ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.595/2565
แดง อ.2490/2568
ผู้กล่าวหา
- นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการ ศชอ. (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ.595/2565
แดง อ.2490/2568
ผู้กล่าวหา
- นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการ ศชอ.
ความสำคัญของคดี
“ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรมกลุ่ม "ราษฎร" ถูกนพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) แจ้งความดำเนินคดี กรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 ชลธิชาโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ ในกิจกรรม #ราษฎรสาส์น มีเนื้อหาวิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยนพดลกล่าวหาว่า มีข้อความซึ่งหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์ฯ และเป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ทั้งนี้ กิจกรรม #ราษฎรสาส์น ซึ่งจัดโดยกลุ่มประชาชนปลดแอก ได้เชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ โดยมีนักกิจกรรมร่วมเขียนจดหมายยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ภายหลังกิจกรรมมีแกนนำ "ราษฎร" ถึง 5 ราย ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมีประชาชนที่เห็นต่างในประเด็นดังกล่าวเป็นผู้เข้าแจ้งความ
กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ใครก็ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่ต้องเป็นผู้เสียหายเองเหมือนกับข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ทำให้กฎหมายมาตรานี้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกลั่นแกล้งกลุ่มคนที่เห็นต่าง
ทั้งนี้ กิจกรรม #ราษฎรสาส์น ซึ่งจัดโดยกลุ่มประชาชนปลดแอก ได้เชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ โดยมีนักกิจกรรมร่วมเขียนจดหมายยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ภายหลังกิจกรรมมีแกนนำ "ราษฎร" ถึง 5 ราย ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมีประชาชนที่เห็นต่างในประเด็นดังกล่าวเป็นผู้เข้าแจ้งความ
กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ใครก็ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่ต้องเป็นผู้เสียหายเองเหมือนกับข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ทำให้กฎหมายมาตรานี้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกลั่นแกล้งกลุ่มคนที่เห็นต่าง
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
สัณห์สิทธิ์ ยุทธภัณฑ์บริการ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 บรรยายคำฟ้องมีใจความโดยสรุปว่า
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 จําเลยซึ่งใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กว่า “Chonticha Kate Jangrew” ได้โพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหว “ราษฎรสาส์น” โดยได้แสดงความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากําลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ที่ฟุ่มเฟือย และการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน เป็นต้น
โพสต์ดังกล่าวยังได้มีการเขียนข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี คุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัย โดยกล่าวว่า หลังรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา มีนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกทางการไทยมองว่าเป็น “พวกล้มเจ้า” ที่ถูกอุ้มหายและพบ 2 ศพ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้กษัตริย์รับฟังเสียงของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนมาเข้าร่วมกิจกรรม #ราษฎรสาส์น ใน #ม็อบ8พฤศจิกา วันที่ 8 พ.ย. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อีกด้วย
ข้อความดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งประชาชนทั่วไปที่พบเห็นภาพและข้อความดังกล่าวเข้าใจความหมายได้ว่า พระองค์ไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ดูแลประชาชน บิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนเกิดความกลัวต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําให้เข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ใช้ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกพ้องคณะรัฐประหาร กระทําการรัฐประหาร แล้วสืบทอดอํานาจ เพื่อยึดอํานาจจากประชาชน
อัยการยังระบุอีกว่าข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 ทรงเบียดเบียนทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฏรไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พระมหากษัตริย์เป็นศัตรูกับประชาชน เข้ามาแทรกแซงการเมืองและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญหายของบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง โดยประการที่น่าจะทําให้พระมหากษัตริย์ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธาในพระองค์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 15 มี.ค. 2565)
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 จําเลยซึ่งใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กว่า “Chonticha Kate Jangrew” ได้โพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหว “ราษฎรสาส์น” โดยได้แสดงความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากําลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ที่ฟุ่มเฟือย และการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน เป็นต้น
โพสต์ดังกล่าวยังได้มีการเขียนข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี คุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัย โดยกล่าวว่า หลังรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา มีนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกทางการไทยมองว่าเป็น “พวกล้มเจ้า” ที่ถูกอุ้มหายและพบ 2 ศพ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้กษัตริย์รับฟังเสียงของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนมาเข้าร่วมกิจกรรม #ราษฎรสาส์น ใน #ม็อบ8พฤศจิกา วันที่ 8 พ.ย. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อีกด้วย
ข้อความดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งประชาชนทั่วไปที่พบเห็นภาพและข้อความดังกล่าวเข้าใจความหมายได้ว่า พระองค์ไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ดูแลประชาชน บิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนเกิดความกลัวต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําให้เข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ใช้ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกพ้องคณะรัฐประหาร กระทําการรัฐประหาร แล้วสืบทอดอํานาจ เพื่อยึดอํานาจจากประชาชน
อัยการยังระบุอีกว่าข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 ทรงเบียดเบียนทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฏรไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พระมหากษัตริย์เป็นศัตรูกับประชาชน เข้ามาแทรกแซงการเมืองและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญหายของบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง โดยประการที่น่าจะทําให้พระมหากษัตริย์ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธาในพระองค์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 15 มี.ค. 2565)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 25-01-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ชลธิชาพร้อมทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตามหมายเรียก ออกโดย พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์ รองผู้บังคับการ บก.ปอท. ลงวันที่ 18 ม.ค. 2564 โดยมีนพดล พรหมภาสิต เป็นผู้กล่าวหา จากกรณีการโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ในกิจกรรม “ราษฎรสาส์น” เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563
พ.ต.ต.หญิง สุธัญดา เอมเอก และ ร.ต.อ.กรกฏ ศรนิกร พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 3 บก.ปอท. แจ้งข้อกล่าวหา โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2563 นพดล พรหมภาสิต ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีต่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chonticha Kate Jangrew” ซึ่งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพ ซึ่งมีเนื้อหาเหมือนกัน เป็นจดหมายถึงกษัตริย์ไทย
ผู้กล่าวหาเห็นว่าโพสต์ดังกล่าวมีข้อความซึ่งหมิ่นประมาท และดูหมิ่นกษัตริย์ฯ ดังนี้
1. “การใช้จ่ายงบประมาณที่สุรุยสุร่ายในขณะที่ราษฎรกําลังอดอยากยากแค้น การรวบเอาทรัพย์สินที่เป็นของส่วนรวมมาอยู่ในมือของตัวเอง และการที่ท่านมักจะปรนเปรอคนที่โปรดปรานด้วยลาภยศต่างๆ ซึ่งการกระทําเหล่านี้ ก็มักเป็นการเบียดเบียนเอาทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฎรไปใช้อยู่เสมอ ในขณะที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี กุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัยออกจากบ้านเกิดเมืองนอน”
2. “เมื่อกษัตริย์ทรงยืนอยู่ท่ามกลางเสียงเยินยอสรรเสริญได้ฉันใด ท่านก็ควรจะกล้าหาญยืนอยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องไม่พอใจของราษฎรได้ฉันนั้น ....... และวันนี้ มันถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกล้าหาญ รับฟังเสียงของพวกเรา และยอมให้เกิดการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์”
พนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหากล่าวหา ใส่ความรัชกาลที่ 10 มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ และจากการสืบสวนน่าเชื่อว่าชลธิชาเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)
ชลธิชาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าคณะทำงานที่ปรึกษากฎหมายของ บก.ปอท. มีคำสั่งให้ยื่นคำให้การเพิ่มเติมภายใน 15 วัน โดยไม่ได้นำคำสั่งฉบับดังกล่าวมาแสดง อ้างว่าเป็นคำสั่งภายใน อย่างไรก็ตาม ทนายความยืนยันส่งคำให้การภายในวันที่ 24 ก.พ. 2564
หลังพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชลธิชา ไม่ได้ควบคุมตัวไว้ และจะนัดหมายส่งตัวให้อัยการต่อไป
วันเดียวกันนี้ "ไมค์" ภาณุพงศ์ จาดนอก นักกิจกรรมอีกรายก็เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากการโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ในกิจกรรม "ราษฎรสาส์น" เช่นเดียวกัน โดยมีแน่งน้อย อัศวกิตติกร อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดพิษณุโลกของพรรครวมพลังประชาชาติไทย และประธาน ศชอ.เป็นผู้แจ้งความให้ดำเนินคดี
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 25 ม.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/25530) -
วันที่: 24-02-2021นัด: ยื่นคำให้การเพิ่มเติมผู้รับมอบอำนาจเข้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน มีเนื้อหายืนยันว่า การกระทําของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย และไม่มีถ้อยคําใดที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ รวมทั้งไม่ได้เป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร กล่าวคือ
1. ผู้ต้องหาในฐานะราษฎรผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และความสถิตสถาพรของสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย และเพื่อกระตุ้นเตือนต่อรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของประชาชนในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระตุ้นเตือนต่อบุคคลซึ่งอ้างตัวว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ใช้ความรุนแรงในการคุกคามและทําร้ายต่อประชาชน
นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช.ได้มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองเนื่องจากถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นจํานวนมาก และทางรัฐบาลได้ตีตราบุคคลที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็นพวกล้มเจ้า และต่อมากลุ่มบุคคลดังกล่าวถูกอุ้มหาย 7 ราย ถูกฆาตกรรม 2 ราย ซึ่งเป็นความน่ากลัวของบุคคลผู้คลั่งในลัทธิกษัตริย์นิยมจนล้นเกิน ถึงขนาดที่ต้องกําจัดผู้ที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกล้มเจ้า ซึ่งการกระทําเช่นนี้ขัดต่อกฎหมาย เป็นอาชญากรรมอย่างร้ายแรง และขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
ดังนั้น เจตนาของผู้ต้องหาคือกระตุ้นเตือนต่อบุคคลซึ่งอ้างตัวว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้ความรุนแรงในการคุกคามและทําร้ายต่อประชาชนในรูปแบบการทําร้ายร่างกาย บังคับสูญหาย และการฆาตกรรม ผู้ต้องหามิได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์
2. นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช.จนถึงปัจจุบัน ได้ตรากฎหมายหลายฉบับที่ขยายพระราชอํานาจของสถาบันพระมหากษัตริย์จนเกินไปกว่ารูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และแตกต่างจากพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนอย่างมาก ทั้ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560, พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ก.โอนอัตรากําลังพลและงบประมาณฯ พ.ศ. 2562 ย่อมส่งผลเป็นที่คลางแคลงใจต่อประชาชน
3. นอกจากนี้นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช.จนถึงปัจจุบัน ได้มีการเพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมากอย่างมีนัยยะสําคัญ ผู้ต้องหาเห็นว่า การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานของรัฐรวมถึงส่วนราชการในพระองค์ ต้องเปิดแผยรายรับ รายจ่าย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ คํานึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ และที่สําคัญต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยข้อมูลในส่วนนี้เป็นข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานราชการ
ดังนั้น จึงขอให้พนักงานสอบสวนดําเนินการออกหมายเรียกพยานเอกสารเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ที่กําหนดให้ พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ดังนี้
1) ออกหมายเรียกพยานเอกสารไปยังสํานักงบประมาณ สํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตั้งแต่ พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน
2) ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยานเอกสารไปยังสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รัฐสภาอนุมัติประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจํา พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน
3) ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยานเอกสารไปยังสํานักงานองคมนตรี สํานักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ เพื่อสอบถามถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงการจัดสรรงบประมาณ การใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละประเภท และงบประมาณคงเหลือของแต่ละประเภท ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน
(อ้างอิง: คำให้การเพิ่มเติม คดีอาญาที่ 18/2564 กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 24 ก.พ. 2564)
-
วันที่: 02-11-2021นัด: ส่งตัวให้อัยการพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ได้โทรศัพท์นัดหมายให้ชลธิชาไปพบ เพื่อส่งตัวพร้อมสํานวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ แต่เนื่องจากชลธิชาติดภารกิจที่ได้นัดหมายไว้ก่อนล่วงหน้า จึงส่งหนังสือเลื่อนนัดส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการ ไปเป็นวันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 10.00 น.
