ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน (ตำรวจ)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน (ตำรวจ)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ. 3124/2564
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน
ความสำคัญของคดี
อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และชินวัตร จันทร์กระจ่าง ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ซ้ำอีกคดี หลังปราศรัยหน้า สน.บางเขน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากการปราศรัยใน #ม็อบ29พฤศจิกา หน้ากรมทหารราบที่ 11 โดยการปราศรัยที่หน้า สน.บางเขน ได้หยิบยกเนื้อหาคำปราศรัยในประเด็น “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี 112 และต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันดังกล่าว
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
วิวัฒน์ ศิริชัยสุทธิกร พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 บรรยายฟ้องมีเนื้อหาโดยสรุปว่า
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 จําเลยทั้งสามกับพวกที่แยกดําเนินคดีต่างหาก ได้ร่วมกันกระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังนี้
1. ขณะที่จําเลยทั้งสามกับพวกเดินทางมาที่ สน.บางเขน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา กรณีการร่วมชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุมสาธารณะขึ้นบริเวณหน้า สน.บางเขน และกล่าวปราศรัยคัดค้านการทํางานของรัฐบาล กับแสดงความคิดเห็นให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้กํากับการ สน.บางเขน ก่อนเริ่มการชุมนุม
2. จําเลยทั้งสามกับพวกซึ่งเป็นแกนนำจัดการชุมนุม ไม่ได้จัดให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เชื้อโควิด-19 แพร่ออกไป อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร, คำสั่งผู้ว่าฯ และประกาศเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ
3. จําเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าว ในฐานะผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมชุมนุมอีกประมาณ 150 คน ได้ร่วมกันชุมนุมสาธารณะหน้า สน.บางเขน โดยมีการกางเต็นท์ ตั้งขบวนแห่ ดัดแปลงรถซาเล้งให้เป็นเวทีปราศรัย อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานของรัฐและรบกวนการใช้บริการสถานที่ในการติดต่อราชการของประชาชน
4. จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันปราศรัยโดยการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาต
5. รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 3 บัญญัติว่า “อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล”
จําเลยที่ 1 (อานนท์) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า
“...ทําไมเราต้องมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพราะว่าเรายังเห็น ณ วันนี้ว่าบ้านเมืองเรามันเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขยังทําได้ เราจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระมหากษัตริย์ก็คือรัชกาลที่ 10 นี่แหละ เรากําลังชี้ข้อบกพร่องของท่านเพื่อให้ท่านปรับปรุงตัว ไม่ได้มีเหตุผลประการอื่นเลย อย่าให้คนต่างประเทศหรือคนไทยด้วยกันมาชี้หน้าด่าท่านได้ เป็นกษัตริย์เพียงเพราะพ่อท่านเป็นกษัตริย์มาก่อน อย่าให้เขามาชี้หน้าด่าท่าน เพราะว่าท่านผมก็เจ็บเหมือนกันเพราะผมเป็นคนไทย
นอกจากหลักธรรมของกษัตริย์แล้ว การละเมิดต่อกฎหมายที่เราคิดว่าท่านทําผิดท่านต้องปรับปรุงตัว การเอากองกําลังทหารเป็นของตัวเองอันนี้คือเรื่องผิด และการเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนอันนี้ก็ขัดหลักการเต็มๆ พูดแล้วรับผิดชอบตัวเองใครจะแจ้งจับไปแจ้งเลย เพราะท่านโอนหุ้นซึ่งเป็นของหลวงไปเป็นของตัวเอง วันนี้ท่านอาจจะยังไม่โอนวัง โอนวัดพระแก้ว โอนสิ่งต่างๆ ไปให้คนอื่น แต่กฎหมายที่เปิดช่องอย่างนี้ นี่คือประเด็นที่เราบอกว่า พระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินมันมีปัญหา เพราะท่านโอนไปให้คนอื่นหมดกษัตริย์องค์ต่อไปจะเอาวังที่ไหนอยู่ จะมีราชบัลลังก์อยู่ได้ยังไง จะมีส่วนเกี่ยวกับประชาชนได้ยังไง ไม่มี เขาไม่เรียกกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เขาจะเรียกกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือกษัตริย์ในระบอบเผด็จการนั่นเอง...”
จําเลยที่ 2 (พริษฐ์) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า
“...เมื่อปีที่แล้วได้มีเหตุฉ้อฉลอย่างนึง ซึ่งเป็นหลักฐานว่าสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เขาสมประโยชน์กัน นั่นคือการโอนกําลังพลราบ 11 รักษาพระองค์ และราบ 1 รักษาพระองค์ เข้าไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัฐบาลประชาธิปไตยที่เขาก็มีกษัตริย์ เช่น รัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลสเปน ที่ไหนก็มีทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทหารรักษาพระองค์นั้นเขาไม่ได้ให้กษัตริย์
มาบังคับบัญชาด้วยตนเอง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับองค์พระมหากษัตริย์ กษัตริย์เป็นจอมทัพแต่กษัตริย์ไม่ได้มีหน้าที่ไปบังคับบัญชาทหารโดยตรง
ปีที่แล้วมีการออกกฎหมายใหม่ว่า ต่อไปนี้กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ สังกัดขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์โดยตรง ภายใต้หน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่ากษัตริย์มีกองทัพส่วนตัว ถามว่ากษัตริย์มีหน้าที่แค่เซ็นกฎหมายแล้วจะเอากองทัพไปบังคับบัญชาทําไม ...”
“...หรือว่าในนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเข่นฆ่าประชาชนใช่หรือไม่ ในเมื่อหน่วยงานที่ จักรภพ ภูริเดช สังกัดอยู่นั้นได้กลายเป็นหน่วยงานใต้บังคับบัญชาขององค์พระมหากษัตริย์โดยตรง ตามหลักการแล้วลูกน้องทําผิด หัวหน้าต้องรับผิดชอบ ถ้าจักรภพไปทําผิด ถ้าจักรภพไปอุ้มสุรชัยจริง ถ้าจักรภพไปอุ้มวันเฉลิมจริง ขอถามว่าแล้วผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็คือพระบาทสมเด็จ จะต้องรับผิดชอบเป็นฆาตกรร่วมกันกับจักรภพ ใช่หรือไม่...”
“...นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเห็นการที่สถาบันกษัตริย์จะแยกกองกําลังส่วนตัวก็ไม่ต่างอะไรกับฮิตเลอร์ ที่มีกองกําลังเป็นของตัวเองมาถึงฆ่าประชาชน…”
จําเลยที่ 3 (ชินวัตร) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า
“มันจะไปผิดตรงไหนเพราะเราพูดความเป็นจริง ถ้าวันนี้ในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในที่ที่ถูกต้อง ไม่ลงมายุ่งกับการเมืองมันจะไม่เกิดการพูดถึงท่าน...”
“...ผมก็พูดอธิบายให้พี่น้องได้ฟังว่าเมื่อก่อนโน้น ธุรกิจทุกอย่าง มรดกทุกอย่างของพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ส่วนกลาง สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถูกต้องไหมครับ ตอนนี้พอมีการเปลี่ยนผ่านรัชกาลที่ 10 ปุ๊บ เปลี่ยนกฎหมายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ แล้วมันจริงไหมละครับพี่น้อง”
ข้อความที่จําเลยทั้งสามกล่าวปราศรัยนั้น มิใช่การกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยจําเลยทั้งสามมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายรัชกาลที่ 10 และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันเป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชน ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถึงขนาดที่จะไปชุมนุมกดดันรัฐบาลและรัฐสภา และขู่เข็ญหรือบังคับให้พระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร และทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3124/2564 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2564)
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 จําเลยทั้งสามกับพวกที่แยกดําเนินคดีต่างหาก ได้ร่วมกันกระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังนี้
1. ขณะที่จําเลยทั้งสามกับพวกเดินทางมาที่ สน.บางเขน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา กรณีการร่วมชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุมสาธารณะขึ้นบริเวณหน้า สน.บางเขน และกล่าวปราศรัยคัดค้านการทํางานของรัฐบาล กับแสดงความคิดเห็นให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้กํากับการ สน.บางเขน ก่อนเริ่มการชุมนุม
2. จําเลยทั้งสามกับพวกซึ่งเป็นแกนนำจัดการชุมนุม ไม่ได้จัดให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เชื้อโควิด-19 แพร่ออกไป อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร, คำสั่งผู้ว่าฯ และประกาศเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ
3. จําเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าว ในฐานะผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมชุมนุมอีกประมาณ 150 คน ได้ร่วมกันชุมนุมสาธารณะหน้า สน.บางเขน โดยมีการกางเต็นท์ ตั้งขบวนแห่ ดัดแปลงรถซาเล้งให้เป็นเวทีปราศรัย อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานของรัฐและรบกวนการใช้บริการสถานที่ในการติดต่อราชการของประชาชน
4. จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันปราศรัยโดยการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาต
5. รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 3 บัญญัติว่า “อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล”
จําเลยที่ 1 (อานนท์) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า
“...ทําไมเราต้องมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพราะว่าเรายังเห็น ณ วันนี้ว่าบ้านเมืองเรามันเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขยังทําได้ เราจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระมหากษัตริย์ก็คือรัชกาลที่ 10 นี่แหละ เรากําลังชี้ข้อบกพร่องของท่านเพื่อให้ท่านปรับปรุงตัว ไม่ได้มีเหตุผลประการอื่นเลย อย่าให้คนต่างประเทศหรือคนไทยด้วยกันมาชี้หน้าด่าท่านได้ เป็นกษัตริย์เพียงเพราะพ่อท่านเป็นกษัตริย์มาก่อน อย่าให้เขามาชี้หน้าด่าท่าน เพราะว่าท่านผมก็เจ็บเหมือนกันเพราะผมเป็นคนไทย
นอกจากหลักธรรมของกษัตริย์แล้ว การละเมิดต่อกฎหมายที่เราคิดว่าท่านทําผิดท่านต้องปรับปรุงตัว การเอากองกําลังทหารเป็นของตัวเองอันนี้คือเรื่องผิด และการเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนอันนี้ก็ขัดหลักการเต็มๆ พูดแล้วรับผิดชอบตัวเองใครจะแจ้งจับไปแจ้งเลย เพราะท่านโอนหุ้นซึ่งเป็นของหลวงไปเป็นของตัวเอง วันนี้ท่านอาจจะยังไม่โอนวัง โอนวัดพระแก้ว โอนสิ่งต่างๆ ไปให้คนอื่น แต่กฎหมายที่เปิดช่องอย่างนี้ นี่คือประเด็นที่เราบอกว่า พระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินมันมีปัญหา เพราะท่านโอนไปให้คนอื่นหมดกษัตริย์องค์ต่อไปจะเอาวังที่ไหนอยู่ จะมีราชบัลลังก์อยู่ได้ยังไง จะมีส่วนเกี่ยวกับประชาชนได้ยังไง ไม่มี เขาไม่เรียกกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เขาจะเรียกกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือกษัตริย์ในระบอบเผด็จการนั่นเอง...”
