ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม
ดำ อ. 2888/2564

ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่แจ้งการชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (มาตรา 215)
  • ไม่เลิกชุมนุมมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 216)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.จราจรฯ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • กีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385)

หมายเลขคดี

ดำ อ. 2888/2564
ผู้กล่าวหา
  • วราวุธ สวาย

ความสำคัญของคดี

นักกิจกรรม "ราษฎร" 8 ราย ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, "บอย" พงศธรณ์ ตันเจริญ และ "แอมป์" ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และข้อหาเกี่ยวกับการชุมนุมอีกหลายข้อหา หลังร่วมชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 และขึ้นปราศรัยตั้งคำถามกรณีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ออกกฎหมายหลายฉบับทำให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลายเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยมีประชาชนเป็นผู้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี

หลังอัยการยื่นฟ้อง ศาลอาญาไม่ให้ประกันอานนท์, พริษฐ์ และภาณุพงศ์ ระหว่างพิจารณาคดี อ้างเหตุว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ประกอบกับจำเลยถูกดำเนินคดีซ้ำกันหลายคดี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เชื่อว่าจะก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือหลบหนี

เป็นอีกกรณีที่สะท้อนปัญหาสำคัญของการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ใครก็ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ทำให้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมืองอย่างกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

วรพนธ์ ด่านวิวัฒน์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า

1. เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 จำเลยกับพวกได้ร่วมกันประกาศชักชวนประชาชนให้มาร่วมชุมนุมทางการเมืองที่มีชื่อว่า #25พฤศจิกา หรือ #25พฤศจิกาไปSCB ที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านทางบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยและผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และ “เยาวชนปลดแอก” มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องทวงคืนทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์หรือทรัพย์สินที่ควรเป็นของชาติหรือของราษฎรทุกคน โดยมีข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ และองคาพยพพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไป เพราะมีที่มาไม่ถูกต้อง และเพื่อเปิดทางให้ประเทศไทยกลับสู่ครรลองของระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากประชาชน และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ที่มีความหมายว่าทำให้ดีขึ้นและให้กลับมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศหลุดพ้นวิกฤตินี้ได้ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อ ผกก.สน.พหลโยธิน

2. ในวันเกิดเหตุ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 8,000 คน โดยมีการปราศรัยผ่านเครื่องกระจายเสียง ซึ่งมีใจความสำคัญในลักษณะว่าสถาบันกษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติและทรงใช้ภาษีของประชาชนเพื่อประโยชน์ของส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์และส่วนพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนที่ร่วมชุมนุมเสื่อมศรัทธาสถาบันกษัตริย์ เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองของฝ่ายบริหาร อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และเป็นการชุมนุมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคติดต่อโควิด-19 โดยจำเลยไม่ได้จัดให้มีมาตรการป้องกัน

3. วันเกิดเหตุ จำเลยยังร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะและกีดขวางการจราจร โดยการนำกลุ่มผู้ชุมนุมเดินไปตามช่องทางจราจร นำแผงเหล็กและกรวยยางวางกั้น ปิดการจราจร ตั้งเวที จนอาจเป็นอุปสรรคต่อความสะดวกในการจราจรของประชาชนทั่วไป ทั้งจำเลยยังร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าเพื่อปราศรัยแก่ประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต

4. วันเกิดเหตุ จำเลยได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ด้วยการจัดชุมนุมและปราศรัยปลุกระดมผู้ร่วมชุมนุม เพื่อให้ผู้ร่วมชุมนุมตะโกน ด่าทอ แสดงความไม่พอใจโดยเขียนหรือพ่นสีลงกระดาษ แผ่นป้าย กำแพงทางลอดอุโมงค์ หรือช่องทางจราจร เมื่อ ผกก.สน.พหลโยธิน สั่งให้จำเลยและผู้ร่วมชุมนุมยุติการชุมนุม แต่จำเลยยังคงขัดขืน

5. จำเลยยังได้ร่วมกันหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และยุยงปลุกปั่นเพื่อให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่องถึงขนาดก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร โดยแบ่งหน้าที่กันทำ กล่าวคือ จำเลยได้ผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยและเป็นผู้ดำเนินรายการในระหว่างชุมนุมสาธารณะ ดังนี้

อานนท์ นำภา จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยมีใจความบางช่วงเกี่ยวกับความกังวลที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทูลเกล้าถวายคืนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้องค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียวได้ใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัย

ชินวัตร จันทร์กระจ่าง จำเลยที่ 2 ได้พูดปราศรัยเกี่ยวกับความต้องการอยากเห็นสถาบันกษัตริย์อยู่ในที่ทางที่ถูกต้อง

ภาณุพงศ์ จาดนอก จำเลยที่ 3 ได้พูดปราศรัยเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ การจะไม่ยอมให้ทรัพย์สินของแผ่นดินตกไปเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง

วรรณวลี ธรรมสัตยา จำเลยที่ 4 ได้พูดปราศรัยเกี่ยวกับการที่ประชาชนเสียภาษีให้กับกษัตริย์เฉลี่ยปีละ 430 บาท ต่อคน และพูดแสดงความเห็นว่าหากวันใดที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลง ก็ควรจะลดอัตราการเสียภาษีลงมาให้เกิดความเหมาะสม

พงศธรณ์ ตันเจริญ จำเลยที่ 5 ได้พูดปราศรัยเกี่ยวกับความต้องการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

พรหมศร วีระธรรมจารี จำเลยที่ 6 ได้เป็นผู้ดำเนินรายการ

ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จำเลยที่ 7 ได้ร่วมกันกล่าวคำปราศรัย โดยนำเสนอผ่านการแสดงเพลงฉ่อย ร่วมกับพริษฐ์ ชิวารักษ์

พริษฐ์ ชิวารักษ์ นอกจากร้องเพลงฉ่อยแล้ว ยังปราศรัยถึงการโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

เมื่อบุคคลที่ 3 ได้ฟังคำปราศรัยดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงมีเจตนาเอาทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นของตัวเอง เบียดเบียนเอาภาษีของประชาชนมาเป็นของส่วนตัว ทรงใช้พระราชอำนาจเข้าไปแทรกแซงการเมืองการปกครอง อันเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่ 3 ด้วยข้อความหยาบคาย เป็นเท็จหรือบิดเบือน โดยน่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2888/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 2564 และคดีหมายเลขดำที่ อ. 2932/2564 ลงวันที่ 23 พ.ย. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 10.00 น. ที่ สน.พหลโยธิน นักกิจกรรมกลุ่ม “ราษฎร” 6 ราย ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา นักศึกษามหาวิทยาลัยพะเยา เข้ารับทราบข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์

    นักกิจกรรมทั้ง 6 ราย ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจาก สน.พหลโยธิน ลงวันที่ 15 ธ.ค. 2563 โดยมี พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ พัชรนิตยธรรม รอง ผกก.สส.สน.พหลโยธิน เป็นผู้กล่าวหา และให้ผู้ถูกออกหมายเรียกไปพบกับ พ.ต.ท.พิภัสสร์ พูนลัน สารวัตร (สอบสวน) สน.พหลโยธิน หลังร่วมชุมนุมบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 และปราศรัยตั้งคำถามต่อกรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ออกกฎหมายหลายฉบับที่ส่งผลให้เกิดการรวบทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเข้าเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทั้งหมดเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

