ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
ดำ อ.2389/2564
แดง อ.3252/2565

ผู้กล่าวหา
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ฝ่ายปกครอง)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.2389/2564
แดง อ.3252/2565
ผู้กล่าวหา
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ความสำคัญของคดี

พิทักษ์พงษ์ (สงวนนามสกุล) พนักงานบริษัทวัย 26 ปี ถูกดำเนินคดีในฐานความผิด “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) หลังสุรภพ จันทร์เปล่ง รับมอบอำนาจจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งโพสต์ข้อความในทำนองวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์และรัฐบาล โดยพาดพิงถึงความประพฤติของรัชกาลที่ 10 ในวันที่ 17 พ.ย. 2563 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาด้วยแก๊สน้ำตา และมีผู้ชุมนุมถูกยิงด้วยกระสุนจริง

กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความผิดฐาน “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวกลับถูกนำมาบังคับใช้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกโดยสงบของประชาชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจส่งผลในทางลบต่อสถาบันกษัตริย์ด้วย

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

สมพร รวิวรรณพงษ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 บรรยายคำฟ้อง ใจความโดยสรุปว่า

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 พิทักษ์พงษ์ได้โพสต์ข้อความและภาพบนเฟซบุ๊ก ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เป็นข้อความวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์และรัฐบาล โดยพาดพิงถึงความประพฤติของรัชกาลที่ 10 พร้อมแนบถาพถ่ายแสดงภาพโดยเป็นภาพบุคคลยืนชูมือ ข้างซ้ายชูสามนิ้ว และข้างขวาชูนิ้วกลางหนึ่งนิ้ว ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ข้อความและภาพดังกล่าวทำให้ประชาชนและบุคคลทั่วไปที่พบเห็นเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ไม่ทรงรักประชาชนและข้าราชบริพาร ทรงหมกหมุ่นในกามารมณ์ ทำให้เกิดการดูหมิ่น ไม่เคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์

การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความไม่เคารพสักการะที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง โดยมีเจตนาทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศและแสดงความอาฆาตมาดร้าย

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2389/2564 ลงวันที่ 27 ก.ย. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นจาก บก.ปอท. จำนวนราว 12 นาย ได้เข้าแสดงหมายค้นของศาลอาญา เพื่อเข้าค้นบ้านพักของพิทักษ์พงษ์ (สงวนนามสกุล) โดยได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ และซีพียูคอมพิวเตอร์ และให้พิทักษ์พงษ์บอกรหัสผ่านสำหรับเข้าถึงโทรศัพท์และเฟซบุ๊ก โดยเจ้าหน้าที่บอกเพียงแค่ว่าเป็นความผิดตาม “มาตรา 14” เท่านั้น

    จากนั้น จึงควบคุมตัวพิทักษ์พงษ์ขึ้นรถตู้ตำรวจ พร้อมมีเจ้าหน้าที่ 2 นาย นั่งประกบ เพื่อเดินทางไปที่ บก.ปอท. เจ้าหน้าที่ได้ให้ลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารต่างๆ เช่น รูปภาพข้อความในเฟซบุ๊ก บันทึกตรวจค้น และรูปถ่ายส่วนตัว โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อหาใด และไม่ได้ให้ติดต่อทนายความ มีเพียงแค่เพื่อน 1 คน นั่งอยู่ในห้องสอบสวนด้วยเท่านั้น

    หลังลงลายมือชื่อในเอกสาร เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวพิทักษ์พงษ์ไป และแจ้งว่าจะส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อหาต่อไป

    พิทักษ์พงษ์เล่าว่า เขาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขากระทำความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เท่านั้น และถ้าหากเขาให้ความร่วมมือเดินทางไปที่ บก.ปอท. จะเผยชื่อผู้กล่าวหาให้ทราบ

    แต่ต่อมาเขาได้รับหมายเรียกลงวันที่ 10 มีนาคม 2564 ออกโดย พ.ต.ท.หญิงอัมพร จันทะวงศ์ ระบุให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา 2 ข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) มี สุรภพ จันทร์เปล่ง รับมอบอำนาจจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้กล่าวหา โดยวันที่ออกหมายเรียกนั้นเป็นวันที่ก่อนตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขา

    (อ้างอิง: บันทึกการตรวจค้น/ตรวจยึด บก.ปอท. ลงวันที่ 11 มี.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/27904)
  • พิทักษ์พงษ์พร้อมทนายความเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.หญิง อัมพร จันทะวงศ์ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 บก.ปอท. ซึ่งแจ้งข้อกล่าวหาและพฤติการณ์คดีให้พิทักษ์พงษ์ทราบ ใจความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2563 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทราบว่า มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อความวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้ปกป้องรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ โดยมีการกล่าวสั้นๆ ถึงความประพฤติของกษัตริย์และรัฐบาลด้วย​ จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว

    พนักงานสอบสวนได้แจ้ง 2 ข้อกล่าวหาต่อพิทักษ์พงษ์ ได้แก่ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ตามมาตรา 14 (3) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 และ “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    พิทักษ์พงษ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะยื่นคำให้การเพิ่มเติมและเอกสารประกอบคำให้การภายในวันที่ 16 เม.ย. 2564

    หลังจากการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ให้ผู้ถูกกล่าวหาพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวัน ก่อนปล่อยตัวไป โดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ เนื่องจากมาปรากฏตัวต่อพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก และจะนัดหมายเพื่อส่งตัวอัยการในภายหลัง

    ในวันนี้ พนักงานสอบสวนบก.ปอท. ได้คืนซีพียูคอมพิวเตอร์ ที่ถูกยึดจากการตรวจค้นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2564 ให้พิทักษ์พงษ์ ส่วนโทรศัพท์มือถือ พนักงานสอบสวนให้เหตุผลว่าต้องยึดไว้เป็นของกลางก่อน

    (อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา บก.ปอท. ลงวันที่ 2 เม.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/27904)
  • พนักงานสอบสวน บก.ปอท. นัดพิทักษ์พงษ์เพื่อส่งสำนวนการสอบสวนและตัวผู้ต้องหาให้กับพนักงานอัยการ อัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งในวันดังกล่าว
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 27 ก.ย. 2564
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพิทักษ์พงษ์ในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กล่าวหาว่า พิทักษ์พงษ์ได้โพสต์ข้อความและภาพบนเฟซบุ๊ก ซึ่งทำให้ประชาชนและบุคคลทั่วไปที่พบเห็นเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ไม่ทรงรักประชาชนและข้าราชบริพาร ทรงหมกหมุ่นในกามารมณ์ ทำให้เกิดการดูหมิ่น ไม่เคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ โดยมีเจตนาทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศและแสดงความอาฆาตมาดร้าย

    สำหรับการปล่อยตัวชั่วคราว พนักงานอัยการได้ขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

    ด้านทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมา เวลา 17.00 น. ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัว โดยวางเงินสดจำนวน 90,000 บาท เป็นหลักประกัน พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการใดตามที่ถูกฟ้องอีก นายประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์จึงได้วางเงินสดจำนวนดังกล่าวเป็นหลักประกันต่อศาล นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 8 พ.ย. 2564 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2389/2564 ลงวันที่ 27 ก.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/35820)
  • นัดตรวจพยานหลักฐานที่เลื่อนมาจากวันที่ 8 พ.ย. 2564 เนื่องจากทนายจำเลยติดว่าความในคดีอื่น หลังเสร็จการตรวจพยานหลักฐาน คู่ความตกลงวันนัดสืบพยานในวันที่ 2 ส.ค. 2565
  • ก่อนเริ่มสืบพยาน พิทักษ์พงษ์ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลจึงมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยรายงานต่อศาล และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 17 ต.ค. 2565 เวลา 13.30 น.
  • จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เนื่องจากติดโควิด ศาลอนุญาตให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 21 พ.ย. 2565 เวลา 13.30 น.
  • ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 814 พิทักษ์พงษ์เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับครอบครัวและเพื่อนรวมเกือบ 10 คน ซึ่งมาร่วมให้กำลังใจ

    ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดี เขาเปิดเผยว่าเหตุที่เขาตัดสินใจกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ เนื่องจากได้ปรึกษาหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกับทนายความ และหากคดียืดเยื้อต่อไป เขาก็ต้องใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย วางแผนอนาคตอะไรไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตนจะต้องเข้าเรือนจำหรือไม่ จึงได้ข้อสรุปว่าการรับสารภาพอาจจะเป็นทางที่ดีที่สุดในขณะนั้น โดยความคาดหวังสูงสุดของเขาคือการได้รับโอกาสให้รอลงอาญาไว้ก่อน

    เวลา 13.41 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดี และอ่านคำฟ้องของพนักงานอัยการให้ฟังโดยสรุป ระบุว่าจำเลยถอนคำให้การเดิม เปลี่ยนเป็นรับสารภาพตามฟ้องในระหว่างพิจารณา ในรายงานสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติมีถ้อยคำบางส่วนที่จำเลยให้กับพนักงานคุมประพฤติเป็นลักษณะปฏิเสธ แต่ศาลเห็นว่าเมื่อให้การรับสารภาพ ก็ถือว่าเป็นการรับสารภาพทั้งหมด

    คำพิพากษาโดยสรุป ศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในตัวบทกฎหมายที่โทษหนักที่สุดคือมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อพิจารณาจากรายงานการสืบเสาะ เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

    หลังจากฟังคำพิพากษา ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปคุมขังไว้ที่ห้องขังใต้ถุนศาลอาญา พิทักษ์พงษ์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า “นึกคำพูดอะไรไม่ออก คำพิพากษาไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ โทษค่อนข้างสูง แต่ก็นั่นแหละครับประเทศไทย หวังว่าจะประกันตัวได้”

    ต่อมาหลังยื่นขอประกันตัวจำเลยระหว่างอุทธรณ์คดี เวลา 17.50 น. ได้รับแจ้งว่าศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวพิทักษ์พงษ์ ด้วยหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 150,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ โดยศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม

    พิทักษ์พงษ์เป็นประชาชนธรรมดา ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือนักกิจกรรม ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัททั่วไป จุดเริ่มต้นของการออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์จนถูกดำเนินคดีในครั้งนี้ ก็มาจากการเห็นข่าวสลายการชุมนุมบริเวณรัฐสภา แยกเกียกกาย เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 ซึ่งผู้ชุมนุมถูกกระทำด้วยความรุนแรง จึงโพสต์ถึงตำรวจควบคุมฝูงชน ตำรวจ และบุคคลผู้ไม่หวังดี ที่ปาหินและใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุม และพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความโกรธ

    การถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ส่งผลกระทบต่อการวางแผนอนาคตของพิทักษ์พงษ์อย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าตนจะถูกพิพากษาจำคุกหรือไม่ การต้องต่อสู้คดีทำให้เขาเสียทั้งเงิน เวลา และสุขภาพจิต และหากต้องโทษจำคุกเขาก็คิดว่าตนจะต้องหมดอนาคต เสียงานที่ทำในปัจจุบันไป และในอนาคต หากสมัครงานบริษัทเอกชนทั่วไป แล้วบริษัทตรวจพบว่ามีประวัติอาชญากรรมอยู่ ก็คงจะไม่สามารถหางานทำได้

    เมื่อถูกถามว่าพิทักษ์พงษ์มีความเห็นอย่างไรต่อมาตรา 112 เขากล่าวว่า “ถ้าว่าด้วยเรื่องกฎหมาย เราอาจผิดจริง แต่ถ้าถามเรื่องสิทธิมนุษยชนทั่วไป เราไม่น่าผิดขนาดนั้น ระวางโทษของมาตรา 112 เทียบเท่าการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา แต่เราแค่โพสต์เฟซบุ๊ก 1 โพสต์”

    “กฎหมายมาตรานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างยิ่ง ไม่ต้องเอาออกไปก็ได้ แต่ควรทำให้เหมาะสมกว่านี้ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าแบบไหนคือเหมาะสม แต่ไม่ใช่แบบที่โทษหนักเท่าการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาแน่นอน”

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/50809)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิทักษ์พงษ์ (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิทักษ์พงษ์ (สงวนนามสกุล)

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 21-11-2022

ศาลอุทธรณ์

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิทักษ์พงษ์ (สงวนนามสกุล)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์