ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • แจ้งโดยตำรวจ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
ดำ อ. 855/2564

ผู้กล่าวหา
  • พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน (ประชาชน)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
ดำ อ. 855/2564

ผู้กล่าวหา
  • พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • แจ้งโดยตำรวจ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ. 855/2564
ผู้กล่าวหา
  • พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ. 855/2564
ผู้กล่าวหา
  • พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน

ความสำคัญของคดี

กัลยา (นามสมมติ) พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ถูกพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ประชาชนทั่วไปเข้าแจ้งความดําเนินคดี ฐาน “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยกล่าวหาว่า กัลยาแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กพาดพิงถึงกษัตริย์ ทำให้กัลยาต้องเดินทางไกลกว่า 1,000 กม. เพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหา และไปศาลอีกหลายครั้ง จนกว่าคดีจะสิ้นสุด โดยกัลยาได้รับการประกันตัวตลอดกระบวนการพิจารณาคดี

นับเป็นอีกกรณีที่สะท้อนปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของการบังคับใช้ มาตรา 112 ซึ่งผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นใครก็ได้ และสามารถแจ้งความที่ไหนก็ได้ นอกจากสร้างภาระทางคดีแล้ว ผู้ต้องหาหรือจำเลยทางการเมืองยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

คำฟ้องของพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 โดยสรุประบุว่า

ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คือในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งครองราชย์อยู่ปัจจุบัน ตามรัฐธรรมนูญไทย 2560 มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ไม่ได้”

1. เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 จำเลยได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยใช้รูปโปรไฟล์เป็นรูปจำเลยใส่เสื้อสีดำ สวมหมวกยืนอยู่หน้ารถยนต์ และรูปจำเลยใส่เสื้อและกางเกงสีขาวอยู่ในวงกลมทับซ้อนอีกครั้งหนึ่ง และมีตัวหนังสือดำ เป็นชื่อจริงในภาษาอังกฤษของจำเลยอยู่ใต้รูป บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นบัญชีที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ พร้อมโพสต์ข้อความที่มีผู้มากดถูกใจ 550 คน

จำเลยยังได้มีการเขียนข้อความต่อจากความเห็นของบุคคลว่า “วอร์มปากรอแล้วเนี่ย” และจำเลยได้เขียนโพสต์ข้อความต่อจากเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “ธนวัตน์ วงศ์ไชย – Tanawat Wongchai” ว่า “แน่จริงก็ยกเลิก ม. 112 #แล้วจะเล่าให้ฟัง!!!”

อัยการบรรยายฟ้องระบุว่าข้อความดังกล่าวประสงค์ให้บุคคลที่เข้ามาอ่าน เข้าใจว่า พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน เป็นคนยังไม่ได้ จะเป็นกษัตริย์ไปทำไม เป็นการดูถูก เหยียดหยาม ด่าทอ สบประมาทพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง มีเจตนาเพื่อทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เป็นที่เคารพสักการะ

2. เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 จำเลยยังได้เข้าไปแสดงความเห็นด้วยการคอมเมนต์บนโพสต์ของ “Somsak Jeamteerasakul” ซึ่งลงข้อความว่า “มีการ์ดโดนยิงเข้าช่องท้องอาการสาหัส อยู่ ICU” โดยจำเลยได้คอมเมนต์ภาพและข้อความที่เกี่ยวกับกษัตริย์ลงท้ายโพสต์ดังกล่าว ซึ่งอัยการระบุว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ด่าทอ สบประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง มีเจตนาเพื่อทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เป็นที่เคารพสักการะ

(อ้างอิง: คำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.855/2564 ศาลจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ 13 ก.ย. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่สถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส กัลยาเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ในฐานความผิด “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) สืบเนื่องมาจากพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดําเนินคดีต่อกัลยา กล่าวหาว่า คอมเมนต์ในเฟซบุ๊กพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์

    ก่อนหน้านี้กัลยาได้รับหมายเรียกออกโดย ว่าที่ พ.ต.ต.นที จันทร์แสงศรี พนักงานสอบสวน สภ.สุไหงโก-ลก ลงวันที่ 17 พ.ค. 2564 ให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 7 มิ.ย. 2564 แต่เนื่องจากหมายเรียกเพิ่งถูกส่งมาถึงบ้านตามภูมิลำเนาของกัลยาที่จังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2564 อีกทั้ง ปัจจุบันกัลยาทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี จึงไม่สะดวกเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ตามกำหนดในหมายเรียก จึงขอเลื่อนนัดหมายมาเป็นวันนี้

    ว่าที่ พ.ต.ต.นที บรรยายพฤติการณ์คดีโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ผู้กล่าวหา ได้เปิดเฟซบุ๊กพบบัญชีเฟซบุ๊กหนึ่งโพสต์รูปภาพและข้อความพาดพิงถึงกษัตริย์จำนวน 4 ข้อความ โดยมีข้อความวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของกษัตริย์ต่อการชุมนุมทางการเมือง รวมทั้งข้อความที่โพสต์ใต้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “ธนวัฒน์ วงค์ไชย – Tanawat Wongchai” ว่า “แน่จริงยกเลิกม.112#แล้วจะเล่าให้ฟัง!!!” ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าข้อความเป็นการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ของไทย และเป็นการกล่าวร้ายต่อพระองค์ จึงมาแจ้งความร้องทุกข์

    ก่อนแจ้ง 2 ข้อกล่าวหาต่อกัลยา ได้แก่ “หมิ่นประมาทกษัตริย์”ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กัลยาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อไป

    จากนั้นเวลา 14.00 น. ทางตำรวจแจ้งว่าจะนำตัวกัลยาไปขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลจังหวัดนราธิวาส ทั้งที่เธอเดินทางมาตามหมายเรียก