    เมื่อกลุ่ม “ราษฎร” ทั้งหก เดินทางถึง สน.พหลโยธิน คณะพนักงานสอบสวนตามคำสั่ง บก.น.2 ที่ 373/2563 ประกอบด้วย พนักงานสอบสวนจาก สน.พหลโยธิน, สน.บางซื่อ, สน.ประชาชื่น และ บก.น.2 แจ้งข้อเท็จจริงที่กล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหกทราบ สรุปใจความได้ว่า ผู้ต้องหาทั้งหกทำหน้าที่ในการชักชวนคนมาร่วมชุมนุม ทำการขึ้นปราศรัย ในกิจกรรมทวงคืนทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์มาเป็นของประชาชน โดยต้องการให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟังการปราศรัยเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เบียดบังเอาทรัพย์สินของแผ่นดินมาเป็นของตนเอง มีการปิดถนนรัชดาภิเษกขาออก ช่วงบริเวณด้านหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สาขาสำนักงานใหญ่ มีการใช้เครื่องขยายเสียง โดยที่การชุมนุมดังกล่าวไม่ได้มีการขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบก่อนจัดให้มีการชุมนุมแต่อย่างใด อีกทั้งเป็นการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด

    พนักงานสอบสวนยังได้ยกเนื้อหาคำปราศรัยบางตอนขึ้นมาบรรยาย พร้อมทั้งระบุว่า คำปราศรัยของผู้ต้องหามีบริบทในเนื้อหาสาระให้ประชาชนทั่วไปฟังแล้วดูหมิ่น เกลียดชังในสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยให้เชื่อตามคำปราศรัยของผู้ต้องหา

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหานักกิจกรรมทั้งหกรวม 8 ข้อหา ดังนี้

    1. ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112)
    2. ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116)
    3. ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215)
    4. เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกการกระทำแต่ไม่เลิก (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216)
    5. ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง (พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 10)
    6. ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะจนเป็นอุปสรรคต่อความสะดวกในการจราจร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385)
    7. ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต (พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4)
    8. ร่วมกันจัดกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย (ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ)

    ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหกให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยทั้งหมดยกเว้นอานนท์ไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา แต่เขียนด้วยถ้อยคำที่เป็นการไม่ยอมรับการดำเนินคดีดังกล่าว เช่น “ไม่ยอมรับ ม.112”, “ยกเลิก 112”, “ไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการศักดินา” และจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือในวันที่ 29 ม.ค. 2564

    หลังรับทราบข้อกล่าวหาในคดีนี้ซึ่งไม่มีการควบคุมตัวโดยตำรวจ คณะพนักงานสอบสวนยังแจ้งข้อกล่าวหานักกิจกรรม 4 ใน 6 คน ได้แก่ อานนท์, พริษฐ์, ชินวัตร และภาณุพงศ์ ในคดีของ สน.พหลโยธิน อีก 1 คดี จากการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563

    คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 7 ราย ผู้ถูกกล่าวหาอีกหนึ่งรายที่ติดธุระไม่ได้มาในวันนี้ คือ พงศธรณ์ ตันเจริญ กลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย โดยขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในภายหลัง

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.พหลโยธิน ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/24348)
  • เวลา 13.00 น. “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ กลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายที่ 7 ในคดีนี้ ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    คณะพนักงานสอบสวนตามคำสั่ง บก.น.2 ที่ 373/2563 แจ้งข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวหาให้พงศธรณ์ทราบ โดยมีใจความเช่นเดียวกับคนอื่น และยกเนื้อหาคำปราศรัยของพงศธรณ์ขึ้นมาบรรยาย โดยระบุว่า พงศธรณ์ได้ขึ้นปราศรัยด้วยถ้อยคำ

    1. “….เป็นตัวแทนของไพร่อยากส่งเสียงดังๆ ว่ามาถึงบ้านมันแล้ว…”
    2. “…คนที่รักษาประชาธิปไตยกลับถูกจับติดคุกถูกลบศักดิ์ศรีและคุณค่าโดยไม่มีชิ้นดีกลับกันคนที่ชูภาพพระบรมฉายาลักษณ์กลับได้ดีเลยทุกตัวเลยพี่น้อง…”
    3. “…ถ้าวันนี้พวกเราจะไปที่ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์รับรองพวกนี้คงคลั่ง…”
    4. “…พวกเราต้องการเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน…”
    5. “…กล่าวหาว่าเราล้มเจ้าล้มสถาบัน เราจะไปล้มเจ้าได้อย่างไร มีวิธีเดียวคือเจ้าเล่นป๊อกเด้งใช่ไหมพี่น้อง…”

    ซึ่งพนักงานสอบสวนเห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวนั้นมีเนื้อหาที่ทำให้ประชาชนทั่วไปฟังแล้วเกิดความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชัง ขาดความศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้แจ้งข้อกล่าวหาพงศธรณ์รวม 8 ข้อหาเช่นเดียวกับคนอื่น พงศธรณ์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือในวันที่ 1 ก.พ. 2564

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.พหลโยธิน ลงวันที่ 4 ม.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/24739)
  • “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมทางการเมืองและบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เดินทางไปตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2564

    ก่อนหน้านี้ นักกิจกรรม 7 ราย ทยอยเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่ตำรวจได้มีการออกหมายเรียกณวรรษมาแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 1 ราย

    พ.ต.ท.พิภัสสร์ พูนลัน สารวัตร (สอบสวน) สน.พหลโยธิน และคณะฯ ระบุพฤติการณ์ที่ดำเนินคดีว่า ณวรรษในฐานะที่เป็นพิธีกรร่วมกับผู้ต้องหาอีก 2 ราย คือ พริษฐ์ ชิวารักษ์ และชินวัตร จันทร์กระจ่าง ได้ร่วมกันกล่าวคําปราศรัยโดยนําเสนอเป็นเพลงฉ่อยโต้ตอบกันผ่านเครื่องขยายเสียง สนทนาเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ มีเนื้อหาสาระที่ล้อเลียนเสียดสี ประชาชนทั่วไปฟังแล้วเกิดความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชังในสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการร่วมกันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จาบจ้วงล่วงเกินต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีเจตนาร่วมกันยุยงให้ประชาชนแสดงออกถึงการวิพากษ์วิจารณ์ และดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

    พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อณวรรษทั้งหมด 8 ข้อกล่าวหา เหมือนคนอื่น ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ และตำรวจได้ทำบันทึกประจำวันแจ้งสิทธิของผู้ต้องหา โดยณวรรษได้เซ็นรับทราบด้วยประโยคว่า #ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมไม่ขอเดชะ พร้อมกับให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะส่งคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน

    ณวรรษถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 คดีนี้เป็นคดีที่ 3 แล้ว และยังได้รับแจ้งว่าเขาถูกออกหมายเรียกคดีมาตรา 112 อีก 1 คดี ที่ยังไม่ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ได้แก่ คดีจากชุมนุมติดตามการจับกุม “นิว สิริชัย” ที่หน้า สภ.คลองหลวง

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.พหลโยธิน ลงวันที่ 10 มี.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/26815)
  • พนักงานสอบสวนนัดนักกิจกรรมทั้งแปดเพื่อส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 20 ส.ค. 2564 ส่วนพริษฐ์ซึ่งพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ส่งตัวให้อัยการ แต่เนื่องจากต้องกักตัวโควิด ทำให้เลื่อนนัดส่งตัวไปก่อน ยังไม่กำหนดนัดใหม่
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนนัดไปวันที่ 27 ก.ย. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง นัดอีกครั้งวันที่ 19 ต.ค. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนนัดไปวันที่ 19 พ.ย. 2564
  • “ฟ้า” พรหมศร, “ไบรท์” ชินวัตร, “ตี้” วรรณวลี, “บอย” พงศธรณ์ และ “แอมป์” ณวรรษ เดินทางไปฟังคำสั่งอัยการ ส่วนอานนท์, "เพนกวิน" พริษฐ์ และ "ไมค์" ภาณุพงศ์ ยังถูกคุมขังในเรือนจำ

    พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้มีคำสั่งฟ้องนักกิจกรรม 7 ราย ได้แก่ อานนท์, ภาณุพงศ์, ชินวัตร, วรรณวลี, พรหมศร, ณวรรษ และพงศธรณ์ และยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116, 215, 216, 385, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 10, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 108, 114, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9

    ท้ายคำฟ้องนอกจากอัยการจะคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งเจ็ดระหว่างพิจารณา อ้างเหตุว่า จำเลยทั้งเจ็ดได้กระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงหลายครั้ง หากปล่อยตัวไปอาจจะกระทำความผิดซ้ำอีก อัยการยังขอให้นับโทษจำคุกอานนท์, ชินวัตร, ภาณุพงศ์, พรหมศร และณวรรษในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นๆ ด้วย

    หลังอัยการนำผู้ต้องหาไปฟ้องต่อศาลอาญา นักกิจกรรมทั้ง 5 คน ที่มาศาลถูกควบคุมตัวไปยังห้องควบคุมตัว และทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้งเจ็ด

    ต่อมา ชาญชัย ณ พิกุล รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้มีคำสั่งให้ประกันเฉพาะชินวัตร, จิรฐิตา, คริษฐ์, วรรณวลี, พงศธรณ์, พรหมศร และณวรรษ โดยให้วางหลักทรัพย์คนละ 100,000 บาท ยกเว้นชินวัตรที่ให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท เนื่องจากถูกตัดสินให้รอลงอาญาในคดีอื่น ทั้งหมดใช้เงินประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ นอกจากนี้ศาลยังกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้งหมดกระทำการในลักษณะเช่นเดียวกับที่ถูกกล่าวหาซ้ำอีก หรือไปร่วมกิจกรรมที่อาจเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์ รวมถึงห้ามเดินทางออกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้มาศาลตามกำหนดนัดโดยเคร่งครัด

    ส่วนอีก 2 จำเลย ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ คือ อานนท์และภาณุพงศ์ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ให้เหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าร้ายแรง ประกอบกับจำเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลนี้ซ้ำกันหลายคดี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เชื่อว่าจะก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือหลบหนีคดี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง”

    ศาลนัดประชุมคดีและตรวจพยานหลักฐานคดีนี้ในวันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 13.30 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้องและคำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2888/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/38263)
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ยื่นฟ้องพริษฐ์ในฐานความผิดเช่นเดียวกับนักกิจกรรมอีก 7 ราย ก่อนหน้านี้ แยกเป็นอีกคดี โดยคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวพริษฐ์ระหว่างพิจารณา และขอให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของพริษฐ์ในคดีอื่นๆ ด้วย

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2932/2564 ลงวันที่ 23 พ.ย. 2564)
  • ทนายความเข้ายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวภาณุพงศ์ในคดีนี้และคดีอื่นๆ ของศาลอาญาอีก 3 คดี ได้แก่ คดีชุมนุมสาดสี-ปาไข่ หน้า ม.พัน 4 รอ. เมื่อ 28 ก.ย. 2563, คดีชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว และคดีชุมนุมเยาวชนปลดแอก เมื่อ 18 ก.ค. 2563

    ต่อมาเวลา 17.17 น. มุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีค้ามนุษย์ มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพียงคดีชุมนุมเยาวชนปลดแอกคดีเดียว ตีราคาประกัน 35,000 บาท ส่วนอีก 3 คดี รวมทั้งคดีนี้มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลเหมือนกันว่า “ที่ประชุมผู้บริหารศาลอาญาพิจารณาแล้ว เห็นว่าคำร้องของผู้ร้อง ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ศาลได้เคยสั่งไว้ จึงมีมติให้ยกคำร้อง”

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2888/2564 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/38421)
  • ทนายความเข้ายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอานนท์ พริษฐ์ และภาณุพงศ์ ในคดีนี้และทุกคดีของศาลอาญาที่มีหมายขัง รวมถึงยื่นประกันจตุภัทร์ด้วย

    ต่อมา พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งเหมือนกันในทุกคำร้อง นัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในวันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 10.00 น. โดยให้เบิกจำเลยไต่สวนทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2888/2564 และ อ. 2932/2564 ลงวันที่ 2 ธ.ค. 2564)
  • ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้พริษฐ์ฟัง และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 7 ก.พ. 2565
  • ทนายความเข้ายื่นคำร้องขอเลื่อนนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวพริษฐ์จากวันที่ 17 ธ.ค. 2564 เป็นวันที่ 8 ธ.ค. 2564 ระบุเหตุผลในการเข้าสอบปลายภาค ศาลมีคำสั่งยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่า ศาลได้แจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลยให้แก่โจทก์และได้กำหนดวันนัดไว้ล่วงหน้าแล้ว ขณะนี้โจทก์ยังไม่ได้ทำคำคัดค้านมายังศาล ประกอบกับการปล่อยชั่วคราวมิได้พิจารณาจากเหตุที่จำเลยต้องทำการสอบเพียงประการเดียว แต่เป็นการพิจารณาถึงการกระทำของตัวจำเลยแต่ละคนเป็นเกณฑ์ ไม่สามารถนำพฤติการณ์และเหตุของบุคคลหนึ่งมาอ้างเป็นเหตุให้ปล่อยชั่วคราวแก่ตนเองได้ กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงวันนัด ให้ยกคำร้อง

    (อ้างอิง: คำร้องขอเลื่อนนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลย ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2932/2564 ลงวันที่ 7 ธ.ค. 2564)
  • ที่ศาลอาญา รัชดาฯ มีนัดไต่สวนคําร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว 4 แกนนำราษฎร ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งถูกขังตามหมายขังระหว่างพิจารณาในคดีชุมนุมต่างๆ และทนายยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าวันนัด ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้เบิกตัวทั้ง 4 คน มาไต่สวนที่ศาล

