่างรูปภาพดังกล่าวมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 อยู่ด้วย
3. เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 จำเลยได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับอาการพระประชวรของรัชกาลที่ 10 ด้วยโรคทางเดินหายใจ
4. เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 จำเลยได้โพสต์ข้อความว่าเกี่ยวกับ การประชวรด้วยโรคโควิด-19 ของพระราชินีฯ สุทิดา และการรับสั่งเตรียมวัคซีนสําหรับข้าราชบริพารในพระองค์ และครอบครัวของข้าราชบริพาร
5. เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 จําเลยได้โพสต์ข้อความทำนองว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ประชวรด้วยอาการพระวักกะวาย (ไตวาย)
ข้อความข้างต้นมีความหมายเป็นการเป็นการดูหมิ่นไม่เคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เป็นการแสดงความไม่เคารพสักการะที่ไม่สมควรกระทําเป็นอย่างยิ่ง โดยมีเจตนาเพื่อให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ และแสดงความอาฆาตมาดร้าย และเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, เผยแพร่ หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 ลงวันที่ 31 ส.ค. 2564)
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ทรงเป็นประมุขดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ และมีสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เป็นองค์ราชินี
จำเลยได้พิมพ์และโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กชื่อ “John New World” ในลักษณะดูหมิ่นและหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10 และพระราชินี รวมทั้งหมด 5 ข้อความ ดังนี้
1. เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2563 จำเลยได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการทอดทิ้งแม่ไว้ในโรงพยาบาล พร้อมโพสต์รูปประกอบเป็นพระบรมฉายาลักษณ์
2. เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2563 จำเลยได้โพสต์ข้อความว่า “วันที่ 6 กันยายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่น และนี่คือบุคคลคอร์รัปชั่นประจําปีนี้นะครับ” พร้อมโพสต์รูปประกอบเป็นรูปภาพบุคคลยกมือปฏิเสธการไม่รับธนบัตร และมีมือหยิบธนบัตรยื่นให้ และด้านล่างรูปภาพดังกล่าวมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 อยู่ด้วย
3. เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 จำเลยได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับอาการพระประชวรของรัชกาลที่ 10 ด้วยโรคทางเดินหายใจ
4. เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 จำเลยได้โพสต์ข้อความว่าเกี่ยวกับ การประชวรด้วยโรคโควิด-19 ของพระราชินีฯ สุทิดา และการรับสั่งเตรียมวัคซีนสําหรับข้าราชบริพารในพระองค์ และครอบครัวของข้าราชบริพาร
5. เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 จําเลยได้โพสต์ข้อความทำนองว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ประชวรด้วยอาการพระวักกะวาย (ไตวาย)
ข้อความข้างต้นมีความหมายเป็นการเป็นการดูหมิ่นไม่เคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เป็นการแสดงความไม่เคารพสักการะที่ไม่สมควรกระทําเป็นอย่างยิ่ง โดยมีเจตนาเพื่อให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ และแสดงความอาฆาตมาดร้าย และเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, เผยแพร่ หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 ลงวันที่ 31 ส.ค. 2564)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 08-06-2021นัด: จับกุมตามหมายจับอุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล หรือ “ก้อง” อายุ 23 ปี นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และยังเป็นสมาชิกเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมจากห้องพักในกรุงเทพฯ ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 874/2564 ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3)(5)
การจับกุมเกิดขึ้นภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปอท. โดยมีชุดจับกุมทั้งหมด 7 นาย นำโดย พ.ต.ท.ไพรัช พรมวงศ์ รอง ผกก.3 บก.ปอท. เจ้าหน้าที่ยังมีการนำหมายค้นออกโดยศาลอาญา เข้าตรวจค้นห้องพักของอุกฤษฏ์ ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร และสมุดโน้ต ก่อนจัดทำบันทึกการตรวจยึดและให้อุกฤษฏ์ลงลายมือชื่อ
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวอุกฤษฏ์ไปยัง บก.ปอท. เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม ก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวในช่วงบ่าย โดยเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้อุกฤษฏ์ติดต่อใคร จึงไม่มีทนายความหรือผู้ไว้วางใจอยู่ร่วมด้วย
พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาอุกฤษฏ์ว่า มาจากการโพสต์และทวิตข้อความในโลกออนไลน์ ซึ่งอุกฤษฏ์ได้ให้การรับสารภาพ โดยอุกฤษฏ์ให้ข้อมูลกับทนายความในเวลาต่อมาว่า ตนถูกพนักงานสอบสวนกล่าวกดดันและโน้มน้าวให้รับสารภาพ
ก่อนที่ในช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวอุกฤษฏ์ไปคุมขังที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยมีทนายความที่เพิ่งได้รับแจ้งเดินทางติดตามไป รวมทั้งนักกิจกรรมจากเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งพบว่าอุกฤษฏ์หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้ ก็ได้เดินทางติดตามไปยังสถานีตำรวจเช่นกัน
(อ้างอิง: บันทึกการจับกุม กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 8 มิ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/30645) -
วันที่: 09-06-2021นัด: ฝากขังช่วงเช้าพนักงานสอบสวนได้นำตัวอุกฤษฏ์จาก สน.ทุ่งสองห้อง กลับไปที่ บก.ปอท. เพื่อจะขอฝากขังทั้งสองคนต่อศาลอาญา ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
ร.ต.อ.พงศ์ปิติ ตรีนิคม และ พ.ต.ท.พชร แสนชัยสกุลกิจ พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอฝากขังอุกฤษฏ์เป็นระยะเวลา 12 วัน โดยอ้างเหตุว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ยังต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง ผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ และประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา
