ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
ดำ อ.224/2565
แดง อ.1155/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.ภูเขียว (ตำรวจ)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
ดำ อ.224/2565
แดง อ.1155/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.ภูเขียว (ตำรวจ)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
ดำ อ.224/2565
แดง อ.1155/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.ภูเขียว (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ดำ อ.224/2565
แดง อ.1155/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.ภูเขียว
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ดำ อ.224/2565
แดง อ.1155/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.ภูเขียว
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ดำ อ.224/2565
แดง อ.1155/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.ภูเขียว
ความสำคัญของคดี
3 นักกิจกรรม "ราษฎร" ได้แก่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ และ "ไมค์" ภาณุพงศ์ จาดนอก ถูกดำเนินคดีข้อหาตามมาตรา 112, 116, พ.ร.กฉุกเฉินฯ จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน นอกจากนักกิจกรรมทั้งสามที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาหนักแล้ว การชุมนุมครั้งนี้ยังมีนักกิจกรรมอีก 23 ราย ในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุ 15 ปี 1 ราย ซึ่งถูกตำรวจไปคุกคามที่บ้าน ถูกดำเนินคดีข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ด้วย
การบังคับใช้มาตรา 112 อย่างกว้างขวางต่อนักกิจกรรมที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ทำให้มีนักกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีในข้อหาที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ซึ่งเพียงแต่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบสันติเท่านั้น
การบังคับใช้มาตรา 112 อย่างกว้างขวางต่อนักกิจกรรมที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ทำให้มีนักกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีในข้อหาที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ซึ่งเพียงแต่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบสันติเท่านั้น
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
จิตรปรีดี สกุลเสาวภาค พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว บรรยายฟ้องมีใจความโดยสรุปว่า จําเลยทั้งสามกับพวกซึ่งได้แยกดําเนินคดีต่างหากแล้ว ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ
1. เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันจัดเวทีปราศรัยและเล่นดนตรีผ่านเครื่องขยายเสียง บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียววิทยา จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปหน้าสถานีตํารวจภูธรภูเขียว โดยผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่รักษาระยะห่าง และไม่มีกระบวนการคัดกรองตามมาตรการควบคุมโรค ในเขตพื้นที่เฝ้าระวังสูง ในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ
2. วันเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้ากล่าวปราศรัยบนเวทีแก่ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
3. ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”
วันเกิดเหตุ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จําเลยทั้งสามได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ด้วยการขึ้นกล่าวปราศรัยแก่ประชาชนซึ่งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียว และบริเวณสถานีตํารวจภูธรภูเขียว