    บรรยากาศในศาลอาญาช่วงเช้ามีการตั้งจุดคัดกรอง วัดอุณหภูมิ และมีบัตรชั่วคราวสำหรับบุคคลที่จะเข้าร่วมฟังการไต่สวน ส่วนที่ห้องพิจารณา 704 เจ้าหน้าที่ศาลไม่ได้เก็บเครื่องมือสื่อสารเหมือนที่ผ่านมา ทั้งยังให้ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้าร่วมฟังการไต่สวนครั้งนี้ได้ โดยมีผู้สังเกตการณ์จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตการณ์

    เวลา 09.50 น.เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ราว 8 นาย คุมตัวนักกิจกรรมทั้งสี่ในชุดผู้ต้องขังสีน้ำตาลอ่อน สวมหน้ากากอนามัยเข้าห้องพิจารณา ครอบครัวและประชาชนที่มาให้กำลังใจต่างทยอยเข้าไปสวมกอดและทักทาย ในช่วงเวลาที่การพิจารณาคดียังไม่เริ่ม

    ++“เพนกวิน” แถลงอยู่ในคุกเรียนลำบาก ต้องค้นคว้าทำรายงาน หากไม่ส่งอาจไม่จบ พร้อมยินดีรับเงื่อนไขเดียวกับรุ้ง++

    เวลา 10.45 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดี โดยเริ่มไต่สวนคำร้องขอประกันพริษฐ์เป็นอันดับแรก พริษฐ์เบิกความต่อศาลว่า ปัจจุบันตนอายุ 23 ปี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับทุกคดีที่อยู่ในชั้นศาลนั้น ตนได้ให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี ซึ่งทุกคดียังไม่มีการตัดสิน

    ส่วนเรื่องสุขภาพขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ตนเคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้นป่วยมาโดยตลอด ทั้งยังมีโรคประจำตัวเป็นหอบหืดและภูมิแพ้ โดยตนถูกคุมขังมานานกว่า 4-5 เดือนแล้ว และปัจจุบันยังไม่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 แต่อย่างใด

    ด้านคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ตนถูกเพิกถอนประกันโดยไม่มีการไต่สวนในวันที่ 9 ส.ค. 2564 เนื่องจากขณะนั้นตนอยู่ในห้องพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ขณะถูกฝากขังในคดี #ม็อบ2สิงหา เรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มทะลุฟ้าที่หน้า บก.ตชด.ภาค 1

    สำหรับเหตุผลที่มีการยื่นขอประกันต่อศาลในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันเป็นนักศึกษาปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งการส่งเอกสารการเรียนต่างๆ ออกมาจากเรือนจำทำได้อย่างยากลำบาก และช่วงนี้อยู่ในช่วงสอบปลายภาค อีกทั้งยังมีรายงานที่ต้องเก็บข้อมูลและทำการค้นคว้า แต่ตนไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ รวมไปถึงต้นปี 2565 ตนต้องลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษาใหม่ ซึ่งการอยู่ในเรือนจำจะไม่สามารถจัดตารางเรียน และลงทะเบียนเรียนได้ และหากไม่ลงเรียนก็จะไม่จบตามหลักสูตร

    พริษฐ์แถลงอีกว่า หากศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตนยินดีจะปฎิบัติตามเงื่อนไขเดียวกันกับที่ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เคยได้รับการปล่อยตัวเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งย้ำว่า เพื่อให้ศาลมั่นใจว่าตนจะปฎิบัติตามเงื่อนไขของศาล จะขอให้ศาลตั้ง รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่ตนเรียนอยู่ด้วย เป็นผู้กำกับดูแล

    ด้านอัยการโจทก์ถามค้านพริษฐ์ว่า จำได้หรือไม่ว่าหลังจากได้รับการปล่อยตัวถูกกล่าวหาอีกกี่คดี ด้านพริษฐ์ตอบว่า ไม่แน่ใจ จำไม่ได้ ก่อนถูกถามต่อว่า ทราบถึงเหตุผลที่ถูกถอนประกันในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หรือไม่ พริษฐ์ตอบว่า ไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้มีการไต่สวน

    ด้านทนายถามติงว่า หากมีการไต่สวนคำร้องที่ขอเพิกถอนประกัน จำเลยจะอธิบายพฤติการณ์ที่โจทก์อ้างมาเป็นเหตุในการถอนประกันว่าอย่างไร พริษฐ์ระบุว่า จะอธิบายต่อศาลว่า สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถเสื่อมเสียเพียงเพราะคำพูดของตนได้ ส่วนคดีที่ถูกฟ้องเข้ามาใหม่นั้น เป็นคดีเก่าที่เกิดขึ้นก่อนการปล่อยตัวชั่วคราว

    จากนั้นศาลได้ถามพริษฐ์ว่า มีคดีละเมิดอำนาจศาลกี่ครั้ง ด้านพริษฐ์ตอบศาลว่า มี 2 ครั้ง คือ ที่ศาลาอาญา รัชดา และศาลจังหวัดธัญบุรี โดยคดีดังกล่าวศาลได้พิพากษาสั่งขัง 10 วันแล้ว

    ต่อมาเวลา 11.10 น. รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ เข้าเบิกความว่า ตนรู้จักกับพริษฐ์ เนื่องจากจำเลยเป็นนักศึกษาในสาขาวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปัจจุบันจำเลยลงเรียนวิชาการเมืองเปรียบเทียบที่ตนเป็นผู้สอนด้วย

    จำเลยเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบได้คะแนนสูง เกรดเฉลี่ยปัจจุบันยังอยู่ในขอบข่ายที่ได้รับเกียรตินิยม ตอนนี้เป็นช่วงการสอบเก็บคะแนน โดยจำเลยต้องทำงานเก็บคะแนน และต้องทำรายงานด้วย หากศาลให้ประกันยังมีเวลาพอที่พริษฐ์จะไปทำงาน ซึ่งมีกำหนดส่งวันที่ 12 ม.ค. 2565 ได้ และหากศาลตั้งตนเป็นผู้กำกับดูแล ตนก็ยินดี

    ++“อานนท์ นำภา” ชี้ ติดคุกว่าความไม่ได้ ศาลยังคงไม่ได้ประกันตัวคดีอื่น แม้ศาลเคยยกคำร้องขอถอนประกันมาแล้ว++

    เวลา 11.20 น. อานนท์ นำภา เข้าเบิกความว่า ตนจบเนติบัณฑิตรุ่น 62 ประกอบอาชีพทนายความมา 13 ปี ในคดีนี้ตนถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 2564 จนถึงปัจจุบัน ระหว่างถูกคุมขังครั้งก่อน ตนได้ติดโควิดในเรือนจำเมื่อช่วงกลางปี และปัจจุบันยังมีอาการ Long COVID (อาการที่หลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19) ทำให้เหนื่อยง่าย