-
วันที่: 29-11-2021นัด: ส่งตัวให้อัยการชลธิชาเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อส่งตัวให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ตามนัดหมาย อัยการรับตัวแล้วนัดฟังคำสั่งวันที่ 27 ธ.ค. 2564
พร้อมกันนี้ชลธิชาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมอัยการ ขอให้สั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 112 และไม่เป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง โดยพนักงานสอบสวนปรับใช้ข้อกฎหมายไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ ชลธิชายังขอให้อัยการมีคําสั่งให้พนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนพยานบุคคล ได้แก่ ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตกุล นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ในประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เสรีภาพในการชุมนุม และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา
(อ้างอิง: หนังสือขอความเป็นธรรมอัยการ ลงวันที่ 29 พ.ย. 2564)
-
วันที่: 27-12-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการยังไม่มีคำสั่ง นัดฟังคำสั่งครั้งต่อไปวันที่ 28 ม.ค. 2565
-
วันที่: 28-01-2022นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนฟังคำสั่งไปวันที่ 28 ก.พ. 2565
-
วันที่: 28-02-2022นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนฟังคำสั่งไปวันที่ 15 มี.ค. 2565
-
วันที่: 15-03-2022นัด: ฟังคำสั่งอัยการ (ฟ้อง)พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 มีคำสั่งฟ้องชลธิชา ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) และนำตัวไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา โดยไม่ได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณา
หลังศาลรับฟ้อง ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวชลธิชาระหว่างพิจารณาคดี
ต่อมา พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ในวงเงินประกัน 90,000 บาท โดยใช้เงินจากกองทุนราษฎรประสงค์ แต่ให้ติด EM ติดตามตัว พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว 4 ข้อ ได้แก่
1. ห้ามกระทำกิจกรรมที่มีลักษณะเช่นเดียวกับที่ถูกกล่าวหา
2. ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
3. ห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 20.00-05.00 น.
4. ให้มารายงานตัวต่อศาลทุก 15 วัน เป็นเวลา 3 เดือน
นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 09.00 น.
น่าสังเกตว่าคดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรก ที่ชลธิชาถูกฟ้องต่อศาล โดยเธอไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี และยังไม่เคยถูกยื่นขอฝากขังมาก่อน แต่ศาลกลับกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวใกล้เคียงกับแกนนำหลายคนที่ได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้
นอกจากคดีนี้ ชลธิชายังถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 อีก 1 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยใน #ม็อบ11กันยา รวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเรา บริเวณหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี ระหว่างรอผลประกันตัวแกนนำคดีชุมนุมหน้า ตชด. เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งคดียังอยู่ในชั้นสอบสวน
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 15 มี.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/41425) -
วันที่: 23-03-2022นัด: ไต่สวนข้อเท็จจริงเวลา 13.30 น. ศาลอาญานัดไต่สวนข้อเท็จจริง สืบเนื่องมากจากเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2565 ชลธิชาได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเข้าพบรองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์การบังคับใช้มาตรา 112 รวมทั้งเงื่อนไขการประกันตัวที่ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน
ที่ห้องพิจารณา 812 เวลา 13.30 น. ชลธิชา พร้อมทนายความ และประชาชนผู้มาให้กำลังใจจำนวนหนึ่งได้ทยอยมาถึงห้องพิจารณาคดี นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส ตัวแทนข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และ ส.ส. จากพรรคก้าวไกล มาเข้าร่วมสังเกตการณ์อีกด้วย
ต่อมา เวลา 14.00 น. ศาลออกพิจารณาคดี โดยก่อนเริ่มไต่สวน ศาลแจ้งผู้เข้าฟังว่าไม่อนุญาตให้บันทึกภาพและเสียง หากฝ่าฝืนจะตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาล พร้อมกับแจ้งว่า วันนี้ไม่ได้จะมีการไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวแต่อย่างใด เพียงแต่เรียกจำเลยมาสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีนี้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
จากนั้น ศาลได้ขานชื่อผู้เป็นนายประกันในคดีของชลธิชา แต่ทนายแจ้งว่านายประกันติดธุระไม่สามารถเดินทางมาในวันนี้ได้ ศาลจึงกล่าวว่าในนัดหน้าให้นัดนายประกันมาด้วย
ศาลได้สอบถามชลธิชาต่อว่า เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2565 ที่นายประกันจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยได้ทราบเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ชลธิชาตอบว่า ทราบแล้ว แต่ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขบางประการที่ศาลกําหนดไว้ ซึ่งในประเด็นนี้ศาลระบุว่า หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขการประกันตัวก็ขอให้อุทธรณ์ต่อศาล โดยศาลจะพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล และให้ความเมตตาเห็นอกเห็นใจต่อจำเลย
หลังศาลถามจนแน่ใจแล้วว่า จำเลยทราบเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวดังกล่าว ศาลจึงได้เริ่มอ่านคำพูดของจำเลยที่ปรากฏตามเอกสารหลักฐานที่รวบรวมมา พร้อมถามจำเลยว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ หลังซักถามได้เพียงครู่เดียว ทนายจำเลยได้ขอเอกสารหลักฐานดังกล่าวมา เพื่อขอตรวจสอบร่วมกับจำเลย
ภายหลังตรวจสอบเอกสาร ทนายจำเลยรับว่า ข้อความดังกล่าวเป็นความจริง จำเลยได้ให้สัมภาษณ์เรื่องเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวจริง แต่สำหรับข้อความในเว็บไซต์ ไทยโพสต์ ที่พาดหัวว่า “ศาลคุกคามผู้เห็นต่างทางการเมือง” นั้นเป็นถ้อยคำที่สำนักข่าวพาดหัวขึ้นเอง จำเลยไม่ได้กล่าวข้อความเช่นนั้น ศาลจึงกล่าวว่า หากจำเลยไม่ได้เป็นผู้เขียนข้อความ ศาลก็จะเรียกสำนักข่าวมาสอบถาม และอาจมีการฟ้องร้องดำเนินคดีภายหลัง
ต่อมา ศาลเปิดหลักฐานคลิปเสียงของชลธิชาที่แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2565 หลังฟังคลิปเสียงดังกล่าวแล้ว จำเลยและทนายจำเลยปรึกษาร่วมกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้แจงต่อศาลว่าจะเขียนคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือ ซึ่งศาลอนุญาต
จากนั้นศาลได้อ่านคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่นายประกันยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2565
ประเด็นแรก ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยระบุว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำ จึงขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว การปล่อยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีตามคําแนะนําของประธานศาลฎีกา โดยกําหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่ของจําเลย เช่น การให้ใช้อุปกรณ์ EM เพื่อจำกัดการเดินทางของจำเลย และให้จำเลยรายงานตัวต่อศาลทางโทรศัทพ์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น” ศาลเห็นว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าว นายประกันของจำเลยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้จำเลยติดกำไล EM ศาลจึงทำตามที่นายประกันร้องขอ ไม่ได้เป็นคำสั่งที่มาจากศาลแต่อย่างใด
ชลธิชาได้ชี้แจงต่อศาลว่า ในวันดังกล่าวหลังจากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ตนได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการติด EM โดยระบุว่า จะขอวางหลักทรัพย์ในการปล่อยตัวชั่วคราวเพิ่ม แต่ศาลได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวไป
ศาลได้โต้แย้งว่า ในวันนั้นศาลได้มีคำสั่งไปแล้ว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันที พร้อมกับระบุว่า หากจำเลยไม่ยอมรับเงื่อนไขการติด EM ก็ให้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ และขอให้จำเลยทำไปตามกระบวนการ ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า ศาลรังแกจำเลยและเลือกปฏิบัติ ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการ “ดูหมิ่นศาล”
ประเด็นที่สอง การแถลงข่าวของจำเลยที่พรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2565 ศาลพบว่ามีข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนบางประการ โดยจำเลยได้แถลงข่าวว่า “ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำผิดซ้ำ และจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักรัฐธรรมนูญ ”
ศาลจึงได้ชี้แจงว่าเงื่อนไขที่ถูกคือ “ห้ามจำเลยกระทำกิจกรรมในลักษณะเช่นเดียวกับที่ถูกกล่าวหา” พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ‘ศาลไม่ได้บอกว่าจำเลยกระทำผิด แต่ห้ามจำเลยกระทำในลักษณะเดียวกันอีก ที่สั่งว่าห้ามกระทำในลักษณะเดียวกันและให้ประกันโดยมีเงื่อนไข ก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดคดีอีก’
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ทนายความชี้แจงต่อศาลว่า เนื่องจากผู้ต้องหาทางการเมืองมีความเห็นที่แตกต่างจากรัฐ การใช้คำว่า ‘ห้ามกระทำในลักษณะนี้’ จึงมีเส้นกั้นบางๆ ที่หมิ่นเหม่ และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งและคุกคามจำเลย พร้อมกันนี้ ชลธิชาได้อธิบายต่อศาลว่า ตนเพียงตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขดังกล่าวมีความคลุมเครือ และยากต่อการตีความว่าการกระทำใดเข้าข่ายการฝ่าฝืนเงื่อนไขบ้าง
ส่วนเรื่องเงื่อนไขที่ให้อยู่ในเคหสถานตามเวลาที่กำหนดนั้น ศาลกล่าวว่าจำเลยแถลงข่าวผิดพลาด โดยจำเลยแถลงว่า “ห้ามออกนอกเคหสถานเวลา 05.00 – 20.00 น.” โดยศาลแย้งว่าเงื่อนไขที่ถูกคือ “ห้ามออกนอกเคหสถานเวลา 20.00 – 05.00 น.” ซึ่งในประเด็นนี้ ชลธิชาชี้ยอมรับว่ากล่าวช่วงเวลาสลับกันและขออภัยต่อศาล
จากนั้น ศาลได้เสนอให้จำเลยแถลงข่าวต่อสาธารณะเพื่อแก้ไขข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยทนายจําเลยและจําเลยแจ้งว่าจะแถลงข้อผิดพลาดดังกล่าวภายใน 3 วัน รวมทั้งทนายความจะทำคำแถลงมายื่นต่อศาลภายใน 15 วัน
หลังเสร็จการไต่สวน ศาลได้พร้อมหรือนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 13.30 น.