จําเลยที่ 2 (พริษฐ์) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า
“...เมื่อปีที่แล้วได้มีเหตุฉ้อฉลอย่างนึง ซึ่งเป็นหลักฐานว่าสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เขาสมประโยชน์กัน นั่นคือการโอนกําลังพลราบ 11 รักษาพระองค์ และราบ 1 รักษาพระองค์ เข้าไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัฐบาลประชาธิปไตยที่เขาก็มีกษัตริย์ เช่น รัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลสเปน ที่ไหนก็มีทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทหารรักษาพระองค์นั้นเขาไม่ได้ให้กษัตริย์
มาบังคับบัญชาด้วยตนเอง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับองค์พระมหากษัตริย์ กษัตริย์เป็นจอมทัพแต่กษัตริย์ไม่ได้มีหน้าที่ไปบังคับบัญชาทหารโดยตรง
ปีที่แล้วมีการออกกฎหมายใหม่ว่า ต่อไปนี้กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ สังกัดขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์โดยตรง ภายใต้หน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่ากษัตริย์มีกองทัพส่วนตัว ถามว่ากษัตริย์มีหน้าที่แค่เซ็นกฎหมายแล้วจะเอากองทัพไปบังคับบัญชาทําไม ...”
“...หรือว่าในนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเข่นฆ่าประชาชนใช่หรือไม่ ในเมื่อหน่วยงานที่ จักรภพ ภูริเดช สังกัดอยู่นั้นได้กลายเป็นหน่วยงานใต้บังคับบัญชาขององค์พระมหากษัตริย์โดยตรง ตามหลักการแล้วลูกน้องทําผิด หัวหน้าต้องรับผิดชอบ ถ้าจักรภพไปทําผิด ถ้าจักรภพไปอุ้มสุรชัยจริง ถ้าจักรภพไปอุ้มวันเฉลิมจริง ขอถามว่าแล้วผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็คือพระบาทสมเด็จ จะต้องรับผิดชอบเป็นฆาตกรร่วมกันกับจักรภพ ใช่หรือไม่...”
“...นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเห็นการที่สถาบันกษัตริย์จะแยกกองกําลังส่วนตัวก็ไม่ต่างอะไรกับฮิตเลอร์ ที่มีกองกําลังเป็นของตัวเองมาถึงฆ่าประชาชน…”
จําเลยที่ 3 (ชินวัตร) กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า
“มันจะไปผิดตรงไหนเพราะเราพูดความเป็นจริง ถ้าวันนี้ในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในที่ที่ถูกต้อง ไม่ลงมายุ่งกับการเมืองมันจะไม่เกิดการพูดถึงท่าน...”
“...ผมก็พูดอธิบายให้พี่น้องได้ฟังว่าเมื่อก่อนโน้น ธุรกิจทุกอย่าง มรดกทุกอย่างของพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ส่วนกลาง สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถูกต้องไหมครับ ตอนนี้พอมีการเปลี่ยนผ่านรัชกาลที่ 10 ปุ๊บ เปลี่ยนกฎหมายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ แล้วมันจริงไหมละครับพี่น้อง”
ข้อความที่จําเลยทั้งสามกล่าวปราศรัยนั้น มิใช่การกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยจําเลยทั้งสามมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายรัชกาลที่ 10 และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันเป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชน ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถึงขนาดที่จะไปชุมนุมกดดันรัฐบาลและรัฐสภา และขู่เข็ญหรือบังคับให้พระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร และทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3124/2564 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2564)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 22-03-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาชินวัตรเวลา 10.00 น. ที่ สน. บางเขน “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง เดินทางไปรับทราบข้อหาตามหมายเรียกผู้ต้องหา พร้อมกับนักกิจกรรมอีก 2 คน คือ "ตี้" วรรณวลี ธรรมสัตยา และพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ โดยหมายเรียกของชินวัตรระบุข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นคดีจากการปราศรัยหน้า สน.บางเขน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ในกิจกรรมแห่ขันหมากให้กำลังใจ 8 ประชาชน เข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 เหตุ #ม็อบ29พฤศจิกา ขณะที่หมายเรียกของวรรณวลีและพิมพ์สิริเป็นข้อหาตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ จากกิจกรรมเดียวกัน
บรรยากาศช่วงเช้าบริเวณทางเข้า สน. บางเขน มีการกั้นแผงเหล็กหน้าประตูทางเข้า โดยให้ใช้ทางเข้า-ออกเพียงทางเดียว มีเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนกระจายตัวตามแผงกั้นจำนวนหนึ่ง ภายใน สน.มีการตั้งจุดคัดกรองโควิด-19 ตรวจบัตรประชาชน และจดบันทึกชื่อผู้ที่มาติดต่อ
พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวนได้แจ้งชินวัตรถึงพฤติการณ์ในคดีนี้ว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ผู้ต้องหากับพวกได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา แต่มีการจัดชุมนุมขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้ไม่ได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้ง และการชุมนุมนั้นกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการ ประกอบกับการรวมตัว มีผู้เข้าร่วมเป็นจํานวนมาก เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด และมีการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งให้เลิกการชุมนุมแล้ว แต่ผู้ต้องหากับพวกไม่ปฏิบัติตามและไม่เลิกการชุมนุม เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีนี้
ในวันที่ผู้ต้องหาเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหานั้น ผู้ต้องหาได้ขึ้นพูดปราศรัยในการชุมนุมครั้งนี้ด้วย โดยมีเนื้อหาคำปราศรัยตอนหนึ่งว่า “…กรณีที่ผม โดนฟ้องก็คือเหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกา ที่หน้าราบ 11 คิดดูครับพี่น้อง แสดงว่าคนที่รักสถาบันรักได้แต่คนที่ใส่สีเหลืองใช่ไหม คนอย่างพวกเรามันรักไม่ได้เหรอ วันที่ 29 พฤศจิกา ผมก็พูดอธิบายให้พี่น้องได้ฟังว่า เมื่อก่อนโน้น ธุรกิจทุกอย่าง มรดกทุกอย่าง ของพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ส่วนกลาง สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถูกต้องไหมครับ ตอนนี้พอมีการเปลี่ยนผ่านรัชกาลที่ 10 ปั๊บ เปลี่ยนกฎหมายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ แล้วมันจริงไหมละครับพี่น้อง ผมก็เลยพูดต่อว่าใน เมื่อท่านเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ในอนาคตสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พระมหากษัตริย์องค์ต่อไปเขาจะใช้อะไร แล้วมันจะผิดตรงไหนละครับ..”