    พนักงานสอบสวนอ้างในคำร้องขอฝากขังว่ายังต้องทำการสอบสวนปากคำพยานอีก 4 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมผู้ต้องหา จึงขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นระยะเวลา 12 วัน แต่ไม่คัดค้านหากผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยพนักงานสอบสวนทำเรื่องขอฝากขังต่อศาลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด 2019

    ต่อมาศาลจังหวัดนราธิวาสอนุญาตให้ฝากขัง และทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ก่อนศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 150,000 บาท ไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ และให้มารายงานตัวต่อศาลอีกครั้ง ในวันที่ 9 ส.ค. 2564

    หลังได้รับการประกันตัวโดยใช้เงินสดจากกองทุนราษฎรประสงค์ กัลยาเปิดเผยว่ารู้สึกกังวลและลำบากใจเป็นอย่างมากที่จะต้องเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาไกลถึง จ.นราธิวาส โดยต้องโดยสารเครื่องบินมาถึง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงเย็นของเมื่อวาน และได้ขับรถเพื่อเดินทางไป สภ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ตั้งแต่เช้ามืด เวลาประมาณ 04.00 น. ของวันนี้ ก่อนจะถึงที่หมายในเวลา 08.00 น.

    การเดินทางมารับทราบข้อกล่าวในครั้งนี้ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากถึง 15,000 บาท อีกทั้งยังรู้สึกกลัวว่าการเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้จะกระทบต่อการทำงานในปัจจุบันที่ จ.นนทบุรีอีกด้วย

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังระบุว่านายพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ได้เป็นผู้กล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกอย่างน้อย 5 ราย ไว้ที่สถานีตำรวจนี้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการทยอยออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.สุไหงโก-ลก, คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ 22 มิ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/31122)
  • ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลขอรายงานตัวโดยวิธีการอื่น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ไปรายงานตัวที่ศาลจังหวัดนนทบุรี

    (อ้างอิง: คำร้องขอรายงานตัวโดยวิธีการอื่น ศาลจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ 3 ส.ค. 2564)
  • กัลยาเข้ารายงานตัวตามสัญญาประกันที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนัดรายงานตัวครั้งต่อไปในวันที่ 14 ก.ย. 2564
  • นับจากฝากขังครั้งแรกในวันที่ 22 มิ.ย. 2564 วันนี้ครบฝากขัง 84 วัน พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ได้ยื่นฟ้องกัลยาต่อศาลจังหวัดนราธิวาส กล่าวหาว่า กัลยาแสดงความเห็นในเฟซบุ๊ก เป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาทกษัตริย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง รวม 2 กรรม โดยระบุว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

    อย่างไรก็ตาม ในคำฟ้อง พนักงานอัยการไม่ได้คัดค้านการให้ประกันตัวจำเลย

    (อ้างอิง: คำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.855/2564 ศาลจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ 13 ก.ย. 2564)
  • กัลยาทราบว่าอัยการยื่นฟ้องแล้ว แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในพื้นที่ควบคุมเข้นข้น จำเลยจึงได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดสอบคำให้การไปเป็นวันที่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 09.00น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง
  • หลังศาลอ่านและอธิบายคำฟ้อง และถามคำให้การเบื้องต้น โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 9 ธ.ค. 2564 เวลา 13.00 น.

    จากนั้นทนายความได้ยื่นประกันตัวในชั้นพิจารณาคดี โดยใช้หลักทรัพย์ประกันเดิมเป็นเงินสดจำนวน 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ซึ่งได้วางไว้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณา โดยใช้หลักประกันเดิม

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/36708)
  • นัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิ สอบคําให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกําหนดวันนัดสืบพยาน ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง จําเลยให้การปฏิเสธ ตามคําให้การที่ยื่นต่อศาลฉบับลงวันที่ 9 ธ.ค. 2564

    จําเลยและทนายจําเลยแถลงแนวทางการต่อสู้คดีว่า จําเลยรับว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่ไม่ได้กระทําความผิดตามที่โจทก์กล่าวหา

    โจทก์แถลงว่า มีเอกสารและภาพถ่ายที่จะอ้างส่งเป็นพยานรวม 11 ฉบับ ได้แก่ รายงานประจําวันเกี่ยวกับคดี (จ.1), หนังสือคําร้องทุกข์กล่าวโทษและภาพประกอบ (จ.2), ข้อมูลทะเบียนราษฎรของจําเลย (จ.3), หนังสือขอตรวจสอบข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (จ.4), หนังสือเรื่องแจ้งผลดําเนินการตรวจสอบข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (จ.5), หนังสือเรื่องขอตรวจสอบข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (จ.6), บันทึกข้อความเรื่องรายงานผลการตรวจสอบ (จ.7), คําสั่งตํารวจภูธรจังหวัดนราธิวาสที่ 327/2564 (จ.8), บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาและรายงานประจําวัน (จ.9), บันทึกคําให้การชั้นสอบสวนของจําเลย (จ.10) และบันทึกคําให้การของนายวันเฉลิม (จ.11)

    ทนายจําเลยแถลงว่า มีเอกสารและภาพถ่ายที่จะอ้างส่งเป็นพยานรวม 5 ฉบับ ได้แก่ ภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กเพจ In Front Film ลงวันที่ 19 มิ.ย. 2563 (ล.1), ภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กเพจ คอหนังโหด ลงวันที่ 9 ก.พ. 2563 (ล.2), ภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กเพจ คอหนังโหด ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2564 (ล.3), ภาพถ่ายข้อความที่แชร์โพสต์ของธนวัฒน์ วงค์ไชย (ล.4) และภาพถ่ายคําสารภาพ “ธาริต” เคารพ “สุเทพ” อุ้ม
    “จตุพร” (ล.5)

    อัยการและทนายจำเลยแถลงว่า ประเด็นที่รับกันได้มีรวม 5 ปาก โจทก์จึงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ทั้งห้าปากดังกล่าว แต่ขออ้างเอกสารที่เกี่ยวข้องกับพยานโจทก์ดังกล่าวแทนการสืบพยาน