    กอปรกับการที่ตนประกอบอาชีพทนาย การทำหน้าที่ว่าความในคดีต่างๆ ทำได้ลำบาก เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ หลายคดีต้องเลื่อนการพิจารณา ทั้งที่เดิมในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ตนเป็นจำเลย ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ต่อมามีพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนมายื่นคำร้องขอเพิกถอนประกัน เนื่องจากเห็นว่าผิดเงื่อนไข ที่ตนเข้าร่วมชุมนุมทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสีย ก่อนศาลสั่งให้มีการไต่สวนและยกคำร้องโจทก์ไป โดยวินิจฉัยว่าตนไม่ได้กระทำผิดเงื่อนไข

    เหตุที่ตนไม่ได้ประกัน หลังยื่นขอประกันหลายครั้ง เนื่องจากศาลให้เหตุผลว่าจะไปกระทำความผิดซ้ำ หากแต่ก่อนหน้านั้น ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า การกระทำที่ถูกร้องให้เพิกถอนประกันนั้นไม่ได้เป็นการกระทำผิดเงื่อนไข

    สำหรับคดีที่ถูกฟ้องใหม่ เป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนการไต่สวนถอนประกัน และหลังจากที่ไต่สวนเสร็จแล้ว ตนถูกเพิ่มเงื่อนไขอีก 2 ข้อ คือ ห้ามออกจากเคหสถาน 24 ชั่วโมง และให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) แต่ยังไม่ได้ปฎิบัติตาม เนื่องจากถูกขังตามหมายขังคดีอื่นๆ

    ก่อนศาลถามว่า เคยถูกไต่สวนในคดีละเมิดอำนาจศาลไหม อานนท์ตอบไม่เคย

    ++“ไมค์ ภาณุพงศ์” ชี้ถูกถอนประกันถึง 2 ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง – ศาลอาญากรุงเทพใต้ ให้ประกันคดี 112 แล้ว++

    เวลา 14.30 น. ภาณุพงศ์เข้าเบิกความว่า ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชั้นปีที่ 3 ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องหาเลี้ยงแม่และพี่สาว โดยประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ทุเรียนทอด ตนถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2564 รวมเวลาประมาณ 3 เดือน

    ตนเคยถูกพิพากษาในคดีละเมิดอำนาจศาลของศาลธัญบุรี หลังรับสารภาพ โดยเหตุที่ต้องทำเช่นนั้นเนื่องจากวันดังกล่าว ตนถูกควบคุมตัวโดย คฝ.พยายามจะมาลากเพื่อนของตนไป พวกตนจึงต้องป้องกันตัว โดยศาลได้ลงโทษกักขัง 10 วัน

    ทนายจำเลยถามว่า ในระหว่างที่ถูกคุมขังมีปัญหาสุขภาพอย่างไรบ้าง ภาณุพงศ์ตอบว่า ติดโรคโควิด-19 ถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้ตอนนี้มีอาการหอบ และโรคภูมิแพ้ที่เป็นโรคประจำตัวเดิมมีอาการหนักขึ้น ต้องกินยาทุกวัน เนื่องจากต้องอยู่ในสถานที่ที่จำกัด และจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับวัคซีน

    ภาณุพงศ์เบิกความอีกว่า ในคดีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ตนได้ถูกร้องให้เพิกถอนการประกันตัว แต่หลังจากไต่สวนแล้วศาลมีคำสั่งไม่ถอนประกัน เพียงแต่กำหนดเงื่อนไขเพิ่ม เนื่องจากที่ผ่านมาตนปฏิบัติตามเงื่อนไข ทั้งนี้ ตนเคยถูกร้องให้ศาลเพิกถอนประกันแล้ว 2 ครั้ง แต่ศาลไม่เคยมีคำสั่งให้ถอนประกัน นอกจากนี้ คดีมาตรา 112 อีก 2 คดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลก็อนุญาตให้ประกัน รวมถึงคดีที่อยู่ในศาลนี้ ศาลก็ได้ให้ประกันเช่นเดียวกัน โดยกำหนดเงื่อนไขให้อยู่ในเคหสถานตลอดเวลาเว้นแต่มีเหตุจำเป็น และให้ติด EM ในคดีนี้ตนก็สามารถยอมรับเงื่อนไขข้างต้นได้เช่นเดียวกัน

    ทนายจำเลยถามว่า ถ้าหากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้วจะทำอะไรต่อไป ภาณุพงศ์กล่าวว่า จะกลับไปเรียนและประกอบอาชีพตามเดิม

    ++อนุญาตอัยการยื่นคำคัดค้าน ก่อนนัดฟังคำสั่ง 24 ธ.ค.++

    เวลา 14.45 น. ภายหลังศาลไต่สวนจำเลยทั้ง 4 คนพร้อมทั้งพยานแล้ว ได้กล่าวกับจำเลยว่า จะต้องนำข้อเท็จจริงจากการไต่สวนไปพิจารณาในที่ประชุมของศาล เนื่องจากไม่อยากให้การสั่งปล่อยหรือไม่ปล่อยเป็นการสั่งโดยผู้พิพากษาคนเดียว พร้อมทั้งย้ำว่า อย่าเข้าใจว่าการให้โอกาสไต่สวนในครั้งนี้จะเป็นเหตุให้ปล่อยตัวได้ทันที การอ้างว่าจะต้องกลับไปเรียนหรือกลับไปทำงานไม่ใช่เหตุที่จะนำไปสู่การปล่อยตัว ไม่เช่นนั้นทุกคนที่ถูกขังอยู่ก็คงอ้างได้

    นอกจากนี้ศาลยังกล่าวด้วยว่า ไม่ใช่ว่าจำเลยแถลงยอมรับเงื่อนไขแล้วศาลจะต้องปล่อยตัวเท่านั้น การเสนอเงื่อนไขไม่ใช่เหตุปล่อยตัวอย่างเดียว ศาลจะต้องพิจารณาที่การกระทำ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้ปล่อย จึงจะอนุญาตปล่อยชั่วคราว ไม่ว่าจะสั่งอย่างไร สังคมก็จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อคำสั่งนั้น ศาลจึงต้องให้โอกาสในการเรียกมาไต่สวน

    จากนั้นศาลได้ถามพนักงานอัยการฝ่ายโจทก์ว่า จะคัดค้านคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ก่อนกล่าวว่าอันที่จริงอัยการได้แถลงคัดค้านไว้แล้วก่อนจะมีการไต่สวน อัยการแถลงว่า จะต้องคัดค้านเนื่องจากคดีทั้งหมดเป็นคดีที่มีโทษสูง หากปล่อยตัวเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

    ต่อมา คณะพนักงานอัยการราว 15 คน ได้ปรึกษากันอีกครั้ง ก่อนจะแถลงว่าไม่สามารถแถลงคัดค้านภายในวันนี้ได้ เนื่องจากจำเลยแต่ละคนมีหลายคดี จึงขอทำคำแถลงเป็นเอกสารมายื่นภายในสัปดาห์หน้าซึ่งอาจจะเป็นวันพุธที่ 22 ธ.ค. 2564

