ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.2150/2564

ผู้กล่าวหา
  • รัฐธนภักษ์ สุวรรณรัตน์ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ.2150/2564
ผู้กล่าวหา
  • รัฐธนภักษ์ สุวรรณรัตน์

ความสำคัญของคดี

"สามเณรโฟล์ค" หรือสหรัฐ สุขคำหล้า นักศึกษาปริญญาตรีจากวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาชิกแนวร่วมราษฎรศาลายาเพื่อประชาธิปไตย ถูกรัฐธนภักษ์ สุวรรณรัตน์ ประชาชนทั่วไป แจ้งความดำเนินคดีฐาน "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีร่วมปราศรัยในม็อบ #บ๊ายบายไดโนเสาร์ ที่จัดโดยกลุ่ม ‘นักเรียนเลว’ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 โดยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กล่าวว่าจะนำมาตรา 112 กลับมาบังคับใช้ เชื่อมโยงไปถึงกษัตริย์

นับเป็นนักบวชในพุทธศาสนารายแรกที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

รพีพัฒน์ ภักดีวงศ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า

ขณะเกิดเหตุประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 10 ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 จําเลยได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ด้วยการขึ้นกล่าวปราศรัยในหัวข้อ “อํานาจที่มองไม่เห็น” แก่ประชาชนทั่วไปประมาณ 500 คน ที่เข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะทางการเมือง ชื่อกิจกรรมว่า “บ๊ายบายไดโนเสาร์” ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มนักเรียนเลว” ที่ถนนพระรามที่ 1 บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) สถานีสยาม แขวงปทุมวัน

การชุมนุมมีวัตถุประสงค์ในการจัดการชุมนุมสาธารณะทางการเมืองนี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษาและปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางการเมืองของนักเรียน นักศึกษา ผ่านการสะท้อนปัญหาจากเยาวชน

จําเลยขณะขึ้นปราศรัยโดยกล่าวข้อความตอนหนึ่งว่า “...เมื่อคุณได้เข้าไปที่วัด คุณมักจะเห็นการเทศน์ของพระสงฆ์ แต่คุณไม่เคยตั้งคําถามหรือถามพระสงฆ์กลับไปว่า สิ่งที่พระสงฆ์สอนนั้นมันถูกจริงหรือไม่ ทําไมการที่พูดถึงพระราชานั้นจะต้องพูดถึงแค่ด้านดีอย่างเดียว ทําไมเราไม่พูดถึงภัยของพระราชาบ้างครับ…” ซึ่งคําว่าพระราชา หมายถึง พระมหากษัตริย์ ข้อความดังกล่าวจึงทําให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือประชาชนทั่วไปซึ่งได้รับฟังหรืออ่านข้อความนั้นเข้าใจว่า รัชกาลที่ 10 เป็นบุคคลผู้ทรงน่ากลัว หรือเป็นบุคคลผู้ทรงอันตรายที่จะนําพามาซึ่งความเดือดร้อนแก่ประเทศ

และมีข้อความตอนหนึ่งว่า “…พล.อ. ประยุทธ์ ได้บอกว่า เนี่ย จะมีการใช้กฎหมายทุกมาตรา แม้กระทั่ง 112 ถ้าคุณพูดแบบนี้ปุ๊บเนี่ย พระมหากษัตริย์จะผิดคําสัญญาหรือคําซื่อสัตย์นะครับ เพราะกษัตริย์ตรัสว่า จะไม่ใช้ 112 กับมวลชน และมันมีที่มาบอกว่า กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคํา ถ้าคุณยังใช้ ม.112 เนี่ย แสดงว่าคุณยังเป็นกษัตริย์อยู่หรือไม่…”

ข้อความดังกล่าวทําให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือประชาชนทั่วไปซึ่งได้รับฟังหรืออ่านข้อความนั้นเข้าใจว่า รัชกาลที่ 10 ทรงตรัสว่า ไม่ให้ใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 มาดําเนินคดีกับผู้ที่ล่วงละเมิดสถาบัน และภายหลังกลับคําให้มาใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 บังคับแก่ประชาชน ทําให้ประชาชนเข้าใจรัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์ที่ไม่น่าเคารพเชื่อถือ ไม่มีสัจจะวาจา ไม่รักษาคํามั่นสัญญา และทําให้เข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 ทรงเข้ามาแทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง อันเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทําให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจําเลยมีเจตนาทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทย และอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ. 2150/2564 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 11.10 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน สามเณรสหรัฐพร้อมทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ในฐานความผิด “หมิ่นประมาทกษัตริย์”

    ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนมีการออกหมายเรียกครั้งแรก เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่สามเณรสหรัฐไม่เคยได้รับหมาย กระทั่งได้รับหมายเรียกครั้งที่ 2 ลงวันที่ 30 มิ.ย. 2564 จึงได้นัดหมายเข้ารับทราบข้อหา

    พ.ต.ต.ปรวีร์ สุขพงษ์ สารวัตร (สอบสวน) สน.ปทุมวัน บก.น.6 บช.น. แจ้งพฤติการณ์แก่สามเณรสหรัฐ โดยสรุปดังนี้

    เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 รัฐธนภักษ์ สุวรรณรัตน์ ผู้กล่าวหาได้ตรวจพบเฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี “SEND สดจากแหล่งข่าว” ได้มีการเผยแพร่เทปบันทึกคำปราศรัยของสามเณรสหรัฐ ซึ่งได้ปราศรัยบนเวทีที่บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม ต่อหน้าผู้เข้าร่วมชุมนุมจํานวนมาก ในหัวข้อ “อํานาจที่มองไม่เห็น” ในการชุมนุมของกลุ่ม ‘นักเรียนเลว’ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 เมื่อเวลาประมาณ 20.50 น.

    ผู้กล่าวหาอ้างว่าสามเณรสหรัฐได้กล่าวปราศรัย ซึ่งมีข้อความสำคัญว่า “ทำไมการพูดถึงพระราชานั้นจะต้องพูดถึงแค่ด้านดีอย่างเดียว ทำไมเราไม่พูดถึงภัยของพระราชาบ้างครับ”

    และ “พลเอกประยุทธ์ บอกว่า เนี่ย จะมีการใช้กฎหมายทุกมาตรา แม้กระทั่ง 112 ถ้าคุณพูดแบบนี้ปุ๊ปเนี่ย พระมหากษัตริย์จะผิดคำสัญญาหรือคำสัตย์นะครับ เพราะกษัตริย์ตรัสว่าจะไม่ใช้ 112 กับมวลชน และมันมีที่มาบอกว่า กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ถ้าคุณยังใช้ มาตรา 112 เนี่ย แสดงว่าคุณยังเป็นกษัตริย์อยู่หรือไม่”

    ผู้กล่าวหาเห็นว่าข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อรัชกาลที่ 10 จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดําเนินคดีกับผู้ต้องหา

    พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    สามเณรสหรัฐให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายในวันที่ 2 ส.ค. 2564 พร้อมทั้งปฏิเสธลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาด้วย หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับทราบข้อหา พนักงานสอบสวนได้ให้ปล่อยตัวสามเณรสหรัฐไป โดยไม่มีการควบคุมตัวไว้

    ++ตัวแทนสำนักงานพุทธศาสนา ยื่นมติของมหาเถรสมาคม ให้สามเณรสึก++

    หลังรับทราบข้อกล่าวหา ตัวแทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งถือมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2564 มารออยู่ตั้งแต่ต้น ได้เข้าแจ้งให้สามเณรสหรัฐสึก มีเนื้อหาระบุว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2564 เลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้เสนอว่า สามเณรสหรัฐได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง ซึ่งเป็นการขัดคําสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณร เกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ. 2538

    ทั้งในระหว่างที่เข้าร่วมการชุมนุมยังแสดงพฤติกรรมอันเป็นการละเมิดองค์แห่งพระวินัยปิฎก ภาค 1 เรื่องลงทัณฑกรรมแก่สามเณร และแห่งนาสนะ 10 กล่าวติพระธรรม กล่าวติพระสงฆ์ มีความเห็นผิด มีการปฏิบัติตนที่ไม่เหมาะสมในความเป็นสมณะแห่งพระพุทธศาสนา มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระสังฆราช ใส่ความคณะสงฆ์ให้เสื่อมเสีย หรือแตกแยก เจ้าอาวาสวัดดอนไชย จังหวัดพะเยา ได้มีคําสั่งให้ออกจากวัดที่สังกัด เนื่องจากไม่อยู่ในโอวาท ไม่ให้ความเคารพเชื่อฟังเจ้าอาวาสแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563