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 23 มี.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/41840) -
วันที่: 19-04-2022นัด: ไต่สวนที่ห้องพิจารณา 801 เวลา 13.10 น. ชลธิชาและทนายความเดินทางมาในนัดไต่สวนเงื่อนไขประกัน โดยมีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์อีกทั้งหมด 11 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่จาก iLaw, เจ้าหน้าที่จากสถานทูตเยอรมนี ลักเซมเบิร์ก และเดนมาร์ก รวม 4 คน และประชาชนทั่วไปอีก 6 คน
เวลา 13.59 น. ศาลออกพิจารณาพร้อมชี้แจงในประเด็นการเรียกมาศาลเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2565 หลังจากแจ้งให้ทราบ 3 วัน ว่า การเรียกครั้งนั้นไม่ใช่การไต่สวนถอนประกันตัว แต่เป็นการเรียกมาชี้แจงให้จำเลยทราบว่า จำเลยทำผิดเงื่อนไขหรือให้ข้อมูลผิด ไม่ใช่การมัดมือชก
อีกทั้งได้ชี้แจงในประเด็น การกำหนดเงื่อนไขให้ได้สัดส่วน ว่าทั้งโลกนี้ ศาลเป็นผู้กำหนดสัดส่วนใดๆ ทั้งหมด กล่าวคือ ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าสัดส่วนใดเหมาะหรือไม่เหมาะสม ถ้าศาลชั้นต้นตัดสินมาแล้วไม่พอใจ ให้จำเลยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป และการสั่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่นายประกันขอไว้แล้ว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า การที่ศาลให้ประกันพร้อมเงื่อนไขนั้น เป็นไปตามท้ายคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ที่ระบุว่า “จึงขอให้ศาลโปรดพิจารณาปล่อยจำเลยตามแนวปฏิบัติดังกล่าว” โดยศาลพิจารณาเงื่อนไขการปล่อยตัวจากคดีอื่นๆ ที่ชลธิชาถูกกล่าวหาด้วย การใส่ EM จึงเห็นว่าเหมาะสมแล้ว
หลังจากนั้นผู้พิพากษาและชลธิชา ก็ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงเรื่องของการกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว โดยชลธิชาได้ถามต่อศาลว่า ตกลงแล้วเงื่อนไขการห้ามจำเลยกระทำความผิดซ้ำท่านหมายความว่าอย่างไร แปลว่าการกระทำของตนที่ถูกนำมาฟ้องเป็นคดีและยังไม่สิ้นสุดนั้น ถูกมองว่าเป็นความผิดไปแล้วหรือไม่ ศาลได้ชี้แจงว่าไม่ใช่เช่นนั้น โดยได้พยายามยกตัวอย่างความผิดฐานลักทรัพย์ว่า ก็เหมือนกับการห้ามไม่ให้ไปทำอีก ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขประกันตัว
แต่ชลธิชาก็ได้แสดงความเห็นต่อศาลว่า คดีของเธอ เป็นคดีที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่คดีอาชญากรรมและคดีที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ทำให้เธอตั้งคำถามว่า การกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ แปลว่า ห้ามเธอแสดงความคิดเห็นทางเฟซบุ๊กไปเลยหรือไม่ ศาลได้ตอบว่าไม่ขอให้ความเห็น แต่ศาลจะไม่เพิกถอนประกันในทันทีและจะมีการไต่สวนความผิดก่อนทุกครั้ง
ชลธิชาได้แถลงต่อศาลด้วยว่า ต้องการให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมระบุอีกว่า ปัจจุบันที่ยังไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งการปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมเงื่อนไข เพราะว่าต้องการให้มีการไต่สวนถอนประกันในวันนี้ให้เสร็จก่อน
พร้อมแถลงเพิ่มเติมว่า ศาลไม่ควรกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำความผิดซ้ำ เนื่องจากคดีของตนเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ใช่คดีที่เป็นความผิดในตนเอง การกำหนดเงื่อนไขควรต้องคำนึงถึงหลักสิทธิเสรีภาพ และให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมถึงการที่ศาลระบุเงื่อนไขไม่ชัดเจนดังกล่าว อาจทำให้จำเลยถูกกลั่นแกล้งจากการที่ตำรวจหรืออัยการยื่นคำร้องขอถอนประกันต่อศาลได้
ต่อมา ศาลให้จำเลยแถลงเรื่องขอยกเลิกเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 20.00 น. ถึง 05.00 น. ของวันถัดไป แลให้รายงานตัวต่อศาลทุก 15 วัน ในช่วงเวลา 3 เดือน พร้อมระบุว่าศาลไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และศาลอยู่ตรงกลาง โดยไม่มีรัฐบาลหรือใครที่จะมาสั่งศาลได้ โดยทุกวันนี้มีแต่คนมาบอกว่า “สงสารเด็ก” และขอให้ปล่อยเถอะๆ แต่เนื่องจาก “กฎหมายเขียนไว้แบบนี้” ศาลก็ต้องทำตามกฎหมาย
ชลธิชาจึงแถลงเหตุผลต่อศาลว่า เงื่อนไขที่ศาลห้ามจำเลยออกนอกเคหสถานและรายงานตัวต่อศาล ทำให้จำเลยไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน
ต่อมา ศาลมีคำสั่งยกเลิกเงื่อนไขประกันทั้ง 2 ข้อดังกล่าว แต่ไม่ยกเลิกคำสั่งให้ติด EM โดยให้เหตุผลต่อทนายว่า การติด EM นั้นมีระยะเวลาของการติด คำสั่งมีผลอยู่เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วจะปลดให้ ไม่ใช่หลังจากที่ศาลเพิ่งออกคำสั่งไปแล้วจะขอถอนการติด EM เลย
ก่อนการไต่สวนถอนประกันในวันนี้จะสิ้นสุดลง ศาลได้ตักเตือนว่า ศาลและผู้บริหารทุกคนถูกคุกคามจากโพสต์สาธารณะและข่าวที่มีการระบุถึงชื่อผู้พิพากษา ทำให้ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นเป้าโจมตีของสาธารณชน ทำให้ชื่อผู้พิพากษาและครอบครัวเกิดความเสียหาย ทั้งนี้ศาลได้มีแนวทางในการจัดการ ในกรณีที่ทนายความเป็นคนโพสต์ จะแจ้งสภาทนายความให้ทราบ ส่วนถ้าประชาชนเป็นคนทำ ทางสำนักงานของศาล จะดำเนินคดี
หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนในวันนี้ ชลธิชาได้เดินออกจากห้องพิจารณา พร้อมกล่าวว่ากับบรรดาผู้ที่มาให้กำลังใจ ตัวแทนสถานทูต และทนายความว่า “ไม่มีสิทธิและเสรีภาพที่ได้มาโดยปราศจากการต่อสู้”
หลังจากการไต่สวนถอนประกันในวันนี้ ถึงแม้ว่าชลธิชา จะไม่ถูกถอนประกันและได้ยกเลิก 2 เงื่อนไข แต่การติด EM ก็ยังคงสร้างผลกระทบต่อชลธิชา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเทคนิคด้านการชาร์ตแบต ปัญหาด้านสุขอนามัยข้อเท้าที่ต้องเสียเงินดูแลมากขึ้น และการจำกัดพื้นที่การใช้ชีวิต เป็นต้น
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 19 เม.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/42667) -
วันที่: 27-06-2022นัด: ตรวจพยานหลักฐานหลังตรวจพยานหลักฐาน ทนายจำเลยได้ยื่นคําร้องแถลงข้อเท็จจริงกรณีไม่สามารถนัดสืบพยานต่อเนื่องตามเกณฑ์กลางที่ศาลกําหนด โดยชี้แจงกำหนดนัดศาลในคดีอื่นที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว พร้อมระบุหมายเลขคดีดำ ศาลจึงกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20-22, 26-29 มี.ค. 2567 ตามที่ฝ่ายโจทก์และจำเลยมีวันว่างตรงกัน
-
วันที่: 01-06-2023นัด: สืบพยานโจทก์บรรยากาศช่วงเช้าที่ห้องพิจารณา 901 ชลธิชา และผู้รับมอบฉันทะจากทนายความ ได้เดินทางมาที่ห้องพิจารณาคดีตั้งแต่ก่อนเวลา 09.00 น. นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองจากสถานทูตเยอรมนี มาเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย และ นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหา ได้นำสมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส.) จำนวนหนึ่งมาร่วมเข้าฟังการพิจารณาคดีด้วย
++อธิบดีศาลอาญาฯ ไม่รับคำร้องเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา “ลูกเกด” แถลงปฎิเสธไม่รับกระบวนการฯ
เวลา 09.35 น. เจ้าหน้าที่แจ้งให้ย้ายไปที่ห้อง 905 แทน หลังเปลี่ยนห้องพิจารณาคดีแล้ว ศาลได้ออกนั่งพิจารณาคดีเมื่อเวลา 10.40 น.
