ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ. 717/2564

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผกก.สน.ชนะสงคราม (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 717/2564
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผกก.สน.ชนะสงคราม

ความสำคัญของคดี

นรินทร์ (สงวนนามสกุล) ติวเตอร์วัย 31 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ติดสติกเกอร์ “กูkult” บนรูปของรัชกาลที่ 10 ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลฎีกา ระหว่างการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563 ที่สนามหลวง และถูกดำเนินคดีข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเหตุดังกล่าว นรินทร์ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ในชั้นสอบสวนนรินทร์ไม่ได้ถูกควบคุมตัว และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี โดยวางเงินสด 100,000 บาท จากกองทุนดาตอร์ปิโดเป็นหลักประกัน

คดีนี้เป็นอีกกรณีที่เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมตีความและบังคับใช้มาตรา 112 ไปอย่างกว้างขวาง จนกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกโดยสันติที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศให้การรับรอง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

ธีรารัตน์ บุตรโพธิ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 บรรยายคำฟ้องระบุว่า

ขณะเกิดเหตุประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 2 และมาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ตามลำดับ

ต่อมา เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563 เวลากลางคืน จําเลยได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนําสติกเกอร์ มีอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คําว่า “กูkult” ไปติดไว้ที่บริเวณพระพักตร์ตรงพระเนตรทั้งสองข้างของพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อันเป็นการกระทำที่มิบังควร จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือกระทําให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทต่อพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจำเลยมีเจตนาทำลาย ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนชาวไทย และอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 717/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 13.00 น. ที่ สน.ชนะสงคราม นรินทร์เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ตามหมายเรียกผู้ต้องหา จากเหตุที่ถูกกล่าวหาว่า ติดสติกเกอร์ “กูkult” บนรูปภาพของกษัตริย์รัชกาลที่ 10 ในระหว่างการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อ 19 ก.ย. 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง โดยวันนี้มีกลุ่ม #FreeArts พร้อมประชาชนมาให้กำลังใจที่หน้า สน.

    ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นรินทร์เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมที่บ้านพักตามหมายจับในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก “กูkult” ซึ่งได้เผยแพร่ข้อความเสียดสีสถาบันกษัตริย์จำนวน 3 โพสต์ โดยเขาถูกควบคุมตัวระหว่างการสอบสวนอยู่ที่ สน.ทุ่งสองห้อง และกองบังคับปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เป็นเวลา 2 วัน ก่อนศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 100,000 บาท เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2563

    สำหรับคดีติดสติกเกอร์นี้ พ.ต.ท.โชคอํานวย วงษ์บุญฤทธิ์ รองผู้กำกับ (สอบสวน) สน.ชนะสงคราม แจ้งพฤติการณ์ให้นรินทร์ทราบโดยสรุปว่า

    พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้กล่าวหา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจทุกฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้ออกเดินทางไปสังเกตการณ์ สืบสวนหาข่าวเรื่อยมา และพบกลุ่มมวลชนรวมตัวกันจัดกิจกรรมที่ใช้ชื่อเรียกว่า “19กันยาทวงคืนอํานาจราษฎร” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง

    ในวันเดียวกัน เวลา 19.00 น. ทราบเหตุจากเจ้าหน้าที่ตํารวจฝ่ายสืบสวนว่า มีบุคคลนําสติกเกอร์มีอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คําว่า “กูkult” ไปติดบริเวณพระพักตร์ตรงพระเนตรทั้งสองข้างของพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 10 ที่ตั้งไว้ที่บริเวณประตูทางเข้าของศาลฎีกา จึงออกทําการสืบสวนติดตามหาตัวบุคคลที่นําสติกเกอร์ดังกล่าวไปติด

    จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เชื่อว่านรินทร์เป็นผู้นำสติกเกอร์ “กูkult” ไปติด ผู้กล่าวหาจึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับนรินทร์ตามกฎหมาย

    พนักงานสอบสวนเห็นว่า การกระทำของนรินทร์ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 10 เป็นการกระทำมิบังควร จาบจ้วง ล่วงเกิน หรือกระทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทต่อองค์พระมหากษัตริย์ เป็นการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์

    ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นรินทร์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะให้การเป็นหนังสือและยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง โดยปฏิเสธลงลายมือชื่อในท้ายบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและบันทึกประจำวัน จากนั้นพนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวไว้ โดยจะนัดวันส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้อัยการอีกครั้ง

