ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม
ดำ อ.224/2565

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม
ดำ อ.224/2565

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ (ตำรวจ)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม
ดำ อ.224/2565

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ.224/2565
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ.224/2565
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ.224/2565
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ

ความสำคัญของคดี

3 นักกิจกรรม "ราษฎร" ได้แก่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ และ "ไมค์" ภาณุพงศ์ จาดนอก ถูกดำเนินคดีข้อหาตามมาตรา 112, 116, พ.ร.กฉุกเฉินฯ จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน นอกจากนักกิจกรรมทั้งสามที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาหนักแล้ว การชุมนุมครั้งนี้ยังมีนักกิจกรรมอีก 23 ราย ในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุ 15 ปี 1 ราย ซึ่งถูกตำรวจไปคุกคามที่บ้าน ถูกดำเนินคดีข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ด้วย

การบังคับใช้มาตรา 112 อย่างกว้างขวางต่อนักกิจกรรมที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ทำให้มีนักกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีในข้อหาที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ซึ่งเพียงแต่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบสันติเท่านั้น

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

จิตรปรีดี สกุลเสาวภาค พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว บรรยายฟ้องมีใจความโดยสรุปว่า จําเลยทั้งสามกับพวกซึ่งได้แยกดําเนินคดีต่างหากแล้ว ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ

1. เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันจัดเวทีปราศรัยและเล่นดนตรีผ่านเครื่องขยายเสียง บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียววิทยา จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปหน้าสถานีตํารวจภูธรภูเขียว โดยผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่รักษาระยะห่าง และไม่มีกระบวนการคัดกรองตามมาตรการควบคุมโรค ในเขตพื้นที่เฝ้าระวังสูง ในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ

2. วันเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้ากล่าวปราศรัยบนเวทีแก่ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

3. ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”

วันเกิดเหตุ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จําเลยทั้งสามได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ด้วยการขึ้นกล่าวปราศรัยแก่ประชาชนซึ่งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียว และบริเวณสถานีตํารวจภูธรภูเขียว

จตุภัทร์ จำเลยที่ 1 ปราศรัยว่า “ปัญหาของสังคมไทยที่ยาวนานก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ กษัตริย์ไทยนี้รวยที่สุด แต่ประชาชนจนที่สุด ในยามวิกฤตกษัตริย์ไม่เคยมาเยียวยา ไม่เคยมาดูแลประชาชน” และ “..ตั้งแต่รัชกาลที่ 10 ขึ้นบัลลังค์มา… ปัญหารัฐธรรมนูญ 60 ที่ต้องฟังเสียงประชามติของประชาชนก็ไม่ได้เกิดขึ้น หลังจากประชามติเดือนสิงหาคม 2559 ผ่านพ้นแล้ว พระมหากษัตริย์คนใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้มีการแก้กฎหมายทั้งที่ไม่ผ่านประชามติ นี้แหละครับคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้มันอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ…”

อรรถพล จำเลยที่ 2 ปราศรัยว่า “ต้องไม่เอานโยบายรัฐบาลไปผูกขาดสัมปทานโรงงานปูนแถวสระบุรี ระเบิดภูเขาหายไปเป็นลูก ถ้าไม่ใช่กษัตรย์จะใช้ใคร ต้องกําจัดงบประมาณของกษัตริย์”

ภาณุพงศ์ จำเลยที่ 3 ปราศรัยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และการศึกษาไทยว่า การสอนให้เด็กนักเรียนเทิดทูนกษัตริย์ที่... (คำวิจารณ์) ถือเป็นการหลอกลวง

คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ และเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทําให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ โดยจําเลยมีเจตนาทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้

4. วันเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามกับพวกยังได้กล่าวคําปราศรัยบนเวที และไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยมีสาระสําคัญเป็นการโจมตีการทํางานของรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทําการจาบจ้วง หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560