พนักงานสอบสวนระบุว่า คำปราศรัยดังกล่าวมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์พระราชอํานาจของกษัตริย์ถึงทรัพย์สินส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นพระราชมรดกและพระราชอํานาจโดยชอบธรรม เป็นการกล่าวโดยไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน แสดงถึงเจตนาบิดเบือนข้อมูลให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิด ทําให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ไขว้เขว กล่าวร้ายต่อกษัตริย์ ให้ประชาชนทั่วไปฟังแล้วดูหมิ่น เกลียดชังในสถาบันกษัตริย์
พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาชินวัตรรวม 5 ข้อหา ได้แก่
1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 "ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ"
2. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 10 ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
3. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 8 ร่วมกันชุมนุมสาธารณะโดยกีดขวางทางเข้าออก หรือ รบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทําการหน่วยงานของรัฐ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 “ร่วมกันกระทําการ หรือดําเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคแพร่ระบาดออกไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ” มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
5. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 “ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
ชินวัตรให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา และปฏิเสธลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งยังได้ให้การว่า ขอให้พนักงานสอบสวนส่งหนังสือไปสอบถามสํานักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อตรวจสอบว่าได้มีการออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงสถานะของสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์จริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน
หลังเสร็จกระบวนการ พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชินวัตร โดยไม่ควบคุมตัวไว้ เนื่องจากมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก
ทั้งนี้ การปราศรัยในวันดังกล่าวยังมีนักกิจกรรมถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อีก 2 ราย คือ อานนท์ นำภา และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แต่ทั้งสองถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างพิจารณาคดีในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยยังไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำต่อไป
สำหรับชินวัตร ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 คดีนี้เป็นคดีที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากการปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หน้ากรมทหารราบที่ 11, การชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb และการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.บางเขน ลงวันที่ 22 มี.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/27296) -
วันที่: 27-04-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาอานนท์, พริษฐ์เวลา 10.30 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี รองผู้กํากับการ (สอบสวน) สน.บางเขน ในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง บก.น.2 ที่ 101/2564 เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหากับพริษฐ์และอานนท์ผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ในห้องเยี่ยมของทนาย โดยมีทนายความ และผู้ไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังด้วย
บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาระบุว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 อานนท์และพริษฐ์ได้เดินทางมาถึงที่บริเวณลานจอดรถด้านหน้า สน.บางเขน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในอีกคดี หลังจากนั้นแกนนําในกลุ่มผู้ชุมนุมนี้ได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย โดยอานนท์ได้ขึ้นปราศรัยมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ มีรายละเอียดบางตอนดังนี้
“…เขาบอกว่าการต่อสู้ของพวกเราครั้งนี้ อันนี้เรียนตามตรงมันเลี่ยงที่จะโดน 112 ไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้เพราะอะไรก็เพราะว่าพวกเรา มาชี้ข้อบกพร่องของสถาบันกษัตริย์ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงข้อดีมันต้องพูดถึงข้อเสีย เพราะอย่างนั้นจะไม่มีการปฏิรูป ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ อย่างเดียว แล้วจะเอาข้อมูลอะไรไปปฏิรูป ….ถ้าผมไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์แล้วท่านจะปรับตัวได้อย่างไร ในเมื่อมีแต่คนสรรเสริญเยินยอ วันนี้เรามาพูดแทนพี่น้องทั้ง ประเทศ เพื่อให้สถาบันกษัตริย์ปฏิรูปมันไม่ใช่การล้มล้าง ผมเรียนตั้งแต่ต้นมันไม่ใช่การล้มล้าง อย่ามากล่าวหากัน แต่ถ้าท่านไม่ยอมปฏิรูปปีหน้าเจอกัน”
“ทําไมเราต้องมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะว่าเรายังเห็น ณ วันนี้ ว่าบ้านเมืองเรามันเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขยังทําได้ เราจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูป… นอกจากหลักธรรมของกษัตริย์แล้ว การละเมิดต่อกฎหมายที่เราคิดว่าท่านทำผิดท่านต้องปรับปรุงตัว การเอากองกำลังทหารเป็นของตัวเองอันนี้คือเรื่องผิด และการเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนอันนี้ก็ขัดหลักการเต็มๆ…”
“…ใครก็ตามที่ไม่ทรงพระเจริญ ใครก็ตามที่ไม่ใส่เสื้อเหลืองมีโอกาสโดนทุกคนถ้าพูดความจริง และถ้าไม่ยกเลิก 112 ไม่มีทางปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้ เพราะเราจะไม่สามารถบอกว่าอันนี้มันมีอะไรบกพร่อง ถ้าติไม่ได้ ชมอย่างเดียว มันพาเราลงเหวรถคันนี้ นั่นคือเหตุผล จะแจ้งจับก็เชิญ เราก็พร้อมสู้คดี ขอบคุณดังๆ ไปยังศาลยุติธรรมด้วยที่ตํารวจไปขอออกหมายจับแล้วศาลไม่ออกให้ บอกว่าไอ้คนพวกนี้มันเป็นคนมีวินัย ออกหมายเรียกเราก็ไปเจอ ใช่ไม่ใช่ แล้วเจอกันที่ศาลครับพี่น้องตํารวจ เราจะเอารูปทุกรูปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ข้อมูลทุกอย่างไปนําเสนอที่ศาล แล้วเจอกัน ท่านอย่าอ้าปากหวอเมื่อเจอรูปเหล่านั้น”
พนักงานสอบสวนระบุว่า จากคําปราศรัยของอานนท์มีเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ทําให้ผู้ที่ได้ฟังเข้าใจว่า ผู้พูดกําลังพูดถึงรัชกาลที่ 10 รัชกาลปัจจุบัน โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นการกล่าวพาดพิง ให้ร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ว่าเป็นการยักยอกเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนเอง มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน สร้างความเสื่อมศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ชน จึงเป็นการร่วมกันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท รัชกาลที่ 10 ทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหาย
ในส่วนของพริษฐ์ บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาได้ยกรายละเอียดคำปราศรัยมาเช่นกัน ก่อนระบุว่า คําปราศรัยของพริษฐ์มีเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ทําให้ผู้ที่ได้ฟังเข้าใจว่า ผู้พูดกําลังพูดถึงรัชกาลที่ 10 รัชกาลปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้คําว่า “พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยมุ่งชี้ประเด็นการโอนกําลังพลราบ 11 รักษาพระองค์ และราบ 1 รักษาพระองค์ ไปสังกัดภายใต้บังคับบัญชาของพระองค์ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ก้าวล่วงพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง
ทั้งมีการกล่าวหาว่าทรงเป็นฆาตกร หรือผู้อยู่เบื้องหลังกรณีการอุ้มหายของบุคคลต่างๆ โดยมีการพูดเพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตามโดยขาดพยานหลักฐาน มีการเปรียบเทียบให้เป็นกองกําลังของฮิตเลอร์ โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นการกล่าวพาดพิง ให้ร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งเป็นการกล่าวหาที่มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน สร้างความเสื่อมศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ชน จึงเป็นการร่วมกันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท รัชกาลที่ 10 ทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหาย
พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี จึงได้แจ้งข้อกล่าวเพนกวินและอานนท์ รวม 5 ข้อหา เช่นเดียวกับชินวัตร อานนท์และพริษฐ์ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเป็นหนังสือภายใน 30 วัน เพนกวินยังได้บันทึกหมายเหตุด้วยปากกาไว้ท้ายบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าปัจจุบันข้าพเจ้าถูกควบคุมอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่น หากพนักงานสอบสวนจะสอบสวนเพิ่มเติมหรือกำหนดนัดอื่น ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน และหากพนักงานสอบสวนมีหมายจับก็ขอให้แสดงต่อข้าพเจ้าในวันนี้”
ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมหน้า สน.บางเขน เพื่อให้กำลังใจนักกิจกรรม ที่เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ในวันที่ 21 ธันวาคม 2563 นี้ พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีนักกิจกรรมรวม 7 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, วรรณวลี ธรรมสัตยา และพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ โดย 5 ราย เป็นผู้ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันดังกล่าวและถูกดำเนินคดีอีกคดี ได้แก่ อานนท์, พริษฐ์, พรหมศร, ชินวัตร และพิมพ์สิริ
โดยเฉพาะอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ซ้ำอีกคดี จากการจากการหยิบยกเนื้อหาคำปราศรัยในประเด็น “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี 112 และต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันนั้น ส่วนภาณุพงศ์, พรหมศร, วรรณวลี และพิมพ์สิริ ถูกดำเนินคดีใน 4 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และอื่นๆ
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ลงวันที่ 27 เม.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/28955) -
วันที่: 16-07-2021นัด: ส่งตัวให้อัยการที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 พนักงานสอบสวนนัดส่งตัวอานนท์และชินวัตรให้พนักงานอัยการ อัยการนัดฟังคำสั่งครั้งต่อไปวันที่ 2 ส.ค. 2564
-
วันที่: 02-08-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการอานนท์, ชินวัตร และพริษฐ์ มีนัดฟังคำสั่งอัยการ อัยการให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 2 ก.ย. 2564 เวลา 10.00 น. โดยทนายความรับทราบนัดทางโทรศัพท์แทนผู้ต้องหา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด
-
วันที่: 02-09-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการเนื่องจากอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบพยานเพิ่ม จึงให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
-
วันที่: 01-10-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
-
วันที่: 27-10-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 26 พ.ย. 2564
-
วันที่: 16-11-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอานนท์, พริษฐ์พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี รองผู้กํากับการ (สอบสวน) สน.บางเขน เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดีนี้กับพริษฐ์และอานนท์ผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ โดยระบุว่า การจัดกิจกรรมในวันเกิดเหตุมีพฤติการณ์ที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 21 ธ.ค. 2563 อันเป็นความผิดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 13 ส.ค. 2563
ทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ลงวันที่ 16 พ.ย. 2564) -
วันที่: 17-11-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมชินวัตรชินวัตรเดินทางไปที่ สน.บางเขน เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดี หลัง พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี รองผู้กํากับการ (สอบสวน) สน.บางเขน มีหนังสือแจ้ง โดย พ.ต.ท.สราวุธ ได้แจ้งพฤติการณ์และข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับชินวัตรเช่นเดียวกับที่แจ้งพริษฐ์และอานนท์ วินวัตรให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สน.บางเขน ลงวันที่ 17 พ.ย. 2564) -
วันที่: 26-11-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปในวันที่ 14 ธ.ค. 2564
-
วันที่: 14-12-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการ (ฟ้อง)พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 มีคำสั่งฟ้องอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 8, 10, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มาตรา 34, 35 และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4
คดีนี้ทั้งพริษฐ์และอานนท์ ถูกตำรวจเข้าแจ้งข้อกล่าวหาขณะถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายน 2564 ก่อนจะถูกฟ้องต่อศาลอาญาขณะที่ถูกคุมขังอีกครั้ง ส่วนชินวัตรซึ่งเดินทางไปฟังคำสั่งอัยการในวันดังกล่าว อัยการได้ส่งตัวให้ศาลพร้อมยื่นฟ้อง
หลังศาลรับฟ้อง ทนายความได้ยื่นประกันตัวชินวัตรระหว่างพิจารณาคดี ด้วยหลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ก่อนศาลอนุญาตให้ประกัน โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามทำผิดซ้ำ ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมทั้งนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 09.00 น.
