ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 3124/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน (ตำรวจ)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 3124/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน (ตำรวจ)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 3124/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน

ความสำคัญของคดี

อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และชินวัตร จันทร์กระจ่าง ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ซ้ำอีกคดี หลังปราศรัยหน้า สน.บางเขน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากการปราศรัยใน #ม็อบ29พฤศจิกา หน้ากรมทหารราบที่ 11 โดยการปราศรัยที่หน้า สน.บางเขน ได้หยิบยกเนื้อหาคำปราศรัยในประเด็น “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี 112 และต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันดังกล่าว

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

อัยการบรรยายฟ้องมีเนื้อหาโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 จําเลยทั้งสามกับพวกที่แยกดําเนินคดีต่างหาก ได้ร่วมกันกระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังนี้

1. ขณะที่จําเลยทั้งสามกับพวกเดินทางมาที่ สน.บางเขน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา กรณีการร่วมชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุมสาธารณะขึ้นบริเวณหน้า สน.บางเขน และกล่าวปราศรัยคัดค้านการทํางานของรัฐบาล กับแสดงความคิดเห็นให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้กํากับการ สน.บางเขน ก่อนเริ่มการชุมนุม

2. จําเลยทั้งสามกับพวกซึ่งเป็นแกนนำจัดการชุมนุม ไม่ได้จัดให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เชื้อโควิด-19 แพร่ออกไป อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร, คำสั่งผู้ว่าฯ และประกาศเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ

3. จําเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าว ในฐานะผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมชุมนุมอีกประมาณ 150 คน ได้ร่วมกันชุมนุมสาธารณะหน้า สน.บางเขน โดยมีการกางเต็นท์ ตั้งขบวนแห่ ดัดแปลงรถซาเล้งให้เป็นเวทีปราศรัย อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานของรัฐและรบกวนการใช้บริการสถานที่ในการติดต่อราชการของประชาชน

4. จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันปราศรัยโดยการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาต

5. รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 3 บัญญัติว่า “อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล”

จําเลยที่ 1 (อานนท์) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า

“...ทําไมเราต้องมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพราะว่าเรายังเห็น ณ วันนี้ว่าบ้านเมืองเรามันเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขยังทําได้ เราจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระมหากษัตริย์ก็คือรัชกาลที่ 10 นี่แหละ เรากําลังชี้ข้อบกพร่องของท่านเพื่อให้ท่านปรับปรุงตัว ไม่ได้มีเหตุผลประการอื่นเลย อย่าให้คนต่างประเทศหรือคนไทยด้วยกันมาชี้หน้าด่าท่านได้ เป็นกษัตริย์เพียงเพราะพ่อท่านเป็นกษัตริย์มาก่อน อย่าให้เขามาชี้หน้าด่าท่าน เพราะว่าท่านผมก็เจ็บเหมือนกันเพราะผมเป็นคนไทย

นอกจากหลักธรรมของกษัตริย์แล้ว การละเมิดต่อกฎหมายที่เราคิดว่าท่านทําผิดท่านต้องปรับปรุงตัว การเอากองกําลังทหารเป็นของตัวเองอันนี้คือเรื่องผิด และการเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนอันนี้ก็ขัดหลักการเต็มๆ พูดแล้วรับผิดชอบตัวเองใครจะแจ้งจับไปแจ้งเลย เพราะท่านโอนหุ้นซึ่งเป็นของหลวงไปเป็นของตัวเอง วันนี้ท่านอาจจะยังไม่โอนวัง โอนวัดพระแก้ว โอนสิ่งต่างๆ ไปให้คนอื่น แต่กฎหมายที่เปิดช่องอย่างนี้ นี่คือประเด็นที่เราบอกว่า พระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินมันมีปัญหา เพราะท่านโอนไปให้คนอื่นหมดกษัตริย์องค์ต่อไปจะเอาวังที่ไหนอยู่ จะมีราชบัลลังก์อยู่ได้ยังไง จะมีส่วนเกี่ยวกับประชาชนได้ยังไง ไม่มี เขาไม่เรียกกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เขาจะเรียกกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือกษัตริย์ในระบอบเผด็จการนั่นเอง...”