และจําเลยทั้งสามกับพวกยังติดป้ายผ้าหน้าสถานีตํารวจภูธรภูเขียว มีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” “ผูกขาดวัคซีนหาซีนให้เจ้า” “ประยุทธออกไป” “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” อันเป็นการปลุกปั่น ยุยงประชาชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และการบริหารงานของรัฐบาล ถึงขนาดที่จะไปชุมนุมประท้วง กดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก และขู่เข็ญหรือบังคับให้พระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับฟังคําปราศรัยดังกล่าว ได้ตะโกน ตอบโต้ โห่ร้อง ปรบมือสนับสนุน อันเป็นการทําให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 28 ม.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ เดินทางไป สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ ตามหมายเรียกผู้ต้องหา

    พนักงานสอบสวนบรรยายพฤติการณ์ที่กล่าวหาจตุภัทร์และอรรถพลโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เวลาประมาณ 08.00 น. จตุภัทร์, อรรถพล, และภาณุพงศ์ จาดนอก และกลุ่มคณะราษฎร กับพวกรวมประมาณ 20-30 คน ได้มารวมกลุ่มชุมนุม ปราศรัย อยู่ที่บริเวณข้างรั้วโรงเรียนภูเขียว โดยไม่ได้มีมาตรการป้องกันโควิด และไม่ได้แจ้งจัดกิจกรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ

    ขณะพูดปราศรัยบริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียว ผู้ต้องหากับพวกได้แจ้งให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบถึงจุดมุ่งหมายเพื่อขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจตุภัทร์ปราศรัยด้วยว่า ปัญหาของสังคมไทยที่ยาวนานก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ กษัตริย์ไทยรวยที่สุด แต่ประชาชนจนที่สุด ในยามวิกฤตกษัตริย์ไม่เคยมาเยียวยาหรือดูแลประชาชน ซึ่งนักภาษาศาสตร์ให้ความเห็นว่า มีความหมายที่ผู้ฟังได้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกไม่ดี เกิดความเคลือบแคลงสงสัย และรู้สึกไม่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนได้

    จากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น. กลุ่มของผู้ต้องหาเคลื่อนขบวนเดินทางเข้ามาชุมนุมกันที่บริเวณหน้า สภ.ภูเขียว มีการนําป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” และข้อความว่า “SAVE เมียนมาร์” มาติดที่บริเวณป้ายหน้าสถานีตํารวจ ทั้งยังติดป้ายข้อความว่า “เจ้าของประเทศที่แท้จริงคือ ปชช.” “หยุดคุกคามประชาชน” อยู่บริเวณรั้วด้านหน้าทางเข้า สภ.ภูเขียว

    ต่อมาเวลา 16.45 น. ไผ่ จตุภัทร์ขึ้นปราศรัยอีกครั้ง มีเนื้อหาโดยสรุปว่า หลังจากประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ในเดือนสิงหาคม 2559 ผ่านพ้นไปแล้ว รัชกาลที่ 10 ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่ไม่ผ่านประชามติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ คำพูดดังกล่าวสื่อให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจแก้กฎหมายโดยอำเภอใจ ซึ่งก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนได้ ทั้งยังทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเกิดความรู้สึกไม่ดี เกิดความเคลือบแคลง และไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

    ส่วนอรรถพลได้กล่าวปราศรัยใจความว่า ต้องจำกัดงบประมาณของกษัตริย์ ต้องไม่เอานโยบายรัฐบาลไปผูดขาดสัมปทานโรงงานปูนแถวสระบุรี ระเบิดภูเขา หายไปเป็นลูก ซึ่งสื่อความหมายให้คนที่ได้ฟังเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์เป็นผู้บงการรัฐบาล เป็นการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันกษัตริย์ โดยในการจัดกิจกรรมและการปราศรัยได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กในเพจกลุ่มของผู้ต้องหาตลอดการชุมนุม ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาจตุภัทร์และอรรถพลรวม 5 ข้อหา ดังนี้
    1. ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
    2. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2)
    3. ร่วมกันชุมนุมในสถานที่แออัดในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อโรค ภายในเขตพื้นที่ควบคุมพื้นที่เฝ้าระวังสูง หรือพื้นที่เฝ้าระวังแพร่โรค ฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง (ฉบับที่ 2)
    4. ติดตั้ง ตาก วาง หรือแขวนสิ่งใดๆ ที่อาคารในลักษณะที่สกปรกรุงรังหรือไม่เป็นระเบียบ และมีสภาพที่ประชาชนอาจเห็นได้จากที่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ มาตรา 40
    5. ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493