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3124/2564 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/38963) -
วันที่: 14-02-2022นัด: ตรวจพยานหลักฐานเมื่อทนายความและญาติถึงห้องพิจารณาคดีแล้วถึงทราบว่าศาลมีคำสั่งว่า "มีเหตุอันควรให้เลื่อนนัดออกไป" เป็นวันที่ 14 มี.ค. 2565 เวลา 13.30 น. โดยยังไม่ทราบเหตุผลที่เป็นเหตุอันควรเลื่อนดังกล่าว
-
วันที่: 22-02-2022นัด: ยื่นประกันอานนท์, พริษฐ์ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ และอานนท์ ในคดีการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองที่มีหมายขังทั้งหมดของศาลอาญา ในส่วนของอานนท์รวมแล้ว 9 คดี ของเพนกวิน มีการยื่นประกัน 8 คดี รวมทั้งคดีนี้ซึ่งทั้งสองคนเป็นจำเลยและยังไม่เคยได้ยื่นประกันด้วย
ทั้งสองได้ระบุในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเช่นเดียวกันในทุกคดีว่า จะไม่กระทําการใดๆ ให้สถาบันกษัตริย์เกิดความเสื่อมเสีย ไม่ทํากิจกรรมใดที่จะทําให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ไม่เดินทางออกนอกประเทศ และพร้อมที่จะเดินทางมาศาลตามที่มีการนัดหมายทุกครั้ง รวมถึงยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ทั้งยังมีคำร้องเพิ่มเติมเข้ามาว่า
1. นับจนถึงวันนี้จําเลยถูกคุมขังไว้ในระหว่างการพิจารณาคดีเกินกว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งในคดีนี้พยานโจทก์และพยานจําเลยมีจํานวนมาก ยังไม่อาจกําหนดได้ว่าจะสามารถพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นเมื่อใด และยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ๆ ในการสืบพยานโจทก์ที่ผ่านมาให้เห็นถึงความผิดของจําเลย
2. ในคดีหมายเลขดําที่ อ.287/2564 ของศาลอาญา (คดี 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร) ซึ่งมีจําเลยคนอื่น ๆ ถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดร่วมกันกับจําเลยทั้งสองนี้ ศาลก็ได้มีคําสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจําเลยในคดีนี้จํานวนหลายคน เช่น ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล, จตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน บุญภัทรรักษา, ภาณุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก โดยศาลได้กําหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้จําเลยปฏิบัติตาม ก็ปรากฏว่าจําเลยเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลได้เคร่งครัดทุกประการ และไม่ได้ผิดเงื่อนไขของศาลเลย ซึ่งจําเลยทั้งสองก็ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ เหมือนดังเช่นจําเลยคนอื่นที่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวไปก่อนหน้านี้
เวลา 16.30 น. พลีส เทอดไทย ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดียาเสพติดของศาลอาญา มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวอานนท์และเพนกวินในทุกคดี ระบุในคำสั่งว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว กรณีเห็นควรให้โอกาสจําเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เสนอต่อศาลสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณามีกําหนดเวลา 3 เดือน (ครบกําหนดวันที่ 22 พ.ค. 2565) กําหนดเงื่อนไข
1. ห้ามทํากิจกรรมหรือกระทําการใด ๆ อันจะทําให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลในทุกด้าน รวมทั้งห้ามกระทําการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางกระบวนพิจารณาคดีของศาล
2. ห้ามเข้าร่วมชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
3. ให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ EM
4. ห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 21.00 – 06.00 น. เว้นแต่มีเหตุจําเป็นเพื่อการรักษาพยาบาล ไปศึกษาเล่าเรียน ไปสถานีตํารวจ สํานักงานอัยการ หรือศาล หรือได้รับอนุญาตจากศาล
5. ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
หากจําเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ศาลอาจมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมคําสั่งเดิมตามพฤติการณ์ของจําเลยที่เปลี่ยนไป ตามความเหมาะสมและความร้ายแรงของพฤติการณ์ต่อไป นอกจากนี้ กรณีครบกําหนดการปล่อยชั่วคราวโดยมีกําหนดระยะเวลาแล้ว หากจําเลยไม่มีพฤติการณ์ที่ผิดเงื่อนไข ศาลจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงคําสั่งเดิมต่อไป
อย่างไรก็ตาม อานนท์และเพนกวินซึ่งถูกขังมาแล้ว 196 และ 198 วัน ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำในวันนี้ เนื่องจากยังมีหมายขังของศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งจะยื่นประกันต่อไป
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3124/2564 ลงวันที่ 22 ก.พ. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40716) -
วันที่: 14-03-2022นัด: ตรวจพยานหลักฐานศาลให้เลื่อนไปนัดพร้อมสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 9 พ.ค. 2565
-
วันที่: 09-05-2022นัด: ตรวจพยานหลักฐานศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามฟัง อานนท์, พริษฐ์ และชินวัตรให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา โจทก์แถลงขอสืบพยานบุคคล 7 ปาก ใช้เวลาสืบ 2 นัดครึ่ง
ฝ่ายจำเลยแถลงแนวทางต่อสู้คดีว่า ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง การชุมนุมชอบด้วยกฎหมาย และคำปราศรัยของจำเลยทั้งสามเป็นการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสุจริต อีกทั้งมาตรา 112 ไม่คุ้มครองพระมหากษัตริย์ในอดีต จำเลยขอสืบพยานบุคคลรวม 30 ปาก
ศาลวินิจฉัยว่า พยานจำเลยจำนวน 14 ปาก ที่ฝ่ายจำเลยประสงค์จะนำมาเบิกความเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจและการโอนหุ้น แต่ตความผิดตารมมาตรา 112 ไม่มีข้อยกเว้นหากเป็นข้อเท็จจริง และข้อมูลที่พยานจะเบิกความอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันกษัตริย์ที่จะเปิดเผยไม่ได้ จึงไม่อนุญาตให้นำพยานทั้ง 14 ปากเข้าเบิกความ คงเหลือพยานจำเลย 16 ปาก ใช้เวลาสืบ 4 นัด
นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 5-6 มี.ค. 2567 สืบพยานจำเลยในวันที่ 7-8,12-13 มี.ค. 2567
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3124/2564 ลงวันที่ 9 พ.ค. 2565) -
วันที่: 05-03-2024นัด: สืบพยานโจทก์นัดสืบพยานโจทก์วันแรก ชินวัตรตัดสินใจถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาในส่วนของชินวัตรในวันที่ 7 มี.ค. 2567 พร้อมให้พนักงานอัยการแยกฟ้องคดีของอานนท์และพริษฐ์เข้ามาใหม่ภายในวันที่ 25 มี.ค. 2567
-
วันที่: 07-03-2024นัด: ฟังคำพิพากษา (ชินวัตร)ชินวัตรถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังคำพิพากษา โดยมีครอบครัวมาให้กำลังใจ หลังจากเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2567 ศาลอาญาได้พิพากษาจำคุกชินวัตร 3 ปี ในคดีมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ และศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
เวลา 09.30 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและอ่านคำพิพากษาใจความโดยสรุปว่า พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อหาตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี และข้อหา “ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต” ปรับ 200 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 100 บาท นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีที่พิพากษาไปก่อนหน้านี้
จากนั้นทนายความได้ยื่นประกันชินวัตรระหว่างอุทธรณ์ โดยวางหลักทรัพย์จำนวน 100,000 บาท ก่อนศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา
ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ระบุว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 นำมาสู่ความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ประกอบกับจำเลยที่ 3 รับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน และนับโทษจำคุกต่อจากคดีอื่น หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่า จำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 3 ในระหว่างอุทธรณ์
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/65276)
-
วันที่: 20-03-2024นัด: ยื่นฟ้องอานนท์และพริษฐ์ธนานนท์ รัตนาเดชาชัย พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ยื่นฟ้องอานนท์และพริษฐ์เข้ามาใหม่ ใน 2 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.910/2567 ลงวันที่ 20 มี.ค. 2567) -
วันที่: 25-03-2024นัด: สอบคำให้การพริษฐ์เดินทางมาศาลในนัดสอบคำให้การ หลังให้การปฏิเสธและทนายความยื่นประกันในคดีที่ฟ้องเข้ามาใหม่นี้ ศาลอนุญาตให้ประกันโดยให้วางหลักทรัพย์จำนวน 90,000 บาท และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 26 ส.ค. 2567 เวลา 13.30 น.