จําเลยที่ 2 (พริษฐ์) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า

“...เมื่อปีที่แล้วได้มีเหตุฉ้อฉลอย่างนึง ซึ่งเป็นหลักฐานว่าสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เขาสมประโยชน์กัน นั่นคือการโอนกําลังพลราบ 11 รักษาพระองค์ และราบ 1 รักษาพระองค์ เข้าไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัฐบาลประชาธิปไตยที่เขาก็มีกษัตริย์ เช่น รัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลสเปน ที่ไหนก็มีทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทหารรักษาพระองค์นั้นเขาไม่ได้ให้กษัตริย์
มาบังคับบัญชาด้วยตนเอง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับองค์พระมหากษัตริย์ กษัตริย์เป็นจอมทัพแต่กษัตริย์ไม่ได้มีหน้าที่ไปบังคับบัญชาทหารโดยตรง

ปีที่แล้วมีการออกกฎหมายใหม่ว่า ต่อไปนี้กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ สังกัดขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์โดยตรง ภายใต้หน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่ากษัตริย์มีกองทัพส่วนตัว ถามว่ากษัตริย์มีหน้าที่แค่เซ็นกฎหมายแล้วจะเอากองทัพไปบังคับบัญชาทําไม ...”

“...หรือว่าในนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเข่นฆ่าประชาชนใช่หรือไม่ ในเมื่อหน่วยงานที่ จักรภพ ภูริเดช สังกัดอยู่นั้นได้กลายเป็นหน่วยงานใต้บังคับบัญชาขององค์พระมหากษัตริย์โดยตรง ตามหลักการแล้วลูกน้องทําผิด หัวหน้าต้องรับผิดชอบ ถ้าจักรภพไปทําผิด ถ้าจักรภพไปอุ้มสุรชัยจริง ถ้าจักรภพไปอุ้มวันเฉลิมจริง ขอถามว่าแล้วผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็คือพระบาทสมเด็จ จะต้องรับผิดชอบเป็นฆาตกรร่วมกันกับจักรภพ ใช่หรือไม่...”

“...นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเห็นการที่สถาบันกษัตริย์จะแยกกองกําลังส่วนตัวก็ไม่ต่างอะไรกับฮิตเลอร์ ที่มีกองกําลังเป็นของตัวเองมาถึงฆ่าประชาชน…”

จําเลยที่ 3 (ชินวัตร) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า

“มันจะไปผิดตรงไหนเพราะเราพูดความเป็นจริง ถ้าวันนี้ในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในที่ที่ถูกต้อง ไม่ลงมายุ่งกับการเมืองมันจะไม่เกิดการพูดถึงท่าน...”

“...ผมก็พูดอธิบายให้พี่น้องได้ฟังว่าเมื่อก่อนโน้น ธุรกิจทุกอย่าง มรดกทุกอย่างของพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ส่วนกลาง สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถูกต้องไหมครับ ตอนนี้พอมีการเปลี่ยนผ่านรัชกาลที่ 10 ปุ๊บ เปลี่ยนกฎหมายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ แล้วมันจริงไหมละครับพี่น้อง”

อัยการระบุว่า ข้อความที่จําเลยทั้งสามกล่าวปราศรัยนั้น มิใช่การกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยจําเลยทั้งสามมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายรัชกาลที่ 10 และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันเป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชน ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถึงขนาดที่จะไปชุมนุมกดดันรัฐบาลและรัฐสภา และขู่เข็ญหรือบังคับให้พระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร และทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3124/2564 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 10.00 น. ที่ สน. บางเขน “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง เดินทางไปรับทราบข้อหาตามหมายเรียกผู้ต้องหา พร้อมกับนักกิจกรรมอีก 2 คน คือ "ตี้" วรรณวลี ธรรมสัตยา และพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ โดยหมายเรียกของชินวัตรระบุข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นคดีจากการปราศรัยหน้า สน.บางเขน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ในกิจกรรมแห่ขันหมากให้กำลังใจ 8 ประชาชน เข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 เหตุ #ม็อบ29พฤศจิกา ขณะที่หมายเรียกของวรรณวลีและพิมพ์สิริเป็นข้อหาตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ จากกิจกรรมเดียวกัน

    บรรยากาศช่วงเช้าบริเวณทางเข้า สน. บางเขน มีการกั้นแผงเหล็กหน้าประตูทางเข้า โดยให้ใช้ทางเข้า-ออกเพียงทางเดียว มีเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนกระจายตัวตามแผงกั้นจำนวนหนึ่ง ภายใน สน.มีการตั้งจุดคัดกรองโควิด-19 ตรวจบัตรประชาชน และจดบันทึกชื่อผู้ที่มาติดต่อ

    พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวนได้แจ้งชินวัตรถึงพฤติการณ์ในคดีนี้ว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ผู้ต้องหากับพวกได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา แต่มีการจัดชุมนุมขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้ไม่ได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้ง และการชุมนุมนั้นกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการ ประกอบกับการรวมตัว มีผู้เข้าร่วมเป็นจํานวนมาก เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด และมีการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งให้เลิกการชุมนุมแล้ว แต่ผู้ต้องหากับพวกไม่ปฏิบัติตามและไม่เลิกการชุมนุม เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีนี้

    ในวันที่ผู้ต้องหาเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหานั้น ผู้ต้องหาได้ขึ้นพูดปราศรัยในการชุมนุมครั้งนี้ด้วย โดยมีเนื้อหาคำปราศรัยตอนหนึ่งว่า “…กรณีที่ผม โดนฟ้องก็คือเหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกา ที่หน้าราบ 11 คิดดูครับพี่น้อง แสดงว่าคนที่รักสถาบันรักได้แต่คนที่ใส่สีเหลืองใช่ไหม คนอย่างพวกเรามันรักไม่ได้เหรอ วันที่ 29 พฤศจิกา ผมก็พูดอธิบายให้พี่น้องได้ฟังว่า เมื่อก่อนโน้น ธุรกิจทุกอย่าง มรดกทุกอย่าง ของพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ส่วนกลาง สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถูกต้องไหมครับ ตอนนี้พอมีการเปลี่ยนผ่านรัชกาลที่ 10 ปั๊บ เปลี่ยนกฎหมายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ แล้วมันจริงไหมละครับพี่น้อง ผมก็เลยพูดต่อว่าใน เมื่อท่านเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ในอนาคตสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พระมหากษัตริย์องค์ต่อไปเขาจะใช้อะไร แล้วมันจะผิดตรงไหนละครับ..”

    พนักงานสอบสวนระบุว่า คำปราศรัยดังกล่าวมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์พระราชอํานาจของกษัตริย์ถึงทรัพย์สินส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นพระราชมรดกและพระราชอํานาจโดยชอบธรรม เป็นการกล่าวโดยไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน แสดงถึงเจตนาบิดเบือนข้อมูลให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิด ทําให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ไขว้เขว กล่าวร้ายต่อกษัตริย์ ให้ประชาชนทั่วไปฟังแล้วดูหมิ่น เกลียดชังในสถาบันกษัตริย์

    พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาชินวัตรรวม 5 ข้อหา ได้แก่

    1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 "ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ"
    2. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 10 ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
    3. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 8 ร่วมกันชุมนุมสาธารณะโดยกีดขวางทางเข้าออก หรือ รบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทําการหน่วยงานของรัฐ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    4. ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 “ร่วมกันกระทําการ หรือดําเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคแพร่ระบาดออกไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ” มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
    5. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 “ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

    ชินวัตรให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา และปฏิเสธลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งยังได้ให้การว่า ขอให้พนักงานสอบสวนส่งหนังสือไปสอบถามสํานักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อตรวจสอบว่าได้มีการออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงสถานะของสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์จริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน

    หลังเสร็จกระบวนการ พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชินวัตร โดยไม่ควบคุมตัวไว้ เนื่องจากมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก

    ทั้งนี้ การปราศรัยในวันดังกล่าวยังมีนักกิจกรรมถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อีก 2 ราย คือ อานนท์ นำภา และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แต่ทั้งสองถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างพิจารณาคดีในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยยังไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำต่อไป

    สำหรับชินวัตร ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 คดีนี้เป็นคดีที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากการปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หน้ากรมทหารราบที่ 11, การชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb และการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.บางเขน ลงวันที่ 22 มี.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/27296)
  • เวลา 10.30 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี รองผู้กํากับการ (สอบสวน) สน.บางเขน ในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง บก.น.2 ที่ 101/2564 เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหากับพริษฐ์และอานนท์ผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ในห้องเยี่ยมของทนาย โดยมีทนายความ และผู้ไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังด้วย

    บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาระบุว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 อานนท์และพริษฐ์ได้เดินทางมาถึงที่บริเวณลานจอดรถด้านหน้า สน.บางเขน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในอีกคดี หลังจากนั้นแกนนําในกลุ่มผู้ชุมนุมนี้ได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย โดยอานนท์ได้ขึ้นปราศรัยมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ มีรายละเอียดบางตอนดังนี้