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ชนะสงคราม ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/24341)
  • นรินทร์เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนตามที่มีหมายเรียกนัดส่งตัวให้อัยการในวันนี้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 รับสำนวนสอบสวนและตัวผู้ต้องหาไว้และกำหนดวันนัดฟังคำสั่งอัยการวันที่ 2 ก.พ. 2564 เวลา 10.00 น.
  • อัยการเลื่อนนัดฟังคำสั่งออกไปเป็นวันที่ 4 มี.ค. 2564 เวลา 10.00 น. เนื่องจากต้องส่งสำนวนคดีให้แก่อัยการสูงสุดพิจารณา
  • อัยการเลื่อนนัดฟังคำสั่งออกไปเป็นวันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • เวลา 10.00 น. ธีรารัตน์ บุตรโพธิ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 นำตัวนรินทร์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา รัชดา ในความผิดฐาน “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังนรินทร์เข้าฟังคำสั่งอัยการตามนัด และอัยการมีคำสั่งฟ้อง

    หลังศาลรับฟ้อง ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยเงินสด 150,000 บาท จากกองทุนดาตอร์ปิโด ต่อมา​ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวนรินทร์ในวงเงิน 100,000 บาท ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีข้อเท็จจริงอันควรสงสัยว่าจำเลยจะหลบหนีหรือก่อเหตุร้ายอื่น

    หลังศาลรับฟ้อง และตำรวจศาลนำตัวนรินทร์ไปควบคุมตัวที่ห้องเวรชี้ ทนายจำเลยพร้อมครอบครัวได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยวางเงินสด 150,000 บาท จากกองทุนดาตอร์ปิโด เป็นหลักประกัน และมีพี่ชายของนรินทร์เป็นนายประกัน

    คำฟ้องของอัยการระบุว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563 จําเลยได้หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ด้วยการนําสติกเกอร์คำว่า “กูkult” ไปติดไว้ที่บริเวณพระพักตร์ตรงพระเนตรทั้งสองข้างของพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 อันเป็นการกระทำที่มิบังควร จาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ทําให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้

    พนักงานอัยการได้คัดค้านการให้ประกันตัว โดยอ้างว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และเป็นคดีเกี่ยวกับ “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”

    ต่อมา เวลา 15.00 น. มุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีค้ามนุษย์ มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนรินทร์ระหว่างพิจารณาคดี โดยใช้วงเงิน 100,000 บาท เป็นหลักประกัน ระบุเหตุผลว่า พิเคราะห์แล้วไม่มีข้อเท็จจริงอันควรสงสัยว่าจำเลยจะหลบหนีหรือก่อเหตุร้ายอื่น นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 3 พ.ค. 2564

    คดีนี้นับเป็นคดีแรกที่อัยการยื่นฟ้องนรินทร์ในข้อหามาตรา 112 หลังเขาถูกดำเนินคดีที่สืบเนื่องกับเพจเฟซบุ๊ก “กูkult” รวม 3 คดี เป็นคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 1 คดี โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ “กูkult” โพสต์ข้อความเสียดสีอดีตกษัตริย์จำนวน 3 โพสต์ ในปี 2562 ล่าสุดเป็นคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งนรินทร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ “กูkult” โพสต์ข้อความและรูปตัดต่อที่มีลักษณะต่อต้านสถาบันกษัตริย์ 12 โพสต์ ในปี 2563 เพิ่งเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 717/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/27505)
  • ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังแล้ว นรินทร์ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ตามคําให้การที่ยื่นต่อศาลฉบับลงวันที่วันนี้

    อัยการแถลงขอส่งพยานเอกสารรวม 24 ฉบับ มีพยานบุคคลที่จะสืบ รวม 17 ปาก ได้แก่ ผู้กล่าวหา ตำรวจที่สืบสวนหาข่าว 6 ปาก พยานที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับความผิดคดีนี้ 6 ปาก เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบเฟซบุ๊ก 2 ปาก และพนักงานสอบสวนคดีนี้ 2 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 4 นัด ด้านจําเลยแถลงประสงค์สืบพยานรวม 4 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 1 นัดครึ่ง

    นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 22-25 ก.พ. 2565 และสืบพยานจำเลยวันที่ 1-2 มี.ค. 2565

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 717/2564 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2564)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
นรินทร์ (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
นรินทร์ (สงวนนามสกุล)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์