ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
ดำ อ. 2804/2564

ผู้กล่าวหา
  • แน่งน้อย อัศวกิตติกร (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2804/2564
ผู้กล่าวหา
  • แน่งน้อย อัศวกิตติกร

ความสำคัญของคดี

อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และหนึ่งในแกนนำ “ราษฎร” ถูก แน่งน้อย อัศวกิตติกร แกนนำกลุ่ม ศชอ. ซึ่งเป็นกลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์ เข้าแจ้งความที่ บก.ปอท. ได้ให้ดําเนินคดีฐาน “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 กับผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นคดีที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก และไม่ได้ขอฝากขังอานนท์ในชั้นสอบสวน

อานนท์ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา ยืนยันว่าการโพสต์ข้อความทั้งสามไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาทกษัตริย์ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นให้มีการปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 บรรยายคำฟ้องมีเนื้อหาดังนี้

ระหว่างวันที่ 1-5 ม.ค. 2564 จําเลยซึ่งเป็นเจ้าของเพจเฟชบุ๊ก ชื่อบัญชี “อานนท์ นําภา” มีผู้ติดตามจํานวน 227,286 คน เปิดเป็นสาธารณะ ได้นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการโพสต์ข้อความว่า

“เสื่อมศรัทธาในระบอบกษัตริย์จะเป็นความผิดได้ยังไง คือต่อให้ดี-เลว ขนาดไหนก็ต้องรักต้องศรัทธางั้นหรือ? ผมว่าคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อเรื่องนี้ รุ่นเก่าที่พอมีสติปัญญาก็คงไม่เชื่อเช่นกัน หมดสมัยกดหัวคนให้รักให้ศรัทธาด้วย 112 แล้ว”

“ตํารวจบอกว่าการทําให้คนเสื่อมศรัทธาต่อกษัตริย์เป็นความผิด 112 ถ้าผมบอกว่า “กษัตริย์คนนี้ทําตัวขัดกับหลักการประชาธิปไตย เบียดบังเอาทรัพย์สินของประเทศไปเป็นของตนเอง ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย” แบบนี้คนใดได้ยินได้ฟังย่อมเสื่อมศรัทธาต่อกษัตริย์อย่างแน่นอน แต่ ! แบบนี้ ผมควรมีโทษจําคุก 3-15 ปีหรือ? สังคมไม่ควรสยบยอมให้ 112 มาปิดปากการพูดถึงกษัตริย์ในแง่ไม่ดี ถ้าเรื่องนั้นเป็นความจริง และเป็นเรื่องสาธารณะคนย่อมสามารถพูดถึง วิพากษ์วิจารณ์ได้ และด่าได้ด้วย การยืนตัวตรง พูดความจริงคือสิ่งที่ต้องเป็นไป ปี 2564 จะเป็นปีแห่งการพูดความจริงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เข้าใจตรงกัน !!” และ

“ฝ่ายที่ออกมาต่อต้านการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นี่เขาไม่เห็นด้วยกับฝ่ายเราจริง ๆ หรือเป็นเพราะพอเป็นความคิดของฝ่ายเราเขาก็จะไม่เอาด้วยทุกเรื่อง ถ้าเรารณรงค์ให้คนสวมหน้ากากป้องกันโควิด พวกเขาจะรณรงค์สวนให้คนไม่ใส่หน้ากากมั้ย ? ผมว่าแทบเป็นข้อยุติแล้วว่าสถาบันกษัตริย์กําลังมีปัญหาและสร้างปัญหาหลายอย่างในสังคม อย่างน้อยก็น่าจะเห็นการใช้ชีวิตของคนในสถาบันกษัตริย์ที่ใช้เงินของรัฐอย่างสุรุ่ยสุร่าย (ลองนึกภาพดูว่าถ้านายกหรือข้าราชการคนใดไปพัก ไปเช่าที่พักที่ทํางานอยู่เยอรมัน แล้วบินไปกลับ ขนคนไปรับใช้ที่นั่น แบบนี้สังคมจะยอมรับได้มั้ย ?) แต่ฝ่ายนั้นก็ยังหลับหูหลับตาเชียร์ และคอยเล่นงานคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อยู่ ปีนี้เราต้องทํางานให้หนักขึ้น ทั้งข้อมูลและเนื้อหาของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นปัญหาในตอนนี้ ปีนี้ช่วยๆ กันนะครับ เพื่อการเปลี่ยนแปลง เชื่อมั่นและศรัทธา อานนท์ นําภา 3 มกราคม 2564”