คำร้องฝากขังยังระบุถึงพฤติการณ์ข้อกล่าวหาว่า อุกฤษฏ์ได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ได้ใช้ชื่อนามสกุลจริงของเขา โพสต์ภาพและข้อความเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 รวมจำนวน 2 โพสต์ ในลักษณะใส่ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงพระประชวรด้วยโรคต่างๆ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ เสื่อมเสียชื่อ และถูกด้อยค่าต่อประชาชน
คำร้องยังระบุด้วยว่าในการสอบสวน ผู้ต้องหา “ไม่มีและไม่ต้องการ” ให้มีทนายความและผู้ไว้วางใจร่วมฟังการสอบปากคำ
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และจะเป็นการยากในการติดตามตัวมาดำเนินคดีในภายหลัง
ต่อมาเวลา 12.00 น. ศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำขอของพนักงานสอบสวน ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวน โดยใช้หลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ เป็นหลักประกัน
จนเวลา 15.30 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวตามที่ขอ พร้อมกำหนดให้มารายงานตัวต่อศาลในวันที่ 29 ก.ค. 2564
แต่ในเวลาประมาณ 17.00 น. ระหว่างที่อุกฤษฏ์ได้รับการปล่อยตัวจาก บก.ปอท. ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจาก สภ.บางแก้ว เข้าแสดงหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการ และได้นำตัวขึ้นรถเดินทางไปยัง สภ.บางแก้ว
(อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 9 มิ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/30645) -
วันที่: 23-07-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอุกฤษฏ์พร้อมทนายความเดินทางไปที่ บก.ปอท.เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม โดย พ.ต.ท.ณัฐพนธ์ สุวรรณรงค์ พนักงานสอบสวน ได้แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความเพิ่มเติมอีก 3 โพสต์ ระบุว่า ข้อความดังกล่าวน่าจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ได้แก่
1. เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2563 เวลา 11.49 น. โพสต์ข้อความว่า “วันที่ 6 กันยายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านการคอร์รัปชั่นและนี่คือบุคคลคอร์รัปชั่นประจำปีนี้นะครับ” พร้อมภาพปฏิเสธการรับธนบัตรและพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10
2. เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2563 เวลา 11.26 น. โพสต์ข้อความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวเนื่องในวันแม่ โดยมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9, พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง และรัชกาลที่ 10 ขณะทรงพระเยาว์
3. เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 16.52 น. โพสต์ข้อความเกี่ยวกับอาการประชวรด้วยโรคโควิด-19 ของพระราชินีสุทิดา ประกอบภาพพระบรมฉายาลักษณ์
อุกฤษฏ์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อไป โดยพนักงานสอบสวนได้พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก่อนปล่อยตัวกลับ
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 23 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/32591) -
วันที่: 31-08-2021นัด: ยื่นฟ้องพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องอุกฤษฏ์ต่อศาลอาญา ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ "นำเข้า, เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง" ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) (5)
พนักงานอัยการบรรยายคำฟ้องโดยสรุปว่า อุกฤษฏ์ได้พิมพ์และโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กชื่อ “John New World” ในลักษณะดูหมิ่นและหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10 และพระราชินี รวมทั้งหมด 5 ข้อความ ในช่วงปี 2563- 2564 เป็นการแสดงความไม่เคารพสักการะที่ไม่สมควรกระทําเป็นอย่างยิ่ง โดยมีเจตนาเพื่อให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ และแสดงความอาฆาตมาดร้าย
สำหรับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี พนักงานอัยการไม่ได้คัดค้าน ระบุว่า ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล แต่ได้ขอให้ศาลสั่งริบของกลาง คือโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดจำนวน 1 เครื่อง
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 ลงวันที่ 31 ส.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/34454) -
วันที่: 01-09-2021นัด: รายงานตัวต่อศาลอุกฤษฏ์เดินทางมารายงานตัวต่อศาลอาญาตามนัด หลังเข้าพบเจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่าพนักงานอัยการ สำนักงานฝ่ายคดีอาญา 8 ได้ยื่นฟ้องคดีแล้ว
ต่อมาทนายความได้ยื่นประกันตัวอุกฤษฎ์ และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี โดยใช้หลักประกันเดิมในชั้นฝากขัง เป็นเงินสดจำนวน 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมทั้งกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 09.00 น.
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/34454) -
วันที่: 11-10-2021นัด: สอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานหลังศาลอ่านฟ้องให้ฟังและถามคำให้การ อุกฤษฏ์ให้การปฏิเสธตามคำให้การเป็นเอกสารลงวันที่วันนี้ โจทก์แถลงนำพยานเข้าสืบ 10 ปาก ใช้เวลาสืบ 2 นัดครึ่ง ทนายจำเลยแถลงสืบพยานบุคคล 2 ปาก ใช้เวลา 1 นัด นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 18-20 ต.ค. 2565 สืบพยานจำเลยวันที่ 21 ต.ค. 2565
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 ลงวันที่ 11 ต.ค. 2565) -
วันที่: 18-10-2022นัด: สืบพยานก่อนเริ่มสืบพยาน อุกฤษฏ์ขอถอนคำให้การเดิม และให้การรับสารภาพ ศาลจึงสั่งให้สืบเสาะและพินิจ นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 ธ.ค. 2565 เวลา 09.30 น.