    โจทก์แถลงว่า ประสงค์ที่จะนําพยานเข้าสืบรวม 8 ปาก ได้แก่ นายพศิษฐ์ จันทร์หัวโทน ผู้กล่าวหา, พยานแวดล้อม 6 ปาก และว่าที่ พ.ต.ต.นที จันทร์แสงศรี พนักงานสอบสวน ใช้เวลาสืบไม่เกิน 2 นัด

    ทนายจําเลยแถลงว่า ประสงค์ที่จะนําพยานเข้าสืบรวม 3 ปาก ได้แก่ จําเลย, ดร.อิสระ ชูศรี นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ เบิกความเกี่ยวกับการตีความข้อความตามฟ้อง และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เบิกความเกี่ยวกับบริบทความเห็นที่อาจเป็นประโยชน์กับการใช้และการตีความ รวมถึงความหมายตามการกระทําของจําเลยว่าเป็นความผิดหรือไม่ ใช้เวลาสืบครึ่งนัด

    นัดสืบพยานในวันที่ 10-12 พ.ค. 2565

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา คดีหมายเลขดำที่ อ.855/2564 ศาลจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ 9 ธ.ค. 2564)
  • พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน อายุ 40 ปี ประกอบอาชีพครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษที่ อ.สุไหงโก-ลก เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 เขาเล่นเฟซบุ๊กตามปกติและได้พบเห็นบัญชีของกัลยา แสดงความคิดเห็นไว้ในเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง ซึ่งจำชื่อไม่ได้ จากนั้นจึงเข้าไปดูที่หน้าเฟซบุ๊กของจำเลย และเห็นว่ามีการแชร์ข้อความจากเพจเฟซบุ๊กของอานนท์ นำภา, ธนวัฒน์ วงค์ไชย – Tanawat Wongchai และ Somsak Jeamteerasakul พร้อมกับเขียนคำอธิบายเพิ่มเติมไว้ด้วย

    พสิษฐ์เบิกความว่า เขาไล่ดูข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยหลายๆ ข้อความแล้ว เห็นว่าจำเลยกล่าวอ้างถึงรัชกาลที่ 10 ทั้งยังเขียนข้อความที่แสดงความโกรธแค้น จึงใช้วิธีการแคปภาพหน้าจอแต่ละข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลย ไม่ได้เป็นการสั่งพิมพ์โดยตรงจากหน้าเว็บไซต์ แล้วรวบรวมเข้าแจ้งความโดยอาศัยแบบฟอร์มแจ้งความจากกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องสถาบัน (คปส.) ที่พสิษฐ์ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มดังกล่าว ไม่ได้มีหน้าที่จับตาดูโพสต์ต่างๆ ที่เข้าข่าย 112 ในสื่อออนไลน์ เพียงแต่ได้ความช่วยเหลือเรื่องแบบฟอร์มนั้นมาจากรุ่นพี่ในกลุ่มดังกล่าว

    จากวันที่พสิษฐ์พบข้อความของจำเลยในเฟซบุ๊กจนถึงวันที่เข้าแจ้งความ คือตั้งแต่ 28 ม.ค. ถึง 21 เม.ย. 2564 นับเป็นเวลาห่างกันนานกว่า 3 เดือน พสิษฐ์ระบุว่าเหตุที่ใช้เวลานานเป็นเพราะเขาทำการสืบทราบตัวตนของจำเลยด้วยตนเอง ประกอบกับศึกษาข้อมูลกฎหมายเพิ่มเติม

    สำหรับการสืบทราบตัวตน พสิษฐ์กล่าวเขาไล่ดูโพสต์เก่าๆ ในเฟซบุ๊กดังกล่าว ไปจนกระทั่งพบว่าจำเลยเคยถ่ายภาพการส่งสินค้าที่ระบุชื่อ-นามสกุล รวมถึงที่อยู่ไว้ชัดเจน จากนั้นก็ได้นำเอาชื่อที่พบมาเทียบเคียงกับชื่อเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ และเมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนก็ได้นำข้อมูลทั้งหมดเข้าแจ้งความ

    อย่างไรก็ดี พสิษฐ์ยังระบุด้วยว่า นอกจากคดีนี้แล้วเขาได้เข้าแจ้งความในคดีมาตรา 112 ไว้ที่ สภ.สุไหงโก-ลก อีกหลายคดี โดยผู้ที่ถูกกล่าวส่วนใหญ่เป็นคนในภูมิภาคอื่น ไม่ใช่คนในภาคใต้

    ในส่วนการตอบทนายจำเลยถามค้าน พสิษฐ์ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่สมาชิกของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องสถาบัน (คปส.) ไม่ทราบกลุ่มเครือข่ายฯ มีสมาชิกกี่คน ทราบเพียงแต่ว่ามีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งยืนยันด้วยว่าตนเองได้รับอนุญาตให้นำแบบฟอร์มเอกสารแจ้งความมาใช้ โดยผู้มีที่อนุญาตนั้นมีความสัมพันธ์กับตนเองในฐานะรุ่นพี่

    พสิษฐ์กล่าวด้วยว่าทางกลุ่มเครือข่ายฯ ดังกล่าว มีการจับตาดูโพสที่เข้าข่าย 112 แล้วนำมาแจ้งความจริง แต่ตนเองไม่ได้ทำหน้าที่นั้น และที่เข้ามาแจ้งความนี้ก็เพียงแค่ว่างจากงานแล้ว เล่นเฟซบุ๊กไปเรื่อยๆ กระทั่งเจอข้อความจากเฟซบุ๊กของจำเลย โดยในการจัดทำเอกสารแจ้งความ ไม่ได้มีสมาชิกคนใดของกลุ่มเครือข่ายฯ เข้ามาช่วยเหลือ