    “…เขาบอกว่าการต่อสู้ของพวกเราครั้งนี้ อันนี้เรียนตามตรงมันเลี่ยงที่จะโดน 112 ไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้เพราะอะไรก็เพราะว่าพวกเรา มาชี้ข้อบกพร่องของสถาบันกษัตริย์ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงข้อดีมันต้องพูดถึงข้อเสีย เพราะอย่างนั้นจะไม่มีการปฏิรูป ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ อย่างเดียว แล้วจะเอาข้อมูลอะไรไปปฏิรูป ….ถ้าผมไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์แล้วท่านจะปรับตัวได้อย่างไร ในเมื่อมีแต่คนสรรเสริญเยินยอ วันนี้เรามาพูดแทนพี่น้องทั้ง ประเทศ เพื่อให้สถาบันกษัตริย์ปฏิรูปมันไม่ใช่การล้มล้าง ผมเรียนตั้งแต่ต้นมันไม่ใช่การล้มล้าง อย่ามากล่าวหากัน แต่ถ้าท่านไม่ยอมปฏิรูปปีหน้าเจอกัน”

    “ทําไมเราต้องมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะว่าเรายังเห็น ณ วันนี้ ว่าบ้านเมืองเรามันเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขยังทําได้ เราจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูป… นอกจากหลักธรรมของกษัตริย์แล้ว การละเมิดต่อกฎหมายที่เราคิดว่าท่านทำผิดท่านต้องปรับปรุงตัว การเอากองกำลังทหารเป็นของตัวเองอันนี้คือเรื่องผิด และการเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนอันนี้ก็ขัดหลักการเต็มๆ…”

    “…ใครก็ตามที่ไม่ทรงพระเจริญ ใครก็ตามที่ไม่ใส่เสื้อเหลืองมีโอกาสโดนทุกคนถ้าพูดความจริง และถ้าไม่ยกเลิก 112 ไม่มีทางปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้ เพราะเราจะไม่สามารถบอกว่าอันนี้มันมีอะไรบกพร่อง ถ้าติไม่ได้ ชมอย่างเดียว มันพาเราลงเหวรถคันนี้ นั่นคือเหตุผล จะแจ้งจับก็เชิญ เราก็พร้อมสู้คดี ขอบคุณดังๆ ไปยังศาลยุติธรรมด้วยที่ตํารวจไปขอออกหมายจับแล้วศาลไม่ออกให้ บอกว่าไอ้คนพวกนี้มันเป็นคนมีวินัย ออกหมายเรียกเราก็ไปเจอ ใช่ไม่ใช่ แล้วเจอกันที่ศาลครับพี่น้องตํารวจ เราจะเอารูปทุกรูปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ข้อมูลทุกอย่างไปนําเสนอที่ศาล แล้วเจอกัน ท่านอย่าอ้าปากหวอเมื่อเจอรูปเหล่านั้น”

    พนักงานสอบสวนระบุว่า จากคําปราศรัยของอานนท์มีเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ทําให้ผู้ที่ได้ฟังเข้าใจว่า ผู้พูดกําลังพูดถึงรัชกาลที่ 10 รัชกาลปัจจุบัน โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นการกล่าวพาดพิง ให้ร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ว่าเป็นการยักยอกเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนเอง มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน สร้างความเสื่อมศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ชน จึงเป็นการร่วมกันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท รัชกาลที่ 10 ทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหาย

    ในส่วนของพริษฐ์ บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาได้ยกรายละเอียดคำปราศรัยมาเช่นกัน ก่อนระบุว่า คําปราศรัยของพริษฐ์มีเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ทําให้ผู้ที่ได้ฟังเข้าใจว่า ผู้พูดกําลังพูดถึงรัชกาลที่ 10 รัชกาลปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้คําว่า “พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยมุ่งชี้ประเด็นการโอนกําลังพลราบ 11 รักษาพระองค์ และราบ 1 รักษาพระองค์ ไปสังกัดภายใต้บังคับบัญชาของพระองค์ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ก้าวล่วงพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง

    ทั้งมีการกล่าวหาว่าทรงเป็นฆาตกร หรือผู้อยู่เบื้องหลังกรณีการอุ้มหายของบุคคลต่างๆ โดยมีการพูดเพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตามโดยขาดพยานหลักฐาน มีการเปรียบเทียบให้เป็นกองกําลังของฮิตเลอร์ โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นการกล่าวพาดพิง ให้ร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งเป็นการกล่าวหาที่มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน สร้างความเสื่อมศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ชน จึงเป็นการร่วมกันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท รัชกาลที่ 10 ทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหาย

    พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี จึงได้แจ้งข้อกล่าวเพนกวินและอานนท์ รวม 5 ข้อหา เช่นเดียวกับชินวัตร อานนท์และพริษฐ์ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเป็นหนังสือภายใน 30 วัน เพนกวินยังได้บันทึกหมายเหตุด้วยปากกาไว้ท้ายบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าปัจจุบันข้าพเจ้าถูกควบคุมอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่น หากพนักงานสอบสวนจะสอบสวนเพิ่มเติมหรือกำหนดนัดอื่น ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน และหากพนักงานสอบสวนมีหมายจับก็ขอให้แสดงต่อข้าพเจ้าในวันนี้”

    ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมหน้า สน.บางเขน เพื่อให้กำลังใจนักกิจกรรม ที่เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ในวันที่ 21 ธันวาคม 2563 นี้ พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีนักกิจกรรมรวม 7 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, วรรณวลี ธรรมสัตยา และพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ โดย 5 ราย เป็นผู้ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันดังกล่าวและถูกดำเนินคดีอีกคดี ได้แก่ อานนท์, พริษฐ์, พรหมศร, ชินวัตร และพิมพ์สิริ

    โดยเฉพาะอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ซ้ำอีกคดี จากการจากการหยิบยกเนื้อหาคำปราศรัยในประเด็น “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี 112 และต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันนั้น ส่วนภาณุพงศ์, พรหมศร, วรรณวลี และพิมพ์สิริ ถูกดำเนินคดีใน 4 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และอื่นๆ

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ลงวันที่ 27 เม.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/28955)
  • ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 พนักงานสอบสวนนัดส่งตัวอานนท์และชินวัตรให้พนักงานอัยการ อัยการนัดฟังคำสั่งครั้งต่อไปวันที่ 2 ส.ค. 2564
  • อานนท์, ชินวัตร และพริษฐ์ มีนัดฟังคำสั่งอัยการ อัยการให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 2 ก.ย. 2564 เวลา 10.00 น. โดยทนายความรับทราบนัดทางโทรศัพท์แทนผู้ต้องหา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด
  • เนื่องจากอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบพยานเพิ่ม จึงให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • อัยการให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • อัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 26 พ.ย. 2564
  • พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี รองผู้กํากับการ (สอบสวน) สน.บางเขน เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดีนี้กับพริษฐ์และอานนท์ผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ โดยระบุว่า การจัดกิจกรรมในวันเกิดเหตุมีพฤติการณ์ที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 21 ธ.ค. 2563 อันเป็นความผิดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 13 ส.ค. 2563

    ทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ลงวันที่ 16 พ.ย. 2564)
  • ชินวัตรเดินทางไปที่ สน.บางเขน เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดี หลัง พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี รองผู้กํากับการ (สอบสวน) สน.บางเขน มีหนังสือแจ้ง โดย พ.ต.ท.สราวุธ ได้แจ้งพฤติการณ์และข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับชินวัตรเช่นเดียวกับที่แจ้งพริษฐ์และอานนท์ วินวัตรให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สน.บางเขน ลงวันที่ 17 พ.ย. 2564)
  • อัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 14 ธ.ค. 2564
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 มีคำสั่งฟ้องอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 8, 10, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มาตรา 34, 35 และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4

    คดีนี้ทั้งพริษฐ์และอานนท์ ถูกตำรวจเข้าแจ้งข้อกล่าวหาขณะถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายน 2564 ก่อนจะถูกฟ้องต่อศาลอาญาขณะที่ถูกคุมขังอีกครั้ง ส่วนชินวัตรซึ่งเดินทางไปฟังคำสั่งอัยการในวันดังกล่าว อัยการได้ส่งตัวให้ศาลพร้อมยื่นฟ้อง

    หลังศาลรับฟ้อง ทนายความได้ยื่นประกันตัวชินวัตรระหว่างพิจารณาคดี ด้วยหลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ก่อนศาลอนุญาตให้ประกัน โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามทำผิดซ้ำ ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมทั้งนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3124/2564 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2564 และ )

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พริษฐ์ ชิวารักษ์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชินวัตร จันทร์กระจ่าง

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชินวัตร จันทร์กระจ่าง

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์