-
วันที่: 21-12-2022นัด: ฟังคำพิพากษาในช่วงเช้าก่อนเริ่มการพิจารณา ได้มีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร, นักกิจกรรม, ญาติ และผู้มาให้กำลังใจอุกฎษฎ์ ส่วนหนึ่งทยอยมานั่งรอเต็มห้องพิจารณาคดี 712 เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา
เวลาประมาณ 10.30 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาสั้นๆ โดยสรุปว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2),(3),(5) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป อีกทั้งการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นโทษจำคุก 5 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 7 ปี 6 เดือน)
พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว แม้จำเลยจะไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน แต่การกระทำของจำเลยถือเป็นเรื่องร้ายแรง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีจึงยังไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
หลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว ตำรวจศาลได้ใส่กุญแจมืออุกฤษฏ์ และพาเขาลงไปรอที่ห้องเวรชี้ ขณะที่ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม เวลา 16.24 น. ศาลอาญามีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา โดยศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งออกมาในอีก 2-3 วันข้างหน้า ในระหว่างนี้ อุกฤษฏ์จะถูกนำตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อน
(อ้างอิง: คำพิพากษา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/51694) -
วันที่: 23-12-2022นัด: ฟังคำสั่งคำร้องขอประกันตัวศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว โดยระบุว่า "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีโทษสูง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี 30 เดือน ลักษณะการกระทำของจำเลยส่งพลกระทบต่อความสงบสุขมั่นคงของรัฐ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนีหรือไปก่อเหตุอันตรายในลักษณะเดียวกันนี้ซ้ำอีก จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง"
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 23 ธ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/52386) -
วันที่: 28-12-2022นัด: ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันทนายความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ต่อมา วันที่ 30 ธ.ค. 2565 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกมีกำหนด 5 ปี 30 เดือน หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยอาจจะหลบหนี คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 30 ธ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/52386)
-
วันที่: 10-01-2023นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 2ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวอุกฤษฏ์ระหว่างอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 โดยศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต่อมา ศาลอุทธรณ์ยังคงมีคำสั่งลงวันที่ 11 ม.ค. 2566 ไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุว่า "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง"
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 11 ม.ค. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/52386) -
วันที่: 24-01-2023นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 3ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวอุกฤษฏ์ระหว่างอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 3 พร้อมกับผู้ต้องขังคดีทางการเมืองคนอื่นๆ หลังจากตะวัน – แบม อดอาหารและน้ำประท้วงล่วงเข้าวันที่ 7 โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องคือให้ศาลคืนสิทธิประกันตัวและปล่อยผู้ต้องขังคดีการเมืองทั้งหมด
ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ก่อนที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 26 ม.ค. 2566 ไม่ให้ประกันเช่นเดิม ระบุว่า "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี 30 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง"
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2566) -
วันที่: 29-01-2023นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 4ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวอุกฤษฏ์ระหว่างอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 4 โดยศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 31 ม.ค. 2566 ไม่ให้ประกันเช่นเดิม ระบุว่า "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำของจำเลยส่งผลกระทบต่อความสงบสุขและความมั่นคงของรัฐ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง"
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 26 ม.ค. 2566) -
วันที่: 02-02-2023นัด: ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันทนายความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเป็นครั้งที่ 2
-
วันที่: 04-02-2023นัด: ฟังคำสั่งให้ประกันศาลอาญาอ่านคำสั่งศาลฎีกาวันที่ 3 ก.พ. 2566 อนุญาตปล่อยชั่วคราวอุกฤษฏ์ระหว่างอุทธรณ์ ระบุว่า "พิเคราะห์แล้วจำเลยเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาก่อน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ประกอบกับจำเลยกำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยคำแหง ซึ่งคาดว่าจะจบการศึกษาในภาคการเรียนนี้ จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาประกัน 300,000 บาท ร่วมกับใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป"
เนื่องจากเป็นวันเสาร์ เจ้าหน้าที่จะให้เบิกตัวอุกฤษฏ์มาติด em วันจันทร์ แต่ทนายได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัววันนี้ และให้นัดมาติด em วันจันทร์แทน โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตตามที่ขอ ทำให้อุกฤษฏ์ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำ หลังถูกคุมขังรวมทั้งสิ้น 46 วัน