    ตลอดการถามค้าน พสิษฐ์ยอมรับว่าแต่ละข้อความที่เขาใช้วิธีการแคปภาพหน้าจอ หรือแคปมาจากเฟซบุ๊กของจำเลยนั้นอาจเป็นการโพสต์คนละวัน คนละเหตุการณ์ ซึ่งเมื่อนำมาอ่านรวมกันแล้วอาจทำให้ตีความได้หลายความหมาย เขายอมรับด้วยว่าคำว่าพระมหากษัตริย์เป็นคำนาม และยังมีประเทศอื่นๆ อีกที่มีพระมหากษัตริย์ และเคยมีการปกครองด้วยกษัตริย์ หรือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยยอมรับว่าข้อความทั้งหมดที่รวมรวบมาแจ้งความนั้น ไม่ได้มีชื่อหรือภาพของบุคคลใดๆ ปรากฏอยู่ พร้อมกับยอมรับว่าข้อความหนึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นในเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งที่มีผู้แสดงความคิดเห็นอีกหลายคน หากแต่เขาไม่ได้นำส่งข้อความที่เป็นการแสดงความคิดเห็นของคนอื่นๆ ให้แก่ตำรวจ

    แต่ถึงกระนั้น พสิษฐ์เบิกความว่าการแจ้งความมาตรา 112 แก่ผู้อื่น ไม่ได้ทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียเพราะเป็นการมาทำตามหน้าที่ของผู้จงรักภักดีในสถาบันกษัตริย์

    ในการตอบคำถามติงของอัยการ พสิษฐ์กล่าวว่าข้อความทั้งหมดจากเฟซบุ๊กของจำเลยที่ได้รวบรวมนำมาแจ้งความนั้น แม้จะไม่ได้ถูกโพสต์ในวันและเหตุการณ์เดียวกัน แต่ต้องการให้ดูที่เจตนาของจำเลย จึงได้รวบรวมนำมาแจ้งความ

    นอกจากผู้กล่าวหาและพนักงานสอนสวนแล้ว พยานโจทก์อื่นๆ เป็นผู้ที่มาจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ซึ่งได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาเป็นพยานความเห็นในคดีมาตรา 112 โดยพบว่าหลายคนได้เป็นพยานยานในคดี 112 หลายคดีของ สภ. สุไหงโก-ลก

    พยานโจทก์ปากที่ 2 ประทุม พัฒนวงษ์ อายุ 54 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พยานปากนี้เคยเป็นผู้แจ้งความในคดี 112 ที่ สภ.สุไหงโก-ลก ทำให้ได้รับการติดต่อจากพนักงานสอบสวนให้มาให้ความเห็นในคดีนี้ ประทุมได้สวมเสื้อยืดสีเหลืองสกรีนข้อความ “ทรงพระเจริญ ร.10” มาด้วย โดยระบุว่าเป็นเสื้อที่ขอมาจากกลุ่มเครือข่ายฯ

    พยานเบิกความว่าหลังจากดูทุกข้อความของจำเลยแล้วมีความเห็นว่าเป็นการหมิ่นพระมหากษัตริย์ โดยตีความได้ว่าเป็นการใส่ร้าย โดยระบุว่าหลังจากได้ดูทุกๆ ข้อความแล้วรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ควรกล่าวร้าย เพราะพระมหากษัตริย์ทำอะไรให้ประเทศเยอะมาก ทั้งยังกล่าวด้วยว่า “ถือว่าสิ่งที่เด็กคนนี้แชร์เป็นสิ่งผิด” และ “แผ่นดินนี้ท่านมีแต่ให้”

    อย่างไรก็ตาม ประทุมตอบคำถามค้านของทนายจำเลยโดยยอมรับว่า ข้อความทั้งหมดเป็นข้อความที่โพสต์กันคนละวัน คนละเหตุการณ์ แต่เมื่อเห็นอยู่รวมกันแล้ว อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวหรือมีความหมายเดียวกัน

    นอกจากนี้ ประทุมยังเบิกความตอบทนายจำเลยเพิ่มเติมด้วยว่าตนเองไม่ได้มีกลุ่มก้อนทางการเมืองใดๆ อยู่คนเดียว เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป โดยมองว่าคำว่าปฏิรูปไม่ได้มีความหมายว่าการทำให้ดีขึ้น โดยระบุว่า ณ ตอนนี้ดีอยู่แล้ว

    .

    พยานโจทก์ปากที่ 3 ประสิทธิ์ ศรีสืบ อายุ 68 ปี อาชีพทนายความ เบิกความว่าตนเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีเพราะเป็นประธานสภาทนายความจังหวัดนราธิวาส และได้รับการเชิญจากเจ้าพนักงานตำรวจให้เข้ามาเป็นพยานในคดี โดยสำหรับคดี 112 นี้พยานได้ดูข้อความแล้วและได้ลงนามรับรองในเอกสารของพนักงานสอบสวนแล้ว และระบุด้วยว่านอกจากคดีนี้แล้วยังเป็นพยานในคดีอื่นๆ ด้วย แต่เป็นไม่ถึง 10 คดี

    ทั้งนี้ เมื่อพนักงานอัยการถามถึงข้อความในคดี พยานเบิกความว่าไม่ขอตอบ อัยการจึงถามใหม่ แต่พยานก็ยืนยันว่าไม่ขอออกความเห็นดังเดิม พร้อมกับยืนยันว่าขอเบิกความตามที่พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนเข้ามา

    ประสิทธิ์ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยยอมรับข้อมูลที่พสิษฐ์นำส่งให้แก่ตำรวจนั้น ได้มาด้วยวิธีการแคปภาพหน้าจอ ขณะเดียวกันก็ยืนยันที่จะไม่ขอออกความเห็นต่อข้อความทั้งหมด และไม่มีความเห็นว่าการแจ้งความมาตรา 112 จำนวนมาก จะสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่

    .