    อานนท์ได้ขอแถลงต่อศาลว่า ตนรู้สึกว่าขั้นตอนการไต่สวนค่อนข้างแปลก เนื่องจากเปิดให้มีการไต่สวนแล้ว ยังจะเปิดให้มีการแถลงคัดค้านหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนอีก ซึ่งตนกังวลว่าหากอัยการทำคำแถลงมาแล้วปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงใหม่ ฝ่ายจำเลยก็จะไม่ได้โต้แย้ง จะเป็นเสมือนการตอกฝาโลงตนหรือไม่ จึงขอท้วงติงไว้

    ศาลกล่าวตอบอานนท์ว่า จำเลยอย่าบังคับศาลมากเกินไป ศาลได้ย่นย่อการพิจารณาให้สั้นลงโดยไม่ได้เรียกพนักงานสอบสวนแต่ละคดีมาไต่สวน หรืออานนท์อยากจะให้มีการสืบพยานอีกซัก 2-3 นัด ซึ่งมันก็อาจจะช้าออกไปอีก อานนท์จึงกล่าวว่า การพูดอย่างนี้ก็เหมือนเอาคนที่ถูกคุมขังอยู่เป็นตัวประกัน เพราะเวลาของคนข้างนอกกับคนที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้เท่ากัน

    หลังศาลและจำเลยโต้เถียงเหตุผลกันอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ศาลจึงกล่าวสรุปว่า เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ต้องให้โอกาสทั้งสองฝ่ายเต็มที่ โดยโจทก์ได้ยืนยันว่าจะไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ การทำหนังสือคัดค้านเป็นเพียงการคัดค้านตามปกติ ส่วนฝ่ายจำเลยก็สามารถทำคำแถลงคล้ายกับการทำคำแถลงปิดคดีได้เช่นกันหากประสงค์จะทำ

    ให้พนักงานอัยการยื่นคำคัดค้านคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นหนังสือภายในวันที่ 23 ธ.ค. 2564 และนัดฟังคำสั่งว่าศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ในวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ในเวลา 13.00 น.

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/38980)
  • เวลา 13.30 น. ศาลได้เบิกตัวอานนท์, พริษฐ์ และภาณุพงศ์ รวมทั้งจตุภัทร์ ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีไม่ได้เดินทางมาฟังคำสั่งด้วยแต่อย่างใด

    เวลา 14.10 น. พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา อ่านคำสั่งไม่ให้ประกันทั้งหมด กรณีของ “เพนกวิน” ระบุเหตุผลว่า

    “พิเคราะห์แล้ว ที่ประชุมผู้บริหารศาลอาญาเห็นว่าข้อเท็จจริงในการไต่สวนได้ความว่า หลังจากพริษฐ์ ชิวารักษ์ ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในคดีนี้ จำเลยได้กระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว โดยศาลเคยตักเตือนจำเลยและกำชับจำเลยผ่านผู้กำกับดูแลมาแล้วหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลย อีกทั้งจำเลยมีพฤติการณ์กระทำการซ้ำในทำนองเดียวกันกับการกระทำอันเป็นมูลเหตุที่ถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องหลายคดี

    เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะและพฤติการณ์ของจำเลยในการแสดงออกหรือร่วมทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างมาก มีความรุนแรงตลอดมา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากอนุญาตปล่อยชั่วคราว จำเลยจะไปกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่ถูกฟ้องร้อง หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ในชั้นนี้จึงยังไม่มีข้อเท็จจริงในทางคดีที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ศาลสั่งไว้โดยชอบแล้ว ยกคำร้อง”

    ด้านคำสั่งไม่ให้ประกันอานนท์ และภาณุพงษ์ ระบุเหตุผลว่า

    “พิเคราะห์แล้ว ที่ประชุมผู้บริหารศาลอาญาเห็นว่า เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของจำเลยในการแสดงออก ปราศรัย หรือชักนำในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ประกอบกับจำเลยถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้ที่ศาลนี้และศาลอื่นหลายคดี

    กรณีมีเหตุอันควรให้เชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยจะไปกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่ถูกฟ้องร้องหรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ในชั้นนี้จึงยังไม่มีข้อเท็จจริงในทางคดีที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ศาลสั่งไว้โดยชอบแล้ว ยกคำร้อง”

    ศาลยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ที่ประชุมผู้บริหารศาลอยากให้ประกันมากนะ แต่เมื่อพิจารณาถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อปล่อยตัวออกมาแล้วก็จึงมีคำสั่งแบบนี้ ขนาดนี้วันนี้ยังมีเลย” และกล่าวต่ออีกว่า “ในชั้นนี้มีคำสั่งไม่ให้ประกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ครั้งหน้าจะไม่ให้ประกันนะ”

    ++เสียงจากแม่ถึงลูก ในวันที่คงไม่ได้กลับบ้านในเทศกาลปีใหม่เช่นทุกปี++

    หลังผู้พิพากษาเดินออกจากห้องพิจารณาคดีไป แม่ของภาณุพงศ์ จตุภัทร์ และอานนท์ ทยอยเดินไปที่ด้านหน้าของห้องพิจารณาเพื่อสับเปลี่ยนกันพูดคุยกับลูกของตัวเองผ่านจอวิดีโอ

    แม่ของไผ่ จตุภัทร์ เดินเข้าไปพูดกับไผ่เป็นคนแรก “อดทน อดทนนะลูก อดทนๆๆๆ …” เธอพูดประโยคนี้ซ้ำๆ พลางกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถไปพร้อมกัน แต่ท้ายที่สุดเธอก็หลั่งน้ำตาแห่งความผิดหวังออกมาจนได้

    “ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ไผ่เรียนกฎหมาย ไผ่คงรู้ดี ต้องอดทนนะลูก” เธอพูดไปเอามือปาดน้ำตาที่อาบแก้มไป ก่อนจะลุกขึ้นให้แม่ของไมค์ ภาณุพงศ์ได้เข้าไปพูดต่อ

    “อีก 2 วันเจอกันนะลูก เดี๋ยวแม่มาหา” แม่ของไมค์พูดอย่างใจเย็นและเบิกยิ้มกว้าง

    “แม่ ผมฝากสั่งซื้อพิซซ่ากับเค้กเข้ามาให้พวกผมกินหน่อยนะ จะได้เอามาฉลองปีใหม่ด้วยกันข้างในนี้กับเพื่อนๆ” ไมค์บอกแม่ เพราะในเทศกาลปีใหม่นี้ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้จัดรายการเมนูอาหารพิเศษเพื่อให้ญาติได้สั่งให้ผู้ต้องขังในเรือนจำได้ อาทิ กุ้งเผาครึ่งกิโล เป็ดพะโล้ทั้งตัว สเต๊กหมู รวมถึงเมนูพิเศษที่ไมค์ร้องขออย่างพิซซ่าและเค้กช็อกโกแลต ราคาอย่างละ 300 บาทอีกด้วย