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 3 ก.พ. 2566) -
วันที่: 21-06-2023นัด: จำเลยยื่นอุทธรณ์อุกฤษฏ์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำเลย
-
วันที่: 13-02-2024นัด: ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ศาลอาญาในช่วงเช้าก่อนเริ่มการพิจารณา ได้มีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน, นักกิจกรรม, ญาติ และผู้มาให้กำลังใจอุกฤษฏ์ส่วนหนึ่ง ทยอยมานั่งรอเต็มห้องพิจารณาคดี 712 เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา
เวลาประมาณ 09.45 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีเนื้อหาโดยสรุปว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุก 5 ปี 30 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยยื่นอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษสมควรแล้ว และเป็นการลงโทษตามกฎหมายขั้นต่ำ จึงไม่สมควรต้องกำหนดโทษใหม่
ในส่วนประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ว่าสำนึกผิดแล้ว และได้มีการไปขอขมาต่อพระบรมฉายาลักษณ์ ศาลเห็นว่า จำเลยมีอายุ 23 ปีแล้ว ย่อมมีวิจารณญาณ รู้ว่าสิ่งไหนควรไม่ควร อีกทั้งจำเลยยังเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ย่อมมีความรู้ความเข้าใจกฎหมายมากกว่าคนทั่วไป
แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ของจำเลยถือเป็นเรื่องร้ายแรง การสำนึกผิดของจำเลยยังไม่สามารถบรรเทาผลเสียหายที่เกิดขึ้นได้ คำอุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
หลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว ตำรวจศาลได้ใส่กุญแจมืออุกฤษฏ์ และพาเขาลงไปรอที่ห้องเวรชี้ ขณะที่ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวระหว่างฎีกาต่อไป
อย่างไรก็ตาม เวลาประมาณ 16.30 น. ศาลอาญาให้ส่งคำร้องขอประกันอุกฤษฏ์ ไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ทำให้อุกฤษฏ์ถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอผลประกันตัว คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 วัน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2567 ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีมาตรา 112 อีกคดีของอุกฤษฏ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 2 ปี แต่วันเดียวกันนั้นศาลจังหวัดสมุทรปราการก็อนุญาตให้ประกันระหว่างฎีกา
ต่อมา วันที่ 14 ก.พ. 2567 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวอุกฤษฏ์ ระบุว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี 30 เดือน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/64743) -
วันที่: 30-04-2024นัด: จำเลยยื่นฎีกาอุกฤษฏ์ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขอให้รอการลงโทษจำคุกจำเลย
-
วันที่: 22-05-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 2ทนายความได้ยื่นประกันตัวผู้ต้องขังคดีทางการเมือง ซึ่งอยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีจำนวน 16 ราย ได้แก่ อานนท์, ถิรนัย, ชัยพร, ประวิตร, มงคล, ขจรศักดิ์, คเชนทร์, ไพฑูรย์, สุขสันต์, อุกฤษฏ์, วีรภาพ, จิรวัฒน์, ณัฐนนท์, ทานตะวัน, อัฐสิษฎ และสิรภพ
การยื่นประกันตัวครั้งดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 10 ปีของการทำรัฐประหาร ที่นำมาซึ่งการถูกดำเนินคดีทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บรรดาองค์กรทางกฎหมายได้นิรโทษกรรมให้กับคณะผู้ทำรัฐประหารที่ทำลายระบบนิติรัฐของประเทศ
ในโอกาสนี้ ผู้ต้องขังจำนวน 16 ราย จึงประสงค์ที่จะยื่นประกันตัว เพื่อตอกย้ำว่ายังมีคนที่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวขั้นพื้นฐาน และเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของเพื่อนผู้ต้องขังที่เพิ่งเสียชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับอย่าง ‘บุ้ง เนติพร’
คำร้องขอประกันอุกฤษฏ์ระหว่างฎีกาซึ่งครั้งนี้เป็นการยื่นครั้งที่ 2 เสนอหลักประกันจำนวน 300,000 บาท พร้อมทั้งระบุเหตุผลสำคัญว่า คดีของจำเลยยังไม่ถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยจึงต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด ตามที่บัญญัติรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 29
การที่จำเลยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวและต้องถูกคุมขังในระหว่างการต่อสู้คดีทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด ถือเป็นการลงโทษจำเลยเสมือนว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดไปแล้ว แม้ภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องจำเลย ก็มิอาจบรรเทาผลร้ายเกินสมควรที่เกิดขึ้นกับจำเลย และครอบครัวในระหว่างถูกคุมขังได้ ดังเช่นในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับจำเลยทั้งสี่และครอบครัวในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 768/2536 รวมถึงในกรณีเนติพร เสน่ห์สังคม ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างที่อยู่ในความควบคุมตัวของรัฐในระหว่างการพิสูจน์ความรับผิดทางกฎหมาย เป็นผลร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีหนทางที่จะบรรเทาผลร้ายได้แต่อย่างใด
หลังทนายยื่นคำร้อง ศาลอาญาได้ส่งคำร้องขอประกันให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยศาลฎีกายังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันอุกฤษฏ์ระหว่างฎีกา
(อ้างอิง: คำร้องประกอบขอปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/67671) -
วันที่: 10-06-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 3ทนายความยื่นประกันอุกฤษฏ์ระหว่างฎีกาเป็นครั้งที่ 3 เสนอหลักประกันจำนวน 400,000 บาท พร้อมทั้งระบุเหตุผลสำคัญว่า จําเลยได้ยื่นฎีกาคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และศาลมีคำสั่งรับฎีกาแล้ว จำเลยยังเป็นนักศึกษา เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้เป็นแกนนำหรือผู้มีอิทธิพลใด ๆ หากจำเลยไม่ได้รับอนุญาตปล่อยชั่วคราว จำเลยและครอบครัวย่อมได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง นอกจากนี้ อุกฤษฏ์ยังได้แสดงความยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขประกันของศาลทุกประการ รวมถึงหากศาลตั้งผู้กำกับดูแลจำเลย