จตุภัทร์ จำเลยที่ 1 ปราศรัยว่า “ปัญหาของสังคมไทยที่ยาวนานก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ กษัตริย์ไทยนี้รวยที่สุด แต่ประชาชนจนที่สุด ในยามวิกฤตกษัตริย์ไม่เคยมาเยียวยา ไม่เคยมาดูแลประชาชน” และ “..ตั้งแต่รัชกาลที่ 10 ขึ้นบัลลังค์มา… ปัญหารัฐธรรมนูญ 60 ที่ต้องฟังเสียงประชามติของประชาชนก็ไม่ได้เกิดขึ้น หลังจากประชามติเดือนสิงหาคม 2559 ผ่านพ้นแล้ว พระมหากษัตริย์คนใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้มีการแก้กฎหมายทั้งที่ไม่ผ่านประชามติ นี้แหละครับคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้มันอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ…”
อรรถพล จำเลยที่ 2 ปราศรัยว่า “ต้องไม่เอานโยบายรัฐบาลไปผูกขาดสัมปทานโรงงานปูนแถวสระบุรี ระเบิดภูเขาหายไปเป็นลูก ถ้าไม่ใช่กษัตรย์จะใช้ใคร ต้องกําจัดงบประมาณของกษัตริย์”
ภาณุพงศ์ จำเลยที่ 3 ปราศรัยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และการศึกษาไทยว่า การสอนให้เด็กนักเรียนเทิดทูนกษัตริย์ที่... (คำวิจารณ์) ถือเป็นการหลอกลวง
คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ และเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทําให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ โดยจําเลยมีเจตนาทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้
4. วันเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามกับพวกยังได้กล่าวคําปราศรัยบนเวที และไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยมีสาระสําคัญเป็นการโจมตีการทํางานของรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทําการจาบจ้วง หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560
และจําเลยทั้งสามกับพวกยังติดป้ายผ้าหน้าสถานีตํารวจภูธรภูเขียว มีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” “ผูกขาดวัคซีนหาซีนให้เจ้า” “ประยุทธออกไป” “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” อันเป็นการปลุกปั่น ยุยงประชาชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และการบริหารงานของรัฐบาล ถึงขนาดที่จะไปชุมนุมประท้วง กดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก และขู่เข็ญหรือบังคับให้พระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับฟังคําปราศรัยดังกล่าว ได้ตะโกน ตอบโต้ โห่ร้อง ปรบมือสนับสนุน อันเป็นการทําให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 28 ม.ค. 2565)
1. เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันจัดเวทีปราศรัยและเล่นดนตรีผ่านเครื่องขยายเสียง บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียววิทยา จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปหน้าสถานีตํารวจภูธรภูเขียว โดยผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่รักษาระยะห่าง และไม่มีกระบวนการคัดกรองตามมาตรการควบคุมโรค ในเขตพื้นที่เฝ้าระวังสูง ในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ
2. วันเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้ากล่าวปราศรัยบนเวทีแก่ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
3. ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”
วันเกิดเหตุ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จําเลยทั้งสามได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ด้วยการขึ้นกล่าวปราศรัยแก่ประชาชนซึ่งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียว และบริเวณสถานีตํารวจภูธรภูเขียว
จตุภัทร์ จำเลยที่ 1 ปราศรัยว่า “ปัญหาของสังคมไทยที่ยาวนานก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ กษัตริย์ไทยนี้รวยที่สุด แต่ประชาชนจนที่สุด ในยามวิกฤตกษัตริย์ไม่เคยมาเยียวยา ไม่เคยมาดูแลประชาชน” และ “..ตั้งแต่รัชกาลที่ 10 ขึ้นบัลลังค์มา… ปัญหารัฐธรรมนูญ 60 ที่ต้องฟังเสียงประชามติของประชาชนก็ไม่ได้เกิดขึ้น หลังจากประชามติเดือนสิงหาคม 2559 ผ่านพ้นแล้ว พระมหากษัตริย์คนใหม่ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้มีการแก้กฎหมายทั้งที่ไม่ผ่านประชามติ นี้แหละครับคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้มันอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ…”