-
วันที่: 26-08-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานอานนท์ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะพริษฐ์ไม่ได้เดินทางมาศาล ศาลจึงได้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีในส่วนของพริษฐ์ออกจากสารบบความชั่วคราว
ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้อานนท์ฟัง อานนท์ยืนยันให้การปฏิเสธ โจทก์แถลงขอนำพยานบุคคลเข้าสืบ 7 ปาก ใช้เวลา 2 นัด ฝ่ายจำเลยขอสืบพยาน 5 ปาก ใช้เวลา 2 นัด นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 17-18 เม.ย. 2568 และสืบพยานจำเลยวันที่ 29-30 เม.ย. 2568
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.910/2567 ลงวันที่ 26 ส.ค. 2567) -
วันที่: 17-04-2025นัด: สืบพยานโจทก์การสืบพยานระหว่างวันที่ 17-18, 30 เม.ย. 2568 โจทก์นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 2 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.อนันต์ วรสาสตร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สน.บางเขน ผู้กล่าวหา และ พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวน สน.บางเขน
ส่วนจำเลยนำพยานเข้าเบิกความ 2 ปาก ได้แก่ อานนท์ นำภา จำเลยที่ 1 อ้างตนเป็นพยาน และ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลเห็นว่ามีพยานโจทก์ 4 ปาก ที่ไม่จำเป็นต้องนำเข้าสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานปากดังกล่าว ได้แก่ ร.ต.อ.สุเนตร ไทยวงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจที่ดูแลเกี่ยวกับการขออนุญาตชุมนุม ศาลเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยในข้อหานี้, คมสันต์ โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ศาลเห็นว่า ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเองได้, ปรัชญา ใจภักดี นักวิชาการภาษาไทย ศาลเห็นว่า คำปราศรัยเป็นภาษาไทย ศาลอ่านเข้าใจได้ ไม่ได้มีข้อความที่ลึกซึ้ง และ พณัฐภัณ สุขสิริพันธ์ ซึ่งเป็นทนายความที่มาให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาที่ชุมนุมปราศรัยนั้น ศาลสามารถวินิจฉัยเองได้
ในขณะที่ด้านอานนท์แถลงรับข้อเท็จจริงว่ามีการปราศรัยข้อความตามฟ้องจริง โดยกล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า
“…ทําไมเราต้องมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะว่าเรายังเห็น ณ วันนี้ว่า บ้านเมืองเรามันเป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขยังทําได้ เราจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระมหากษัตริย์ก็คือรัชกาลที่ 10 นี่แหละ เรากําลังชี้ข้อบกพร่องของท่านเพื่อให้ท่านปรับปรุงตัว ไม่ได้มีเหตุผลประการอื่นเลย อย่าให้คนต่างประเทศหรือคนไทยด้วยกันมาชี้หน้าด่า ท่านได้เป็นกษัตริย์เพียงเพราะพ่อท่านเป็นกษัตริย์มาก่อน อย่าให้เขามาชี้หน้าด่าท่าน เพราะว่าท่านผมก็เจ็บเหมือนกันเพราะผมเป็นคนไทย
“นอกจากหลักธรรมของกษัตริย์แล้ว การละเมิดต่อกฎหมายที่เราคิดว่าท่านทําผิดท่านต้องปรับปรุงตัว การเอากองกําลังทหารเป็นของตัวเองอันนี้คือเรื่องผิด และการเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะไปเป็นของตนอันนี้ก็ขัดหลักการเต็ม ๆ พูดแล้วรับผิดชอบตัวเองใครจะแจ้งจับไปแจ้งเลย เพราะท่านโอนหุ้นซึ่งเป็นของหลวงไปเป็นของตัวเอง วันนี้ท่านอาจจะยังไม่โอนวัง โอนวัดพระแก้ว โอนสิ่งต่าง ๆ ไปให้คนอื่น แต่กฎหมายที่เปิดช่องอย่างนี้ นี่คือประเด็นที่เราบอกว่า พระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินมันมีปัญหา เพราะท่านโอนไปให้คนอื่นหมดกษัตริย์องค์ต่อไปจะเอาวังที่ไหนอยู่ จะมีราชบัลลังก์อยู่ได้ยังไง จะมีส่วนเกี่ยวกับประชาชนได้ยังไง ไม่มี เขาไม่เรียกกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เขาจะเรียกกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือกษัตริย์ในระบอบเผด็จการนั่นเอง…”
ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต อานนท์ขอถอนคำให้การเดิมจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพว่า ไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงจริง แต่อานนท์อธิบายเพิ่มเติมว่าเนื่องจากตนไม่ใช่คนที่มีหน้าที่ต้องขออนุญาต โจทก์จึงไม่ติดใจสืบพยานปาก พ.ต.ท.หญิง สุธาสินี ศิริคำ ซึ่งจะมาเบิกความในประเด็นนี้อีก
ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อานนท์ยืนยันปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและมีข้อต่อสู้ว่า การปราศรัยเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของสถาบันกษัตริย์ 3 ประการ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในหลัก ‘The King Can Do No Wrong’, การดำรงพระองค์ที่ไม่เหมาะสม และการขยายพระราชอำนาจซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
อานนท์ยืนยันว่า การปราศรัยเป็นไปโดยเจตนาดีต่อสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ปรับตัวให้ดำรงอยู่ได้ในยุคปัจจุบันที่มีความท้าทายหลายประการเกี่ยวกับความเคารพของประชาชน โดยไม่ได้มุ่งหมายถึงตัวบุคคล
นอกจากนี้ ในวันเกิดเหตุ อานนท์เดินทางไป สน.บางเขน ในฐานะทนายความ ไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม เพียงแค่ถูกเชิญขึ้นปราศรัย และไม่มีการเตรียมตัวหรือนัดกันมาก่อนกับพริษฐ์และชินวัตรว่าจะปราศรัยเรื่องอะไร เป็นการที่ต่างคนต่างพูด
การสืบพยานในคดีนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีครอบครัวของอานนท์, นักกิจกรรม, ประชาชน, เจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ แวะเวียนเดินทางมาสังเกตการณ์และให้กำลังใจอานนท์ตลอดระยะเวลาการสืบพยาน
ทั้งนี้ ในการสืบพยานวันที่ 18, 30 เม.ย. 2568 ศาลได้ระบุในรายงานกระบวนพิจารณาด้วยว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป”
นอกจากคดีนี้ ยังมีคดีอื่นอย่างน้อย 3 คดีที่อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลอาญา โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 และคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจ ที่ศาลมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าว โดยมีเนื้อหาเหมือนกันทุกตัวอักษรและออกโดยองค์คณะต่างกัน
.
++ผู้กล่าวหาระบุ อานนท์ปราศรัยเกี่ยวกับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และวิจารณ์ ร.10 โดยไม่เหมาะสม จาบจ้วง – รับว่าเมื่อเปลี่ยนรัชกาล มีการแก้ไขกฎหมาย และมีการตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์มากขึ้น
พ.ต.อ.อนันต์ วรสาสตร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สน.บางเขน ผู้กล่าวหา เบิกความว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 มีการชุมนุมบริเวณกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ คณะทำงานของพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกแกนนำในขณะนั้น โดยพยานจำได้คร่าว ๆ ว่ามี อานนท์ นำภา ให้มาเข้าพบในวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ที่ สน.บางเขน
วันเกิดเหตุมี อานนท์, พริษฐ์, ชินวัตร และคนอื่น ๆ อีกรวม 8 คน มาเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยมีการนัดหมายในเวลา 10.00 น.
เวลา 09.00 น. เศษ ผู้ต้องหาทั้งแปดและมวลชนประมาณ 200 – 300 คน ทยอยกันมาบริเวณหน้า สน.บางเขน และมีการปราศรัยหน้าสถานี โดยใช้รถซาเล้งสามล้อบรรทุกเครื่องปั่นไฟต่อขยายกับเครื่องขยายเสียง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำแผงเหล็กมากั้นเพื่อไม่ให้มวลชนเข้ามายังสถานีตำรวจ เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
การปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงมีเสียงดังชัดเจนพอสมควร คนร่วม 300 คนได้ยิน เนื้อหาการปราศรัยเป็นการพูดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ การปฏิรูปสถาบันฯ และเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563
การปราศรัยดำเนินไปตั้งแต่เวลาประมาณ 09.30-11.00 น. โดยมีอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร ผลัดกันขึ้นปราศรัย ต่อมา ผู้กำกับการ สน.บางเขน จึงออกมาแจ้งให้ยุติการชุมนุม และให้เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา เวลาประมาณ 12.00 น. เศษ จึงมีการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำ
ต่อมา ในเวลาประมาณ 13.00 น. เมื่อออกมาจาก สน.บางเขน มีการปราศรัยอีกครั้ง และการชุมนุมยุติลงในเวลาประมาณ 15.00 น.
ขณะเกิดเหตุ พยานได้ทำการบันทึกภาพเคลื่อนไหวและภาพถ่ายไว้ ทั้งได้ค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปราศรัยที่มีการกล่าวพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ ก่อนส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนคนอื่น ๆ ถอดเทปคำปราศรัย
เท่าที่พยานจำได้ จำเลยที่ 1 ปราศรัยในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยใช้คำพูดไม่เหมาะสม พาดพิงถึงการแต่งตัวของพระมหากษัตริย์ การโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การโอนกองกำลังทหาร การจัดตั้งกองทัพ โดยพริษฐ์และชินวัตรก็พูดปราศรัยพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ในทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 1
จากที่พยานฟังและอ่านบันทึกการถอดเทป พยานเห็นว่า คำปราศรัยเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และการวิพากษ์วิจารณ์รัชกาลที่ 10 เป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม โดยมีคำพูดจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ ใช้คำพูดไม่เหมาะสม มีลักษณะเป็นการดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย และใส่ร้ายใส่ความพระมหากษัตริย์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ และ พ.ร.บ.จราจรฯ เพราะทำให้ประชาชนที่จะมาแจ้งความเกิดความไม่สะดวก และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ เพราะขณะนั้นเป็นช่วงการระบาดของโรคโควิด – 19
พยานเห็นว่า การกระทำของอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตรเป็นความผิดจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี
จากนั้นพยานเบิกความตอบจำเลยที่ 1 (อานนท์) ถามค้านว่า พยานไม่ทราบและไม่ได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงว่า ข้อความที่จำเลยปราศรัยเป็นความจริงหรือเท็จ
อานนท์จึงถามต่อไปว่า หากสิ่งที่พูดปราศรัยเป็นความจริงจะถือว่าเป็นความผิดหรือไม่ พยานตอบว่า พยานเป็นเจ้าพนักงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎหมายบังคับอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น