    จตุภัทร์และอรรถพล ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จะให้การในรายละเอียดเป็นหนังสือภายใน 30 วัน หลังพิมพ์ลายนิ้วมือ พนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไว้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

    นอกจากไผ่และครูใหญ่แล้ว คณะกรรมการสอบสวนคดีนี้ได้ออกหมายเรียก “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก มารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และ 116 ด้วยอีกราย แต่เนื่องจากไมค์ยังไม่ได้รับหมายเรียก ประกอบกับอยู่ในระหว่างการกักตัวตามคำแนะนำของแพทย์ หลังหายจากการติดเชื้อโควิดขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงยังไม่ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ ซึ่งหลังจากครบกำหนดกักตัวแล้วจะได้เข้าพบพนักงานสอบสวนต่อไป

    คดีนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 คดีที่ 2 ของไผ่และครูใหญ่ หลังการกลับมาใช้มาตรา 112 กับการแสดงออกทางการเมืองอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยคดีแรกของไผ่คือ คดีจากการปราศรัยในชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ส่วนครูใหญ่คือคดีจากการปราศรัยในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน เมื่อ 26 ต.ค. 2563

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ภูเขียว ลงวันที่ 11 มิ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/30752)
  • เวลาประมาณ 10.30 น. "ไมค์" ภาณุพงศ์ จาดนอก พร้อมแม่ เดินทางจาก อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.ภูเขียว ตามที่ได้รับแจ้งจาก รอง ผกก.สอบสวน สภ.ภูเขียว ผ่านทนายความว่า เป็นผู้ถูกกล่าวหาและถูกออกหมายเรียกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการเข้าร่วมชุมนุมหน้า สภ.ภูเขียว ซึ่งจัดโดยกลุ่ม “ราษฎร” เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เช่นเดียวกับจตุภัทร์และอรรถพล

    ก่อนที่ พ.ต.ท.พัชรพล สอนเวียง รอง ผกก.สอบสวน สภ.ภูเขียว จะเริ่มแจ้งพฤติการณ์ในคดี ภาณุพงศ์ได้สอบถามว่า ได้ออกหมายเรียกตนหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยมีหมายเรียกในคดีนี้ไปส่งที่บ้านใน จ.ระยอง พ.ต.ท.พัชรพลตอบว่า ออกหมายเรียกไป 3 ครั้ง ภาณุพงศ์จึงขอดูสำเนาหมายเรียกดังกล่าวก่อน พักใหญ่พนักงานสอบสวนจึงนำสำเนาหมายเรียกภาณุพงศ์ ออกเมื่อวันที่ 6, 14 และ 26 มิ.ย. 2564 มาให้ดู แต่ไม่มีหลักฐานจาก สภ.บ้านฉาง ซึ่งเป็นสถานีตำรวจในพื้นที่ ส่งคืนกลับมาว่า ได้ส่งหมายเรียกดังกล่าวไปที่บ้านของภาณุพงศ์แล้วหรือไม่

    จากนั้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์ในคดีให้ภาณุพงศ์ทราบ มีเนื้อหาเช่นเดียวกับที่ได้แจ้งจตุภัทร์และอรรถพล ก่อนว่า ภาณุพงศ์ได้ขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณ 17.40 น. มีเนื้อหาตอนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และการศึกษาไทยว่า การสอนให้เด็กนักเรียนเทิดทูนกษัตริย์ที่... (คำวิจารณ์) ถือเป็นการหลอกลวง พนักงานสอบสวนระบุว่า คําพูดดังกล่าวเมื่อผู้คนทั่วไปและประชาชนได้ฟังแล้วเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในสถาบันกษัตริย์ และรู้สึกไม่เทิดทูน อีกทั้งเป็นการดูหมิ่นที่ระบุชัดเจนกับการเรียกชื่อ “วชิราลงกรณ์” ซึ่งคนไทยทุกคนทราบว่าหมายถึงผู้ใด