อรรถพล จำเลยที่ 2 ปราศรัยว่า “ต้องไม่เอานโยบายรัฐบาลไปผูกขาดสัมปทานโรงงานปูนแถวสระบุรี ระเบิดภูเขาหายไปเป็นลูก ถ้าไม่ใช่กษัตรย์จะใช้ใคร ต้องกําจัดงบประมาณของกษัตริย์”
ภาณุพงศ์ จำเลยที่ 3 ปราศรัยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และการศึกษาไทยว่า การสอนให้เด็กนักเรียนเทิดทูนกษัตริย์ที่... (คำวิจารณ์) ถือเป็นการหลอกลวง
คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ และเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทําให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ โดยจําเลยมีเจตนาทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้
4. วันเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามกับพวกยังได้กล่าวคําปราศรัยบนเวที และไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยมีสาระสําคัญเป็นการโจมตีการทํางานของรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทําการจาบจ้วง หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560
และจําเลยทั้งสามกับพวกยังติดป้ายผ้าหน้าสถานีตํารวจภูธรภูเขียว มีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” “ผูกขาดวัคซีนหาซีนให้เจ้า” “ประยุทธออกไป” “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” อันเป็นการปลุกปั่น ยุยงประชาชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และการบริหารงานของรัฐบาล ถึงขนาดที่จะไปชุมนุมประท้วง กดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก และขู่เข็ญหรือบังคับให้พระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับฟังคําปราศรัยดังกล่าว ได้ตะโกน ตอบโต้ โห่ร้อง ปรบมือสนับสนุน อันเป็นการทําให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 28 ม.ค. 2565)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 11-06-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาจตุภัทร์, อรรถพล“ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ เดินทางไป สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ ตามหมายเรียกผู้ต้องหา
พนักงานสอบสวนบรรยายพฤติการณ์ที่กล่าวหาจตุภัทร์และอรรถพลโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เวลาประมาณ 08.00 น. จตุภัทร์, อรรถพล, และภาณุพงศ์ จาดนอก และกลุ่มคณะราษฎร กับพวกรวมประมาณ 20-30 คน ได้มารวมกลุ่มชุมนุม ปราศรัย อยู่ที่บริเวณข้างรั้วโรงเรียนภูเขียว โดยไม่ได้มีมาตรการป้องกันโควิด และไม่ได้แจ้งจัดกิจกรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ
ขณะพูดปราศรัยบริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียว ผู้ต้องหากับพวกได้แจ้งให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบถึงจุดมุ่งหมายเพื่อขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจตุภัทร์ปราศรัยด้วยว่า ปัญหาของสังคมไทยที่ยาวนานก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ กษัตริย์ไทยรวยที่สุด แต่ประชาชนจนที่สุด ในยามวิกฤตกษัตริย์ไม่เคยมาเยียวยาหรือดูแลประชาชน ซึ่งนักภาษาศาสตร์ให้ความเห็นว่า มีความหมายที่ผู้ฟังได้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกไม่ดี เกิดความเคลือบแคลงสงสัย และรู้สึกไม่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนได้
จากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น. กลุ่มของผู้ต้องหาเคลื่อนขบวนเดินทางเข้ามาชุมนุมกันที่บริเวณหน้า สภ.ภูเขียว มีการนําป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” และข้อความว่า “SAVE เมียนมาร์” มาติดที่บริเวณป้ายหน้าสถานีตํารวจ ทั้งยังติดป้ายข้อความว่า “เจ้าของประเทศที่แท้จริงคือ ปชช.” “หยุดคุกคามประชาชน” อยู่บริเวณรั้วด้านหน้าทางเข้า สภ.ภูเขียว