ก่อนเริ่มการสืบพยาน ผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาคดี เนื่องจากทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่น ที่สำคัญในนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 27 มิ.ย. 2565 คู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดสืบพยานในคดีนี้เป็นวันที่ 20-22, 26-29 มี.ค. 2567 ต่อมา อรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้มีคำสั่งให้กำหนดวันนัดสืบพยานใหม่ และกำหนดวันนัดใหม่เอง ไม่ได้ถามวันว่างของคู่ความ โดยให้นัดสืบพยานระหว่างวันที่ 1-2, 6 มิ.ย. และ 8-11 ส.ค. 2566
ซึ่งในวันที่ศาลกำหนดใหม่นี้ ทนายจำเลยติดสืบพยานที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งได้กำหนดนัดหมายไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว และได้แจ้งต่อศาลไปแล้วในคำร้องตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 2565 อีกทั้งจำเลยก็ไม่ได้ลงลายมือชื่อในการกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่นี้ด้วยแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลเลื่อนการพิจารณาคดีนี้ออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แม้โจทก์จะไม่คัดค้านการเลื่อนคดี เนื่องจากศาลเห็นว่าพยานโจทก์มาพร้อมสืบแล้ว และอ้างว่าจำเลยไม่ได้คัดค้านในประเด็นนี้ไว้ตั้งแต่ที่ศาลกำหนดนัดหมายใหม่ ดังนั้น ศาลจึงจะให้สืบพยานไปก่อนโดยไม่มีทนายความ และให้ทนายจำเลยมาถามค้านต่อในช่วงบ่ายหากเป็นไปได้
ศาลยังชี้แจงอีกว่าในทางกฎหมายมี พ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 อยู่ ซึ่งศาลฎีกาเป็นผู้ออกระเบียบ จึงจำเป็นต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ชลธิชาและผู้รับมอบฉันทะแย้งว่า ก่อนหน้านี้ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลพร้อมระบุหมายเลขคดีเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว ว่าติดนัดว่าความที่ศาลไหนบ้างและเป็นคดีอะไร การที่ศาลจะให้สืบพยานโดยไม่มีทนายความ ถือเป็นการลิดรอนสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมของจำเลย
ศาลย้ำว่าไม่ได้มีอคติส่วนตัวหรือไม่ชอบจำเลยแต่อย่างใด เพียงแต่ทำตามหลักข้อบังคับโดยใช้ดุลพินิจในฐานะที่เป็นเจ้าของสำนวนคดี หากจำเลยเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถใช้สิทธิร้องอุทธรณ์ได้
ด้านชลธิชาลุกขึ้นแถลงกับศาลว่าจะขอพูดคุยกับอธิบดีหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาโดยตรง ซึ่งทราบมาว่าเป็นผู้กำหนดให้เลื่อนมาสืบคดีนี้เร็วขึ้น ด้านผู้พิพากษาจึงให้เจ้าหน้าที่ติดต่อประสานกับอธิบดีหรือรองอธิบดีฯ ว่าจะพูดคุยกับจำเลยหรือไม่
เวลา 11.35 น. ผู้พิพากษาแจ้งว่าอธิบดีและรองอธิบดีฯ ปฎิเสธที่จะพบจำเลย โดยระบุว่า ขอให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนใช้ดุลพินิจเองได้ ผู้พิพากษาจึงจะให้มีการสืบพยานภายในวันนี้ให้ครบ แต่หากจำเลยเห็นว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม ก็สามารถแถลงต่อศาลได้เช่นกัน
ชลธิชาจึงแถลงขอเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา เพราะการที่ศาลใช้ดุลพินิจว่าไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคดีนั้นไม่เป็นธรรม ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในประเด็นนี้ศาลเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย จึงอนุญาตให้จำเลยเขียนคำร้องขอเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา และพักการพิจารณาคดีไว้ก่อน
ต่อมาเวลา 13.00 น. ศาลออกนั่งพิจารณาอีกครั้ง พร้อมแจ้งว่า หลังพิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้วอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามีคำสั่งว่า “กรณีไม่มีเหตุที่จะคัดค้านและเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้ยกคำร้อง”
ชลธิชาจึงลุกขึ้นแถลงต่อศาลว่าจะไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาคดี และจะไม่ยินยอมลงชื่อในคำเบิกความ รวมทั้งรายงานกระบวนการพิจารณาทั้งหมด
“ดิฉันผิดหวังมาก คาดหวังว่าศาลจะยืนอยู่อย่างสง่างาม และให้ความยุติธรรมกับประชาชน อยากจะสืบพยานก็สืบไป แต่ดิฉันจะไม่รับกระบวนการ เพราะมันไม่มีความยุติธรรม”
“มันไม่ได้พังแค่ศาล แต่จะพังทั้งองคาพยพ หวังว่าท่านจะมีจิตสำนึกในเรื่องนี้” ชลธิชาประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา พร้อมน้ำตา
อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงยืนยันให้เริ่มการสืบพยานโจทก์ต่อไป โดยอัยการนำพยานโจทก์ 4 ปากเข้าเบิกความในวันนี้ ได้แก่ นพดล พรหมภาสิต, ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่ม ศปปส., ประชาชนทั่วไปที่มาให้ความเห็นต่อข้อความ และกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การสืบพยานซึ่งมีการบันทึกคำเบิกความเป็นวีดิโอดำเนินไปต่อหน้าชลธิชา โดยไม่ได้มีทนายความอยู่ในกระบวนการด้วยแต่อย่างใด โดยศาลได้แจ้งให้ชลธิชาสามารถใช้สิทธิถามค้านด้วยตนเองได้ แต่ชลธิชายืนยันปฏิเสธกระบวนการที่เกิดขึ้น
หลังพยานโจทก์ 4 ปาก เบิกความเสร็จ ศาลนัดสืบพยานโจทก์ต่อไปในวันที่ 2 มิ.ย. 2566 เวลา 09.00 น.
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 1 มิ.ย. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/56474) -
วันที่: 02-06-2023นัด: สืบพยานโจทก์นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 ช่วงเช้า ชลธิชากับว่าที่ ส.ส. พรรคก้าวไกลจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมกันเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เกี่ยวกับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม โดยมีการเรียกร้องให้สอบสวนองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ และดำเนินการทางวินัย กรณีพิจารณาคดีละเมิดสิทธิจำเลยในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้รับหนังสือไว้แล้วแจ้งว่า จะดำเนินการส่งเรื่องไปที่ กต. และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
สำหรับบรรยากาศการพิจารณาคดีที่ห้อง 905 วันนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีเป็นจำนวนมาก ทั้งสื่อมวลชน ทีมงานพรรคก้าวไกล ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน และประชาชนที่มาให้กำลังใจชลธิชา จนเต็มห้องพิจารณา
เวลา 10.31 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดี พร้อมถามว่าจำเลยไม่มีทนายความมาใช่หรือไม่ ด้านชลธิชาชี้แจงกับศาลว่า ตนไม่มีทนายความและจะขอเลื่อนการพิจารณาคดีนี้ออกไป พร้อมกันนี้ตนจะขอยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หลังได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลมีคําสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เนื่องจากได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้งแล้วในการพิจารณาคดีเมื่อวานว่า คดีนี้จำเลยได้แต่งตั้งทนายความ 2 คน ศาลเห็นว่าทนายความทั้งสองมีสิทธิเท่าเทียมกัน แม้ทนายความคนใดคนหนึ่งจะไม่ว่าง ทนายอีกคนก็สามารถว่าความแทนได้ ศาลจึงไม่มีเหตุให้เลื่อนคดี คำสั่งนั้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว
ในส่วนที่จําเลยอ้างว่า ทนายความอีกคนหนึ่งที่แต่งตั้งเข้ามาเป็นทนายความในการไต่สวนคําร้องถอนประกัน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2565 จากกรณีที่จำเลยเผยแพร่เงื่อนไขการประกันตัวคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น ไม่ได้เป็นทนายความในชั้นพิจารณาคดี และทนายความคนดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมกําหนดนัดสืบพยานและไม่มีการส่งหมายแจ้งกําหนดวันนัดสืบพยานใหม่ให้ทราบแต่อย่างใด จึงถือว่า ทนายจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นทนายความก็ติดว่าความที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เช่นเดียวกันกับทนายอีกคน
ในประเด็นนี้ ศาลชี้แจงว่าแม้จะเป็นการแต่งทนายคนที่สองเพื่อไต่สวนถอนประกัน แต่จำเลยไม่ได้อธิบายหรือชี้แจงเรื่องดังกล่าวตั้งแต่แรก ดังนั้นศาลจะถือว่า ทนายคนที่สองที่แต่งเข้าไปจะมีอำนาจและสิทธิในการดำเนินการต่างๆ ตลอดกระบวนการพิจารณาคดีได้
แม้ทนายความคนที่สองจะไม่ได้รับหมายกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่ แต่ทนายความที่รับผิดชอบในคดีนี้ตั้งแต่ต้นรวมถึงจำเลยได้รับหมายกำหนดนัดสืบพยานดังกล่าวแล้ว และการที่อ้างว่าทนายจำเลยคนที่สองติดสืบพยานที่ศาลอาญากรุงเทพใต้นั้น ก็ไม่ได้มีหลักฐานมารับรองแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุให้ยกเลิกวันนัด ให้ยกคำร้อง
ต่อมา ศาลได้ชี้แจงกับจำเลยว่าเนื่องจากคดีนี้ละเอียดอ่อน ศาลจึงจะให้สิทธิจำเลยถามค้านทั้งพยานโจทก์ของวันนี้และกลุ่มพยานโจทก์เมื่อวานด้วยตนเอง
ด้านชลธิชาแถลงยืนยันเหมือนเดิมว่า จะไม่รับกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยชี้แจงว่าเบื้องต้นทนายจำเลยได้มีการแจ้งตั้งแต่วันนัดตรวจพยานหลักฐานไปแล้วว่าไม่สามารถมาสืบพยานในช่วงเวลานี้ ที่ศาลนี้ได้ เนื่องจากติดว่าความคดีอื่น
“หากศาลยืนยันจะสืบก็สืบไปโดยไม่มีทนายอยู่ด้วย กฎหมายมาตรา 112 เป็นคดีอาญา ตามหลักแล้วต้องมีทนายความอยู่ด้วย ถ้าท่านจะสืบก็เอาเลย กระบวนการยุติธรรมจะพังก็พังไป” ชลธิชาแถลงต่อศาล
อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงยืนยันให้เริ่มการสืบพยานโจทก์ต่อไป พร้อมกับแจ้งว่า ศาลไม่ได้มีอคติกับจำเลย จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้และให้ใช้สิทธิให้เต็มที่ ศาลเพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ก่อนให้อัยการนำพยานโจทก์ 3 ปาก เข้าเบิกความ ได้แก่ คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการนิติศาสตร์, พ.ต.ต.หญิงสุธัญดา เอมเอก และ พ.ต.ต.ประยุทธ สอนสวาท คณะพนักงานสอบสวน
หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี อัยการแถลงหมดพยานโจทก์ ศาลได้นัดสืบพยานจำเลยต่อไปในวันที่ 6 มิ.ย. 2566 เวลา 09.00 น.