    พยานโจทก์ปากที่ 4 ทัศนีย์ อกนิษฐ์กุล อายุ 58 ปี อาชีพแม่บ้านและมีความสัมพันธ์กับพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ในฐานะที่เป็นแม่ยาย โดยทัศนีย์เบิกความว่าลูกเขยของตนไม่ชอบให้ใครดูหมิ่นสถาบันฯ เมื่อเกิดเหตุแบบนี้จะต้องเข้าช่วยเหลือสถาบันฯ ในวันที่ 28 ม.ค. 2564 พสิษฐ์ได้นำข้อความต่างๆ จากเฟซบุ๊กของจำเลยมาให้ดู เมื่อดูแล้วเธอรู้สึกว่าข้อความทั้งหมดเป็นการดูหมิ่นว่าร้ายให้แก่rพระมหากษัตริย์ เป็นการมุ่งร้ายต่อรัชกาลที่ 10 แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อได้อ่านข้อความแล้วทัศนีย์ระบุว่าเธอไม่ได้เชื่อตามข้อความเหล่านั้นแต่อย่างใด

    ทัศนีย์ตอบคำถามทนายจำเลยถามค้าน โดยระบุว่าพสิษฐ์รวบรวมข้อมูลเพื่อทำเอกสารร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยวิธีการแคปภาพหน้าจอ จากนั้นนำเข้าไปปรับแต่งในโปรแกรม Microsoft Word โดยไม่มีการระบุวันที่ของแต่ละข้อความ ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่ทราบว่าแต่ละข้อความนั้นถูกโพสต์ขึ้นวันใด และเนื่องในเหตุการณ์ใด รวมทั้งยอมรับด้วยว่าในทุกโพสต์ของจำเลยไม่มีการระบุชื่อ หรือภาพของรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด

    (อ้าง: https://tlhr2014.com/archives/46715)
  • ทนายจำเลยนำพยานจำเลยขึ้นเบิกความจำนวน 1 ปาก คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นผู้ร่วมทำวิจัยว่าด้วยเรื่องผลกระทบของการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2555 และยังเคยจัดอบรมความรู้ว่าด้วยการพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับทนายความและนักกฎหมาย

    โดยภาพรวม ยิ่งชีพเบิกความชี้ให้เห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ในคดีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย จำต้องทำให้ศาลสิ้นสงสัย โดยหลักการของการยืนยันตัวตนฯ ประกอบด้วยหลักฐานอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่

    1. หลักฐานว่ามีข้อความอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้

    2. วิธีการจับภาพหน้าจอเป็นวิธีการที่มีปัญหา เพราะไฟล์ที่ได้นั้นเป็นไฟล์ภาพ และไฟล์ดังกล่าวสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้

    3. หมายเลข IP Address ของผู้โพสต์ข้อความ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 18 ในการขอหมายเลข IP Address ซึ่งเมื่อได้หมายเลขมา จึงจะสามารถดำเนินการตรวจสอบตัวตนได้

    4. เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบประวัติการเข้าใช้งานเว็บไซต์ การล็อกอิน หรือการโพสต์ ซึ่งการกระทำแต่ละอย่างจะทิ้งร่องรอยไว้อยู่ภายในคอมพิวเตอร์แม้ว่าจะลบไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถตรวจสอบได้

    จากนั้นทนายจำเลยก็ให้พยานดูเอกสารที่พสิษฐ์จัดทำขึ้น พยานให้ความเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นการแคปภาพหน้าจอที่ผ่านการตัดแต่งมาแล้ว ดังจะสังเกตได้จาก

    1. ภาพถ่ายหน้าจอปกติจะต้องมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เวลา วันที่ และปริมาณแบตเตอรี่ปรากฎอยูที่ด้านบนของภาพ แต่ในเอกสารไม่มีสิ่งเหล่านี้

    2. ขนาดของภาพควรที่จะต้องเป็นภาพที่มีขนาดและมาตราส่วนเท่ากันทุกภาพ แต่ในเอกสารจะเห็นได้ว่าภาพมีอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน แสดงให้เห็นว่ามีการตัดต่อภาพไปแล้วบางส่วน

    3. ภาพจากการจับภาพหน้าจอจะไม่มีกรอบ แต่ภาพที่ปรากฏในเอกสารนั้นมีกรอบ แสดงว่ามีการทำอะไรบางอย่างกับภาพมาก่อนหน้านี้แล้ว

    ทั้งนี้ พยานยังยืนยันด้วยว่าการตัดต่อภาพนั้นทำได้โดยง่าย เพียงแค่ใช้โปรแกรมธรรมดาก็สามารถตัดต่อได้

    ในระหว่างที่มีการถามค้าน พนักงานอัยการพยายามถามว่าพยานไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยมีเอกสารทางวิชาการ หรือใบรับรองจากสถานศึกษาใดๆ

    หากแต่ในการตอบคำถามติงของทนายจำเลย พยานได้เบิกความว่าตนเองไม่เคยเข้าเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในสถาบันการศึกษา แต่ก็มีข้อเท็จจริงว่าได้รับการอบรมโดยบุคคลที่สำเร็จการศึกษาในด้านดังกล่าวโดยตรง ประกอบกับมีประสบการณ์จากการทำงานที่ทำให้สรุปได้ว่าพยานมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้

    นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่พยานหลักฐานของโจทก์ต้องสามารถทำให้ศาลสิ้นสงสัยได้