ซึ่งข้อความทั้งหมดดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น ทําให้รัชกาลที่ 10 ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติ เสื่อมเสียชื่อเสียง ทรงถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง ทั้งยังเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศไทยและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยการโพสต์ของจําเลยดังกล่าว ทําให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นเข้ามากดไลค์ 1.2-1.3 หมื่นคน มีผู้แสดงความคิดเห็น 317-544 คน และมีผู้แชร์ 361-544 ครั้ง

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2804/2564 ลงวันที่ 12 พ.ย. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 13.30 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) อานนท์ นำภา เดินทางเข้ารับทราบข้อหาตามหมายเรียกผู้ต้องหาลงวันที่ 17 พ.ค. 2564 ในฐานความผิด “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ซึ่งมีแน่งน้อย อัศวกิตติกร เป็นผู้กล่าวหา

    พนักงานสอบสวน พ.ต.ท.ณัฐพนธ์ สุวรรณรงค์ สารวัตร (สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. และ ร.ต.อ.บูรฉัตร ฉัตรประยูร รอง สารวัตร (สอบสวน) ปรก.กก.3 บก.ปอท. ได้แจ้งข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แก่อานนท์ดังนี้

    เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2564 แน่งน้อย อัศวกิตติกร ผู้กล่าวหา ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “อานนท์ นําภา” หลังเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2563 ผู้กล่าวหาได้ตรวจพบบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ 3 ข้อความ ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาท และดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

    ข้อความแรก โพสต์เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2564 “เสื่อมศรัทธาในระบอบกษัตริย์จะเป็นความผิดได้ยังไง คือต่อให้ดี เลว ขนาดไหนก็ต้องรักต้องศรัทธางั้นหรือ ? ผมว่าคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อเรื่องนี้ รุ่นเก่าที่พอมีสติปัญญาก็คงไม่เชื่อเช่นกัน หมดสมัยกดหัวคนให้รักให้ศรัทธาด้วย 112 แล้ว”

    ข้อความที่สองโพสต์ในวันที่ 1 ม.ค. 2564 เช่นกัน “ตํารวจบอกว่าการทําให้คนเสื่อมศรัทธาต่อกษัตริย์เป็นความผิด 112 ถ้าผมบอกว่า “กษัตริย์คนนี้ทําตัวขัด กับหลักการประชาธิปไตย เบียดบังเอาทรัพย์สินของประเทศไปเป็นของตนเอง ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย “ แบบนี้คนใดได้ยินได้ฟังย่อมเสื่อมศรัทธาต่อกษัตริย์อย่างแน่นอน แต่ !! แบบนี้ ผมควรมีโทษจําคุก 3 – 15 ปี หรือ ? สังคมไม่ควรสยบยอมให้ 112 มาปิดปากการพูดถึงกษัตริย์ในแง่ไม่ดี ถ้าเรื่องนั้นเป็นความจริง และเป็น เรื่องสาธารณะ คนย่อมสามารถพูดถึง วิพากษ์วิจารณ์ได้ และด่าได้ด้วยการยืนตัวตรง พูดความจริงคือสิ่งที่ต้อง เป็นไป ปี 2564 จะเป็นปีแห่งการพูดความจริงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เข้าใจตรงกัน !!”