    ในการนี้ สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนําเสนอมหาเถรสมาคม เพื่อโปรดพิจารณาดําเนินการให้เป็นไปตามแนวทางการลงทัณฑกรรมแก่สามเณร และแจ้งให้เจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดทราบ โดยมหาเถรสมาคมมีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยทันที

    อย่างไรก็ตาม ทนายความได้พูดคุยกับตัวแทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการ เนื่องจากสามเณรสหรัฐไม่ได้สังกัดวัดดอนไชย คำสั่งให้ออกจากวัดจึงไม่มีผล และทำให้ไม่สามารถบังคับจับสึกได้

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ปทุมวัน ลงวันที่ 7 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/31867)
  • สามเณรสหรัฐเดินทางไปตามนัดของพนักงานสอบสวน เพื่อส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 10.00 น.
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 26 ต.ค. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปเป็นวันที่ 25 พ.ย. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 28 ธ.ค. 2564
  • สหรัฐซึ่งลาสิกขาบทแล้ว เข้ารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งอัยการตามนัด โดยอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีและยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในฐานความผิด "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กล่าวหาว่าคำปราศรัยในหัวข้อ “อํานาจที่มองไม่เห็น” ในกิจกรรม “บ๊ายบายไดโนเสาร์” จัดโดย “กลุ่มนักเรียนเลว” บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทําให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจําเลยมีเจตนาทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทย และอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

    ท้ายฟ้อง อัยการระบุว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3042/2564 ของศาลแขวงพระนครเหนือ (คดีชุมนุมซ้อมต้านรัฐประหาร เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2563 ที่ห้าแยกลาดพร้าว) และขอให้ศาลนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวด้วย

    อย่างไรก็ตาม อัยการไม่คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยนระหว่างพิจารณาคดี โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

    ภายหลังศาลรับฟ้อง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยหลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นหลักทรัพย์จากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยร่วมการชุมนุมอันอาจทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองอีก, ห้ามกระทำการใดๆ อันจะทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาต โดยให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยเคร่งครัด

    ศาลได้กำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 7 ก.พ. 2565 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ. 2150/2564 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/39730)
  • สหรัฐพร้อมทั้งทนายความ และผู้ที่เดินทางมาให้กำลังใจ เข้าร่วมการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 402 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในช่วงเวลาราว 10.10 น. ศาลได้อธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และจำเลยให้การปฏิเสธ

    ต่อมาจึงเริ่มกระบวนการตรวจพยาน อัยการแถลงว่าคดีนี้โจทก์จะขอนำสืบพยานทั้งหมด 18 ปาก ในจำนวนนี้ เป็นตัวผู้แจ้งความ 1 ปาก, เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด 9 ปาก จาก 5 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ สน.บางยี่ขัน, สน.ปทุมวัน, กองบังคับการปราบปรามการกระทําผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (บก.น.6) และกองพิสูจน์หลักฐานกลาง

    อัยการแถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละรายที่จะเข้ามาเบิกความต่างมีส่วนร่วมในคดีในหลายหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้สังเกตการณ์และตรวจสอบว่ามีการชุมนุม, สายสืบ, เจ้าหน้าที่ที่รับหน้าที่ถอดเทป, เจ้าหน้าที่ที่จะมาให้ความหมายเกี่ยวกับรหัส 904 ซึ่งจำเลยได้ปราศรัยถึงในการชุมนุม, ผู้ตรวจบันทึกหลักฐานภาพเคลื่อนไหวว่ามีการตัดต่อหรือไม่, เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊ก รวมไปถึงพนักงานสอบสวนในคดี