    “มันติดวันเสาร์-อาทิตย์นะลูก จะฝากเข้าไปให้ได้เหรอ” อานนท์สวนทันควันว่า “เอากับข้าวอะไรก็ได้ที่อร่อยๆ ครับแม่” “ได้เลย เดี๋ยวแม่จัดการให้ จะหาของอร่อยๆ ให้นะ” แม่ไมค์บอกกับทุกคน

    “เมอร์รี่คริตมาสต์นะทุกคน…” แม่ไมค์พูดทิ้งท้ายก่อนลุกเปลี่ยนให้แม่ของอานนท์มานั่งพูดต่อ

    แม่ของอานนท์พูดเป็นภาษาอีสานใจความว่า “คิดถึงลูกนะ ขอให้เข้มแข็ง”

    ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มทะลุฟ้า ได้จัดกิจกรรมจับตาผลการให้ประกันตัวนักกิจกรรมทั้ง 4 ราย โดยได้นัดหมายมวลชนไปรวมตัวกันบริเวณหน้าศาลอาญาเพื่อรอรับเพื่อนกลับบ้านตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป และจัดกิจกรรม “เดิน หยุด ขัง” โดยนัดหมายประชาชนให้เริ่มต้นเดินตั้งแต่ห้างสรรพสินค้ายูเนี่ยนมอล์ในเวลา 11.00 น. เพื่อเดินไปจนถึงศาลอาญา รัชดาฯ

    ภายหลังมวลชนเดินทางมาถึงหน้าศาลอาญาในเวลาประมาณ 13.30 น. และต่อมาทราบว่าศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวนักกิจกรรมทั้ง 4 ราย กลุ่มมวลชนได้จัดกิจกรรมพูดปราศรัยเกี่ยวกับการไม่ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงของศาลและสถาบันตุลาการ รวมไปถึงมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น เผาชุดครุยผู้พิพากษา เผาหนังสือประมวลกฎหมายอาญา และขีดเขียนพ่นสีสเปรย์ที่ป้ายของศาลอาญา เพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่กระบวนการยุติธรรมไทย

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/39156)
  • ทนายจําเลยที่ 7 ซึ่งยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความนําใบรับรองแพทย์ของจําเลยที่ 7 (ณวรรษ) ยื่นต่อศาลอ้างว่า จําเลยติดโควิดไม่สามารถมาศาลในวันนี้ได้ จึงขอเลื่อนคดีออกไปสักนัดหนึ่ง

    โจทก์ยื่นคําร้องขอให้นําคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ.2932/2564 ของศาลนี้ รวมพิจารณาเข้ากับคดีนี้ เนื่องจากพยานหลักฐานเป็นชุดเดียวกัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 สํานวนเป็นเหตุการณ์เดียวกัน หากรวมพิจารณาก็จะทําให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ตามคําร้องฉบับลงวันที่ 9 ธ.ค. 2564

    ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดประชุมคดี สอบคําให้การจําเลยทั้งเจ็ด ตรวจพยานหลักฐาน และกําหนดวันนัดสืบพยานกันใหม่ในวันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 09.00 น. ส่วนการขอรวมพิจารณาคดี รอไว้สั่งในนัดหน้า

    อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้โจทก์อ้างพยานเป็นจํานวนมาก มีจําเลยหลายคนและจะนําพยานเข้าสืบหลายปาก เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาและตรวจพยานหลักฐานเพื่อเป็นแนวทางในการนําสืบพยาน กรณีเห็นควรให้โจทก์ไปดําเนินการจัดกลุ่มพยานที่จะเบิกความต่อศาลและให้ปรากฏรายละเอียดของพยานแต่ละปากว่าจะเบิกความเกี่ยวกับเรื่องใด ส่วนจําเลยทั้งเจ็ดให้ทนายความของแต่ละคนไปดําเนินการทําบันทึกแถลงการณ์แนวทางการต่อสู้คดี และพยานแต่ละปากว่าจะเบิกแนวทางการต่อสู้ไปในทิศทางใด เสนอศาลในนัดหน้าเพื่อจะจัดกลุ่มและกําหนดวันนัดพิจารณาให้เหมาะสม

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2888/2564 ลงวันที่ 31 ม.ค. 2565)
  • พริษฐ์ถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาศาล โจทก์ขอให้รวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีหลักที่มีจำเลย 7 คน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เดียวกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกัน พริษฐ์แถลงไม่คัดค้าน ศาลจึงมีคําสั่งให้รวมการพิจารณานี้เข้ากับคดีหลัก และให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคําให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกําหนดวันนัดสืบพยานพร้อมกันในวันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2932/2564 ลงวันที่ 7 ก.พ. 2565)
  • ทนายความเข้ายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวภาณุพงศ์ในทุกคดีที่มีหมายขังของศาลอาญา รวม 4 คดี ได้แก่ คดีนี้, คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563, คดีชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563 และคดีชุมนุมสาดสี-ปาไข่ หน้า ม.พัน 4 รอ. เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2563

    ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของภาณุพงศ์ ระบุเหตุผลว่า จําเลยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษาตามโครงสร้างหลักสูตรซึ่งมหาวิทยาลัยกําหนด จึงมีหน้าที่จะต้องเข้าเรียน จัดทํารายงานต่างๆ และเข้าสอบไล่ให้ครบตามกําหนดหลักสูตรของมหาวิทยาลัย การขังจําเลยไว้ต่อไปย่อมส่งผลกระทบต่อการศึกษา

    ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของจําเลยขณะนี้กําลังประสบปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งเป็นกิจการทุเรียนทอดที่จําเลยทําร่วมกับครอบครัว โดยจําเลยเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ประกอบกับมารดาของจําเลยมีปัญหาสุขภาพไม่สามารถบริหารจัดการกิจการ จําเลยจึงจำเป็นต้องออกมาช่วยเหรือครอบครัวเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ทั้งนี้ จำเลยถูกขังตามหมายขังของศาลนี้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ได้รับความยากลำบากในการใช้ชีวิตโดยปราศจากอิสรภาพเป็นอย่างมาก จึงตระหนักว่าจำเลยจะระมัดระวังไม่กระทำการใดให้ถูกฟ้องเป็นคดีขึ้นอีก

    พร้อมกันนี้ จำเลยขอเสนอเงื่อนไขว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยจะไม่กระทำการใดอันจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จำเลยยินยอมอยู่ในเคหสถานตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดเว้นแต่มีเหตุจำเป็น เช่น เพื่อการรักษาพยาบาล การศึกษา ไปติดต่อราชการที่สถานีตำรวจ สำนักงานอัยการ และศาล โดยจำเลยยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และหากศาลกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ประการใด จำเลยยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลทุกประการ

    โดยที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน บัญญัติว่า “บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทําผิดอาญาต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด”

    ต่อมา 18.00 น. อรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวภาณุพงศ์ในทุกคดี พร้อมกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวว่า

    1. ห้ามจําเลยทํากิจกรรมหรือกระทําการใดๆ ที่อาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลในทุกด้าน รวมทั้งห้ามกระทําการใดๆ อันเป็นการขัดขวางกระบวนพิจารณาคดีของศาล
    2. ห้ามจําเลยเข้าร่วมชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
    3. ห้ามจําเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จนกว่าศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น
    4. ห้ามจําเลยออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 18.00 น. ถึงเวลา 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
    5. ให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM)