    ข้อความที่สามโพสต์เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2564 “ฝ่ายที่ออกมาต่อต้านการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นี้เขาไม่เห็นด้วยกับฝ่ายเราจริงๆ หรือเป็นเพราะพอเป็นความคิดของฝ่ายเราเขาก็จะไม่เอาด้วยทุกเรื่อง ถ้าเรารณรงค์ให้คนสวมหน้ากากป้องกันโควิด พวกเขาจะรณรงค์สวนให้คนไม่ใส่หน้ากากมั้ย ? ผมว่าแทบจะเป็นข้อยุติแล้วว่าสถาบันกษัตริย์กําลังมีปัญหาและสร้างปัญหาหลายอย่างในสังคม อย่างน้อยก็น่าจะเห็นการใช้ชีวิตของคนในสถาบันกษัตริย์ที่ใช้เงินของรัฐอย่างสุรุ่ยสุร่าย (ลองนึก ภาพดูว่าถ้านายกหรือข้าราชการคนใดไปพักไปเช่าที่พักที่ทํางานอยู่เยอรมัน แล้วบินไปกลับ ขนคนไปรับใช้ที่นั่น แบบนี้สังคมจะยอมรับได้มั้ย ?) แต่ฝ่ายนั้น ก็ยังหลับหูหลับตาเชียร์ และคอยเล่นงานคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อยู่ ปีนี้เราต้องทํางานให้หนักขึ้น ทั้งข้อมูลและเนื้อหาของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นปัญหาในตอนนี้ ปีนี้ ช่วยๆกันนะครับ เพื่อการเปลี่ยนแปลง เชื่อมั่นและศรัทธา อานนท์ นําภา 3 มกราคม 2564”

    จากการสืบสวนพบว่าอานนท์เป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้ง 2 ข้อกล่าวหาต่ออานนท์ ได้แก่ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3)

    อานนท์ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา อีกทั้งให้การเพิ่มเติมว่า ทั้ง 3 โพสต์ดังกล่าวผู้ต้องหาเป็นผู้โพสต์จริง แต่ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาทแต่อย่างใด เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นให้มีการปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายในวันที่ 23 ก.ค. 2564

    หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับทราบข้อหา พนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวอานนท์ไว้ เนื่องจากมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ไม่มีเหตุให้ควบคุมตัวไว้

    ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1 นาย เดินมาส่งอานนท์จาก บก.ปอท. ถึงบริเวณหน้าตึกของศูนย์ราชการ อาคาร B อ้างเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ต้องหา

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 23 มิ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/31234)
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 มีคำสั่งฟ้องอานนท์ และยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 โดยไม่ได้นำตัวอานนท์มาศาลพร้อมฟ้อง เนื่องจากอานนท์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีอื่นของศาลอาญาเช่นกัน 2 คดี และศาลอาญากรุงเทพใต้อีก 1 คดี จึงถือว่าอานนท์อยู่ในอำนาจศาลแล้ว

    ท้ายคำฟ้องอัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวอานนท์ระหว่างพิจารณาคดี

    หลังศาลรับฟ้องได้นัดสอบคำให้การในวันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 08.30 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2804/2564 ลงวันที่ 12 พ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/37803)
  • อานนท์ถูกนำตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาที่ศาล โดยไม่ได้แจ้งทนายความ ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้อานนท์ฟัง ก่อนถามคำให้การ อานนท์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 09.00 น. โดยในวันนี้ทนายความยังไม่ได้ยื่นประกันตัว ทำให้อานนท์ถูกคุมขังตามหมายขังของศาลในคดีมาตรา 112 ระหว่างการพิจารณาคดี เป็นคดีที่ 4

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/37803)
  • ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นครั้งแรก ศาลมีคำสั่งไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 ธ.ค. 2564
  • นัดไต่สวนคําร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว 4 แกนนำราษฎร ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งถูกขังตามหมายขังระหว่างพิจารณาในคดีชุมนุมต่างๆ