    พนักงานสอบสวนกล่าวว่า การกระทำของภาณุพงศ์และพวกดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดรวม 5 ข้อหา เช่นเดียวกัน ภาณุพงศ์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยไม่ให้การในรายละเอียด แต่จะยื่นคำให้การเป็นเอกสารภายใน 30 วัน รอง ผกก. (สอบสวน) นัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 9 ส.ค. 2564 พร้อมจตุภัทร์และอรรถพล

    พ.ต.ท.พัชรพล กล่าวกับไมค์ในระหว่างสอบปากคำว่า ไม่ใช่ตำรวจเห็นเองว่า คำปราศรัยเข้าข่ายผิดมาตรา 112 แต่เป็นความเห็นของนักวิชาการที่พนักงานสอบสวนเชิญมาให้ความเห็น ทำให้ไมค์ตั้งคำถามว่า ทำไมตำรวจให้เขามาตัดสิน ถ้าเขาไม่ชอบหน้าผม เขาก็บอกว่าเข้าข่าย 112

    ในการเข้ารับฟังการแจ้งข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจำกัดให้เข้าเฉพาะไมค์ แม่ และทนายความ อ้างว่าจะติดโควิดและระบุว่า ตามกฎหมายให้เพียงทนายความและผู้ไว้วางใจ แต่ผู้สังเกตการณ์และนักศึกษาฝึกงานยืนยันขอเข้าร่วม สุดท้าย รอง ผกก.(สอบสวน) ให้เข้าร่วมฟังทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสำทับให้เก็บโทรศัพท์ รวมทั้งไม่ให้ถ่ายรูปและบันทึกเสียง แต่ในระหว่างการแจ้งข้อกล่าวหา ได้มีตำรวจ 2 นาย เดินมาพยายามถ่ายรูปไมค์ จน รอง ผกก.ต้องยกมือห้าม และในขณะที่ไมค์พิมพ์ลายนิ้วมือ ตำรวจก็เดินมาถ่ายรูปอีก ทำให้ไมค์ต่อว่าและให้ลบรูปทิ้งทันที

    หลังพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม พนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวไมค์ไว้ เนื่องจากเป็นการมาพบพนักงานสอบสวนเอง ไม่ได้ถูกจับ ไมค์และแม่จึงเดินทางกลับในเวลาประมาณ 11.30 น.

    คดีนี้นับเป็นคดีที่ไมค์ถูกดำเนินคดีที่จังหวัดในภาคอีสานคดีแรก

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ภูเขียว ลงวันที่ 6 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/31824)
  • ทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนคดีที่พนักงานสอบสวนนัดส่งสำนวนคดีให้อัยการ ไปเป็นวันที่ 20 ส.ค. 2564 เนื่องจากนักกิจกรรมทั้งสามติดนัดหมายในคดีอื่น
  • ทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนคดี เหตุจตุภัทร์ถูกขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัวชั้นฝากขังในคดีสาดสีหน้า สน.ทุ่งสองห้อง และภาณุพงศ์ถูกขังอยู่ที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัวชั้นฝากขังในคดีชุมนุมหน้า บก.ตชด.
  • พนักงานสอบสวนนัดอรรถพลส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 29 ต.ค. 2564
  • อัยการยังไม่มีคำสั่ง นัดอีกครั้งปลายเดือน พ.ย. 2564
  • ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ เดินทางไปสำนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว ในนัดรายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล หลังอัยการมีคำสั่งฟ้อง ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, อรรถพล บัวพัฒน์ และ ‘ไมค์’ ภาณุพงศ์ จาดนอก ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงฯ จากการชุมนุม #ราษฎรออนทัวร์ ของกลุ่ม “ราษฎร” บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและหน้า สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564

    เวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการแจ้งให้อรรถพลและทนายความไปที่ศาลเพื่อยื่นฟ้อง และทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อไป