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 2 มิ.ย. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/56491) -
วันที่: 06-06-2023นัด: สืบพยานจำเลยที่ห้องพิจารณา 905 มีประชาชนจำนวนหนึ่งมาร่วมให้กำลังใจชลธิชา และมีเจ้าหน้าที่สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมสังเกตการณ์คดี
เวลา 11.00 น. ศาลออกนั่งพิจาณาคดี ก่อนเริ่มการสืบพยานศาลได้อ่านคำร้องที่ทางจำเลยยื่นเข้ามาว่า ในคดีนี้ทนายจำเลยทั้งสองติดว่าความที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดีอื่น จึงไม่สามารถมาตามนัดหมายได้ อีกทั้งวันนี้เป็นการสืบพยานจำเลยไม่สามารถสืบพยานได้โดยไม่มีทนายความ จึงขอให้เลื่อนคดีออกไปพร้อมกับกำหนดวันนัดหมายใหม่
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากการตรวจสอบในระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม ปรากฏว่า ทนายจำเลยทั้งสองติดว่าความในคดีมาตรา 112 กรณีทำกิจกรรมสวมครอบท็อปเดินสยามพารากอน ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นคดีที่นัดไว้ก่อนแล้ว กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะให้เลื่อนนัดวันนี้ได้ รวมทั้งนัดในวันที่ 8-10 ส.ค. 2566 ซึ่งทนายความจำเลยมีนัดคดีที่ศาลอาญาตลิ่งชัน แต่การสืบพยานจำเลยในวันที่ 11 ส.ค. 2566 ตามที่นัดไว้ใหม่ ไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยทั้งสองมีเหตุขัดข้องแต่อย่างใด จึงให้คงนัดตามเดิมไว้
ทั้งนี้ ในส่วนที่จำเลยขอให้ออกหมายเรียกพยานโจทก์มาเบิกความใหม่นั้น ศาลเห็นว่า การพิจารณาคดีในวันที่ 1-2 มิ.ย. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่อนุญาตให้พยานโจทก์มาเบิกความใหม่ แต่จะอนุญาตให้ทนายจำเลยถามค้านพยานโจทก์เหล่านั้นทั้งหมด โดยศาลอ้างว่า หลักฐานที่ทนายจำเลยทั้งสองติดว่าความในคดีนี้เพิ่งปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวน จึงไม่มีเหตุให้พยานโจทก์มาเบิกความใหม่
ด้านชลธิชาแถลงต่อศาลยืนยันว่า หลักฐานทุกอย่างได้ปรากฏตามสำนวนตั้งแต่สืบพยานวันแรก โดยแจ้งทุกอย่างไปแล้ว เหตุใดแจ้งไปแล้ว ศาลยังนัดสืบพยานในวันดังกล่าว ตนไม่ได้มีเจตนาจะเลื่อนคดี เพียงแค่ต้องการยืนยันในหลักการเท่านั้น เพราะถ้ามันเกิดข้อผิดพลาดในคดีของเรา ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับคดีอื่น
ต่อมา ศาลได้ระบุในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ให้ออกหมายเรียกพยานโจทก์ทั้งหมด 4 ปาก มาให้ฝ่ายจำเลยถามค้านใหม่ในนัดวันที่ 11 ส.ค. 2566
ทั้งนี้ ศาลได้แจ้งกับผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ศาลได้บันทึกการพิจารณาคดีเป็นระบบวิดีโอ ซึ่งสามารถยื่นคำร้องขอดูบันทึกสืบพยานและนำไปศึกษาเพื่อใช้ถามค้านในนัดต่อไปได้
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 6 มิ.ย. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/56561) -
วันที่: 11-08-2023นัด: สืบพยานโจทก์ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ในสมัยประชุมสภา ต้องประชุมปรึกษาหารือเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และประเด็นปัญหาความเดือดร้อนอื่น ๆ ของประชาชน โดยทนายประสงค์ถามค้านพยานโจทก์ทุกปากที่เบิกความไปแล้ว 2 นัด และประสงค์สืบพยานจำเลยตามที่แถลงไว้ในรายงานเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2565 ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 20-21 มี.ค. 2567 สืบพยานจำเลยในวันที่ 22, 26-29 มี.ค. 2568
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2566) -
วันที่: 20-03-2024นัด: สืบพยานโจทก์ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ในสมัยประชุมสภา ต้องต้องประชุมสภาและประชุมกรรมาธิการในวันที่ 21-29 มี.ค. 2567 ทำให้ไม่สามารถมาศาลได้ ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 11-12 มิ.ย. 2568 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 13, 17-20 มิ.ย. 2568 ยกเลิกวันนัดในวันที่ 21-22, 26-29 มี.ค. 2567 ตามที่นัดไว้เดิม
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ลงวันที่ 20 มี.ค. 2567) -
วันที่: 11-06-2025นัด: สืบพยานโจทก์โจทก์นำพยานโจทก์เข้าเบิกความเพื่อให้ทนายจำเลยถามค้าน
++ผู้กล่าวหารับ ข้อความที่จำเลยโพสต์มีข้อเท็จจริงสนับสนุน ไม่ใช่การโพสต์ข้อความลอย ๆ
นพดล พรหมภาสิต สมาชิก ศชอ. เข้าเบิกความในฐานะผู้กล่าวหา และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานเป็นแนวร่วมกับกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ด้วย แต่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน และยอมรับว่ารู้จักกับระพีพงษ์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. และเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ด้วย แต่ในวันนี้ไม่ได้เดินทางมาศาลด้วยกัน เพิ่งมาเจอกันที่โรงอาหาร
พยานกับระพีพงษ์แจ้งความคดีมาตรา 112 กับประชาชนหลายสิบคดีแล้ว ซึ่งเป็นการทำตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่ตั้งขึ้นมา โดยกลุ่มคนที่พยานไปแจ้งความก็คือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพยานเห็นว่า มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย
พยานไม่เคยจัดการชุมนุมหรือเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม ศปปส. เพื่อคัดค้านการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย รวมถึงการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. 2563 และพยานไม่ทราบว่า กลุ่ม ศปปส. มีวัตถุประสงค์การชุมนุมอย่างไร
ในการไปแจ้งความคดีมาตรา 112 พยานต้องรู้ว่าการกระทำนั้น ๆ เข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ตามความเข้าใจของวิญญูชน หากเห็นว่าเข้าองค์ประกอบพยานก็ไปใช้สิทธิของประชาชน เมื่อเจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้วก็ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อว่า เป็นความผิดหรือไม่ อย่างไร
ในส่วนคดีมาตรา 112 ที่มีการยกฟ้อง พยานไม่ทราบว่ามีคดีไหนบ้าง เนื่องจากไม่เคยมาเข้าร่วมฟังคำพิพากษา พยานมาเพียงเบิกความตามหน้าที่ ซึ่งในความเห็นของพยานคนที่ถูกฟ้องเหล่านี้มักกระทำผิดมาตรา 112
พยานไม่ทราบว่า นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ.2475 ในรัชกาลที่ 7 จนถึงรัชกาลที่ 9 ไม่เคยมีการออกกฎหมายให้ทหารอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระมหากษัตริย์มาก่อน และไม่เคยทราบว่า ไม่มีประเทศประชาธิปไตยประเทศใดที่พระมหากษัตริย์มีกองกำลังทหารเป็นของตัวเอง
พยานรับว่า ตั้งแต่ที่มีการรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในระหว่างปี 2557 – 2562 ได้มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายกำลังพลและงบประมาณบางส่วนไปเป็นหน่วยราชการในพระองค์ และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเพิ่มพระราชอำนาจให้กษัตริย์สามารถใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย ดังนั้น ข้อความที่จำเลยโพสต์จึงมีหลักฐานเป็นข้อเท็จจริงสนับสนุน ไม่ใช่การโพสต์ข้อความลอย ๆ
พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ไม่ได้มีบทบัญญัติว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล หรือกษัตริย์องค์ปัจจุบันสวรรคตจะมีการจัดระเบียบทรัพย์สินอย่างไรต่อไป
พยานเคยทราบข่าวว่า สภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศเยอรมนีเคยมีการอภิปรายเกี่ยวกับการการที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 เสด็จประทับในแคว้นบาวาเรีย ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2562 – ต.ค. 2563 แต่ไม่ทราบรายละเอียด และไม่ทราบว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายในการเช่าโรงแรมระหว่างเสด็จประทับต่างประเทศเป็นงบประมาณของรัฐหรือไม่
พยานทราบด้วยว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงว่าในหลวงทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หมวดพระมหากษัตริ โดยแก้ไขเป็นว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในราชอาณาจักรจะมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนหรือไม่ก็ได้
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
ข้อความตามโพสต์ 2 ข้อความ ได้แก่ “การพำนักในต่างประเทศ” และ “การโอนย้ายกำลังพล” ที่พยานให้การในชั้นสอบสวนว่า ไม่เป็นการหมิ่นประมาทตามมาตรา 112 นั้น หากอ่านข้อความเพียงบางตอนไม่เป็นความผิด ต้องอ่านโดยภาพรวม
.
++พนักงานสืบสวนยอมรับ ไม่ได้ตรวจ IP Address ที่มาของโพสต์ และอุปกรณ์สื่อสารของจำเลย เพื่อยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องจริงหรือไม่
พ.ต.ท.ประยุทธ สอนสวาท รองผู้กำกับการสืบสวน กองกำกับการ 3 บก ปอท. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้ตรวจสอบ IP Address ในการโพสต์ข้อความตามฟ้องว่า เป็นการโพสต์มาจากอุปกรณ์ใด หรือมาจากจำเลยจริงหรือไม่ และไม่ได้ขอคำสั่งศาลตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 19 เข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารของจำเลยเพื่อตรวจสอบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
พยานรับด้วยว่า ในการสืบสวนก็ไม่มีการสืบสวนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย แต่ทราบจากการตรวจสอบเบื้องต้นว่า บัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยมีผู้ติดตามไม่น้อยกว่า 7,000 คน และได้ตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่พิมพ์ไว้ในชั้นสอบสวน ซึ่งพบว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับคนที่ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว
ตอบอัยการถามติง
ที่พยานไม่ได้ตรวจสอบ IP Address เนื่องมาจากมีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คนอื่นสืบสวนแล้ว
พยานได้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งเป็นบัญชีสาธารณะ มีผู้ติดตามกว่า 7,000 คน พบว่า มีการโพสต์รูปหมายเรียกซึ่งมีชื่อ ชลธิชา โพสต์ข้อความตามฟ้อง รวมทั้งโพสต์รูปที่จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือ พยานจึงนำไปค้นข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ เมื่อเปรียบเทียบรูปและชื่อเชื่อได้ว่าเป็นเฟซบุ๊กของจำเลยจริง จึงรวบรวมข้อมูลส่งพนักงานสอบสวน
.
++สมาชิก ศปปส. ไม่ทราบ ข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่เห็นว่าเป็นการใส่ร้ายกษัตริย์
ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ อาชีพรับจ้างและเป็นสมาชิก ศปปส. เข้าเบิกความในฐานะประชาชนทั่วไปที่มาให้ความเห็น ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานรู้จักกับนพดล ผู้กล่าวหาในคดีนี้เป็นการส่วนตัว
พยานไม่ทราบว่า มีการโอนย้ายกำลังพลทหารบางส่วนของกองทัพบกไปเป็นหน่วยบัญชาการรักษาพระองค์ แต่พยานทราบบ้างเกี่ยวกับการโอนย้ายทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น สนามม้านางเลิ้ง, สวนดุสิต ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพราะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่พยานเห็นว่า พระองค์เอามาทำเป็นประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้นำมาเป็นของส่วนตัว ส่วนจะมีในส่วนที่ไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์สาธารณะด้วยหรือไม่ พยานไม่ทราบ ซึ่งที่จำเลยโพสต์นั้นก็พยานเห็นว่าไม่มีข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ จึงผิดมาตรา 112
พยานรับว่า ก่อนหน้านี้ พระราชวังสวนอัมพรเปิดให้รถยนต์สามารถสัญจรผ่านบริเวณด้านหน้าได้ แต่ปัจจุบันมีการทำรั้วกำแพง และมีเวลาเปิด – ปิดให้เข้าใช้เส้นทางดังกล่าว
ที่จำเลยโพสต์เกี่ยวกับการประทับที่ต่างประเทศของรัชกาลที่ 10 เป็นเรื่องจริงตามภาพข่าวหรือไม่ พยานไม่ทราบ และเห็นว่า หากเป็นเรื่องจริงก็เป็นเรื่องส่วนพระองค์ที่จะเสด็จไปไหนก็ได้ แต่รับว่า ในช่วงที่พระองค์เสด็จไปต่างประเทศไม่เคยตั้งผู้สำเร็จราชการแทน ซึ่งหากมีเรื่องที่ต้องลงพระปรมาภิไธย พยานเห็นว่า ยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี สามารถส่งเอกสารไปให้เซ็นที่ต่างประเทศได้
พยานเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ตามฟ้องไม่มีข้อเท็จจริง เป็นการใส่ร้ายกษัตริย์ ส่วนจะมีข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนว่าจำเลยกระทำผิดอย่างไรนั้น พยานไม่ทราบ
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
พยานไม่ทราบว่า ข้อความตามโพสต์ของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่างไร แต่ที่เข้ามาเป็นพยานความเห็นในคดีนี้ เนื่องจากได้อ่านข้อความทั้งหมดแล้ว พยานเห็นว่า จำเลยมีอคติต่อกษัตริย์ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112
.
