ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม
ดำ อ. 3081/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.ทศพล อำไพพิพัฒน์กุล ผกก.สน.สําราญราษฎร์ กับพวก (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 3081/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.ทศพล อำไพพิพัฒน์กุล ผกก.สน.สําราญราษฎร์ กับพวก

ความสำคัญของคดี

"แอมป์" ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมกลุ่ม "ราษฎร" และบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จากคำปราศรัยที่ขอให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ใน #ม็อบ13กุมภา หรือ กิจกรรมนับ 1 ถึงล้าน คืนอำนาจให้ประชาชน เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว 4 แกนนำราษฎรซึ่งถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร นอกจากข้อหาตามมาตรา 112 แล้วณวรรษยังถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวกับการชุมนุมอีกหลายข้อหา

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 กล่าวหาว่า จําเลยกับพวกซึ่งพนักงานสอบสวนได้แยกสํานวนการสอบสวนไปดําเนินการอีกส่วนหนึ่งแล้ว ได้ร่วมกันกระทําความต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 เป็นเวลาที่ประกาศและข้อกําหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผลบังคับใช้ จําเลยกับพวก 8 ราย ได้แก่ ภาณุพงศ์ จาดนอก, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, อรรถพล บัวพัฒน์, วรรณวลี ธรรมสัตยา, ชนินทร์ วงษ์ศรี, ธนาธร วิทยเบญจางค์, ณัฏฐธิดา มีวังปลา และเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ ได้ร่วมกันนํารถยนต์บรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงใช้เป็นเวทีปราศรัย และมีการนําผ้าสีแดงยาวประมาณ 30 เมตร มาปูบนพื้นผิวถนนให้กลุ่มผู้ชุมนุมเขียนข้อความและนําไปคลุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อันเป็นการร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ เป็นเหตุให้รถยนต์และประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ถนนสัญจรไปมาได้ตามปกติ และเป็นการร่วมกันติดตั้ง ตาก วาง หรือแขวนสิ่งใดๆ ในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากนั้นได้ร่วมกันชุมนุมจัดทํากิจกรรม “นับ 1 ถึงล้าน คืนอํานาจให้ประชาชน” ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีการยกเลิกความกฎหมายอาญา มาตรา 112 และให้นายกรัฐมนตรีลาออก โดยไม่จัดให้มีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโรค อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดและประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

2. ขณะที่ทำกิจกรรมดังกล่าว จําเลยได้หมิ่นประมาทกษัตริย์ โดยใช้เครื่องขยายเสียงกล่าวปราศรัยต่อประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง มีเนื้อหาเรียกร้องให้รัชกาลที่ 10 ลงมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และทวงถามเรื่องการใช้เงินภาษีของประชาชน อันไม่ใช่การกระทําภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เป็นการหมิ่นประมาทใส่ร้ายรัชกาลที่ 10 ให้เสื่อมเสีย ทําให้ประชาชนที่หลงเชื่อข้อความที่จําเลยได้พูดปราศรัยเสื่อมศรัทธาต่อพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

3. จําเลยกับพวกได้ร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ โดยใช้เครื่องขยายเสียงประกาศโฆษณาสั่งการให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมขึ้นไปยังบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นําต้นไม้ที่วางประดับรอบๆ ฐานอนุสาวรีย์ออกไป ทําให้กิ่งก้านต้นไม้ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร ได้ฉีกขาดหักเสียหาย จํานวน 8 รายการ รวมราคา 5,968,000 บาท

4. ในการที่จําเลยกับพวกร่วมกันปราศรัย แสดงความคิดเห็นต่อประชาชนที่มารวมกลุ่มชุมนุมทางการเมือง จำเลยได้ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

(อ้างอิง: คำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.3081/2564 ศาลอาญา ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • ณวรรษเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ที่สถานีตำรวจนครบาลสําราญราษฎร์ พร้อมเพื่อนนักกิจกรรมอีก 6 คน ได้แก่ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “ตี้-พะเยา” วรรณวลี ธรรมสัตยา, ชนินทร์ วงษ์ศรี และเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “แหวน”​ ณัฏฐธิดา มีวังปลา, ธนาธร วิทยเบญจางค์ นักศีกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งหมดได้รับหมายเรียกจาก #ม็อบ13กุมภา หรือ #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งจัดบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564

    ร.ต.ท. รณกร วัฒนกุล รองสารวัตร (สอบสวน) สน.สำราญราษฎร์ แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาให้ทั้งเจ็ดทราบ ดังนี้

    เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 กลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ต้องหาได้เข้าร่วมการชุมนุม และมีการขึ้นปราศรัยบนเวทีปราศรัยหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีการนำผ้าแดงขนาดใหญ่ลงไปปูพื้นถนนผิวการจราจร เพื่อร่วมกันเขียนข้อความ และกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากลงไปทำกิจกรรมบนถนน มีการปิดเส้นทางการจราจรโดยไม่รับอนุญาต

    ต่อมา ภาณุพงศ์ จาดนอก และณวรรษ ได้ร่วมกันปราศรัยและสั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปรื้อกระถางต้นไม้ที่วางประดับรอบอนุสาวรีย์ฯ ซึ่ง ปนัสยา และกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าไปรื้อกระถางต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ในความดูแลของกรุงเทพมหานครได้รับความเสียหาย มูลค่า 5,968,000 บาท และณวรรษยังได้กล่าว 2 ข้อความ เรียกร้องให้กษัตริย์รัชกาลที่ 10 อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งข้อความดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ

    รวมถึงมีการตั้งสิ่งกีดขวางการจราจร เจ้าหน้าที่ได้พยายามแจ้งและประกาศเตือนให้เลิกกระทำ แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมเลิก จากนั้นเวลาประมาณ 20.30 น. ได้มีการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมมุ่งหน้าไปยังศาลหลักเมือง ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวมีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกันชุมนุม อาจเป็นต้นเหตุให้โรคแพร่ระบาด ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหานักกิจกรรมทั้งเจ็ด 5 ข้อหา ได้แก่

    1. ฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยร่วมกันชุมนุมหรือจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    2. พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มาตรา 34 (6) ร่วมกันดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคแพร่ระบาดออกไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
    3. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385 ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจรฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
    4. พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 39 ร่วมกันติดตั้ง ตาก วาง หรือแขวนสิ่งใด ๆ ในที่สาธารณะโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
    5. พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ มาตรา 4 ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

    และได้แจ้งข้อหาณวรรษอีก 2 ข้อหา คือ หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 358 ทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยณวรรษจะยื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายในวันที่ 5 เม.ย. 2564 และเขียนข้อความว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมไม่ขอเดชะ นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนา” ในช่องลงลายมือชื่อท้ายบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวณวรรษไว้ และนัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 9 เม.ย. 2564 ที่สำนักอัยการสูงสุด รัชดา

    อนึ่ง ณวรรษเผยว่า ในหมายเรียกผู้ต้องหาไม่ได้ระบุข้อหาตามมาตรา 112 แต่เมื่อมาถึง สน. พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหานี้เพิ่มด้วย

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่า บรรยากาศการรับทราบข้อกล่าวหาวันนี้ มีการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ ล้อมรั้วเหล็ก และตั้งจุดคัดกรอง และให้บุคคลภายนอกแลกบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรผู้ติดต่อ และมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบประมาณ 4-5 นาย ตรึงกำลังอยู่บริเวณหน้า สน. นอกจากนี้ได้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเก็บภาพขณะที่ณวรรษเดินเข้า สน. และมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบนั่งอยู่ในห้องสอบสวนตลอดกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหา

    สำหรับ ณวรรษ คดีนี้ถือเป็นคดีมาตรา 112 ที่ 3 แล้ว ก่อนหน้านี้ เขาถูกดำเนินคดีจากการอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุม #ม็อบ26ตุลา หน้าสถานทูตเยอรมนี และการปราศรัยในชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.สำราญราษฎร์ ลงวันที่ 4 มี.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/26561)
  • ผู้รับมอบอำนาจณวรรษยื่นหนังสือขอเลื่อนนัดส่งตัวอัยการเป็นวันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 10.00 น.
  • ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 ณวรรษเดินทางไปตามนัดส่งตัวให้อัยการ พนักงานอัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • ณวรรษเดินทางไปฟังคำสั่งอัยการ อัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดไปในวันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 10.00 น.
  • ณวรรษเดินทางไปฟังคำสั่งอัยการ แต่อัยการมีคำสั่งเลื่อนนัด
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 มีคำสั่งฟ้องคดีณวรรษ และยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ใน 6 ข้อหา ฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ, ร่วมกันติดตั้งหรือแขวนสิ่งใดๆ ในที่สาธารณะโดยมิได้รับอนุญาต และร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ท้ายคำฟ้องพนักงานอัยการนอกจากขอให้ศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจําเลยตามกฎหมายแล้ว ยังขอให้ศาลริบของกลางเป็นผ้าสีแดงยาวประมาณ 30 เมตร ด้วย แต่ไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว

    ต่อมาเวลา 17.08 น. หลังศาลรับฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3081/2564 ทนายความได้ยื่นประกันด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกัน โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่นใด พร้อมกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 9.00 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.3081/2564 ศาลอาญา ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/38721)


ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์