ต่อมาเวลา 16.45 น. ไผ่ จตุภัทร์ขึ้นปราศรัยอีกครั้ง มีเนื้อหาโดยสรุปว่า หลังจากประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ในเดือนสิงหาคม 2559 ผ่านพ้นไปแล้ว รัชกาลที่ 10 ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่ไม่ผ่านประชามติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ คำพูดดังกล่าวสื่อให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจแก้กฎหมายโดยอำเภอใจ ซึ่งก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนได้ ทั้งยังทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเกิดความรู้สึกไม่ดี เกิดความเคลือบแคลง และไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์
ส่วนอรรถพลได้กล่าวปราศรัยใจความว่า ต้องจำกัดงบประมาณของกษัตริย์ ต้องไม่เอานโยบายรัฐบาลไปผูดขาดสัมปทานโรงงานปูนแถวสระบุรี ระเบิดภูเขา หายไปเป็นลูก ซึ่งสื่อความหมายให้คนที่ได้ฟังเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์เป็นผู้บงการรัฐบาล เป็นการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันกษัตริย์ โดยในการจัดกิจกรรมและการปราศรัยได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กในเพจกลุ่มของผู้ต้องหาตลอดการชุมนุม ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาจตุภัทร์และอรรถพลรวม 5 ข้อหา ดังนี้
1. ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
2. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2)
3. ร่วมกันชุมนุมในสถานที่แออัดในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อโรค ภายในเขตพื้นที่ควบคุมพื้นที่เฝ้าระวังสูง หรือพื้นที่เฝ้าระวังแพร่โรค ฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง (ฉบับที่ 2)
4. ติดตั้ง ตาก วาง หรือแขวนสิ่งใดๆ ที่อาคารในลักษณะที่สกปรกรุงรังหรือไม่เป็นระเบียบ และมีสภาพที่ประชาชนอาจเห็นได้จากที่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ มาตรา 40
5. ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493
จตุภัทร์และอรรถพล ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จะให้การในรายละเอียดเป็นหนังสือภายใน 30 วัน หลังพิมพ์ลายนิ้วมือ พนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไว้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก
นอกจากไผ่และครูใหญ่แล้ว คณะกรรมการสอบสวนคดีนี้ได้ออกหมายเรียก “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก มารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และ 116 ด้วยอีกราย แต่เนื่องจากไมค์ยังไม่ได้รับหมายเรียก ประกอบกับอยู่ในระหว่างการกักตัวตามคำแนะนำของแพทย์ หลังหายจากการติดเชื้อโควิดขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงยังไม่ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ ซึ่งหลังจากครบกำหนดกักตัวแล้วจะได้เข้าพบพนักงานสอบสวนต่อไป
คดีนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 คดีที่ 2 ของไผ่และครูใหญ่ หลังการกลับมาใช้มาตรา 112 กับการแสดงออกทางการเมืองอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยคดีแรกของไผ่คือ คดีจากการปราศรัยในชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ส่วนครูใหญ่คือคดีจากการปราศรัยในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน เมื่อ 26 ต.ค. 2563
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ภูเขียว ลงวันที่ 11 มิ.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/30752)
-
วันที่: 06-07-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหาภาณุพงศ์เวลาประมาณ 10.30 น. "ไมค์" ภาณุพงศ์ จาดนอก พร้อมแม่ เดินทางจาก อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.ภูเขียว ตามที่ได้รับแจ้งจาก รอง ผกก.สอบสวน สภ.ภูเขียว ผ่านทนายความว่า เป็นผู้ถูกกล่าวหาและถูกออกหมายเรียกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการเข้าร่วมชุมนุมหน้า สภ.ภูเขียว ซึ่งจัดโดยกลุ่ม “ราษฎร” เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เช่นเดียวกับจตุภัทร์และอรรถพล