    (อ้าง: https://tlhr2014.com/archives/46715)
  • พยานโจทก์ปากที่ 5 อภินันท์ ชาจิตตะ อายุ 40 ปี อาชีพข้าราชการปลัดอำเภอ เบิกความว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้เนื่องจากได้รับการประสานจากตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก ให้มาเป็นพยาน โดยในตอนนั้นตำรวจได้บอกแก่พยานว่าจำเลยกระทำความผิดด้วยการโพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊ก พร้อมกับนำเอกสารซึ่งเป็นข้อความตามที่ปรากฏในสำนวนฟ้องมาให้ดู เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้วเข้าใจว่าจำเลยด้อยค่าพระมหากษัตริย์ไทย แต่ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นกษัตริย์พระองค์ใด ส่วนในแง่ของบริบทนั้น เข้าใจว่าจำเลยพูดถึงประเทศไทย พูดถึงสถาบันกษัตริย์ไทย แต่จะสื่อความหมายอย่างไรนั้น ไม่อาจทราบได้

    อภินันท์ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยยอมรับว่าเอกสารที่พสิษฐ์จัดทำขึ้น ไม่มีการระบุวันที่ที่ชัดเจน ทำให้เขาไม่ทราบว่าจำเลยได้โพสต์หรือแชร์ข้อความนี้ไว้เมื่อใด รวมทั้งระบุด้วยว่าการอ่านข้อความที่จำเลยโพสต์นั้นต้องอาศัยการตีความ ซึ่งตนเองไม่ขอออกความเห็น

    .

    พยานโจทก์ปากที่ 6 กิตติศักดิ์ กังวานโยธากุล อายุ 66 ปี รองนายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก เบิกความว่าเกี่ยวข้องกับคดี เพราะทางตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก ต้องการความเห็นเกี่ยวกับ “คดีหมิ่นเบื้องสูง” ที่หลากหลาย จึงประสานมาขอความร่วมมือให้มาเป็นพยานในคดี

    กิตติศักดิ์เบิกความว่า หลังจากอ่านข้อความตามฟ้องแล้ว เขามีความเห็นว่าเป็นการหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย หากแต่เมื่อให้ระบุชี้ชัดว่าเป็นกษัตริย์พระองค์ใด กิตติศักดิ์ก็ลังเลในคำตอบระหว่างรัชกาลที่ 9 และ 10

    ทนายจำเลยพยายามถามค้านว่าในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น เฟซบุ๊กของกิตติศักดิ์เป็นลักษณะแฟนเพจสาธารณะที่มีผู้ดูแล หรือที่เรียกว่าแอดมินใช่หรือไม่ แต่คำถามดังกล่าวถูกศาลติง เนื่องจากสร้างความไม่เข้าใจให้แก่พยาน ก่อนที่ทนายจำเลยจะเปลี่ยนคำถามใหม่ แล้วได้คำตอบว่ากิตติศักดิ์เป็นผู้ดูแลเฟซบุ๊กของตนเองแต่เพียงผู้เดียว

    อย่างไรก็ตาม กิตติศักดิ์ยอมรับว่าเอกสารของพสิษฐ์ทำขึ้นด้วยวิธีการแคปภาพหน้าจอและไม่มีการระบุวันที่ที่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่าแต่ละข้อความคือเหตุการณ์ใด ที่ใด และวันเวลาใด ทั้งยังยอมรับด้วยว่าในทุกข้อความไม่มีภาพหรือชื่อของบุคคลใดๆ ปรากฏอยู่ นอกจากนี้แล้ว ยังระบุด้วยว่าหากอ่านข้อความจากเฟซบุ๊กของจำเลยแยกกัน ก็อาจทำให้มีความเข้าใจอีกอย่างหนึ่งก็เป็นได้

    .

    พยานโจทก์ที่ 7 กีรติกานต์ บุญฤทธิ์ อายุ 42 ปี อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พยานได้รับการติดต่อประสานจากพนักงานสอบสวน สภ.สุไหงโก-ลก ให้มาเป็นพยาน ผ่านการส่งหนังสือเทียบเชิญไปยังต้นสังกัด ก่อนที่ทางตำรวจจะเข้าไปหาถึงที่ทำงาน พร้อมนำเอกสารที่เป็นข้อความจากเฟซบุ๊กในคดีไปให้ดูด้วย โดยทางตำรวจไม่ได้แจ้งว่าใครเป็นจำเลยในคดีนี้

    กีรติกานต์เบิกความว่าสำหรับข้อความว่า “จะเป็นกษัตริย์ไปทำไม เป็นคนธรรมดายังเป็นไม่ได้” ซึ่งพยานตีความตามหลักวิชาภาษาไทยได้ว่า กษัตริย์หมายถึงผู้ปกครอง นักรบ และพยานได้วิเคราะห์ว่า คน หมายถึงมนุษย์ ซึ่งตามพจนานุกรมมีความหมายว่าเป็นสัตว์ที่มีความคิด มีเหตุผล และเมื่ออ่านข้อความแล้ว ก็ตีความได้ว่า จะเป็นผู้ปกครองไปทำไม หากยังมีความคิดหรือเหตุผลไม่ได้เลย พยานมีความเห็นว่าอ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นคำถามที่สะกิดให้คิดต่อ และตีความได้ว่าหมายถึงการเป็นผู้บกพร่องในหน้าที่

    ส่วนข้อความว่า “วอร์มปากรอแล้วเนี่ย” พยานไม่ได้เห็นข้อความนี้ในวันที่ตำรวจไปหาที่ทำงาน และพยานเบิกความว่าหมายถึงการเตรียมพร้อม หรือการรอที่จะตอบโต้ ส่วนจะเป็นการรออะไรนั้น พยานตอบว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับข้อความก่อนหน้า

    พยานเบิกความว่าสำหรับข้อความที่จำเลยเขียนกำกับไว้ในการแชร์โพสจากเพจธนวัฒน์ วงค์ไชย ที่ว่า “แน่จริงยกเลิกม.112 #แล้วจะเล่าให้ฟัง” นั้นพยานมองว่าข้อความที่อยู่ในต้นโพสต์แสดงความหดหู่ ส่วนประโยคของจำเลยแสดงความท้าทายว่า ให้ยกเลิก 112 ก่อนแล้วมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง

    เมื่อพนักงานอัยการให้พยานดูคำให้การของตนในชั้นสอบสวน ว่าเป็นเรื่องของการ์ดที่โดนยิง พยานก็เบิกความว่า ข้อความยกเลิก 112 เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การชุมนุม หรือการจับกุม โดยพยานไม่ทราบว่าเป็นเหตุการณ์ใด เกิดขึ้นเมื่อใด และจากข้อความถือเป็นการบอกเล่า แจ้งให้ทราบโดยทั่วไป

    ในข้อความที่ “กระสุนพระราชทานเข้า 1” พยานเบิกความว่า คำว่าพระราชทานมีนัยตามหลักภาษาไทยว่าเป็นคำราชาศัพท์ โดยคำนี้จะใช้ได้ 2 ลำดับคือ กษัตริย์ และราชินี แต่ในบริบทปัจจุบันสามารถใช้กับสมเด็จพระเทพฯ ด้วยก็ได้ ซึ่งเมื่ออ่านข้อความแล้วเข้าใจว่าหมายถึงทั้ง 3 พะองค์ แต่หากตอบตามสามัญสำนึกก็จะเหลือเพียงองค์เดียว คือรัชกาลที่ 10

    พยานเบิกความว่าจากทั้ง 4 ข้อความ พยานตีความได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ คือรัชกาลที่ 10 เพราะดูจากบริบททางการเมืองในปัจจุบันที่รัชกาลที่ 10 กำลังครองราชย์อยู่

    ในการตอบคำถามค้านของทนายจำเลย พยานเบิกความว่าหลักการตีความในวิชาภาษาไทยจะต้องประกอบด้วย ความเข้าใจในถ้อยคำ และบริบทของข้อความ ซึ่งหมายถึงวันและเวลาที่ข้อความถูกสร้างขึ้น รวมถึงเจตนาของผู้สื่อสาร พยานยอมรับว่าเอกสารตามฟ้องทำขึ้นด้วยวิธีการแคปภาพหน้าจอ และข้อความที่ 1 ถึง 3 ไม่ได้มีการระบุวัน-เวลาที่ชัดเจนว่าถูกโพสต์ขึ้นเมื่อใด

    พยานยอมรับว่า เมื่อดูข้อความที่ถูกวางรวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมดแล้ว ทำให้เกิดความเข้าใจเดียวกัน และเข้าใจว่าเป็นไปในบริบทเดียวกัน แต่ขณะเดียวกัน หากอ่านแต่ละข้อความในวันเวลาที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้มีความเข้าใจที่ต่างออกไปได้ แต่กระนั้น พยานยืนยันว่าความหมายหรือการสื่อถึงใครยังคงเดิม เพราะข้อความทั้งหมดเป็นเรื่องซ้ำๆ กัน ในส่วนนี้ศาลได้บันทึกว่า การอ่านข้อความในวันเวลาที่ต่างกัน ทำให้เกิดความเข้าใจที่ต่างกันออกไปเพียงเล็กน้อย

    ทนายจำเลยถามว่าข้อความว่า “จะเป็นกษัตริย์ไปทำไม เป็นคนธรรมดายังเป็นไม่ได้” เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือการตั้งคำถาม พยานเบิกความว่าเนื่องจากไม่ทราบข้อความในต้นโพสต์ ทำให้ไม่อาจตีความได้ โดยยอมรับว่าการจะตีความได้นั้นจำเป็นต้องทราบข้อความในต้นโพสต์ด้วย

    เช่นเดียวกับข้อความที่จำเลยเขียนกำกับไว้ในการแชร์โพสต์จากเพจธนวัฒน์ วงค์ไชย ซึ่งพยานก็เบิกความยอมรับว่าข้อความต้นโพสต์ไม่ครบถ้วนทำให้ตีความไม่ได้ ถ้าจะตีความได้ ก็ทำได้เพียงแค่ข้อความของจำเลยว่า ถ้ายกเลิก 112 ก็คือจะมีเรื่องเล่าให้ฟัง เช่นเดียวกันการแชร์โพสต์จากเพจสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่พยานเบิกความไม่ทราบข้อความต้นโพสต์

    ทั้งนี้ พยานทราบว่ามีการรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 และยอมรับว่าประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชื่อกันเพื่อยกเลิกข้อกฎหมายได้

    อย่างไรก็ตาม กีรติกานต์ยืนยันว่าทั้ง 4 ข้อความเป็นข้อความที่ต้องมีการตีความประกอบการอ่าน และไม่ถือว่าข้อความทั้งหมดเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง การตีความนั้นจะต้องเกิดจากการเข้าใจพื้นฐานของบุคคลนั้นๆ ที่สร้างข้อความขึ้น เว้นแต่ว่าจะเป็นข้อความธรรมดาสามัญทั่วไป

    พยานโจทก์ปากที่ 8 พ.ต.ท.นที จันทร์แสงศรี อายุ 43 ปี พนักงานสอบสวนในคดีนี้ เบิกความถึงวิธีการสอบสวนที่มีการเชิญพยานโจทก์จากหลายสาขาวิชาชีพว่า เป็นข้อกำหนดของคณะการสืบสวนสอบสวนที่มีมติว่าจะเชิญพยานจากที่ต่างๆ มาสอบสวน เช่น นักวิชาการ (ในคดีนี้คือนักวิชาการด้านภาษาไทย) นักการเมืองท้องถิ่น บุคคลทั่วไป และข้าราชการฝ่ายปกครอง รวมถึงทนายความ ซึ่งกระบวนเช่นนี้จะใช้กับทุกคดี 112 ที่ส่งฟ้องในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยเหตุผลที่ต้องเชิญจากหลายภาคส่วน ก็เพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่หลากหลาย