    บรรยากาศในศาลอาญาช่วงเช้ามีการตั้งจุดคัดกรอง วัดอุณหภูมิ และมีบัตรชั่วคราวสำหรับบุคคลที่จะเข้าร่วมฟังการไต่สวน ส่วนที่ห้องพิจารณา 704 เจ้าหน้าที่ศาลไม่ได้เก็บเครื่องมือสื่อสารเหมือนที่ผ่านมา ทั้งยังให้ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้าร่วมฟังการไต่สวนครั้งนี้ได้ โดยมีผู้สังเกตการณ์จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตการณ์

    เวลา 09.50 น.เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ราว 8 นาย คุมตัวนักกิจกรรมทั้งสี่ในชุดผู้ต้องขังสีน้ำตาลอ่อน สวมหน้ากากอนามัยเข้าห้องพิจารณา ครอบครัวและประชาชนที่มาให้กำลังใจต่างทยอยเข้าไปสวมกอดและทักทาย ในช่วงเวลาที่การพิจารณาคดียังไม่เริ่ม

    เวลา 11.20 น. อานนท์ นำภา เข้าเบิกความว่า ตนจบเนติบัณฑิตรุ่น 62 ประกอบอาชีพทนายความมา 13 ปี ในคดีนี้ตนถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 2564 จนถึงปัจจุบัน ระหว่างถูกคุมขังครั้งก่อน ตนได้ติดโควิดในเรือนจำเมื่อช่วงกลางปี และปัจจุบันยังมีอาการ Long COVID (อาการที่หลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19) ทำให้เหนื่อยง่าย

    กอปรกับการที่ตนประกอบอาชีพทนาย การทำหน้าที่ว่าความในคดีต่างๆ ทำได้ลำบาก เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ หลายคดีต้องเลื่อนการพิจารณา ทั้งที่เดิมในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ตนเป็นจำเลย ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ต่อมามีพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนมายื่นคำร้องขอเพิกถอนประกัน เนื่องจากเห็นว่าผิดเงื่อนไข ที่ตนเข้าร่วมชุมนุมทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสีย ก่อนศาลสั่งให้มีการไต่สวนและยกคำร้องโจทก์ไป โดยวินิจฉัยว่าตนไม่ได้กระทำผิดเงื่อนไข

    เหตุที่ตนไม่ได้ประกัน หลังยื่นขอประกันหลายครั้ง เนื่องจากศาลให้เหตุผลว่าจะไปกระทำความผิดซ้ำ หากแต่ก่อนหน้านั้น ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า การกระทำที่ถูกร้องให้เพิกถอนประกันนั้นไม่ได้เป็นการกระทำผิดเงื่อนไข

    สำหรับคดีที่ถูกฟ้องใหม่ เป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนการไต่สวนถอนประกัน และหลังจากที่ไต่สวนเสร็จแล้ว ตนถูกเพิ่มเงื่อนไขอีก 2 ข้อ คือ ห้ามออกจากเคหสถาน 24 ชั่วโมง และให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) แต่ยังไม่ได้ปฎิบัติตาม เนื่องจากถูกขังตามหมายขังคดีอื่นๆ

    ก่อนศาลถามว่า เคยถูกไต่สวนในคดีละเมิดอำนาจศาลไหม อานนท์ตอบไม่เคย

    เวลา 14.45 น. ภายหลังเสร็จการไต่สวนศาลกล่าวว่า จะต้องนำข้อเท็จจริงจากการไต่สวนไปพิจารณาในที่ประชุมของศาล เนื่องจากไม่อยากให้การสั่งปล่อยหรือไม่ปล่อยเป็นการสั่งโดยผู้พิพากษาคนเดียว พร้อมทั้งย้ำว่า อย่าเข้าใจว่าการให้โอกาสไต่สวนในครั้งนี้จะเป็นเหตุให้ปล่อยตัวได้ทันที การอ้างว่าจะต้องกลับไปเรียนหรือกลับไปทำงานไม่ใช่เหตุที่จะนำไปสู่การปล่อยตัว ไม่เช่นนั้นทุกคนที่ถูกขังอยู่ก็คงอ้างได้

