ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • Facebook
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

ผู้กล่าวหา
  • นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการ ศชอ. (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการ ศชอ.

ความสำคัญของคดี

“ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรมกลุ่ม "ราษฎร" ถูกนพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) แจ้งความดำเนินคดี กรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 ชลธิชาโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ ในกิจกรรม #ราษฎรสาส์น มีเนื้อหาวิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยนพดลกล่าวหาว่า มีข้อความซึ่งหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์ฯ และเป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ กิจกรรม #ราษฎรสาส์น ซึ่งจัดโดยกลุ่มประชาชนปลดแอก ได้เชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ โดยมีนักกิจกรรมร่วมเขียนจดหมายยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ภายหลังกิจกรรมมีแกนนำ "ราษฎร" ถึง 5 ราย ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมีประชาชนที่เห็นต่างในประเด็นดังกล่าวเป็นผู้เข้าแจ้งความ

กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ใครก็ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่ต้องเป็นผู้เสียหายเองเหมือนกับข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ทำให้กฎหมายมาตรานี้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกลั่นแกล้งกลุ่มคนที่เห็นต่าง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อความที่กล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นประมาท และดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ดังนี้

1. “การใช้จ่ายงบประมาณที่สุรุยสุร่ายในขณะที่ราษฎรกําลังอดอยากยากแค้น การรวบเอาทรัพย์สินที่เป็น ของส่วนรวมมาอยู่ในมือของตัวเอง และการที่ท่านมักจะปรนเปรอคนที่โปรดปรานด้วยลาภยศต่างๆ ซึ่งการกระทําเหล่านี้ ก็มักเป็นการเบียดเบียนเอาทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฎรไปใช้อยู่เสมอ ในขณะที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี กุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัยออกจากบ้านเกิดเมืองนอน” นั้น เป็นการกล่าวหาให้ร้ายรัชกาลที่ 10 ว่า มีการใช้งบประมาณของแผ่นดินอย่างสุรุ่ยสุร่าย สิ้นเปลืองโดยไม่จําเป็น และกล่าวหาว่ารัชกาลที่ 10 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการที่นักกิจกรรมทางการเมืองถูกอุ้มหายตัวไปไม่น้อยกว่า 7 คน

2. “เมื่อกษัตริย์ทรงยืนอยู่ท่ามกลางเสียงเยินยอสรรเสริญได้ฉันใด ท่านก็ควรจะกล้าหาญยืนอยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องไม่พอใจของราษฎรได้ฉันนั้น ....... และวันนี้ มันถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกล้าหาญ รับฟังเสียงของพวกเรา และยอมให้เกิดการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” เป็นการกล่าวหาว่า รัชกาลที่ 10 รับฟังแต่เฉพาะฝ่ายที่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ในด้านดีเพียงด้านเดียว โดยไม่รับฟังจากฝ่ายที่มีความเห็นต่าง เป็นการสร้างความเข้าใจผิด อันอาจทําให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ซึ่งการโพสต์ข้อความตามโพสต์ดังกล่าว เมื่อประชาชนทั่วไปได้อ่านแล้ว สามารถเข้าใจได้ว่าผู้โพสต์มีเจตนาสร้างความเกลียดชัง เพื่อหมิ่นพระเกียรติของรัชกาลที่ 10

(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 25 ม.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ชลธิชาพร้อมทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตามหมายเรียก ออกโดย พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์ รองผู้บังคับการ บก.ปอท. ลงวันที่ 18 ม.ค. 2564 โดยมีนพดล พรหมภาสิต เป็นผู้กล่าวหา จากกรณีการโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ในกิจกรรม “ราษฎรสาส์น” เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563

    พ.ต.ต.หญิง สุธัญดา เอมเอก และ ร.ต.อ.กรกฏ ศรนิกร พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 3 บก.ปอท. แจ้งข้อกล่าวหา โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2563 นพดล พรหมภาสิต ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีต่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chonticha Kate Jangrew” ซึ่งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพ ซึ่งมีเนื้อหาเหมือนกัน เป็นจดหมายถึงกษัตริย์ไทย

    ผู้กล่าวหาเห็นว่าโพสต์ดังกล่าวมีข้อความซึ่งหมิ่นประมาท และดูหมิ่นกษัตริย์ฯ ดังนี้

    1. “การใช้จ่ายงบประมาณที่สุรุยสุร่ายในขณะที่ราษฎรกําลังอดอยากยากแค้น การรวบเอาทรัพย์สินที่เป็นของส่วนรวมมาอยู่ในมือของตัวเอง และการที่ท่านมักจะปรนเปรอคนที่โปรดปรานด้วยลาภยศต่างๆ ซึ่งการกระทําเหล่านี้ ก็มักเป็นการเบียดเบียนเอาทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฎรไปใช้อยู่เสมอ ในขณะที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี กุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัยออกจากบ้านเกิดเมืองนอน”

    2. “เมื่อกษัตริย์ทรงยืนอยู่ท่ามกลางเสียงเยินยอสรรเสริญได้ฉันใด ท่านก็ควรจะกล้าหาญยืนอยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องไม่พอใจของราษฎรได้ฉันนั้น ....... และวันนี้ มันถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกล้าหาญ รับฟังเสียงของพวกเรา และยอมให้เกิดการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์”

    พนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหากล่าวหา ใส่ความรัชกาลที่ 10 มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ และจากการสืบสวนน่าเชื่อว่าชลธิชาเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

    ชลธิชาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าคณะทำงานที่ปรึกษากฎหมายของ บก.ปอท. มีคำสั่งให้ยื่นคำให้การเพิ่มเติมภายใน 15 วัน โดยไม่ได้นำคำสั่งฉบับดังกล่าวมาแสดง อ้างว่าเป็นคำสั่งภายใน อย่างไรก็ตาม ทนายความยืนยันส่งคำให้การภายในวันที่ 24 ก.พ. 2564

    หลังพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชลธิชา ไม่ได้ควบคุมตัวไว้ และจะนัดหมายส่งตัวให้อัยการต่อไป

    วันเดียวกันนี้ "ไมค์" ภาณุพงศ์ จาดนอก นักกิจกรรมอีกรายก็เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากการโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ในกิจกรรม "ราษฎรสาส์น" เช่นเดียวกัน โดยมีแน่งน้อย อัศวกิตติกร อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดพิษณุโลกของพรรครวมพลังประชาชาติไทย และประธาน ศชอ.เป็นผู้แจ้งความให้ดำเนินคดี

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 25 ม.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/25530)
  • ผู้รับมอบอำนาจเข้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน มีเนื้อหายืนยันว่า การกระทําของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย และไม่มีถ้อยคําใดที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ รวมทั้งไม่ได้เป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร กล่าวคือ

    1. ผู้ต้องหาในฐานะราษฎรผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และความสถิตสถาพรของสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย และเพื่อกระตุ้นเตือนต่อรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของประชาชนในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระตุ้นเตือนต่อบุคคลซึ่งอ้างตัวว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ใช้ความรุนแรงในการคุกคามและทําร้ายต่อประชาชน

    นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช.ได้มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองเนื่องจากถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นจํานวนมาก และทางรัฐบาลได้ตีตราบุคคลที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็นพวกล้มเจ้า และต่อมากลุ่มบุคคลดังกล่าวถูกอุ้มหาย 7 ราย ถูกฆาตกรรม 2 ราย ซึ่งเป็นความน่ากลัวของบุคคลผู้คลั่งในลัทธิกษัตริย์นิยมจนล้นเกิน ถึงขนาดที่ต้องกําจัดผู้ที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกล้มเจ้า ซึ่งการกระทําเช่นนี้ขัดต่อกฎหมาย เป็นอาชญากรรมอย่างร้ายแรง และขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

    ดังนั้น เจตนาของผู้ต้องหาคือกระตุ้นเตือนต่อบุคคลซึ่งอ้างตัวว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้ความรุนแรงในการคุกคามและทําร้ายต่อประชาชนในรูปแบบการทําร้ายร่างกาย บังคับสูญหาย และการฆาตกรรม ผู้ต้องหามิได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์

    2. นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช.จนถึงปัจจุบัน ได้ตรากฎหมายหลายฉบับที่ขยายพระราชอํานาจของสถาบันพระมหากษัตริย์จนเกินไปกว่ารูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และแตกต่างจากพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนอย่างมาก ทั้ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560, พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ก.โอนอัตรากําลังพลและงบประมาณฯ พ.ศ. 2562 ย่อมส่งผลเป็นที่คลางแคลงใจต่อประชาชน

    3. นอกจากนี้นับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช.จนถึงปัจจุบัน ได้มีการเพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมากอย่างมีนัยยะสําคัญ ผู้ต้องหาเห็นว่า การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานของรัฐรวมถึงส่วนราชการในพระองค์ ต้องเปิดแผยรายรับ รายจ่าย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ คํานึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ และที่สําคัญต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยข้อมูลในส่วนนี้เป็นข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานราชการ

    ดังนั้น จึงขอให้พนักงานสอบสวนดําเนินการออกหมายเรียกพยานเอกสารเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ที่กําหนดให้ พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ดังนี้

    1) ออกหมายเรียกพยานเอกสารไปยังสํานักงบประมาณ สํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตั้งแต่ พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน

    2) ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยานเอกสารไปยังสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รัฐสภาอนุมัติประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจํา พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน

    3) ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยานเอกสารไปยังสํานักงานองคมนตรี สํานักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ เพื่อสอบถามถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงการจัดสรรงบประมาณ การใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละประเภท และงบประมาณคงเหลือของแต่ละประเภท ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน

    (อ้างอิง: คำให้การเพิ่มเติม คดีอาญาที่ 18/2564 กก.3 บก.ปอท. ลงวันที่ 24 ก.พ. 2564)
  • พนักงานสอบสวน บก.ปอท.ได้โทรศัพท์นัดหมายให้ชลธิชาไปพบ เพื่อส่งตัวพร้อมสํานวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ แต่เนื่องจากชลธิชาติดภารกิจที่ได้นัดหมายไว้ก่อนล่วงหน้า จึงส่งหนังสือเลื่อนนัดส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการ ไปเป็นวันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 10.00 น.
  • ชลธิชาเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อส่งตัวให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ตามนัดหมาย อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 27 ธ.ค. 2564

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชลธิชา แจ้งเร็ว

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์