    พยานเบิกความว่าจากข้อความทั้ง 4 โพสต์ในคดีนี้ อ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นการหมิ่นกษัตริย์ และเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยพยานได้สอบสวนจำเลยในวันที่ 22 มิ.ย. 2564 โดยในวันนั้นจำเลยได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาและให้ความร่วมมือแต่โดยดี จำเลยได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนนำเข้าข้อความในเฟซบุ๊ก และระบุว่าบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยมีผู้เข้าใช้มากกว่าหนึ่งคน คือ แฟนหนุ่มที่ได้เลิกรากับจำเลยแล้ว และต่อมาจำเลยก็ได้เปลี่ยนรหัสเข้าใช้งานเฟซบุ๊กของตนเอง

    ทั้งนี้ พ.ต.ท.นที เบิกความว่าคณะกรรมการสอบสวนของทางตำรวจ เห็นควรว่าควรส่งฟ้องจำเลยในข้อหา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยเหตุว่ามีภาพโปรไฟล์ ทะเบียนราษฎร และมีพยานบุคคล ประกอบกับมีข้อความที่เข้าข่ายตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพราะข้อความเหล่านั้นเป็นเท็จ

    พยานยังเบิกความว่า นอกจากคดีนี้ พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ยังได้แจ้งความในข้อกล่าวตามมาตรา 112 อีกหลายคดี โดยแจ้งที่ สภ.สุไหงโก-ลก ทั้งหมด

    ในการตอบคำถามค้านของทนายจำเลย พยานเบิกความว่าเฉพาะคดี 112 ที่แจ้งโดย พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ มีประมาณ 10 คดี โดยพยานระบุว่าพสิษฐ์เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องสถาบัน (ปปส.) และมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่อยู่ของจำเลยมาให้ตำรวจ

    พยานยอมรับว่าพสิษฐ์ได้ทำเอกสารแจ้งความร้องทุกข์ขึ้นด้วยวิธีการแคปภาพหน้าจอมา ทำให้ไม่ปรากฎว่ามี URL นอกจากนี้แล้วพยานยังยอมรับด้วยว่าตนเองในฐานะพนักงานสอบสวนไม่ได้เข้าไปตรวจสอบเฟซบุ๊กของจำเลย แล้วยังได้เบิกความต่อด้วยว่า ตนไม่ทราบว่าข้อความทั้งหมดนั้นถูกโพสต์โดยจำเลยจริงหรือไม่

    ในส่วนของวันเวลาที่โพสต์ข้อความนั้น พยานยอมรับว่าไม่ได้ระบุไว้ในเอกสาร ทั้งยอมรับด้วยว่าไม่มีชื่อหรือภาพของบุคคลใดๆ ปรากฎอยู่ในโพสต์

    จากการสอบสวน พยานพบว่าข้อความทั้งหมดต้องการการตีความ และสามารถตีความได้หลายทาง โดยแต่ละความหมายจะขึ้นอยู่กับความรู้และความเข้าใจของผู้ตีความ โดยพยานเองก็ไม่ได้ทำการสอบสวนพสิษฐ์ เกี่ยวกับข้อความต้นโพสต์ที่จำเลยได้แชร์มาทั้ง 2 โพสต์

    ทั้งนี้ ศาลได้ถามพยานว่าเมื่อตอนแจ้งความ พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ได้ระบุหรือไม่ว่าเขาพบเห็นข้อความทั้งหมดในวันเดียวกัน แล้วเหตุใดทางตำรวจจึงมีความเห็นสั่งฟ้องเป็น 2 กรรม ซึ่งพยานก็เบิกความต่อศาลว่านับ 1 ข้อความ เป็น 1 กรรม แต่ถึงอย่างนั้น พยานก็ยืนยันว่าจำเลยให้ความร่วมมือในการดำเนินคดีเป็นอย่างดี แต่ก็ยอมรับด้วยว่าเมื่อตอนสอบคำให้การจำเลย ตนเองไม่ได้สอบสวนว่าจำเลยประกอบอาชีพอะไร

    (อ้าง: https://tlhr2014.com/archives/46715)
  • ศาลจังหวัดนราธิวาสอ่านคำพิพากษาเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 14 (3) ลงโทษกระทงละ 3 ปี สองกระทง รวมลงโทษจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา

    เนื้อหาของคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า แม้ผลการตรวจสอบจะไม่ปรากฎว่าใครเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊ก แต่โจทก์มีนายพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน มาเบิกความถึงเหตุการณ์ที่รู้เห็นมาเป็นลำดับขั้นตอน ประกอบกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน ที่ให้การว่าจำเลยเปิดบัญชีเฟซบุ๊กโดยมีบุคคลอื่น คือแฟนของจำเลยเข้าไปใช้ได้ หากแต่เมื่อเดือน ธ.ค. 2563 ทั้งคู่ได้เลิกกันและได้มีการเปลี่ยนรหัสเฟซบุ๊ก ศาลจึงเห็นว่าจำเลยเป็นคนใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความตามฟ้องดังกล่าว

    ดังนั้นเมื่อพิจารณาข้อความตามฟ้อง ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่มีการชุมนุมให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าข้อความทั้งหมดของจำเลยหมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ข้อความมีลักษณะเจตนามุ่งหมายให้คนอ่านข้อความเกลียดชังต่อพระมหากษัตริย์ แบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ศาลจึงเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

    หลังศาลอ่านคำพิพากษา กัลยาถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปควบคุมไว้ที่ห้องขังของศาล ขณะเดียวกันทนายความได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์คดี

    ต่อมาเวลา 11.15 น. โดยประมาณ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม นอกจากต้องวางหลักทรัพย์เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท จากเดิมที่วางไว้ 150,000 บาท รวมเป็นวางหลักทรัพย์ในการประกันตัว 200,000 บาท ซึ่งเป็นหลักทรัพย์จากกองทุนราษฎรประสงค์

    (อ้าง: https://tlhr2014.com/archives/46764)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
กัลยา (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
กัลยา (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
กัลยา (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์