ต่อมา ศาลอาญาได้ส่งคำร้องขอประกันให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยศาลฎีกายังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันอุกฤษฏ์เช่นเคย
(อ้างอิง: คำร้องประกอบขอปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 10 มิ.ย. 2567) -
วันที่: 17-07-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 4ทนายความยื่นประกันอุกฤษฏ์ระหว่างฎีกาเป็นครั้งที่ 4 เสนอหลักประกันจำนวน 400,000 บาท พร้อมทั้งยินยอมให้ติด EM ระบุเหตุผลว่า จำเลยยังเป็นนักศึกษา เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้เป็นแกนนำหรือผู้มีอิทธิพลใด ๆ หากจำเลยไม่ได้รับอนุญาตปล่อยชั่วคราว จำเลยและครอบครัวย่อมได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง นอกจากนี้ อุกฤษฏ์ยังได้แสดงความยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขประกันของศาลทุกประการ ทั้งศาลอาจไต่สวนคำร้องและตั้งผู้กำกับดูแลจำเลยระหว่างให้ประกันด้วยก็ได้
ต่อมา ศาลอาญาได้ส่งคำร้องขอประกันให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยศาลฎีกามีคำสั่งในวันเดียวกันไม่ให้ประกันอุกฤษฏ์เช่นเคย ระบุว่า เหตุที่อ้างตามคำร้องประกอบของจำเลย มิใช่เหตุเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 17 ก.ค. 2567) -
วันที่: 09-12-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 5ก่อนถึงวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งถือเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลและวันรัฐธรรมนูญของไทย ทนายความได้ยื่นประกันและยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีและไม่ได้รับสิทธิประกันตัว อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิ้น 15 คน ใน 19 คดี รวมถึงยื่นประกันอุกฤษฏ์ในคดีนี้เป็นครั้งที่ 5 เสนอหลักประกันจำนวน 400,000 บาท ทั้งยังระบุเหตุผลจำเป็นด้านการศึกษาในการขอประกัน มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้
จำเลยเป็นนักศึกษาชั้นปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งได้ลงทะเบียนสอบซ่อม โดยมีกำหนดสอบซ่อมในเดือน ม.ค. 2568 ซึ่งจะขอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในภาคเรียนนี้ได้ หากจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกัน และไม่ได้สอบซ่อมตามกำหนดการนี้ จำเลยอาจสิ้นสภาพนักศึกษาได้
ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา วันต่อมาศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้องเช่นเคย ระบุว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุที่อ้างตามคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา มิใช่เหตุเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง"
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 10 ธ.ค. 2567) -
วันที่: 15-01-2025นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 6ทนายความได้ยื่นขอประกันอุกฤษฏ์ระหว่างฎีกาเป็นครั้งที่ 6 ซึ่งในคดีนี้ทนายความได้ยื่นฎีกาไปแล้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 และศาลมีคำสั่งรับฎีกาแล้ว
คำร้องขอประกันตัวในชั้นฎีการะบุขอวางหลักทรัพย์ 400,000 บาท อันเป็นหลักประกันที่น่าเชื่อถือว่าจำเลยจะไม่หลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น ทั้งยังระบุเหตุผลจำเป็นด้านการศึกษาในการขอประกัน มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้
จำเลยเป็นนักศึกษาชั้นปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งได้ลงทะเบียนสอบซ่อม โดยมีกำหนดสอบซ่อมในวันที่ 25-28 ม.ค. 2568 หากจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกัน และไม่ได้สอบซ่อมตามกำหนดการนี้ อาจทำให้จำเลยสิ้นสภาพนักศึกษาได้ โดยก่อนหน้านี้จำเลยได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้มหาวิทยาลัยจัดสอบให้จำเลยที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว แต่คณะกรรมการบริหารงานมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติไม่อนุมัติดำเนินการตามที่จำเลยร้องขอ
จำเลยมีความจำเป็นด้านการศึกษา และสอบซ่อมเพื่อทำเรื่องขอจบการศึกษาต่อไป จึงขอให้ศาลพิจารณาอนุญาตให้ประกัน โดยจำเลยยินยอมติด EM และยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลทุกประการ ซึ่งหากจำเลยไม่ได้รับการประกันตัวจะกระทบต่ออนาคตด้านการศึกษาของจำเลยอย่างยิ่ง
อีกทั้งจำเลยไม่เคยกระทำผิดหรือถูกดำเนินคดีใด ๆ มาก่อน และปัจจุบันพักอาศัยอยู่กับครอบครัว หากจำเลยได้ประกันครอบครัวจะคอยกำกับดูแลจำเลยให้ละเว้นการกระทำที่นำไปสู่การกระทำผิดอีก จึงขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนมารดาและบิดาเลี้ยงของจำเลย เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขอประกันของจำเลยด้วย
ก่อนหน้านี้จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกันในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ โดยติด EM ซึ่งจำเลยมาตามกำหนดนัดศาลทุกนัด ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันในระหว่างฎีกาด้วย หากศาลกำหนดเงื่อนไขและคำสั่งใด ๆ จำเลยยินยอมที่จะปฏิบัติตามทุกประการ
หลังจากทนายความยื่นคำร้องขอประกันไปแล้วนั้น คำร้องดังกล่าวถูกส่งไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง ต่อมา ในวันที่ 16 ม.ค. 2568 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุคำสั่ง “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบของจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง”
ผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้อุกฤษฏ์ยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป และอาจสิ้นสภาพนักศึกษาได้จากการที่ไม่สามารถไปสอบไล่ตามกำหนดการของมหาวิทยาลัยได้
.