    ทั้งนี้ อัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยให้อยู่ในดุลพินิจของศาล แต่ขอให้เพิ่มโทษจตุภัทร์กึ่งหนึ่ง อ้างเหตุว่าจตุภัทร์เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก 2 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ในคดีของศาลจังหวัดขอนแก่น โดยพ้นโทษยังไม่ถึง 3 ปี ได้กลับมากระทําผิดคดีนี้ซึ่งเป็นฐานความผิดเดียวกันอีก และขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามในคดีนี้ต่อจากคดีอื่นๆ ทั้งยังขอให้ริบป้ายผ้า 7 ผืน ซึ่งตำรวจยึดไว้เป็นของกลางด้วย

    อัยการยังแนบคำปราศรัยของทั้ง 3 คน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถอดเทปมาท้ายคำฟ้องด้วย

    เมื่อไปถึงห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษากล่าวย้ำกับอรรถพลว่า คดีนี้อัยการยื่นฟ้องแล้ว จากนั้นกล่าวว่า ถ้าอยากได้รับการปล่อยตัวก็ให้ทนายไปยื่นประกันตัวมา และให้ตำรวจควบคุมตัวอรรถพลไปไว้ที่ห้องควบคุมใต้ถุนศาล

    ต่อมา พัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีโดยใช้ตำแหน่งของ อภิชาติ ศิริสุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เป็นหลักประกัน ระบุเหตุผลว่า เป็นหลักประกันที่มีจํานวนสูงและมีความน่าเชื่อถือว่า จําเลยจะไม่หลบหนีหรือไปก่อภยันตรายประการอื่น อีกทั้งจําเลยมีภูมิลําเนาที่แน่นอน มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง กล่าวคือทําอาชีพเป็นติวเตอร์สอนหนังสือ และไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี

    ก่อนที่เวลา 14.20 น. ศาลจังหวัดภูเขียวจะมีคำสั่งให้ประกันครูใหญ่ อรรถพล โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.ตามที่ยื่นคำร้อง หากผิดสัญญาประกันให้ปรับ 200,000 บาท กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับที่ถูกฟ้องนี้อีก และในวันที่ 2 ก.พ. 2565 ศาลนัดให้ครูใหญ่ไปที่ศาลอีกครั้ง เนื่องจากจะเบิกตัวจตุภัทร์และภาณุพงศ์ซึ่งถูกขังอยู่ในคดีอื่น ผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่ออ่านและอธิบายคำฟ้องให้ทั้งสองฟัง พร้อมทั้งยืนยันตัวว่า จตุภัทร์และภาณุพงศ์เป็นบุคคลที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องหรือไม่

    ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ครูใหญ่กล่าวถึงคดีนี้ว่า เขาถูกฟ้องอย่างไม่สมเหตุสมผล เพียงเพราะต้องการปราศรัยให้สถาบันกษัตริย์ปรับตัวเข้ากับสังคมไทยเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามที่ถูกฟ้อง นอกจากนี้ การชุมนุมในวันดังกล่าว เขาไปเข้าร่วมแค่ในช่วงเย็นที่หน้า สภ.ภูเขียว ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมที่หน้าโรงเรียนภูเขียวตามที่ทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการกล่าวอ้างในสำนวน

    ทั้งนี้ในส่วนคำปราศรัยของอรรถพลที่ถูกหยิบยกมาฟ้อง มีข้อสังเกตว่า อัยการบรรยายในคำฟ้องว่า “ต้องกำจัดงบประมาณของกษัตริย์” แต่ในเอกสารถอดเทปคำปราศรัยที่แนบมาท้ายคำฟ้อง ระบุข้อความในส่วนนั้นว่า “ต้องจำกัดงบประมาณของกษัตริย์” ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก โดยถ้อยคำในคำฟ้องมีความหมายในทางเป็นโทษต่อจำเลยที่ถูกฟ้อง

    ในส่วนของนักกิจกรรมอีก 23 ราย ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ คดียังอยู่ในการพิจารณาของอัยการ โดย 11 ราย อัยการมีคำสั่งฟ้องแล้ว และนัดรายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเขียวในวันที่ 10 ก.พ. 2565