อานนท์พยายามถามต่อว่า มาตรา 112 แม้ว่าจะพูดความจริงก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีถูกต้องหรือไม่ พยานตอบว่า ต้องกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีที่เป็นความผิด
อานนท์จึงถามต่อไปว่า มาตรา 112 แปลกประหลาดหรือไม่ ที่แม้พูดความจริงก็ต้องมาแจ้งความดำเนินคดี พยานตอบว่า เป็นเรื่องตามกฎหมาย พยานเป็นเจ้าพนักงานก็ทำไปตามกฎหมาย แล้วแต่ความคิดของคนว่ามาตรา 112 แปลกประหลาดหรือไม่
พยานเบิกความรับว่า เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลจากรัชกาลที่ 9 มาเป็นรัชกาลที่ 10 มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลง มีการแก้ไขกฎหมาย และมีการตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์มากขึ้น เช่น คนยืนในโรงภาพยนตร์น้อยลง ส่วนพยานในฐานะเจ้าพนักงานตำรวจต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมาย และสอนลูกให้ยืนในโรงภาพยนตร์ ส่วนผู้อื่นจะคิดอย่างไร พยานไม่ทราบ
คำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ว่า “ถ้าผมไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์แล้วท่านจะปรับตัวได้อย่างไร ในเมื่อมีแต่คนสรรเสริญเยินยอ วันนี้เรามาพูดแทนพี่น้องทั้งประเทศ” นั้น พยานขอไม่ให้ความเห็น
ข้อความที่ปราศรัยเป็นความจริงหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ แต่พยานเห็นว่า ไม่เหมาะสม และถ้าให้ออกความเห็นก็มองว่าเป็นการอาฆาตมาดร้าย
อานนท์ถามว่า ในระบอบประชาธิปไตยการชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องทำได้หรือไม่ พยานตอบว่า ตนเป็นเจ้าพนักงาน ดำเนินการตามกฎหมาย และขอไม่ให้ความเห็น
อานนท์นำรูปภาพผู้แต่งกายครอปท็อปให้พยานดู และถามว่า การที่พริษฐ์หรือจัสตินชี้ให้เห็นข้อบกพร่องเรื่องการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ พยานขอไม่ให้ความเห็นและไม่ยืนยันว่ารูปดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่
พยานขอไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมอบปริญญาเอกให้กับรัชกาลที่ 10
พยานรับว่า มีการแก้ไขกฎหมายให้โอนกำลังทหารกรมทหารราบที่ 1 และกรมทหารราบที่ 11 ไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตาม พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ แต่พยานไม่ทราบว่า ที่ อานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร ปราศรัยว่า “ไม่มีประเทศใดในโลก ไม่ว่าจะอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือนอร์เวย์ ที่โอนกำลังทหารให้ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ และไม่เคยปรากฏในประเทศไทยด้วยเช่นกัน” นั้น เป็นความจริงหรือไม่
อานนท์ถามว่า ในการสลายการชุมนุม เช่น การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เวลาคนด่าก็จะต้องด่าที่คนสั่งใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ด่าคนที่รู้จักกัน เช่น ผู้บังคับบัญชา
อานนท์ถามต่อไปว่า การที่มีการโอนกองกำลังทหารไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ ในหลวงก็ต้องรับผิดรับชอบโดยตรงใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เป็นไปตามกฎหมาย
พยานทราบว่า มีการแบ่งแยกกองกำลังระหว่างทหารคอแดงและทหารคอเขียว ซึ่งคล้ายกับสมัยฮิตเลอร์ ตรงตามที่พริษฐ์ปราศรัย แต่พยานไม่กังวลว่าประเทศไทยจะเหมือนเยอรมนีในสมัยฮิตเลอร์ เพราะพยานประเทศไทยมีข้อกฎหมายกำหนดไว้
พยานทราบจากข่าวว่า มีการอุ้มหายบุคคลตามที่พริษฐ์ปราศรัย แต่ข่าวลือเกี่ยวกับผู้อุ้มหายจะเป็นความจริงหรือไม่ พยานไม่ทราบ โดยพยานเคยทราบข่าวเกี่ยวกับการอุ้มหายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
พยานรับว่า มีการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฯ และการโอนทรัพย์สินราชบัลลังก์มาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว โดยหลังจากที่มีการแก้ไขกฎหมายก็มีการเปลี่ยนชื่อทรัพย์สินมาเป็นของรัชกาลที่ 10 เช่น หุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) หรือทรัพย์สินบางประเภท เช่น ลานพระบรมรูปทรงม้าก็มีการล้อมรั้วกั้นขอบเขต และเขาดินต้องย้ายไป
อานนท์ถามว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์โอนได้ตามพระราชอัธยาศัยหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 6 พยานตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามพระราชบัญญัติ
อานนท์ถามต่อไปว่า ทรัพย์สินของราชบัลลังก์มีการตกทอดผ่านการสืบราชบัลลังก์ เมื่อมาถึงรัชกาลที่ 10 ที่มีการโอนมาเป็นชื่อพระองค์ ทรัพย์สินดังกล่าวจะตกทอดตามกฎหมายมรดกหรือไม่ พยานตอบว่า เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
อานนท์ยกตัวอย่างว่า บ้านพักผู้ว่าฯ ไม่เป็นของส่วนตัว เมื่อพ้นจากตำแหน่งก็มีผู้ว่าฯ คนใหม่มารับต่อ ไม่ได้ตกเป็นของส่วนตัวของผู้ว่าฯ คนใด พยานรับว่า ใช่ และตอบคำถามก่อนหน้านี้ว่า ตกทอดตามกฎหมายมรดก โดยเท่าที่พยานทราบ รัชกาลที่ 10 มีทายาทโดยธรรมหลายพระองค์
อานนท์ถามว่า คำปราศรัยที่แสดงความกังวลว่า เมื่อทรัพย์สินราชบัลลังก์ถูกกระจายไป รัชกาลที่ 11 จะไม่มีสมบัติไว้สืบราชบัลลังก์เป็นจริงหรือไม่ พยานขอไม่ให้ความเห็น เป็นไปตามกฎหมาย
พยานขอไม่ให้ความเห็นว่า คำปราศรัยเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นการติติงด้วยความเป็นห่วงในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะหรือไม่ และเป็นการแสดงความเห็นที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ตอบว่า ใครเห็นอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบตามข้อกฎหมาย
อานนท์จึงถามพยานว่า การที่พยานไม่ยอมให้ความเห็น เพราะกลัวกระทบต่อหน้าที่การงานใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ตอบอะไรได้พยานก็ตอบ อะไรที่ตอบไม่ได้ก็คือตอบไม่ได้
พยานทราบว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ไปประทับต่างประเทศต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน แต่พยานไม่ทราบข่าวว่า ภายหลังการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 รัชกาลที่ 10 ยังไม่ได้ลงพระปรมาภิไธยรับรอง และรับสั่งให้แก้ไขว่าพระมหากษัตริย์ไปต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทน ทำให้กลายเป็นรัฐธรรมนูญ ปี 2560
พยานเบิกความว่า พยานเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย มากกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนหลักการในระบอบประชาธิปไตยที่ว่า ‘The King Can Do No Wrong’ หรือหลักการ ‘ปกเกล้า ไม่ปกครอง’ นั้น พยานเคยได้ยิน โดยหมายถึง พระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน และทราบว่าต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
อานนท์ถามว่า เมื่อมีการแก้ไขกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการโอนกองกำลังทหาร หรือการโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะกระทบต่อหลักการปกเกล้าไม่ปกครอง และหลักยุติธรรมการดำเนินคดีหรือไม่ เพราะไม่อาจฟ้องร้องกษัตริย์ได้ พยานไม่ตอบ
(อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.910/2567 ลงวันที่ 17 เม.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/75614)
-
วันที่: 18-04-2025นัด: สืบพยานโจทก์++พนักงานสอบสวนระบุคดีนี้ทำงานเป็นคณะทำงานฯ แต่ไม่ทราบว่าไม่มีเอกสารแต่งตั้งในสำนวน – ไม่ได้สอบสวนหาสาเหตุหรือข้อเท็จจริงในประเด็นที่จำเลยปราศรัย
พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวน สน.บางเขน ผู้รับผิดชอบคดีนี้ เบิกความว่า พ.ต.ท.อนันต์ วรสาสตร์ ได้ทำการร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยและพวก จากการรวมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ในวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ที่ สน.บางเขน หลังจากพยานได้รับการแจ้งแล้ว จึงทำการรวบรวมพยานหลักฐาน
พยานพิจารณาแล้วพบว่า คดีเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 จึงเสนอเรื่องต่อผู้บังคับบัญชา และคณะทำงานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คำปราศรัยของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 112 จึงคืนเรื่องมาที่ สน.บางเขน และได้แจ้งให้ พ.ต.ท.อนันต์ เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดย พ.ต.ท.อนันต์ ได้นำไฟล์บันทึกภาพและเสียง และเอกสารถอดข้อความปราศรัยของอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร ในวันเกิดเหตุมอบให้พยานด้วย
หลังจากแจ้งเรื่องกลับมา พ.ต.ท.อนันต์ วรสาสตร์ จึงได้แจ้งความอานนท์, พริษฐ์ และชินวัตร เพิ่มเติมในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
พยานสอบปากคำพยานจำนวน 6 คน นอกจากผู้กล่าวหา มี ร.ต.อ.สุเนตร ไทยวงษ์ ตำรวจผู้ดูแลเว็บเพจ สน.บางเขน ยืนยันว่าไม่มีการขออนุญาตชุมนุมก่อน 24 ชั่วโมง, พ.ต.ท.หญิง สุธาสินี ศิริคำ ยืนยันว่าไม่มีการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง, พณัฐภัณ สุขสิริพันธ์ ทนายความผู้ให้ความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับเนื้อหาที่ผู้ชุมนุมปราศัย, คมสันต์ โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาที่ผู้ชุมนุมปราศรัย และปรัชญา ใจภักดี นักวิชาการด้านภาษาไทยให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาที่ผู้ชุมนุมปราศรัย
พยานเห็นว่าพยานหลักฐานมีพอสมควร จึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยและพวกเข้าข่ายกระทำความผิด และออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้งสามมารับทราบข้อกล่าวหา แต่เนื่องจากตอนนั้น อานนท์และพริษฐ์อยู่ในเรือนจำ จึงเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่เรือนจำ ส่วนชินวัตรเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเอง
ข้อหาทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งแก่จำเลย ได้แก่ มาตรา 112, ชุมนุมในที่สาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อฯ โดยจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
พยานได้ทำการตรวจสอบประวัติของจำเลย พบว่ามีประวัติการกระทำความผิดคดีชุมนุมทางการเมืองหลายคดี
จากนั้นพยานเบิกความตอบอานนท์ถามค้านว่า พยานทราบมาก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และรับว่า คดีนี้มีการแต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวน แต่พยานไม่ได้นำคำสั่งแต่งตั้งมาในวันนี้ โดยพยานส่งคำสั่งให้พนักงานอัยการแล้ว แต่จะมีในสำนวนชั้นพิจารณาหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ และพยานจำคณะทำงานได้เป็นบางคนเท่านั้น