++ก้อง อุกฤษฏ์ – นักศึกษา ม.รามคำแหง ถูกคุมขังในเรือนจำ มหาลัยไม่อนุญาตให้สอบในเรือนจำ และศาลไม่อนุญาตให้ประกันเพื่อออกไปสอบ
สำหรับ อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล หรือ “ก้อง” เป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยให้สัมภาษณ์กับศูนย์ทนายฯ ไว้ว่าเขาเริ่มออกมาร่วมเคลื่อนไหวและเข้าร่วมกลุ่ม “เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย” ตั้งแต่ช่วงปี 2563 ที่สถานการณ์การเมืองร้อนแรง ประชาชน นักเรียน และนักศึกษาได้รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
เขาเริ่มจับไมค์ขึ้นปราศรัยบนเวทีอยู่หลายครั้ง รวมไปถึงแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ จนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 โดยไม่ได้คาดคิด ถึง 2 คดี ใน 2 สถานีตำรวจ และถูกฟ้องใน 2 ศาล ซึ่งทั้งสองคดีดังกล่าว ในปัจจุบันศาลได้มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ออกมาแล้ว และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยยังไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว อุกฤษฎ์จึงไม่ได้รับโอกาสกลับไปศึกษา รวมไปถึงสอบไล่ตามกำหนดการของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีผลกับการสำเร็จการศึกษาของอุกฤษฏ์
อย่างไรก็ตาม เพจเฟซบุ๊กเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตยได้โพสต์กรณีของอุกฤษฎ์ว่า เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2567 กรรมการบริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติไม่อนุมัติกรณีการขอสอบนอกมหาวิทยาลัยของอุกฤษฏ์ หลังจากเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2567 สภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการสอบไล่นอกมหาวิทยาลัย ต่อคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งในหนังสือดังกล่าวระบุถึงเหตุจำเป็นที่อุกฤษฏ์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีทางการเมือง และใกล้สำเร็จการศึกษาแล้ว ซึ่งยังเหลืออีก 3 กระบวนวิชา รวมทั้งหมดเป็น 9 หน่วยกิต จึงขอความอนุเคราะห์อนุญาตให้อุกฤษฏ์ได้สิทธิสอบนอกสถานที่ เพื่อให้ได้สำเร็จการศึกษาและได้มีโอกาสนำคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากการศึกษาไปเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอาชีพในอนาคต
โพสต์ดังกล่าวยังระบุไว้อีกว่า สภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง จะดำเนินการประสานงานกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือในกรณีนี้ต่อไป
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 16 ม.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/72364) -
วันที่: 14-02-2025นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 7ทนายความยื่นประกันผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีรวมทั้งสิ้น 16 คน รวมทั้งอุกฤษฏ์ในคดีนี้ เนื่องในโอกาสวันแห่งความรัก หวังศาลคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังได้กลับบ้านไปอยู่กับคนรักและครอบครัวอย่างพร้อมหน้า และให้โอกาสพวกเขาได้เตรียมตัวต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งระบุเหตุผลสำคัญในการขอประกันเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาและการสอบไล่เพื่อทำเรื่องขอจบการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญายังคงส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา และวันเดียวกันศาลฎีกาก็ยังคงมีคำสั่งยกคำร้องอีกครั้ง โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาตลอดมา เหตุที่ผู้ขอประกันอ้างตามคำร้องไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”
(อ้างอิง: คำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 14 ก.พ. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/73101) -
วันที่: 28-04-2025นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 8ทนายความได้ยื่นขอประกันอุกฤษฏ์ระหว่างฎีกาเป็นครั้งที่ 8 คำร้องขอประกันได้ระบุเหตุผลจำเป็นด้านการศึกษา มีรายละเอียดโดยสรุปว่า
จำเลยเป็นนักศึกษาชั้นปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเหลืออีกเพียง 3 วิชา ก็จะจบการศึกษาแล้ว โดยมีกำหนดการสอบในวันที่ 21-28 พ.ค. 2568 จำเลยได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้มหาวิทยาลัยจัดสอบให้จำเลยที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว แต่คณะกรรมการบริหารงานมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติไม่อนุมัติดำเนินการตามที่จำเลยร้องขอ หากจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกัน ย่อมทำให้จำเลยไม่สามารถสอบ และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้ กระทบต่อการประกอบอาชีพของจำเลยในอนาคต
จึงขอให้ศาลพิจารณาอนุญาตให้ประกัน โดยจำเลยยินยอมติด EM และยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลทุกประการ ซึ่งหากจำเลยไม่ได้รับการประกันตัวจะกระทบต่ออนาคตด้านการศึกษาของจำเลยอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ปัจจุบันจำเลยถูกย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาอยู่ที่เรือนจำบางขวาง ซึ่งขังนักโทษที่มีอัตราโทษสูง ทำให้มีกังวลเรื่องความปลอดภัย ทั้งยังกระทบกับสิทธิในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อน และไม่มีโอกาสในการพัฒนาตนเองหรือศึกษาต่อได้ เนื่องจากไม่มีหนังสือเรียน
คำร้องขอประกันถูกส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ซึ่งศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง”
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 29 เม.ย. 2568) -
วันที่: 16-05-2025นัด: ยื่นคำร้องขอออกไปสอบอุกฤษฏ์ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขออนุญาตให้นำตัวออกจากเรือนจำไปทำการสอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังยื่นประกันระหว่างฎีกาแล้วหลายครั้งโดยยกเหตุผลในการออกไปสอบตัว แต่ศาลฎีกาปฏิเสธให้ประกันเรื่อยมา
คำร้องของก้องในการขออนุญาตให้นำตัวไปสอบ ได้แถลงต่อศาลโดยสรุปว่า จำเลยเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้ลงทะเบียนเรียนในภาคฤดูร้อนปีการศึกษา 2567 รวมจำนวน 9 หน่วยกิต (3 รายวิชา) ซึ่งหากสามารถสอบไล่ได้ครบก็จะสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาตามหลักสูตร