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 28 ม.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40072)
  • ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 บรรพต วิภูภิญโญ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดภูเขียว ออกพิจารณาคดี อรรถพลและทนายจําเลยที่ 2 มาศาล ศาลเบิกตัวจตุภัทร์และภาณุพงศ์ จําเลยที่ 1 และที่ 3 มาร่วมพิจารณาคดีผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ โดยทั้งสองไม่คัดค้านกระบวนการดังกล่าว จตุภัทร์และภาณุพงศ์รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจําเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้จริง ศาลประทับฟ้อง รับตัวไว้ และออกหมายขัง

    ศาลแจ้งกับไผ่และไมค์ว่า คดีนี้อัยการยื่นฟ้องแล้ว ก่อนถามว่า จำเลยทั้งสองมีทนายความแล้วหรือไม่ ไผ่และไมค์แถลงว่า ยังไม่มีทนายความ และต้องการให้อานนท์ นำภา ซึ่งขณะนี้ถูกขังอยู่ที่เรือนจำในแดนเดียวกันเป็นทนายความ เพื่อปรึกษาคดีกันได้สะดวก และขอให้ศาลแจ้งให้ราชทัณฑ์เบิกตัวทนายอานนท์มาพร้อมกันในนัดหน้า ส่วนพวกตนจะแต่งตั้งทนายจำเลยเข้ามาในนัดหน้า และขอให้การภายหลังแต่งตั้งทนายจำเลยแล้ว ด้านอรรถพลแถลงว่า ประสงค์ให้การในวันเดียวกับวันนัดสอบคําให้การจตุภัทร์และภาณุพงศ์

    ศาลสอบถามถึงความเป็นไปได้ที่ทนายอานนท์จะว่าความได้ในขณะถูกคุมขัง ไผ่ตอบว่า สามารถทำได้ เพราะก่อนหน้านี้เช่นในคดีคนอยากเลือกตั้งของศาลอาญา ศาลก็ให้ทนายอานนท์สวมชุดครุยทำหน้าที่ว่าความในฐานะทนายจำเลย เพราะคดียังไม่ตัดสิน ก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เมื่อยังเป็นทนายความ ก็ถือว่ายังมีศักดิ์และสิทธิ์ตามกฎหมายให้ทำหน้าที่นั้นได้

    ศาลถามต่อว่าจะใช้เวลาคุยและปรึกษาคดีกับทนายอานนท์เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ เพราะจะได้นัดพิจารณาคดีในนัดหน้า ไผ่ชี้แจงว่ากระบวนการจัดส่งเอกสารจากศาลมาที่เรือนจำค่อนข้างล่าช้าจึงขอเวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นศาลปรึกษากับอรรถพลว่า สะดวกนัดอีกครั้งเมื่อไหร่ ก่อนจะได้ข้อสรุปเลื่อนไปสอบคำให้การจำเลยพร้อมกันทั้งสามคน และตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 23 มี.ค. 2565 เวลา 09.00 น.

    หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ ศาลกล่าวกับไผ่และไมค์ว่า หากจะขอประกันตัวในคดีนี้ ก็สามารถยื่นคำร้องขอประกันได้ตลอด และสอบถามจำเลยทั้งสามว่าหากไม่ถูกคุมขังในเรือนจำประกอบอาชีพอะไร ครูใหญ่ตอบไปว่าเป็นติวเตอร์ให้นักเรียนมัธยมปลายและคนจะสอบเข้าโรงเรียนนายสิบตำรวจ ไผ่เล่าว่าเขาเรียนปริญญาโทด้านสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และกำลังจะสอบตั๋วทนายภาคทฤษฎี แต่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันออกไปสอบ ส่วนไมค์กล่าวว่าเขายังเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ต่อมา น้องสาวของไผ่ที่ร่วมฟังการพิจารณาคดีอยู่ในห้องพิจารณาคดีของศาลด้วย ได้ขอพูดคุยกับไผ่ผ่านคอนเฟอเรนซ์ด้วย ศาลอนุญาตให้พูดคุยกันราว 10 นาที เธอกล่าวกับไผ่ว่า อยากให้ออกมาไวๆ เพราะทุกคนที่บ้านคิดถึง ส่วนไผ่กล่าวทักทายกับน้องสาวว่า ยังไหวอยู่ และขอโทษน้องสาวที่ไม่ได้ช่วยอยู่ดูแลพ่อแม่ในช่วงนี้ หากได้ออกไปจะช่วยดูแลพ่อแม่มากขึ้น