พยานรับว่า ไม่ได้สอบสวนเหตุที่จำเลยปราศรัยเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 10 ประทับอยู่ที่เยอรมนี และเรื่องการแต่งกายของในหลวงรัชกาลที่ 10, ไม่ได้สอบสวนว่าในต่างประเทศมีการดำเนินคดีกับผู้ที่แต่งกายล้อเลียนพระมหากษัตริย์หรือไม่, ไม่ได้สอบสวนคดีที่ สมบัติ ทองย้อย ถูกดำเนินคดี 112 จากการโพสต์ #กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ และไม่ได้สอบสวนเกี่ยวกับหลักธรรมของกษัตริย์
พยานรับด้วยว่า ไม่ได้ทำหนังสือสอบถามไปที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, นักวิชาการด้านกฎหมายที่ขึ้นทะเบียนของศาลยุติธรรม และไม่ได้สอบถามเกี่ยวกับความเห็นทางกฎหมายไปที่สภาทนายความฯ รวมถึงในคำปราศรัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ พยานก็ไม่ได้สอบถามความเห็นไปที่สำนักพระราชวัง และคำปราศรัยเรื่องพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และประชาธิปไตย พยานไม่ได้สอบถามไปที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน
นอกจากนี้ พยานไม่ได้สอบสวนเกี่ยวกับหลักการ ‘The King Can Do No Wrong’ หรือหลัก ‘กษัตริย์มิอาจกระทำความผิด – ปกเกล้า ไม่ปกครอง’, การโอนย้ายกองกำลังทหารจากกองพันทหารราบที่ 1 และ 11 เข้าไปเป็นกองกำลังส่วนพระองค์, พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฯ, กรณีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน), การใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516, เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และ 2553, จำนวนคนที่โดนดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 ในช่วงตั้งแต่การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ปี 2563 เป็นต้นมา ตลอดจนไม่ได้สอบถามความเห็นขององค์การระหว่างประเทศว่ามีความเห็นต่อการดำเนินคดีมาตรา 112 ในไทยอย่างไร
(อ้างอิง: คำให้การพยานโจทก์ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.910/2567 ลงวันที่ 18 เม.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/75614) -
วันที่: 30-04-2025นัด: สืบพยานจำเลย++อานนท์ระบุไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม ไปที่เกิดเหตุในฐานะทนายความ – เมื่อเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จึงปราศรัยด้วยเจตนาดีต่อสถาบันกษัตริย์ ให้ปรับตัวและดำรงอยู่ได้ โดยไม่ได้มุ่งหมายตัวบุคคล
อานนท์ นำภา จำเลยที่ 1 อ้างตนเป็นพยาน เบิกความว่า พยานมีอาชีพเป็นทนายความ ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัณฑิตไทยรุ่น 62
พยานประกอบอาชีพเป็นทนายความตั้งแต่ปี 2551 โดยเป็นทนายด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนถึงวันเกิดเหตุตามฟ้อง ประเทศไทยเกิดความขัดแย้งทางการเมืองมาตลอดตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งขณะนั้นพยานอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 3
ปี 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เกิดความรุนแรงมากขึ้น และเกิดการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนั้น พยานทำคดีให้กับคนเสื้อแดงและคดีมาตรา 112
ต่อมาปี 2557 ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยานจึงเป็นทนายให้กับกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหาร
ปี 2559 มีการเปลี่ยนรัชสมัยจากรัชกาลที่ 9 เป็นรัชกาลที่ 10 ประชาชนมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เช่น การเสด็จไปประทับที่ประเทศเยอรมนี และบทบาทของสถาบันกษัตริย์หลายกรณี รวมทั้งเหตุการณ์การยุบพรรคอนาคตใหม่
ช่วงต้นของการชุมนุมจึงมีการเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการที่รัชกาลที่ 10 ไปประทับที่เยอรมนี และการขยายพระราชอำนาจในหลายกรณี
ต่อมา พยานเห็นว่าการพูดอ้อม ๆ ไม่ได้ทำให้เกิดผล จึงมีการชุมนุมใหญ่ที่ถนนราชดำเนิน โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วประเทศ มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ประยุทธ์ลาออก, แก้รัฐธรรมนูญปี 2560 และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยใช้สัญลักษณ์ 3 นิ้ว
จนกระทั่งแกนนำนักศึกษาถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม จึงมีการนัดหมายเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.บางเขน ในวันเกิดเหตุพยานเดินทางไปในฐานะทนายความ และถูกเชิญไปปราศรัยในประเด็นสถาบันกษัตริย์ระหว่างรอการสอบสวน โดยพยานไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม
ขณะปราศรัย พยานชี้ข้อบกพร่องของสถาบันกษัตริย์ 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในหลัก ‘The King Can Do No Wrong’ หรือ ‘ปกเกล้า ไม่ปกครอง’ กล่าวคือ พระมหากษัตริย์จะไม่ใช้พระราชอำนาจโดยตรง จะใช้ผ่านผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และต้องเป็นกลางทางการเมือง
การตั้งกองกำลังซึ่งเป็นหน่วยงานในพระองค์ เช่น การโอนทหารราบที่ 1 และทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และโอนหน่วยงานราชองครักษ์และหน่วยงานรักษาความปลอดภัย จากกระทรวงกลาโหมมาเป็นหน่วยงานในพระองค์ ส่งผลให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานเหล่านั้นโดยตรง ขัดกับหลัก ‘The King Can Do No Wrong’ โดยพระมหากษัตริย์ทรงลงมาบริหารด้วยตนเอง
การโอนหน่วยงานทหารดังกล่าวทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน รู้จักกันในนามว่า ‘ทหารคอแดง’ คือ ทหารรักษาพระองค์ ซึ่งขึ้นตรงกับพระมหากษัตริย์ พยานเห็นว่าทหารที่ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า ‘รัฐซ้อนรัฐ’ ซึ่งประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีประเทศใดทำเช่นนี้
ประการที่สอง การดำรงพระองค์ที่ไม่เหมาะสม เช่น การประทับอยู่ต่างประเทศ
ประการที่สาม การขยายพระราชอำนาจตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เช่น ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ผ่านการประชามติแล้ว พลเอกประยุทธ์นำขึ้นทูลเกล้ารัชกาลที่ 9 แต่รัชกาลที่ 9 สวรรคตก่อน ต่อมา จึงทูลเกล้าต่อรัชกาลที่ 10 ซึ่งไม่ได้ลงพระปรมาภิไธย แต่สั่งให้แก้ไขเกี่ยวกับพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ซึ่งพยานเห็นว่าไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เป็นเหตุให้พยานปราศรัยในวันเกิดเหตุ
การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติแล้วทำให้เกิดการขยายพระราชอำนาจ เช่น ประเด็นการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากเดิมถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ประทับในประเทศต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนเสมอ มีการแก้ไขเป็นว่าจะตั้งหรือไม่ก็ได้ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายประการ เช่น การลงพระปรมาภิไธยนอกราชอาณาจักร ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนีก็เคยนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในรัฐสภา
ในประเด็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฯ จากเดิมที่เคยแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ส่วนพระมหากษัตริย์ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ในปี 2561 ถูกรวบเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์หรือในนามของพระองค์เอง ไม่มีทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีก เช่น พระราชวัง ทำให้การจำหน่ายจ่ายโอนเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ในวันเกิดเหตุ พยานจึงปราศรัยในประเด็นนี้
การโอนทรัพย์สินดังกล่าวยังไม่ชอบมาพากล เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าวออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นคณะรัฐประหาร และพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ 3 วาระรวดโดยลับ
การที่ทรัพย์สินถูกโอนไปเป็นในพระนามของรัชกาลที่ 10 ทำให้การตกทอดเป็นไปตามกฎหมายลักษณะมรดก ซึ่งรัชกาลที่ 10 มีทายาทโดยธรรมหลายพระองค์ พยานเกรงว่าจะไม่ตกทอดถึงพระมหากษัตริย์องค์ถัดไป เช่น หุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งมีการโอนหุ้นจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไปเป็นพระนามของรัชกาลที่ 10 โดยตรง ข้อมูลดังกล่าวมีเผยแพร่โดยทั่วไป ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
นอกจากนี้ ยังมีอสังหาริมทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินซึ่งโอนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นพระนามของรัชกาลที่ 10 หลายแปลง
พยานเห็นว่า การแก้กฎหมายดังกล่าวกระทบต่อหลัก ‘The King Can Do No Wrong’ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 โดยปกติหากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำผิด เช่น ไล่ที่ ประชาชนก็จะฟ้องที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ หากมีข้อโต้แย้งก็ไม่สามารถฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้
พยานเบิกความต่อไปว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่มีการเขียนพินัยกรรม มรดกก็จะกระจายไปยังทายาทโดยธรรมหลายพระองค์ หรือหากมีพินัยกรรมก็สามารถโอนให้บุคคลภายนอก จึงเป็นเหตุให้พยานปราศรัยว่า “พระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินมันมีปัญหา เพราะท่านโอนไปให้คนอื่นหมดกษัตริย์องค์ต่อไปจะเอาวังที่ไหนอยู่”
พยานปราศรัยเพราะเกรงว่าพระมหากษัตริย์จะกลายเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีเจตนาด้อยค่า โดยการพูดอาจมีลีลาท่าทางที่แตกต่างกันไป แต่พยานอยากให้สังคมและผู้พิพากษาเห็นว่าแก่นคือเรื่องนี้
รัฐบาลใช้มาตรา 112 ปิดปากประชาชน ทำให้มีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และลี้ภัยหลายคน จนองค์การสหประชาชาติ (UN) ทำหนังสือถึงรัฐบาลไทยให้แก้ปัญหามาตรา 112 และนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112
จากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพยาน มีองค์กรระหว่างประเทศเห็นว่าเป็นการต่อสู้โดยสันติวิธี และมอบรางวัลและมีหนังสือให้ปล่อยตัวพยาน เช่น รางวัลกวางจู ซึ่งเป็นรางวัลเพื่อสิทธิมนุษยชนของประเทศเกาหลีใต้
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงาน Lawyers for Lawyers ที่ทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาและรัฐบาลไทยให้ปล่อยตัวพยาน โดยเห็นว่าการต่อสู้ของพยานเป็นไปโดยสันติวิธี
เกี่ยวกับถ้อยคำที่พริษฐ์และชินวัตรปราศรัยนั้น เป็นการที่ต่างคนต่างพูด ไม่มีการเตรียมตัวหรือนัดกันมาก่อน และพยานไม่ทราบว่าทั้งสองพูดเรื่องอะไร
พยานยืนยันว่า การปราศรัยเป็นไปโดยเจตนาดีต่อสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ปรับตัวให้ดำรงอยู่ได้ในยุคปัจจุบันที่มีความท้าทายหลายประการเกี่ยวกับความเคารพของประชาชน โดยพยานไม่ได้มุ่งหมายถึงตัวบุคคล
.