ก่อนที่ พ.ต.ท.พัชรพล สอนเวียง รอง ผกก.สอบสวน สภ.ภูเขียว จะเริ่มแจ้งพฤติการณ์ในคดี ภาณุพงศ์ได้สอบถามว่า ได้ออกหมายเรียกตนหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยมีหมายเรียกในคดีนี้ไปส่งที่บ้านใน จ.ระยอง พ.ต.ท.พัชรพลตอบว่า ออกหมายเรียกไป 3 ครั้ง ภาณุพงศ์จึงขอดูสำเนาหมายเรียกดังกล่าวก่อน พักใหญ่พนักงานสอบสวนจึงนำสำเนาหมายเรียกภาณุพงศ์ ออกเมื่อวันที่ 6, 14 และ 26 มิ.ย. 2564 มาให้ดู แต่ไม่มีหลักฐานจาก สภ.บ้านฉาง ซึ่งเป็นสถานีตำรวจในพื้นที่ ส่งคืนกลับมาว่า ได้ส่งหมายเรียกดังกล่าวไปที่บ้านของภาณุพงศ์แล้วหรือไม่
จากนั้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์ในคดีให้ภาณุพงศ์ทราบ มีเนื้อหาเช่นเดียวกับที่ได้แจ้งจตุภัทร์และอรรถพล ก่อนว่า ภาณุพงศ์ได้ขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณ 17.40 น. มีเนื้อหาตอนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และการศึกษาไทยว่า การสอนให้เด็กนักเรียนเทิดทูนกษัตริย์ที่... (คำวิจารณ์) ถือเป็นการหลอกลวง พนักงานสอบสวนระบุว่า คําพูดดังกล่าวเมื่อผู้คนทั่วไปและประชาชนได้ฟังแล้วเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในสถาบันกษัตริย์ และรู้สึกไม่เทิดทูน อีกทั้งเป็นการดูหมิ่นที่ระบุชัดเจนกับการเรียกชื่อ “วชิราลงกรณ์” ซึ่งคนไทยทุกคนทราบว่าหมายถึงผู้ใด
พนักงานสอบสวนกล่าวว่า การกระทำของภาณุพงศ์และพวกดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดรวม 5 ข้อหา เช่นเดียวกัน ภาณุพงศ์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยไม่ให้การในรายละเอียด แต่จะยื่นคำให้การเป็นเอกสารภายใน 30 วัน รอง ผกก. (สอบสวน) นัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 9 ส.ค. 2564 พร้อมจตุภัทร์และอรรถพล
พ.ต.ท.พัชรพล กล่าวกับไมค์ในระหว่างสอบปากคำว่า ไม่ใช่ตำรวจเห็นเองว่า คำปราศรัยเข้าข่ายผิดมาตรา 112 แต่เป็นความเห็นของนักวิชาการที่พนักงานสอบสวนเชิญมาให้ความเห็น ทำให้ไมค์ตั้งคำถามว่า ทำไมตำรวจให้เขามาตัดสิน ถ้าเขาไม่ชอบหน้าผม เขาก็บอกว่าเข้าข่าย 112
ในการเข้ารับฟังการแจ้งข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจำกัดให้เข้าเฉพาะไมค์ แม่ และทนายความ อ้างว่าจะติดโควิดและระบุว่า ตามกฎหมายให้เพียงทนายความและผู้ไว้วางใจ แต่ผู้สังเกตการณ์และนักศึกษาฝึกงานยืนยันขอเข้าร่วม สุดท้าย รอง ผกก.(สอบสวน) ให้เข้าร่วมฟังทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสำทับให้เก็บโทรศัพท์ รวมทั้งไม่ให้ถ่ายรูปและบันทึกเสียง แต่ในระหว่างการแจ้งข้อกล่าวหา ได้มีตำรวจ 2 นาย เดินมาพยายามถ่ายรูปไมค์ จน รอง ผกก.ต้องยกมือห้าม และในขณะที่ไมค์พิมพ์ลายนิ้วมือ ตำรวจก็เดินมาถ่ายรูปอีก ทำให้ไมค์ต่อว่าและให้ลบรูปทิ้งทันที
หลังพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม พนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวไมค์ไว้ เนื่องจากเป็นการมาพบพนักงานสอบสวนเอง ไม่ได้ถูกจับ ไมค์และแม่จึงเดินทางกลับในเวลาประมาณ 11.30 น.
คดีนี้นับเป็นคดีที่ไมค์ถูกดำเนินคดีที่จังหวัดในภาคอีสานคดีแรก
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ภูเขียว ลงวันที่ 6 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/31824)
-
วันที่: 09-08-2021นัด: ส่งตัวให้อัยการทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนคดีที่พนักงานสอบสวนนัดส่งสำนวนคดีให้อัยการ ไปเป็นวันที่ 20 ส.ค. 2564 เนื่องจากนักกิจกรรมทั้งสามติดนัดหมายในคดีอื่น
-
วันที่: 20-08-2021นัด: ส่งตัวให้อัยการทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนคดี เหตุจตุภัทร์ถูกขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัวชั้นฝากขังในคดีสาดสีหน้า สน.ทุ่งสองห้อง และภาณุพงศ์ถูกขังอยู่ที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัวชั้นฝากขังในคดีชุมนุมหน้า บก.ตชด.
-
วันที่: 08-10-2021นัด: ส่งตัวอรรถพลให้อัยการพนักงานสอบสวนนัดอรรถพลส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 29 ต.ค. 2564
-