    นอกจากนั้น ยังมีพยานบุคคลทั่วไปที่จะมาให้ความเห็น รวม 6 ราย โดยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ 2 ราย รายหนึ่งจะมาให้การในฐานะตัวแทนจากสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ในขณะที่อีกรายคือ “อานนท์ นิด้า” หรือ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ โจทก์ยังระบุอีกว่า จะนำพยานวัตถุรวม 20 ชิ้น เข้าร่วมในการสืบ

    ทางด้านฝ่ายจำเลย ระบุต่อคู่ความและศาลว่า ประสงค์จะสืบพยานจำเลยทั้งหมด 4 ปาก ได้แก่ ตัวจำเลยเอง, นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา จะมาให้การในประเด็นเรื่องการปราศรัยของสามเณรฯ, เจ้าหน้าที่จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) จะมาให้การในประเด็นเรื่องปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 ในประเทศไทย, และนักสิทธิมนุษยชนจากองค์กรระหว่างประเทศ จะมาให้การในประเด็นปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 เทียบกับกรณีการบังคับใช้กฎหมายรูปแบบเดียวกันในต่างประเทศ

    จำเลยแถลงแนวทางการต่อสูคดีว่า ได้ปราศรัยข้อความตามฟ้องจริง แต่ไม่ได้มีลักษณะดูหมิ่นหรือใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ตามที่โจทก์ฟ้องและเนื่องจากไม่มีการฟ้องข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมเข้ามา มีแต่เพียงข้อหา มาตรา 112 จึงขอให้ตัดการสืบพยานโจทก์ปาก พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย ผู้กำกับ สน.ปทุมวัน ซึ่งทำหน้าที่รับแจ้งการชุมนุมสาธารณะ และเป็นผู้แจ้งข้อกฎหมายในวันที่มีการชุมนุม และอีกปากที่ถูกตัดออกคือ พ.ต.ท.ไพรัช พรมวงศ์ รอง ผกก.3 บก.ปอท. รับหน้าที่ตรวจสอบเฟซบุ๊กที่เผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวการปราศรัยของสหรัฐ แต่เนื่องจากสำนักงานใหญ่ของเฟซบุ๊กอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จึงไม่สามารถตรวจสอบตัวตนได้ จึงเหลือสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 16 ปาก ใช้เวลาสืบ 4 นัด ในขณะที่พยานจำเลย สืบตามเดิมทั้งหมด 4 ปาก ใช้เวลา 1 นัด กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 14 – 17 มี.ค. 2566 สืบพยานจำเลยในวันที่ 21 มี.ค. 2566

    ++“ทิดโฟล์ค” ยืนยัน ปราศรัยในเรื่องหลักการศาสนา ระบุต้องมีการพูดอย่างรอบด้าน ไม่ใช่สรรเสริญแต่เพียงอย่างเดียว++

    ภายหลังจากเสร็จกระบวนการตรวจพยานและกำหนดนัดสืบพยาน อดีตสามเณรโฟล์คให้สัมภาษณ์ว่า “ระหว่างที่มีการพิจารณา อัยการได้แถลงต่อศาลว่า ‘คดีนี้เป็นคดีสำคัญมาก’ ตอนแรกจะมีการสืบในประเด็นเรื่องการชุมนุม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ทั้งๆ ที่ข้อหามีแค่มาตรา 112 อัยการได้ขอให้ทำการสืบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาห้ามปรามการชุมนุมด้วย ซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน ผมยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องที่ขึ้นปราศรัย แต่ข้อความที่ปราศรัยไม่ได้มีเนื้อหาหมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด”

    “สิ่งที่ติดในใจคือการที่อัยการบอกว่าคดีนี้เป็นคดี ‘สำคัญ’ ทั้งๆ ที่ทุกคดีของประชาชนทุกควรเป็นสิ่งสำคัญอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องมาเน้นหนักในคดีนี้ ทั้งที่ควรจะต้องให้ความสำคัญเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะกับคดีทางการเมือง”

    “ในส่วนของคดี วันที่ขึ้นปราศรัย ผมเองก็เตรียมตัวมาประมาณหนึ่ง ได้พูดถึง ‘อำนาจที่มองไม่เห็น’ การใช้อำนาจอ่อน (ซอฟต์ พาวเวอร์ – Soft Power) ที่ถูกปลูกฝังเข้ากับคนที่เข้าวัดทำบุญ พระเองก็มีการท่องบทสวดที่มีเนื้อหาสรรเสริญองค์พระราชาและพระราขินี ผมก็เลยตั้งคำถามว่า ทำไมเราพูดแต่ในส่วนที่ดี แต่ทำไมเราถึงไม่พูดในส่วนที่เป็นข้อเสียเลย พูดถึงภัยของพระราชาบ้าง ทั้งๆ ที่มีบทสวดที่เกี่ยวข้องกับภัยของพระราชาในพุทธศาสนา อย่างบทขัดรตนสูตร แต่ทำไมกลับไม่ถูกเอามาพูด หรือนำมาสอน”

    “ในส่วนของภาคเหนือ จะมีคำสอนในบทเทศน์ช่วงเข้าพรรษา ตอนขึ้นธรรมาสน์ จะมีการสอนเรื่องภัยของพระราชา หรือแม้แต่นิทานชาดก ว่าด้วยเรื่องว่าพระราชามีภัยอย่างไร มีอำนาจอย่างไร มีเรื่องที่ผมเคยเทศน์เกี่ยวกับพระราชาในชาดกว่า ไปฆ่าพ่อฆ่าแม่คนอื่น ลูกที่เกิดมาของเขาก็พยายามจะล้างแค้น ปลอมตัวเองไปสอบเป็นทหารมหาดเล็ก จนได้ใกล้ชิดกับพระราชา ตอนท้ายของชาดก สุดท้ายสองฝ่ายก็ไม่ถือโทษโกรธแค้นด้วยเพราะความเมตตา ที่จะสื่อคือ มันมีเรื่องการสอนเกี่ยวกับผลกรรม ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร ชาดกพยายามสอนเรื่องเมตตา สอนเรื่องภัยของพระราชาด้วย ยังมีการพูดถึงในมุมอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่สรรเสริญอย่างเดียว”

    ในส่วนของทิศทางของคดี โฟล์คเล่าว่า เขายังอาจสะท้อนความรู้สึกไม่ได้มาก เพราะยังไม่เห็นกระบวนการสืบพยานโจทก์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขายืนยันชัดเจนว่าการบังคับใช้มาตรา 112 นั้นมีปัญหา ทั้งด้วยความเปิดกว้างในเรื่องของการตีความ รวมไปถึงการให้อำนาจใครก็ตาม ทั้งๆ ที่คนนั้นไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แจ้งความดำเนินคดี เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองกันต่อไป

    “คงต้องรอดูในชั้นสืบพยานก่อนว่าพยานโจทก์ให้การเกี่ยวกับคดีอย่างไร แล้วเขามองว่ามันมีความผิดอย่างไร เพราะมาตรา 112 มันตีความได้ค่อนข้างกว้าง ทำให้เราเห็นได้ไม่ชัดเจนว่าศาลจะตีความในรูปแบบไหน การพูดแบบไหนถือว่าเข้าข่ายหมิ่นฯ เพราะเราก็ปราศรัยในเรื่องของหลักการของศาสนา ว่ามันมีการพูดถึงพระราชาในรูปแบบนั้นจริงๆ ตอนที่พูด ผมก็ยังเป็นเณรอยู่ เป็นการพูดเกี่ยวกับหลักคุณธรรมจริยธรรมทั่วไป”

    “นอกจากเรื่องความกว้างสำหรับพื้นที่การตีความ มาตรา 112 ยังกำหนดให้ใครแจ้งความเดำเนินคดีก็ได้ แม้ไม่ใช่คู่กรณี อย่างคดีผม คนแจ้งความเขาก็เป็นประชาชนทั่วไปที่ผมไม่รู้จักด้วยซ้ำ อนาคต เราอาจต้องรอดูต่อไปว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร”

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ. 2150/2564 ลงวันที่ 7 ก.พ. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40297)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สหรัฐ สุขคำหล้า

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สหรัฐ สุขคำหล้า

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์