++อาจารย์นิติฯ ระบุไม่สามารถใช้ รธน. ม.6 ทำลายคุณค่าของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ ตราบเท่าที่ไม่แสดงความเห็นให้ล้มล้างการปกครอง – อานนท์เป็นกษัตริย์นิยม แต่กล้าหาญในการติชมว่าพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบิกความว่า พยานรับผิดชอบสอนวิชารัฐธรรมนูญ, นิติปรัชญา, การวิจัยกฎหมาย และประวัติศาสตร์กฎหมาย
พยานมีผลงานด้านวิชาการเป็นงานวิจัยเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย, ข้อถกเถียงว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแต่ปี 2475 – 2550 และบทเรียนและสภาพปัญหาเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมเพื่อการปรับปรุงพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยงานวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและสถาบันพระมหากษัตริย์
พยานอ่านคำฟ้องในคดีนี้ โดยมี 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก สถานะของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดได้” สามารถพิจารณาได้ 2 เรื่อง ดังนี้
ประการแรก พิจารณาเชิงประวัติศาสตร์ สถานะล่วงละเมิดมิได้นั้น เกิดในรัฐธรรมนูญ ปี 2475 ระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้” ต่อเนื่องถึงรัฐธรรมนูญ ปี 2492 มีบทบัญญัติเพิ่มเติมอีกหนึ่งมาตราว่า “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” และมีระบุต่อเนื่องสืบมาในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ
ในการร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับกันว่ามาตราดังกล่าวหมายถึงบุคคลไม่สามารถฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้ เป็นการจัดวางพระมหากษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมืองตามหลัก ‘The King Can Do No Wrong’ เช่น การตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
ประการที่สอง พิจารณาเชิงหลักการ รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสถานะล่วงละเมิดมิได้ การตีความจึงไม่สามารถใช้หลักการหนึ่งไปทำลายคุณค่าของอีกหลักการหนึ่งได้ ดังนั้น ตราบเท่าที่ประชาชนยังไม่แสดงความคิดเห็นให้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ก็สามารถแสดงออกได้ โดยต้องพิจารณาเนื้อหาหลักของการแสดงออกว่ามีจุดมุ่งหมายใด
เช่น มีคดีข้อพิพาทระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับกฎหมายต่าง ๆ ในคดี Texas vs Johnson, 491 US 397 (1989) ซึ่งจอห์นสันได้เผาธงชาติเพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล โดยศาลสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าการเผาธงชาติเพื่อแสดงความคิดเห็นไม่เป็นความผิด
พยานเห็นว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายอาญา ตามหลักการต้องตีความโดยเคร่งครัด การกระทำที่เป็นความผิด คือ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย และต้องกระทำต่อตัวบุคคล คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเห็นว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการออกกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้ประชาชน รวมถึงพยานเห็นว่าทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์เปลี่ยนไปในระบอบประชาธิปไตย
กฎหมายดังกล่าวที่พยานพูดถึงคือ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฯ ซึ่งภายหลังการออกพระราชบัญญัตินี้ได้เปลี่ยนหลักการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปอย่างใหญ่หลวง
ก่อนหน้าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนพระองค์ ส่วนพระมหากษัตริย์ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานมาบริหารจัดการ เว้นแต่ส่วนพระองค์ที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขพระราชบัญญัตินี้ ทำให้ทรัพย์สินทั้งหมดกลายเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งสามารถจัดการได้ตามพระราชอัธยาศัย
ประเด็นดังกล่าวเมื่อนักกฎหมายอ่านก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เมื่อการจัดการทรัพย์สินเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย จึงมีความเป็นไปได้ที่พระมหากษัตริย์จะสามารถจำหน่าย จ่าย ให้บุคคลธรรมดาได้ เช่น พระราชวัง ทำให้เกิดความกังวล
จากที่พยานอ่านคำปราศรัยและคำฟ้องทั้งหมดแล้ว เห็นว่า อานนท์เป็นกษัตริย์นิยม แต่มีความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ต่างจากบุคคลอื่นที่อ้างว่าเป็นกษัตริย์นิยม แต่ไม่กล้าตำหนิติชม
.
คดีเสร็จการพิจารณาศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 พ.ค. 2568 เวลา 09.00 น.
(อ้างอิง: คำให้การพยานจำเลย ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.910/2567 ลงวันที่ 30 เม.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/75614) -
วันที่: 28-05-2025นัด: ฟังคำพิพากษาเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 806 ครอบครัวอานนท์, นักกิจกรรม, นักวิชาการ, เจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชน และประชาชน ทยอยเดินทางมาสังเกตการณ์คดีจนเต็มพื้นที่ม้านั่งในห้องพิจารณาคดี รวมถึงศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งมายื่นคำร้องขอให้ยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีการใส่กุญแจเท้าอานนท์ นำภา
เวลาประมาณ 09.35 น. อานนท์ถูกเบิกตัวขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีในชุดผู้ต้องขังสีเหลืองอ่อนใส่ชายเสื้อไว้ในกางเกงขายาวสีดำ ถูกพันธนาการด้วยกุญแจข้อเท้า พร้อมอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขน โดยมีประชาชนและนักกิจกรรมหลายคนแวะเวียนเข้าไปพูดคุยและให้กำลังใจ
เวลา 09.45 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและอ่านคำพิพากษา สรุปสาระสำคัญได้ว่า
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
เห็นว่า ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดในข้อหานี้
ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โจทก์มีพยาน คือ พ.ต.อ.อนันต์ วรสาสตร์ เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ มีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมประมาณ 200 คน จำเลยที่ 1 ขึ้นปราศรัย จำเลยที่ 2 ขึ้นปราศรัยต่อ และยังมีชินวัตรสลับขึ้นปราศรัย พยานเห็นว่าจำเลยทั้งสองและชินวัตรมีความผิดตามมาตรา 112 จึงแจ้งความให้ดำเนินคดี
พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวนคดีนี้ เบิกความว่า ได้สอบปากคำพยานหลายปาก พยานให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า เนื้อหาที่ผู้ชุมุนมปราศรัยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
เห็นว่า ขณะเกิดเหตุมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”, มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”, และมาตรา 50 (1) บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญายังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท เป็นพิเศษต่างจากบุคคลทั่วไป รวมถึงบทบัญญัติตามมาตรา 112
เห็นได้ชัดแจ้งว่า พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ดำรงอยู่ในฐานะประมุขของประเทศไทย ไม่สามารถล่วงละเมิดได้ หรือจะใช้สิทธิเสรีภาพเป็นปฏิปักษ์ในทางใดไม่ได้ แม้ในความคิดของประชาชนก็ยังเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณกาล การกล่าวจาบจ้วง ล่วงเกิน หรือเสียดสีย่อมทำไม่ได้
คำปราศรัยของจำเลยที่ 1 จะเป็นการใส่ความให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงฐานะที่พระองค์ทรงดำรงอยู่ และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ประกอบด้วย
เมื่อฟังข้อความโดยรวมเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 กล่าวโดยมุ่งหมายให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดตามมาตรา 112
ส่วนที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และชินวัตรหรือไม่นั้น ทางนำสืบพยานโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1, จำเลยที่ 2 และชินวัตร สลับกันขึ้นปราศรัย เห็นว่า การร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น จะต้องร่วมกระทำผิดด้วยกันและกระทำเจตนาโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งทุกคนต้องถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และชินวัตรต่างคนต่างปราศรัย ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะเป็นตัวการร่วม จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และชินวัตร
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง ในข้อหาตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี คำรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับเป็นพินัย 100 บาท
ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา, คดีมาตรา 112 กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 3 ข้อความ วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์, คดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย
ผู้พิพากษาที่ลงนามในคำพิพากษา ได้แก่ อำนาจ เพ็งมาก และธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล
ต่อมา ศาลอ่านรายงานกระบวนพิจารณาระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป” ซึ่งเป็นคำสั่งในลักษณะเดียวกันกับที่ศาลอาญาเคยสั่งในนัดสืบพยานคดีนี้และคดีอื่นรวมอย่างน้อย 4 คดี
หลังฟังคำพิพากษา ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอานนท์ในคดีมาตรา 112 ของศาลอาญาที่อยู่ในระหว่างอุทธรณ์ รวม 6 คดี ได้แก่ คดีนี้, คดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา, คดีมาตรา 112 กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 3 ข้อความ วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์, คดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย, คดีมาตรา 112 เขียนและโพสต์จดหมาย #ราษฎรสาส์น ถึงกษัตริย์รัชกาลที่ 10 และคดีมาตรา 112 กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10 โดยศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา
ด้าน ดร.ธงชัย พร้อมตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ไปยื่นคำร้องขอให้ยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีการใส่กุญแจเท้า อานนท์ นำภา ที่งานรับคำร้อง ก่อนออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณหน้าศาลอาญา
ต่อมา วันที่ 29-30 พ.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันอานนท์ทั้ง 6 คดี โดยในคดีนี้ระบุคำสั่งว่า "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย และนับโทษจำคุกต่อ หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์"
สำหรับคดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 8 ของอานนท์ที่มีคำพิพากษา โดยปัจจุบันอานนท์มีโทษจำคุกรวมในทุกคดีสูงถึง 22 ปี 25 เดือน 20 วัน แต่ทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา ยังไม่สิ้นสุดลง
(อ้างอิง: คำพิพากษา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.910/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1427/2568 ลงวันที่ 28 พ.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/75676)
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชินวัตร จันทร์กระจ่าง
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พริษฐ์ ชิวารักษ์
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชินวัตร จันทร์กระจ่าง
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พริษฐ์ ชิวารักษ์
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์