วันที่: 29-10-2021นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการยังไม่มีคำสั่ง นัดอีกครั้งปลายเดือน พ.ย. 2564
-
วันที่: 28-01-2022นัด: รายงานตัวอัยการ (ฟ้อง)‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ เดินทางไปสำนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว ในนัดรายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล หลังอัยการมีคำสั่งฟ้อง ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, อรรถพล บัวพัฒน์ และ ‘ไมค์’ ภาณุพงศ์ จาดนอก ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงฯ จากการชุมนุม #ราษฎรออนทัวร์ ของกลุ่ม “ราษฎร” บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและหน้า สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564
เวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการแจ้งให้อรรถพลและทนายความไปที่ศาลเพื่อยื่นฟ้อง และทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อไป
ทั้งนี้ อัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยให้อยู่ในดุลพินิจของศาล แต่ขอให้เพิ่มโทษจตุภัทร์กึ่งหนึ่ง อ้างเหตุว่าจตุภัทร์เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก 2 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ในคดีของศาลจังหวัดขอนแก่น โดยพ้นโทษยังไม่ถึง 3 ปี ได้กลับมากระทําผิดคดีนี้ซึ่งเป็นฐานความผิดเดียวกันอีก และขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามในคดีนี้ต่อจากคดีอื่นๆ ทั้งยังขอให้ริบป้ายผ้า 7 ผืน ซึ่งตำรวจยึดไว้เป็นของกลางด้วย
อัยการยังแนบคำปราศรัยของทั้ง 3 คน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถอดเทปมาท้ายคำฟ้องด้วย
เมื่อไปถึงห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษากล่าวย้ำกับอรรถพลว่า คดีนี้อัยการยื่นฟ้องแล้ว จากนั้นกล่าวว่า ถ้าอยากได้รับการปล่อยตัวก็ให้ทนายไปยื่นประกันตัวมา และให้ตำรวจควบคุมตัวอรรถพลไปไว้ที่ห้องควบคุมใต้ถุนศาล
ต่อมา พัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีโดยใช้ตำแหน่งของ อภิชาติ ศิริสุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เป็นหลักประกัน ระบุเหตุผลว่า เป็นหลักประกันที่มีจํานวนสูงและมีความน่าเชื่อถือว่า จําเลยจะไม่หลบหนีหรือไปก่อภยันตรายประการอื่น อีกทั้งจําเลยมีภูมิลําเนาที่แน่นอน มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง กล่าวคือทําอาชีพเป็นติวเตอร์สอนหนังสือ และไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี
ก่อนที่เวลา 14.20 น. ศาลจังหวัดภูเขียวจะมีคำสั่งให้ประกันครูใหญ่ อรรถพล โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.ตามที่ยื่นคำร้อง หากผิดสัญญาประกันให้ปรับ 200,000 บาท กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับที่ถูกฟ้องนี้อีก และในวันที่ 2 ก.พ. 2565 ศาลนัดให้ครูใหญ่ไปที่ศาลอีกครั้ง เนื่องจากจะเบิกตัวจตุภัทร์และภาณุพงศ์ซึ่งถูกขังอยู่ในคดีอื่น ผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่ออ่านและอธิบายคำฟ้องให้ทั้งสองฟัง พร้อมทั้งยืนยันตัวว่า จตุภัทร์และภาณุพงศ์เป็นบุคคลที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องหรือไม่
ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ครูใหญ่กล่าวถึงคดีนี้ว่า เขาถูกฟ้องอย่างไม่สมเหตุสมผล เพียงเพราะต้องการปราศรัยให้สถาบันกษัตริย์ปรับตัวเข้ากับสังคมไทยเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามที่ถูกฟ้อง นอกจากนี้ การชุมนุมในวันดังกล่าว เขาไปเข้าร่วมแค่ในช่วงเย็นที่หน้า สภ.ภูเขียว ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมที่หน้าโรงเรียนภูเขียวตามที่ทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการกล่าวอ้างในสำนวน
ทั้งนี้ในส่วนคำปราศรัยของอรรถพลที่ถูกหยิบยกมาฟ้อง มีข้อสังเกตว่า อัยการบรรยายในคำฟ้องว่า “ต้องกำจัดงบประมาณของกษัตริย์” แต่ในเอกสารถอดเทปคำปราศรัยที่แนบมาท้ายคำฟ้อง ระบุข้อความในส่วนนั้นว่า “ต้องจำกัดงบประมาณของกษัตริย์” ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก โดยถ้อยคำในคำฟ้องมีความหมายในทางเป็นโทษต่อจำเลยที่ถูกฟ้อง