++อาจารย์ มธ. ศูนย์ลำปาง ให้ความเห็น บางข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นความจริง แต่โดยนัยแล้วเป็นการกล่าวหา ร.10
กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่เคยขึ้นบัญชีเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมมาก่อน และไม่เคยทำวิทยานิพนธ์ หรือมีผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์และคดีมาตรา 112 ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมาก่อน
พยานเคยเข้าเป็นพยานให้ความเห็นในคดีมาตรา 112 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คดี และส่วนมากพยานให้ความเห็นว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว
พยานรับว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุมีการออกกฎหมายโอนกำลังทหารบางส่วนไปอยู่ในหน่วยบัญชาการรักษาพระองค์จริง แต่กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยย่อมยึดถือหลักการ “ปกเกล้า ไม่ปกครอง” การออกกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และผ่านการเห็นชอบของรัฐสภามาแล้ว
พยานทราบว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยแถลงว่าในหลวงทรงรับสั่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์จริง แต่พยานไม่ยืนยันว่าเป็นการสั่งโดยตรงหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก่อนแล้วว่า รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่ใช่การแทรกแซงกฎหมาย
ในส่วนการกระทำความผิดตามมาตรา 112 พยานเห็นว่า แม้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตก็ไม่มีข้อยกเว้นความผิด หากมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว
พยานเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ตามฟ้อง ทั้งการกล่าวถึงการรวบทรัพย์สมบัติแผ่นดินไปเป็นส่วนพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ที่สุรุ่ยสุร่าย และการแทรกแซงรัฐธรรมนูญเป็นการกล่าวหาพระมหากษัตริย์ให้เกิดความเสียหาย ไม่เป็นความจริง เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
การตรากฎหมายการโอนอัตรากำลังพล และการโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่เนื้อหาที่จำเลยโพสต์ตามฟ้องเป็นคนละส่วนกับการออกกฎหมาย เป็นการสื่อในทำนองว่า รัชกาลที่ 10 สั่ง ทำให้เข้าว่าเป็นการใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ
การกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 112 ต้องระบุตัวถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งข้อความของจำเลยที่มีการระบุชัดเจน เช่น คำว่า “กษัตริย์ไทย จากราษฎร” และเอ่ยชื่อ “วชิราลงกรณ์” โดยกล่าวถึงการปกครอง และระบุว่า “เราได้เห็นถึงความน่ากลัวของลัทธิกษัตริย์นิยม…” ซึ่งอาจหมายถึงผู้โพสต์เอง
และคำว่า “ท่าน” พยานเห็นว่า สื่อถึงรัชกาลที่ 10 ที่ประทับอยู่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า “ใช้จ่ายงบประมาณสุรุ่ยสุร่ายในขณะที่ราษฎรกำลังอดอยากยากแค้น การรวบเอาทรัพย์สินที่เป็นของส่วนรวมมาอยู่ในมือของตัวเอง และการที่ท่านมักจะปรนเปรอคนที่โปรดปรานด้วยลาภยศต่าง ๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ก็มักเป็นการเบียดเบียนเอาทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฎรไปใช้อยู่เสมอ”
พยานเห็นว่า ข้อความทั้งหมดป็นการใส่ความว่าพระมหากษัตริย์กระทำการไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เอาของส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัว และใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ถือเป็นการใส่ความให้รัชกาลที่ 10 ได้รับความเสียหาย เป็นการโพสต์ข้อความออนไลน์ต่อบุคคลที่สาม ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่มีข้อยกเว้น แม้บางข้อความอาจเป็นความจริง แต่โดยนัยแล้วเป็นการกล่าวหาว่า รัชกาลที่ 10 ทำไม่ถูกต้อง ย่อมถือเป็นความผิด
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/78182) -
วันที่: 12-06-2025นัด: สืบพยานโจทก์++พยานความเห็นระบุ แม้มีหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยโพสต์เรื่องจริง แต่ก็เป็นข้อความที่ใส่อารมณ์
มลิสาร์ โลหกุล ทันตแพทย์ เบิกความในฐานะพยานความเห็น และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในช่วงปี 2563 – 2564 ที่มีการชุมนุมเกิดขึ้น พยานทราบข่าวการชุมนุมจากการฟังข่าวทั่วไป
พยานทราบว่า มีการโอนย้ายกำลังพลของกรมทหารราบที่ 11 ไปเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ และมีการออกกฎหมายโอนย้ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยออกเป็น พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 ด้วย
พยานเห็นว่า การโอนหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จากเดิมที่เป็นชื่อของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มาเป็นชื่อของรัชกาลที่ 10 เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นทรัพย์สินเดิมของพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการแก้กฎหมายชัดเจนแล้ว จึงเปลี่ยนเป็นชื่อของพระองค์ท่าน
พยานเคยร่วมลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 และทราบว่า พลเอกประยุทธ์เคยออกมาให้ข่าวว่า มีกระแสรับสั่งให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติของประชาชนแล้ว แต่เป็นการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ซึ่งเกี่ยวกับพระองค์ท่านโดยตรง พยานจึงไม่ติดใจอะไร ทั้งนี้ พยานไม่ทราบว่า การตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นให้อำนาจในหลวงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ แต่รับว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ในชั้นสอบสวน พยานเพียงเข้าให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่ได้นำพยานหลักฐานใด ๆ ไปแสดงโต้แย้งว่าข้อความที่จำเลยโพสต์ไม่ใช่เรื่องจริง แต่หลายข้อความของจำเลยก็เป็นการพูดโดยไม่มีหลักฐานมาอ้างอิง เช่น การกล่าวหาว่าพระองค์ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เป็นต้น พยานเห็นว่าการโพสต์ของจำเลย ถึงแม้จะมีหลักฐานมาสนับสนุน แต่ก็เป็นข้อความที่ใส่อารมณ์
.
++นักวิชาการด้านกฎหมายให้ความเห็น ข้อความของจำเลยอาจเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเท็จก็ได้ แต่เห็นว่าผิด ม.112
คมสัน โพธิ์คง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ และตอบทนายจำเลยถามค้าน โดยรับว่า พยานไม่เคยเขียนงานวิทยานิพนธ์หรือเขียนบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือมาตรา 112 ตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการระดับนานาชาติ แต่เคยเขียนตำราของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายกฎหมายอาญาหมวด 2 เกี่ยวกับกษัตริย์ไว้โดยตรง
พยานไม่เคยเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ หรือเป็นที่ปรึกษาวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์มาก่อน
มาตรา 112 ไม่มีบทยกเว้นความผิด แม้เป็นการพูดโดยสุจริต หรือมีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งข้อความที่จำเลยโพสต์อาจจะเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นความเท็จก็ได้ เพราะไม่ได้อ้างอิงถึงหลักฐาน ในส่วนพยานก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดงเช่นกัน
พยานไม่เคยทราบว่า มีคดีมาตรา 112 หลายคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะแม้พยานจะเข้าเบิกความเป็นพยานในคดีมาตรา 112 มาเกือบ 100 คดี แต่พยานไม่เคยได้ติดตามฟังคำพิพากษาในคดีเหล่านั้น
อัยการโจทก์ถามติง
อัยการขอให้พยานอธิบายเพิ่มเติมว่า ในชั้นสอบสวนพยานอ่านข้อความตามฟ้องของจำเลยแล้วมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง พยานตอบว่า ข้อความของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้ลุกขึ้นติงว่า สิ่งที่อัยการกำลังถามเป็นการถามเพิ่มไม่ใช่การถามติงแล้ว ศาลจึงตอบว่าอนุญาตให้ถามได้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดี
.
++พนักงานสอบสวนรับ เลือกพยานความเห็นตามรายชื่อจากผู้บังคับบัญชา – ไม่มีการตรวจสอบพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์
พ.ต.ท.หญิง สุธัญดา เอมเอก สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 3 บก.ปอท. เข้าเบิกความในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ว่า พยานเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยคนที่มาแจ้งความ คือ นพดล พรหมภาสิต หลังจากที่พยานได้รับแจ้งความดำเนินคดีจำเลยแล้ว ผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ขึ้น
พยานได้ส่งภาพโพสต์ที่ผู้กล่าวหานำมาแจ้งความให้ พ.ต.ต.ประยุทธ สอนสวาท สืบสวนหาเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ ได้ความว่าเป็นเฟซบุ๊กของ ชลธิชา แจ้งเร็ว พยานจึงออกหมายเรียกให้จำเลยเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา พยานได้ทำการแจ้งสิทธิผู้ต้องหาตามกฎหมาย และถามคำให้การ รวมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
จากการสอบปากคำพยานทั้งหมดให้การไปในทางเดียวกันว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นการหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพยานที่มาให้ความเห็นในคดีนี้ แต่มีบัญชีรายชื่อที่ได้มาจากคณะพนักงานสอบสวน และผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้สอบปากคำคนเหล่านี้ ซึ่งบางคนเคยเข้าให้การเป็นพยานในคดีอื่นมาก่อน โดยพยานเป็นผู้สอบปากคำเองด้วย
ในส่วนพยานผู้เชี่ยวชาญ พยานเรียกมาสอบเพราะเห็นว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่พยานไม่ได้สอบถามถึงความเชี่ยวชาญของพยานก่อน และไ่ม่ได้สอบถามทัศนคติทางการเมืองของพยานความเห็นที่เป็นประชาชนทั่วไปก่อนเช่นกัน
จากการสืบสวนบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความตามฟ้องยืนยันได้เพียงว่า บัญชีดังกล่าวมีอยู่จริงเท่านั้น แต่ตรวจสอบไม่ได้ว่า ขณะที่อ้างว่าจำเลยโพสต์ข้อความ เป็นการโพสต์มาจากที่ใดหรือด้วยอุปกรณ์ใด
พยานไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของจำเลย เพราะไม่ได้มีการควบคุมตัวจำเลยในวันที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหา และในวันดังกล่าวจำเลยก็ไม่ได้นำโทรศัพท์ติดตัวมาด้วย ดังนั้น คดีนี้จึงไม่มี IP Address หรือพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ยืนยันว่า ข้อความตามฟ้องมีการโพสต์ออกมาจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของจำเลย มีเพียงข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงจำเลยตามที่ปรากฏในรายงานการสืบสวนเท่านั้น
ตอบอัยการถามติง
ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธโดยขอให้การเป็นหนังสือ ซึ่งจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของโพสต์ สู้เพียงว่า เนื้อหาที่โพสต์ไม่เป็นความผิดเท่านั้น
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/78182) -
วันที่: 13-06-2025นัด: สืบพยานจำเลย++“ลูกเกด” เบิกความ เนื้อความในจดหมายกล่าวถึงการออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 ยืนยัน มีเจตนาเพื่อให้กษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้มุ่งประสงค์ร้าย
ชลธิชา แจ้งเร็ว จำเลย เบิกความเป็นพยานให้ตนเองว่า พยานเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาชน พยานไม่ได้รู้จักกับพยานโจทก์เป็นการส่วนตัว รู้เพียงแค่ว่ามีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในวันที่มีการสืบพยานโจทก์ พยานเห็นว่า นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหา และระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ มาเบิกความด้วยกัน และมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี โดยพยานเห็นว่า หลังจากที่เบิกความเสร็จทั้งสองนั่งรับประทานอาหารด้วยกันระหว่างช่วงพักเที่ยง
สำหรับนพดลนั้นมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากพยาน โดยนพดลมองว่าการกระทำของพยานเป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของฝ่ายพยาน อีกทั้งยังมีทัศนคติที่เกลียดชังคนเสื้อแดงและทักษิณด้วย
ในช่วงปี 2557 มีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพยานก็มีส่วนร่วมในการคัดค้านรัฐประหาร ผลพวงอย่างหนึ่งของการรัฐประหารก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะนิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหาร รวมถึงใช้ในการสืบทอดอำนาจของตนเอง
ต่อมา ในปี 2563 สถานการณ์ในตอนนั้น ประชาชนทั่วไปมีความตื่นตัวทางการเมืองเป็นอย่างมาก มีการชุมนุมประท้วงเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองกันทั่วทั้งประเทศ ประกอบกับมีโควิด-19 ระบาดด้วย ทำให้ประชาชนก็ยิ่งลุกฮือกันออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาล
ด้วยความที่ประชาชนมองเห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจและการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เกิดการตั้งคำถามมากขึ้นถึงประเด็นเรื่อง “งบประมาณของพระมหากษัตริย์” ที่มีจำนวนเงินมหาศาล แต่กลับไร้ซึ่งการตรวจสอบ