    นอกจากนี้ศาลยังกล่าวด้วยว่า ไม่ใช่ว่าจำเลยแถลงยอมรับเงื่อนไขแล้วศาลจะต้องปล่อยตัวเท่านั้น การเสนอเงื่อนไขไม่ใช่เหตุปล่อยตัวอย่างเดียว ศาลจะต้องพิจารณาที่การกระทำ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้ปล่อย จึงจะอนุญาตปล่อยชั่วคราว ไม่ว่าจะสั่งอย่างไร สังคมก็จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อคำสั่งนั้น ศาลจึงต้องให้โอกาสในการเรียกมาไต่สวน

    จากนั้นศาลได้ถามพนักงานอัยการฝ่ายโจทก์ว่า จะคัดค้านคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ก่อนกล่าวว่าอันที่จริงอัยการได้แถลงคัดค้านไว้แล้วก่อนจะมีการไต่สวน อัยการแถลงว่า จะต้องคัดค้านเนื่องจากคดีทั้งหมดเป็นคดีที่มีโทษสูง หากปล่อยตัวเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

    ต่อมา คณะพนักงานอัยการราว 15 คน ได้ปรึกษากันอีกครั้ง ก่อนจะแถลงว่าไม่สามารถแถลงคัดค้านภายในวันนี้ได้ เนื่องจากจำเลยแต่ละคนมีหลายคดี จึงขอทำคำแถลงเป็นเอกสารมายื่นภายในสัปดาห์หน้าซึ่งอาจจะเป็นวันพุธที่ 22 ธ.ค. 2564

    อานนท์ได้ขอแถลงต่อศาลว่า ตนรู้สึกว่าขั้นตอนการไต่สวนค่อนข้างแปลก เนื่องจากเปิดให้มีการไต่สวนแล้ว ยังจะเปิดให้มีการแถลงคัดค้านหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนอีก ซึ่งตนกังวลว่าหากอัยการทำคำแถลงมาแล้วปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงใหม่ ฝ่ายจำเลยก็จะไม่ได้โต้แย้ง จะเป็นเสมือนการตอกฝาโลงตนหรือไม่ จึงขอท้วงติงไว้

    ศาลกล่าวตอบอานนท์ว่า จำเลยอย่าบังคับศาลมากเกินไป ศาลได้ย่นย่อการพิจารณาให้สั้นลงโดยไม่ได้เรียกพนักงานสอบสวนแต่ละคดีมาไต่สวน หรืออานนท์อยากจะให้มีการสืบพยานอีกซัก 2-3 นัด ซึ่งมันก็อาจจะช้าออกไปอีก อานนท์จึงกล่าวว่า การพูดอย่างนี้ก็เหมือนเอาคนที่ถูกคุมขังอยู่เป็นตัวประกัน เพราะเวลาของคนข้างนอกกับคนที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้เท่ากัน

    หลังศาลและจำเลยโต้เถียงเหตุผลกันอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ศาลจึงกล่าวสรุปว่า เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ต้องให้โอกาสทั้งสองฝ่ายเต็มที่ โดยโจทก์ได้ยืนยันว่าจะไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ การทำหนังสือคัดค้านเป็นเพียงการคัดค้านตามปกติ ส่วนฝ่ายจำเลยก็สามารถทำคำแถลงคล้ายกับการทำคำแถลงปิดคดีได้เช่นกันหากประสงค์จะทำ

    ให้พนักงานอัยการยื่นคำคัดค้านคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นหนังสือภายในวันที่ 23 ธ.ค. 2564 และนัดฟังคำสั่งว่าศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ในวันที่ 24 ธ.ค. 2564 ในเวลา 13.00 น.

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/38980)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์