แม้จำเลยจะถูกคุมขัง แต่ยังตั้งใจเรียนอย่างมุ่งมั่นภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ และได้พยายามใช้สิทธิตามระเบียบมหาวิทยาลัย โดยการยื่นคำร้องต่อคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 2 ครั้ง และสภานักศึกษายังมีหนังสือถึงมหาวิทยาลัยฯ เพื่อขอให้จัดสอบภายในเรือนจำอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติไม่อนุมัติคำร้องขอสอบในเรือนจำทั้งหมด โดยมีแถลงการณ์ให้เหตุผลโดยสรุปอ้างว่า ไม่สามารถจัดสอบเฉพาะบุคคลภายในเรือนจำได้ เนื่องจากอาจเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้เรียนคนอื่นที่ประสบเหตุสุดวิสัยในลักษณะเดียวกัน
แม้ว่าจำเลยจะถูกควบคุมคัวในระหว่างการพิจารณา แต่ก็ยังมีสิทธิศึกษาตามรัฐธรรมนูญฯ ดังนั้น การควบคุมตัวในระหว่างพิจารณาจะทำให้จำเลยเสียสิทธิการศึกษาอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ย่อมทำให้จำเลยได้รับผลกระทบอย่างหนัก และจะส่งผลให้ต้องพ้นจากสภาพนักศึกษาด้วย
จึงขออนุญาตให้จำเลยออกนอกเรือนจำบางขวาง เพื่อเดินทางไปสอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงตามวันและเวลาในตารางสอบ โดยอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ หรือมาตรการอื่นตามดุลยพินิจ
อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งในวันเดียวกัน โดยระบุเหตุผลสั้น ๆ ว่า “กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะอนุญาต ยกคำร้อง”
++นักศึกษาไร้ทางเลือก: สิทธิในการศึกษาถูกปฏิเสธทุกทาง
การที่ศาลไม่อนุญาตให้ออกจากเรือนจำเพื่อเข้าสอบ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็ไม่อนุญาตให้จัดสอบในเรือนจำ ทำให้ก้องตกอยู่ในภาวะ “ไร้ทางเลือก” ทั้งที่เขาเหลืออีกเพียง 3 วิชาก็จะสำเร็จการศึกษา และพยายามทุกทางที่กฎหมายเปิดให้เพื่อรักษาสิทธิทางการศึกษาไว้
กรณีของก้องเป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรมที่ยังไม่สามารถประกันหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในการศึกษาในระหว่างพิจารณาคดีที่บุคคลยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม สิทธิในการศึกษาไม่ควรถูกตัดขาดเพียงเพราะการคุมขัง หากรัฐยังยืนยันว่าจะยึดหลักสมดุลแห่งสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรม กระบวนการทางกฎหมายควรมีช่องทาง และยืดหยุ่นเพียงพอเพื่อการส่งเสริมการศึกษาแม้จะถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาคดี
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/75536) -
วันที่: 27-05-2025นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 9ทนายความยื่นขอประกันอุกฤษฏ์ระหว่างฎีกาอีกเป็นครั้งที่ 9 เพื่อขอออกไปสอบในวันที่ 28 พ.ค. 2568 หลังก้องยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้นำตัวออกจากเรือนจำไปทำการสอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ศาลอาญาไม่อนุญาต
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามีคำสั่ง ลงวันที่ 29 พ.ค. 2568 ไม่อนุญาตให้ประกันเช่นเคย ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 29 พ.ค. 2568) -
วันที่: 01-07-2025นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 10ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวก้องเป็นครั้งที่ 10 โดยแนบแถลงประกอบคำร้องที่ก้องเขียนด้วยลายมือ มีเนื้อหาโดยสรุปดังต่อไปนี้
กระผมถูกจำคุกในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 จนถึงปัจจุบัน โดยอยู่ระหว่างฎีกาและได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลฎีกามาหลายครั้งแล้ว สุดท้ายก็ยกคำร้องทุกครั้งด้วยเหตุผลเกรงว่าจะหลบหนี เกรงว่าจะทำให้พยานหลักฐานยุ่งเหยิง ซึ่งกระผมยืนยันเสมอว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่ทำให้พยานหลักฐานยุ่งเหยิงแน่นอน
เหตุการณ์ที่ครอบครัวที่มีภาระการงานและสภาพทางการเงินไม่ดีนัก ต้องสละเวลามาดูแล ทั้งที่ความเป็นจริงกระผมควรที่จะเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ตอนนี้กระผมกลับเป็นภาระของครอบครัวที่ต้องมาดูแล
แม้กระทั่งเรื่องการเรียนปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้จบในขณะที่กระผมจำคุกอยู่ในเรือนจำยังไม่สามารถทำได้ ยิ่งถูกย้ายไปอยู่เรือนจำกลางบางขวาง ยิ่งทำให้เป้าหมายในการเรียนจบเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เหลือเพียง 3 วิชาก็จะเรียนจบแล้ว ซึ่งการเรียนดังกล่าวให้จบถือว่าเป็นเป้าหมายและความหวังของครอบครัวของกระผมเลย
จนสุดท้ายสภาพจิตใจของกระผมทรุดโทรมอยู่เรื่อย ๆ จนบางคืนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาโดยที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาที่กระผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น
สุดท้ายกระผมยังเคารพความยุติธรรมและเคารพกฎหมาย ซึ่งกระผมเชื่อว่าศาลมีความเมตตากรุณาต่อกระผม โดยที่ศาลฎีกาให้โอกาสแก่กระผมในการปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง โดยยอมรับทุกเงื่อนไขที่ศาลฎีกากำหนด เพื่อให้ผู้พิพากษามอบโอกาสให้กระผมเป็นเสาหลักดูแลครอบครัวและเรียนปริญญาตรีให้จบการศึกษา ก่อนที่คำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด และกระผมเชื่อเสมอว่าศาลมีความยุติธรรมแก่ประชาชนตลอดมา
คำร้องขอประกันตัวถูกส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ต่อมา ศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 3 ก.ค. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วหลายครั้ง และเหตุที่อ้างตามคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา มิใช่เหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”
(อ้างอิง: คำสั่ง ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 3 ก.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/76750) -
วันที่: 16-10-2025นัด: ยื่นคำร้องขอสอบนอกเรือนจำทนายจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลอาญาอีกครั้ง เพื่อขอให้ก้องออกไปสอบนอกจากเรือนจำที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังยื่นประกันระหว่างฎีกาแล้วหลายครั้งโดยยกเหตุผลในการออกไปสอบตัว แต่ศาลฎีกาปฏิเสธให้ประกันเรื่อยมา ส่งผลให้ก้องไม่สามารถเข้าสอบที่มหาวิทยาลัยรามคําแหงและไม่สามารถสําเร็จการศึกษาได้
คำร้องของก้องระบุว่า จำเลยเหลือเงื่อนไขเพียง 3 รายวิชา เท่านั้นก็จะสำเร็จการศึกษา โดยลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 1/2568 และมีกําหนดสอบในวันที่ 18, 19 และ 28 ต.ค. 2568 ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง
ทั้งนี้ แม้จำเลยจะถูกคุมขังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา แต่จําเลยยังมีสิทธิศึกษาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 54 วรรค 3 จึงขออนุญาตให้จำเลยออกจากเรือนจำบางขวางเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเดินทางไปสอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงตามวันและเวลาที่มีกำหนดสอบ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ หรือมาตรการอื่นตามดุลยพินิจของศาล
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญายังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตเช่นเคย
(อ้างอิง: คำร้องขอสอบนอกเรือนจำ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2110/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3582/2565 ลงวันที่ 16 ต.ค. 2568) -
วันที่: 24-11-2025นัด: ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเวลา 09.00 น ศาลอาญา ที่ห้องพิจารณา 609 ครอบครัวและเพื่อนของอุกฤษฏ์เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา ขณะที่อุกฤษฏ์ไม่ได้ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำกลางบางขวาง แต่ถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษาผ่านจอภาพเท่านั้น ก่อนศาลอ่านคำพิพากษาสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า คดีมีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่
เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 23 ปี เป็นผู้บรรลุนิติภาวะและย่อมมีความรู้ผิดชอบแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ที่กำลังศึกษากฎหมายในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย จึงย่อมเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายและมีวิจารณญาณในการรับฟังข้อเท็จจริงมากกว่าบุคคลทั่วไป ดังนั้น จำเลยย่อมมีความสามารถใช้วิจารณญาณตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ก่อนที่จะเชื่อข้อมูลที่จำเลยได้รับเพียงด้านเดียวได้
การที่จำเลยศึกษากฎหมายต้องรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดและมีโทษสูง แต่จำเลยกลับลงมือกระทำความผิดโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่จำเลยอ้างว่าตนเป็นบุคคลที่วุฒิภาวะไม่สมบูรณ์ จึงหลงเชื่อหรือสำคัญผิดในข้อมูลที่ได้รับเพียงด้านเดียวโดยไม่ได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองให้รอบคอบนั้น ย่อมเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้
เมื่อพิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจที่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน รับฟังได้ว่าก่อนหน้านี้จำเลยมีความสนใจทางการเมืองและและมีความสนใจในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงสร้างบัญชีเฟซบุ๊กเพื่อเผยแพร่ข่าวสารทางการเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จำเลยได้รับมา และจำเลยยอมรับว่า เริ่มมีความคิดไม่ชอบสถาบันพระมหากษัตริย์เนื่องจากมีการกระทำที่ล้าสมัย ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการรับฟังข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยไม่ได้ใช้วิจารณญาณและเป็นความผิดวิสัยของผู้มีความรู้ทางกฎหมาย
ประกอบกับว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลงประกาศลงเลขบัญชีเงินฝากธนาคารของตน ขอรับเงินบริจาคสมทบทุนเพื่อสนับสนุนการกระทำหลายรายการ รวมทั้งการกระทำความผิดคดีนี้ในเพจของจำเลย และเงินบางส่วนจำเลยตั้งใจจะนำไปบริจาคช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมือง แม้จะยังไม่มีผู้ใดบริจาคก็ตาม แต่ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าจำเลยมีเจตนาที่จะขอรับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการกระทำผิดของตน
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินีโดยนำเข้าข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์และพระราชินีเสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ซึ่งเผยแพร่ไปในระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเห็นได้อย่างแพร่หลาย และได้กระทำขึ้นใหม่อีกจำนวนหลายครั้งตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2564 พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงเป็นเรื่องร้ายแรง
การกระทำของจำเลยที่ไปแสดงความจงรักภักดีและขอขมาต่อพระบรมฉายาลักษณ์ที่บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง แล้วนำไปลงประกาศในเฟซบุ๊กหลังจากมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว และหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนแล้วนั้น แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่กระทำการดังกล่าว เพื่อไม่ให้ต้องโทษจำคุกมากกว่า ไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำโดยสำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายของจำเลย
ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง รวมจำคุก 5 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 7 ปี 6 เดือน)
หลังฟังคำพิพากษา อุกฤษฏ์ได้สอบถามต่อศาลว่าเหตุใดตนจึงไม่ถูกเบิกตัวมายังศาลอาญา ซึ่งศาลไม่ได้ให้คำตอบ ขณะเดียวกันวันนี้มีผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางบางขวางที่ถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษาในห้องพิจารณาเดียวกันกับคดีนี้ด้วย
.
นอกจากคดีนี้ อุกฤษฏ์ยังถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 ที่ สภ.บางแก้ว อีกคดีหนึ่งด้วย โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ทำให้ในตอนนี้ คดีของอุกฤษฏ์ทั้งสองคดีสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งในทั้งสองคดีนี้ ศาลไม่ได้พิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อกัน ปัจจุบันเขาถูกคุมขังมาเป็นระยะเวลา 1 ปี 9 เดือนเศษแล้ว
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/80164)
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล
ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
- วิดาภา สุจรรยาทวี
- เดชชยันต์ จึงนิจนิรันดร์
ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ :
21-12-2022
ศาลอุทธรณ์
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล
ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
- ภัทรศักดิ์ ศิริสินธร์
- สมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
- สิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ :
13-02-2024
ศาลฎีกา
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล
ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ไม่อนุญาต
พิพากษาวันที่ :
24-11-2025
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์