สำหรับจดหมายถึงพระมหากษัตริย์ พยานเป็นผู้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียด้วยตนเองสืบเนื่องจากวันที่ 8 พ.ย. 2563 มีกิจกรรมเดินขบวน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะไปยื่นจดหมายถึงพระมหากษัตริย์ อันเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนและข้อเรียกร้องที่จะให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ดี กิจกรรมในวันนั้นกลับถูกขัดขวางเอาไว้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยเหตุนี้พยานจึงไม่มั่นใจว่าจดหมายที่ส่งไปนั้นพระมหากษัตริย์จะทรงได้รับทราบหรือไม่ พยานจึงตัดสินใจโพสต์เนื้อหาของจดหมายลงบนโซเชียลมีเดียอีกครั้ง ซึ่งการกระทำทั้งหมดนี้เป็นไปด้วยความปรารถนาดีที่อยากจะให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เกิดขึ้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าได้ยึดถือในหลักการ “ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง” เรามีรัฐบาลคอยทำหน้าที่บริหารประเทศ มีรัฐสภาคอยทำหน้าที่ออกกฎหมาย แต่พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจกระทำการใด ๆ
นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาภายหลังจากการทำรัฐประหาร รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ก็ได้มีการออกกฎหมายมาหลากหลายฉบับด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 กฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิดการตั้งส่วนราชการในพระองค์ขึ้นมา ซึ่งไม่ถือเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายใด แต่ก็ยังคงใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชน เพียงแต่ส่วนราชการดังกล่าวนี้ประชาชนจะไม่สามารถตรวจสอบได้ การจัดระเบียบต่าง ๆ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ นั่นเท่ากับว่าพระมหากษัตริย์มีอำนาจโยกย้าย ถอดถอน หรือแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้ตามอำเภอใจ
ต่อมาในปี 2562 ก็มีการออกกฎหมายอีกฉบับ คือ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 อันเป็นการโอนย้ายกำลังพลบางส่วนของกองทัพให้ไปอยู่ภายใต้สังกัดขององค์พระมหากษัตริย์ การกระทำเช่นนี้ทำให้พยานมีความเป็นห่วงและกังวลเป็นอย่างมากเพราะประชาชนอาจเกิดการตั้งคำถามขึ้นได้ อีกทั้งหากคนในสังกัดของพระองค์กระทำความผิด แม้พระองค์จะไม่ได้เป็นผู้รู้เห็นหรือสั่งให้กระทำแต่การดำเนินคดีจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร แล้วผู้ใดจะกล้าเรียกร้อง
ทั้งนี้ ในปัจจุบันพยานเห็นว่าไม่มีประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยประเทศไหนที่พระมหากษัตริย์จะสามารถกระทำการโยกย้ายกำลังพลได้เช่นนี้แล้ว
อีกกฎหมายหนึ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลังจากการรัฐประหารในปี 2557 ที่เป็นปัญหาและมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นก็คือ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560
เดิมทีภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ได้มีการแบ่งทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ออกเป็น 3 ส่วน คือ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินที่นับได้ว่าเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่น พระราชวัง เป็นต้น แต่หลังจากมีการออกกฎหมายในปี 2560 ก็มาทำให้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์
หากในอนาคตมีการเปลี่ยนรัชสมัย ที่ผ่านมาสมบัติเหล่านี้จะต้องตกทอดไปยังพระมหากษัตริย์ในรัชกาลถัดไปได้ แต่พอมีการแก้ไขกฎหมายความน่ากังวลที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสมบัติของแผ่นดินจะตกทอดไปถึงรัชกาลใหม่อย่างสมบูรณ์ เพราะมันอาจมีประเด็นเรื่องมรดกเกิดขึ้นมาได้ เนื่องจากพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมกันหลายพระองค์ หากเราต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความมั่นคงเราก็ต้องกล้าที่จะพูดเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมา
ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติเอาไว้ว่า หากพระมหากษัตริย์ทรงไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายใด ๆ ก็สามารถส่งคืนร่างกฎหมายนั้นกลับมายังรัฐสภาได้ แต่เมื่อพิจารณาในทางปฏิบัติแล้วกลับไม่พบว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีการตีกลับ หรือ ‘วีโต้’ (veto) กฎหมายเหล่านี้แต่อย่างใด
หลังจากที่กฎหมายเหล่านี้มีผลใช้บังคับแล้วสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กล่าวคือ หุ้นของบริษัทจำนวนหนึ่งถูกเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ไปเป็นของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ข้อเรียกร้องหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ให้ชื่อผู้ถือหุ้นนั้นกลับมาเป็นของสำนักงานทรัพย์สินฯ ดังเดิม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” แต่เมื่อพระมหากษัตริย์เข้ามามีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นแล้ว ก็เป็นที่น่ากังวลว่าหากเกิดข้อพิพาทกันขึ้นมาย่อมเท่ากับว่าประชาชนกำลังมีข้อพิพาทกับพระมหากษัตริย์อยู่ ซึ่งจะถือว่าเป็นการดึงพระมหากษัตริย์เข้ามาพัวพันในความขัดแย้ง อันเป็นการดึงพระเกียรติของพระองค์ลงมาหรือไม่ นอกจากนี้ มาตรา 6 ยังระบุไว้อีกด้วยว่าห้ามมิให้มีการกล่าวหาหรือฟ้องร้ององค์พระมหากษัตริย์
พยานตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่มีการออกกฎหมายทั้งหลายนี้มาแล้วงบประมาณในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังสามารถที่จะแต่งตั้งหรือถอดถอนข้าราชการทหารคนไหนก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย แต่เงินเดือนของทหารเหล่านั้นก็ยังคงต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินอยู่ เพียงแต่ประชาชนจะไม่สามารถตรวจสอบได้
สำหรับงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ในช่วงปี 2561 – 2564 ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 20,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีเพียงแค่ 10,000 ล้านบาท แม้กระทั่งในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ประชาชนเข้าไม่ถึงวัคซีน เกิดความอดอยาก และเศรษฐกิจถดถอย การบริหารจัดการงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ก็ควรมีการปรับลดเพื่อให้สอดรับกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ได้มีการปรับลดแต่อย่างใด อีกทั้งประชาชนบางส่วนยังได้มีการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์เสด็จกลับไทย เนื่องจากตอนนั้นพระองค์ทรงพำนักอยู่ที่ประเทศเยอรมนี เพื่อลดงบประมาณที่เกิดขึ้นเพราะการเสด็จประพาสต่างประเทศต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยงบประมาณดังกล่าวก็มาจากเงินภาษีของประชาชน
มีหลักฐานว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีการแต่งตั้งบุคคลตามพระราชอัธยาศัย โดยการออกเป็น “พระบรมราชโองการ” ซึ่งพระบรมราชโองการดังกล่าวไม่มีผู้ใดลงนามรับสนอง เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เพราะพวกเขามักจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนเอง แม้ว่าพวกเขาจะฝึกฝนและทำงานอย่างหนักแต่กลับไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเช่นบุคคลที่เป็นที่พึงพอใจของพระมหากษัตริย์
เดิมทีแล้วการแต่งตั้ง เลื่อนขั้น หรือถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งนั้นจะเป็นไปตามกฎระเบียบของกองทัพ หรือกระทรวงกลาโหม และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันนั้นพระบรมราชโองการในเรื่องดังกล่าวแทบไม่มีผู้ลงนามรับสนองแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบกับหลัก “ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง” เป็นอย่างมาก คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการออกพระบรมราชโองการต่าง ๆ ของพระองค์
เรื่องดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของพระองค์เอง เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าพวกเขาจะสามารถตรวจสอบและเรียกร้องอะไรได้มากน้อยเพียงใด
ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามหลักการแล้วประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติมาแล้วไม่ควรถูกสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามอำเภอใจ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน
ในสมัยของรัฐบาล คสช. พลเอกประยุทธ์เคยกล่าวเอาไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังได้ระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์มิใช่ของประชาชน ดังนั้นการที่จำเลยใช้คำว่า “แทรกแซง” ก็เป็นเพราะคำพูดของพลเอกประยุทธ์เองไม่ได้มีการแต่งเติมแต่อย่างใด
ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติในมาตรา 16 ระบุเอาไว้ว่า กรณีที่พระมหากษัตริย์เดินทางไปต่างประเทศ จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่พลเอกประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเอาไว้ว่าในหลวงทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ เนื้อความของรัฐธรรมนูญ มาตรา 16 ก็ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปเป็น จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้
ทั้งนี้ การที่พลเอกประยุทธ์ออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเช่นนั้น พลเอกประยุทธ์ก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีเพราะให้ข่าวเท็จแต่อย่างใด อีกทั้งสำนักข่าวที่สัมภาษณ์ก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีจากเหตุบิดเบือนคำพูดของพลเอกประยุทธ์ ด้วยเหตุนี้เองทำให้พยานเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่พลเอกประยุทธ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับสื่อนั้นเป็นความจริงทุกประการ
ข้อความภายในจดหมายของพยานไม่ได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์เป็น ‘ผู้ดำเนินคดี’ หรือ มีความเกี่ยวข้องกับการอุ้มหายประชาชนแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การบอกกล่าวกับพระองค์ท่านว่า พวกเรามีความต้องการที่จะปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และต้องการจะชี้ให้เห็นว่ามีคนของพระองค์บางส่วนกำลังถูกทำร้ายและถูกดำเนินคดีอยู่เพียงเพราะว่าพวกเรามีความหวังดีต่อพระองค์ เราอยากให้พระองค์ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนทั้งสองฝ่าย
เดิมทีพยานไม่ได้อยากโพสต์เนื้อหาของจดหมายลงบนโซเชียลมีเดียแต่อย่างใด แต่เนื่องจากตู้จดหมายที่ประชาชนพร้อมใจกันหย่อนจดหมายลงไปนั้นไม่ได้ถูกส่งไปยังสำนักพระราชวังดังที่ควรจะเป็น แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเอาไว้ ด้วยความที่พยานไม่มั่นใจว่าสารในจดหมายจะถูกส่งไปถึงพระมหากษัตริย์หรือไม่ พยานจึงตัดสินใจโพสต์ข้อความในจดหมายเอาไว้บนโซเชียลมีเดียของตนเองด้วย แต่ทั้งหมดที่ทำก็เพราะความหวังดี ไม่ได้มีความประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนเพียงแค่อยากให้พระมหากษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้น เนื่องจากตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จนกระทั่งถึงรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังไม่เคยปรากฏว่ามีการออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจได้มากเท่าปัจจุบัน
ตอบอัยการถามค้าน
พยานไม่ทราบว่าใครคือคนที่ทำให้ประชาชนถูกอุ้มหาย
พยานไม่เห็นด้วยว่า มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกตราขึ้นมาให้สอดคล้องกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุเอาไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”
ผู้กล่าวหาได้เห็นโพสต์ของพยาน และมีความเห็นแตกต่างจากพยานจึงมาฟ้องพยานเป็นคดี
เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ตามพระราชอัธยาศัยนั้นถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
หากพยานเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วพระมหากษัตริย์ทรงมีกระแสรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พยานก็คงจะกระทำตาม
รัฐธรรมนูญ 2560 มีมาตราที่ระบุเอาไว้ให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้โดยเป็นไปตามเงื่อนไขและขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนด
พยานยอมรับว่า ประชาชนทั่วไปเมื่ออ่านบทความใดบทความหนึ่งแล้วสามารถตีความแตกต่างกันออกไปได้ แต่ควรตีความโดยพิจารณาทั้งบทความ มิใช่หยิบยกเพียงแค่บางส่วนของบทความขึ้นมาตีความเท่านั้น
ตอบทนายจำเลยถามติง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ไม่ได้ห้ามการวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและหน้าที่ของประชาชนในการปกป้องสถาบันกษัตริย์
มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” แต่หากเป็นการกระทำโดยสุจริตย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และจุดยืนของพยานไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 มาตั้งแต่ต้น
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 วรรค 2 ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ นั้น รัฐธรรมนูญในอดีตไม่ได้เขียนเอาไว้ในลักษณะนี้ ซึ่งในอดีตหากพระมหากษัตริย์กระทำความผิดก็เป็นเรื่องที่รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาดำเนินการต่อไป และเคยมีกรณีที่กระทรวงการคลังดำเนินการฟ้องร้องพระมหากษัตริย์เป็นคดีด้วย
คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
.