    ศาลยังให้ตั้งแต่งตั้งผู้กํากับดูแลทั้งสองคน ได้แก่ ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมให้มารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน ในระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว และให้พาตัวมาส่งต่อศาลภายในวันที่ 9 มิ.ย. 2565 นี้

    ศาลยังให้วางหลักทรัพย์ประกันในคดีนี้ 100,000 บาท โดยเป็นหลักทรัพย์จากกองทุนราษฎรประสงค์

    อย่างไรก็ตาม ภาณุพงศ์จะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวันนี้ เนื่องจากยังมีหมายขังของศาลอื่นอีก ในคดีมาตรา 112 กรณีชุมนุมหน้าสภ.ภูเขียว และกรณีชุมนุม #อยุธยาจะไม่ทนอีกต่อไป ที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งทนายความจะได้ยื่นประกันตัวในคดีทั้งหมดต่อไป

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2888/2564 ลงวันที่ 9 ก.พ. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40352)
  • ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ และอานนท์ ในคดีการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองที่มีหมายขังทั้งหมดของศาลอาญา ในส่วนของอานนท์รวมแล้ว 9 คดี ของเพนกวิน มีการยื่นประกัน 8 คดี รวมทั้งคดีนี้ซึ่งทั้งสองคนเป็นจำเลยและยังไม่ได้รับการประกันตัวด้วย

    สำหรับคดีของศาลอาญา เพนกวินและอานนท์เคยยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และศาลเคยให้มีการไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2564 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมผู้บริหารศาลอาญาก็ยังยืนกรานไม่ให้ประกัน ‘เพนกวิน-อานนท์-ไมค์-ไผ่’ ในครั้งนั้น อ้างเหตุว่า “เกรงว่าจะกระทำผิดซ้ำ”

    การยื่นประกันในครั้งล่าสุดนี้ ทั้งสองได้ระบุในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในทุกคดีของทุกศาลเช่นเดียวกับครั้งที่ผ่านมาว่า จะไม่กระทําการใดๆ ให้สถาบันกษัตริย์เกิดความเสื่อมเสีย ไม่ทํากิจกรรมใดที่จะทําให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ไม่เดินทางออกนอกประเทศ และพร้อมที่จะเดินทางมาศาลตามที่มีการนัดหมายทุกครั้ง รวมถึงยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ทั้งยังมีคำร้องเพิ่มเติมเข้ามาว่า

    1. นับจนถึงวันนี้จําเลยถูกคุมขังไว้ในระหว่างการพิจารณาคดีเกินกว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งในคดีนี้พยานโจทก์และพยานจําเลยมีจํานวนมาก ยังไม่อาจกําหนดได้ว่าจะสามารถพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นเมื่อใด และยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ๆ ในการสืบพยานโจทก์ที่ผ่านมาให้เห็นถึงความผิดของจําเลย
    2. ในคดีหมายเลขดําที่ อ.287/2564 ของศาลอาญา (คดี 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร) ซึ่งมีจําเลยคนอื่น ๆ ถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดร่วมกันกับจําเลยทั้งสองนี้ ศาลก็ได้มีคําสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจําเลยในคดีนี้จํานวนหลายคน เช่น ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล, จตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน บุญภัทรรักษา, ภาณุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก โดยศาลได้กําหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้จําเลยปฏิบัติตาม ก็ปรากฏว่าจําเลยเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลได้เคร่งครัดทุกประการ และไม่ได้ผิดเงื่อนไขของศาลเลย ซึ่งจําเลยทั้งสองก็ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ เหมือนดังเช่นจําเลยคนอื่นที่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวไปก่อนหน้านี้

    เวลา 16.30 น. พลีส เทอดไทย ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดียาเสพติดของศาลอาญา มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวอานนท์และเพนกวินในทุกคดี ระบุในคำสั่งว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว กรณีเห็นควรให้โอกาสจําเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เสนอต่อศาลสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณามีกําหนดเวลา 3 เดือน (ครบกําหนดวันที่ 22 พ.ค. 2565) กําหนดเงื่อนไข

    1. ห้ามทํากิจกรรมหรือกระทําการใด ๆ อันจะทําให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลในทุกด้าน รวมทั้งห้ามกระทําการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางกระบวนพิจารณาคดีของศาล
    2. ห้ามเข้าร่วมชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
    3. ให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ EM
    4. ห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 21.00 – 06.00 น. เว้นแต่มีเหตุจําเป็นเพื่อการรักษาพยาบาล ไปศึกษาเล่าเรียน ไปสถานีตํารวจ สํานักงานอัยการ หรือศาล หรือได้รับอนุญาตจากศาล
    5. ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
    หากจําเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ศาลอาจมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมคําสั่งเดิมตามพฤติการณ์ของจําเลยที่เปลี่ยนไป ตามความเหมาะสมและความร้ายแรงของพฤติการณ์ต่อไป นอกจากนี้ กรณีครบกําหนดการปล่อยชั่วคราวโดยมีกําหนดระยะเวลาแล้ว หากจําเลยไม่มีพฤติการณ์ที่ผิดเงื่อนไข ศาลจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงคําสั่งเดิมต่อไป

    อย่างไรก็ตาม อานนท์และเพนกวินซึ่งถูกขังมาแล้ว 196 และ 198 วัน ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำในวันนี้ เนื่องจากยังมีหมายขังของศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งจะยื่นประกันต่อไป

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวและคำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2888/2564 ลงวันที่ 22 ก.พ. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40716)
  • นักกิจกรรมที่เป็นจำเลย 7 รายมาศาล ส่วนพริษฐ์ไม่ได้มาศาล เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วยกะทันหันในช่วงเช้าจึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ทนายจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เนื่องจากติดโควิด อีกทั้งจําเลยอีก 3 ราย ยังไม่มีทนาย จะขอแต่งตั้งทนายความในนัดหน้า ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสอบคําให้การจําเลยทั้งหมด ตรวจพยานหลักฐาน และกําหนดวันนัดสืบพยาน ในวันที่ 9 พ.ค. 2565 เวลา 09.00 น. โดยให้ส่งใบรับรองแพทย์ของพริษฐ์จําเลยในวันนี้ มิฉะนั้นศาลจะมีคําสั่งตามที่เห็นสมควร

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ. 2888/2564 ลงวันที่ 25 เม.ย. 2565)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภาณุพงศ์ จาดนอก

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พริษฐ์ ชิวารักษ์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พรหมศร วีระธรรมจารี

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พงศธรณ์ ตันเจริญ

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชินวัตร จันทร์กระจ่าง

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
วรรณวลี ธรรมสัตยา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภาณุพงศ์ จาดนอก

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พริษฐ์ ชิวารักษ์

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พรหมศร วีระธรรมจารี

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พงศธรณ์ ตันเจริญ

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ชินวัตร จันทร์กระจ่าง

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
วรรณวลี ธรรมสัตยา

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์