    ด้านพริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของไผ่ที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุทำให้ต้องใช้ไม้เท้าพยุงเดิน กล่าวกับไผ่ว่าคิดถึงและขอโทษที่ไม่ได้ไปเยี่ยมในเรือนจำ ไผ่ตอบแม่ว่า ไม่เป็นไร เข้าใจว่าแม่คงติดธุระหลายอย่าง และเป็นห่วงสุขภาพของทั้งพ่อและแม่ หลังไต่ถามสารทุกข์กันสักพัก ครอบครัวไผ่จึงได้กล่าวร่ำลาไผ่และไมค์ โดยที่พวกเขาต่างไม่รู้ว่าจะได้พบพูดคุยกันแบบนี้อีกครั้งเมื่อไหร่

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 2 ก.พ. 2565 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/4771794969536986)
  • หลังวันที่ 9 ก.พ. 2565 ศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ในคดีที่มีหมายขังรวม 3 คดี และภาณุพงศ์รวม 4 คดี ทนายความจึงได้เข้ายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้งสองในคดีนี้ โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดคนละ 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์

    ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของจตุภัทร์ระบุเหตุผลว่า จำเลยเป็นนักศึกษาชั้นปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอยู่ระหว่างการอบรมศึกษาเพื่อสอบขอรับใบอนุญาตว่าความในฐานะทนายความ จึงมีหน้าที่จะต้องเข้าเรียน จัดทำรายงานต่างๆ และเข้าสอบไล่ สอบปฏิบัติให้ครบตามกำหนด

    ยิ่งไปกว่านั้น ขณะนี้บิดาของจำเลยประสบอุบัติเหตุรถชน อยู่ระหว่างการรักษาตัว มารดาของจำเลยประสบอุบัติเหตุลื่นล้มจนทำให้ขาหัก บิดาและมารดาของจำเลยไม่สามารถประกอบกิจธุระส่วนตัวได้โดยสะดวก จำเลยเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัว จึงมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือดูแลบิดาและมารดาในยามเจ็บป่วย

    ส่วนคำร้องของภาณุพงศ์ ระบุว่า จําเลยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษาตามโครงสร้างหลักสูตรซึ่งมหาวิทยาลัยกําหนด จึงมีหน้าที่จะต้องเข้าเรียน จัดทํารายงานต่างๆ และเข้าสอบไล่ให้ครบตามกําหนดหลักสูตรของมหาวิทยาลัย การขังจําเลยไว้ต่อไปย่อมส่งผลกระทบต่อการศึกษา

    ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของจําเลยขณะนี้กําลังประสบปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งเป็นกิจการทุเรียนทอดที่จําเลยทําร่วมกับครอบครัว โดยจําเลยเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ประกอบกับมารดาของจําเลยมีปัญหาสุขภาพไม่สามารถบริหารจัดการกิจการ จําเลยจึงจำเป็นต้องออกมาช่วยเหลือครอบครัวเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    คำร้องยังได้หยิบยกกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ว่า “บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทําผิดอาญาต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด” เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาให้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว

    ต่อมา ในช่วงบ่าย คมสันต์ ยวงเดชกล้า ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์และภาณุพงศ์ กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการใดๆ ในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้อีก

    จากนั้น ศาลได้มีหมายปล่อย และเจ้าหน้าที่ได้แฟกซ์หมายไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทำให้จตุภัทร์ ซึ่งวันเดียวกันนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ประกันอีกคดีเช่นกัน ได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำ หลังถูกขังรวม 186 วัน ส่วนภาณุพงศ์ยังมีหมายขังของศาลจังหวัดอยุธยา ซึ่งศาลนัดไต่สวนคำร้องขอประกันในวันที่ 11 ก.พ. 2565

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 10 ก.พ. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40382)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภาณุพงศ์ จาดนอก

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อรรถพล บัวพัฒน์

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ภาณุพงศ์ จาดนอก

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อรรถพล บัวพัฒน์

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์