++อาจาร์ยนิติฯ ระบุ หลักเสรีภาพในการแสดงความเห็นมีคุณค่าระดับเดียวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ต้องไม่ตีความให้คุณค่าใดทำลายอีกคุณค่าหนึ่ง – ชี้ จำเลยเพียงใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ยังไม่ผิด ม.112
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญว่า พยานจบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านกฎหมายมหาชน มีผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ คือ งานวิจัยเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย, รายงานการศึกษาวิจัยเรื่องข้อถกเถียงว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแต่ปี 2475–2550 และบทความเรื่องอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ บนเว็บไซต์ 101 world
ในประเด็นเรื่องสถานะของพระมหากษัตริย์ซึ่งไม่สามารถล่วงละเมิดได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งบทบัญญัตินี้มีที่มาจากหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ซึ่งในช่วงเวลานั้นที่ประชุมใหญ่ก็ได้มีการถกเถียงกันถึงขอบเขตของบทบัญญัตินี้ด้วย อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2492 สถานะของพระมหากษัตริย์ก็ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นและเป็นที่ยอมรับร่วมกันในขณะนั้นว่า “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ ไม่ได้” มาตรา 6 ถูกบัญญัติให้สอดคล้องกับหลัก The King Can Do No Wrong พระมหากษัตริย์จะกระทำการใด ๆ โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไม่ได้
ในส่วนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 34 หลักการนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นหลักการที่มีคุณค่าอยู่ในระดับเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีมาตราไหนมีคุณค่าไปกว่ากัน จะต้องไม่ตีความมาตราหนึ่งไปทำลายการดำรงอยู่ของอีกมาตรา นั่นเท่ากับว่าประชาชนยังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อพระมหากษัตริย์ได้
นอกจากนี้การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะต้องอาศัยการช่างน้ำหนักอย่างสำคัญว่า ได้ใช้สิทธิเสรีภาพนั้นเกินขอบเขตจนไปทำลายการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น คดี Texas V. Johnson 1989 คดีนี้เกิดจากกรณีที่มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งเผาธงชาติสหรัฐฯ ซึ่งโดยหลักแล้วการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่เนื่องจากการเผานั้นเป็นไปเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาล มิได้กระทบทรัพย์สินสำคัญอื่นใด ศาลของสหรัฐฯ จึงอนุโลมให้ในกรณีนี้
โดยพื้นฐานแล้วการตีความกฎหมายอาญาต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังต้องพิจารณาการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าผิดมาตรา 112 ควบคู่ไปกับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย กล่าวคือ
1. ต้องพิจารณาในเชิงภาพรวมก่อน ไม่พิจารณาแยกย่อยเป็นรายกรณีไป
2. ต้องคำนึงถึงเพดาน ขอบเขต หรือจุดที่เราจะไปถึงไม่ได้ด้วย เราจะใช้เสรีภาพก้าวข้ามขอบเขตนี้ไปไม่ได้ เช่น การใช้เสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง เป็นต้น
3. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่การแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แต่รวมไปถึงสถาบันทางการเมืองอื่น ๆ ด้วย
ดังนั้น การตีความมาตรา 112 จะต้องตกอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนี้ ไม่ใช่ให้หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา
เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 พยานเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นของจำเลยในคดีนี้ยังคงอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตราบใดที่ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นที่มีจุดมุ่งหมายจะล้มล้างการปกครอง หรือเป็นการด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายทำให้เสียหาย หากเป็นเพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์ย่อมต้องกระทำได้
ตอบอัยการถามค้าน
ในการแสดงความคิดเห็น ถ้าหากคนอ่านเข้าใจว่าเป็นการดูถูกหรือดูหมิ่นบุคคลใดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับความผิดนั้น ๆ ด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้นั้น ถูกบัญญัติเอาไว้แยกต่างหากจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 6
ที่พยานเบิกความว่า การโพสต์ข้อความของจำเลยยังไม่เป็นความผิดนั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของพยานเอง
ในคดีนี้พยานไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนมาก่อน เพิ่งจะมาเบิกความในชั้นศาลวันนี้
.
คดีเสร็จการพิจารณา ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 8 ก.ย. 2568 เวลา 09.00 น.
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/78182) -
วันที่: 08-09-2025นัด: ฟังคำพิพากษาที่ห้องพิจารณาคดี 901 เวลา 09.30 น. ชลธิชาได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา พร้อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้แก่ สหัสวัต คุ้มคง, กัลยพัชร รจิตโรจน์, ปิยรัฐ จงเทพ, ชยพล สท้อนดี และชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจ
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากสหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (International Federation for Human Rights) ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากสถานทูตแคนาดา, สถานทูตเยอรมนี และสถานทูตอังกฤษ เข้าร่วมฟังการอ่านคำพิพากษาด้วย ท่ามกลางตำรวจศาลถึง 7 นาย ที่มารวมตัวกันอยู่ที่ห้องพิจารณาคดี
เวลา 09.49 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดี โดยแจ้งให้ทนายจำเลยและผู้ที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีทราบว่า ห้ามบันทึกเสียงและภาพในห้องพิจารณาคดีอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการอ่านคำวินิจฉัยของศาล ก่อนเรียกให้จำเลยแสดงตัวและเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยมีใจความสำคัญโดยสรุปดังนี้
คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ในคดีนี้มีนพดล พรหมภาสิต เป็นผู้กล่าวหา และเป็นผู้พบข้อความของจำเลยซึ่งปรากฏอยู่บนเพจเฟซบุ๊กชื่อ ชลธิชา แจ้งเร็ว ซึ่งเป็นบัญชีสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
ประกอบกับมี พ.ต.ท.ประยุทธ สอนสวาท พนักงานสืบสวน บก.ปอท. เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวของจำเลยพบว่า มีการโพสต์ข้อความจริง และมี พ.ต.ท.หญิง สุธัญดา เอมเอก พนักงานสอบสวน บก.ปอท. เป็นผู้สอบปากคำพยานโจทก์ ซึ่งทั้งหมดได้เบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า จำเลยกระทำผิดตามมาตรา 112
ตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
เมื่อพิจารณาข้อความตามฟ้องของจำเลยซึ่งมีการโพสต์กล่าวหาพระมหากษัตริย์เกี่ยวกับการโอนย้ายกำลังพลทหารไปอยู่ในหน่วยงานรักษาพระองค์, การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่สุรุ่ยสุร่าย, การรวบทรัพยากรส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัว ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัชกาลที่ 10 อยู่เบื้องหลังการคุกคามและอุ้มหายของประชาชน เห็นว่า เป็นการใส่ร้ายรัชกาลที่ 10 ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการคุกคาม ทำร้าย อุ้มหายกลุ่มคนคิดต่างทางการเมือง และทำให้เข้าใจได้ว่าพระองค์แทรกแซงให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ข้อความของจำเลยเป็นข้อความที่ปลุกระดม สร้างความเกลียดชังรัชกาลที่ 10 และการโพสต์ของจำเลยเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกินพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในที่เคารพสักการะ ทำให้เกิดความขาดศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์ได้
ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิและเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ซึ่งระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยการจำกัดเสรีภาพนี้จะทำได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ คุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือป้องกันสุขภาพของประชาชนเท่านั้น
จากบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยอ้างเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นย่อมต้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลอื่นด้วย แต่การแสดงความคิดเห็นของจำเลยเป็นการแสดงเสรีภาพที่เกินขอบเขต เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งได้บัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อหลักการทางกฎหมาย และไม่อาจเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้องได้
การกระทำของจำเลยเป็นการทำให้รัชกาลที่ 10 ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และไม่เป็นที่เคารพสักการะ กระทบต่อชื่อเสียง ความมั่นคง และต่อราชอาณาจักร พิเคราะห์พยานหลักฐานของจำเลยแล้วไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14 (3) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดคือ มาตรา 112 จำคุก 4 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
.
++ศาลอาญาส่งคำร้องขอประกันให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา
ต่อมา เวลา 11.31 น. ทนายความยื่นประกันชลธิชาในระหว่างอุทธรณ์ทันที โดยมี ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายประกัน ขอวางหลักทรัพย์ 500,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาแจ้งทนายและจำเลยว่า คำร้องขอประกันตัวจะถูกส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ส่งผลให้จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจพ้นสภาพ สส. ทันที หากศาลอุทธรณ์ไม่มีคำสั่งในวันนี้ และต้องถูกส่งตัวไปรอฟังคำสั่งในเรือนจำ
ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ โดยอ้างประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม พ.ศ.2568 เรื่อง กำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งภายในวันนี้ เนื่องจากประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า หากศาลสูงได้รับคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลจะต้องมีคำสั่งภายในวันที่รับคำร้องจากศาลชั้นต้น ซึ่งตามประกาศดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จะต้องมีคำสั่งต่อคำร้องขอประกันชลธิชาภายในวันนี้
มีข้อสังเกตว่า ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันชลธิชาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอย่างรวดเร็วหลังการอ่านคำพิพากษา ซึ่งต่างจากปกติที่มักมีคำสั่งต่อคำร้องขอประกันในช่วงเย็น นอกจากนี้ แนวโน้มคดีมาตรา 112 ในปีนี้พบว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ศาลชั้นต้นก็พิจารณาให้ประกันจำเลยระหว่างอุทธรณ์ในวันเดียวกัน โดยไม่ได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแต่อย่างใด
เวลา 15.53 น. ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์ 300,000 บาท ระบุคำสั่ง “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ประกอบกับจำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์” โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการในลักษณะเดียวกับที่ถูกฟ้อง, ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/78194)
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชลธิชา แจ้งเร็ว
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชลธิชา แจ้งเร็ว
ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ :
08-09-2025
ศาลอุทธรณ์
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชลธิชา แจ้งเร็ว
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์