ในส่วนของนักกิจกรรมอีก 23 ราย ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ คดียังอยู่ในการพิจารณาของอัยการ โดย 11 ราย อัยการมีคำสั่งฟ้องแล้ว และนัดรายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเขียวในวันที่ 10 ก.พ. 2565
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 28 ม.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40072) -
วันที่: 02-02-2022นัด: สอบคำให้การที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 บรรพต วิภูภิญโญ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดภูเขียว ออกพิจารณาคดี อรรถพลและทนายจําเลยที่ 2 มาศาล ศาลเบิกตัวจตุภัทร์และภาณุพงศ์ จําเลยที่ 1 และที่ 3 มาร่วมพิจารณาคดีผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ โดยทั้งสองไม่คัดค้านกระบวนการดังกล่าว จตุภัทร์และภาณุพงศ์รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจําเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้จริง ศาลประทับฟ้อง รับตัวไว้ และออกหมายขัง
ศาลแจ้งกับไผ่และไมค์ว่า คดีนี้อัยการยื่นฟ้องแล้ว ก่อนถามว่า จำเลยทั้งสองมีทนายความแล้วหรือไม่ ไผ่และไมค์แถลงว่า ยังไม่มีทนายความ และต้องการให้อานนท์ นำภา ซึ่งขณะนี้ถูกขังอยู่ที่เรือนจำในแดนเดียวกันเป็นทนายความ เพื่อปรึกษาคดีกันได้สะดวก และขอให้ศาลแจ้งให้ราชทัณฑ์เบิกตัวทนายอานนท์มาพร้อมกันในนัดหน้า ส่วนพวกตนจะแต่งตั้งทนายจำเลยเข้ามาในนัดหน้า และขอให้การภายหลังแต่งตั้งทนายจำเลยแล้ว ด้านอรรถพลแถลงว่า ประสงค์ให้การในวันเดียวกับวันนัดสอบคําให้การจตุภัทร์และภาณุพงศ์
ศาลสอบถามถึงความเป็นไปได้ที่ทนายอานนท์จะว่าความได้ในขณะถูกคุมขัง ไผ่ตอบว่า สามารถทำได้ เพราะก่อนหน้านี้เช่นในคดีคนอยากเลือกตั้งของศาลอาญา ศาลก็ให้ทนายอานนท์สวมชุดครุยทำหน้าที่ว่าความในฐานะทนายจำเลย เพราะคดียังไม่ตัดสิน ก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เมื่อยังเป็นทนายความ ก็ถือว่ายังมีศักดิ์และสิทธิ์ตามกฎหมายให้ทำหน้าที่นั้นได้
ศาลถามต่อว่าจะใช้เวลาคุยและปรึกษาคดีกับทนายอานนท์เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ เพราะจะได้นัดพิจารณาคดีในนัดหน้า ไผ่ชี้แจงว่ากระบวนการจัดส่งเอกสารจากศาลมาที่เรือนจำค่อนข้างล่าช้าจึงขอเวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นศาลปรึกษากับอรรถพลว่า สะดวกนัดอีกครั้งเมื่อไหร่ ก่อนจะได้ข้อสรุปเลื่อนไปสอบคำให้การจำเลยพร้อมกันทั้งสามคน และตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 23 มี.ค. 2565 เวลา 09.00 น.
หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ ศาลกล่าวกับไผ่และไมค์ว่า หากจะขอประกันตัวในคดีนี้ ก็สามารถยื่นคำร้องขอประกันได้ตลอด และสอบถามจำเลยทั้งสามว่าหากไม่ถูกคุมขังในเรือนจำประกอบอาชีพอะไร ครูใหญ่ตอบไปว่าเป็นติวเตอร์ให้นักเรียนมัธยมปลายและคนจะสอบเข้าโรงเรียนนายสิบตำรวจ ไผ่เล่าว่าเขาเรียนปริญญาโทด้านสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และกำลังจะสอบตั๋วทนายภาคทฤษฎี แต่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันออกไปสอบ ส่วนไมค์กล่าวว่าเขายังเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ต่อมา น้องสาวของไผ่ที่ร่วมฟังการพิจารณาคดีอยู่ในห้องพิจารณาคดีของศาลด้วย ได้ขอพูดคุยกับไผ่ผ่านคอนเฟอเรนซ์ด้วย ศาลอนุญาตให้พูดคุยกันราว 10 นาที เธอกล่าวกับไผ่ว่า อยากให้ออกมาไวๆ เพราะทุกคนที่บ้านคิดถึง ส่วนไผ่กล่าวทักทายกับน้องสาวว่า ยังไหวอยู่ และขอโทษน้องสาวที่ไม่ได้ช่วยอยู่ดูแลพ่อแม่ในช่วงนี้ หากได้ออกไปจะช่วยดูแลพ่อแม่มากขึ้น
ด้านพริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของไผ่ที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุทำให้ต้องใช้ไม้เท้าพยุงเดิน กล่าวกับไผ่ว่าคิดถึงและขอโทษที่ไม่ได้ไปเยี่ยมในเรือนจำ ไผ่ตอบแม่ว่า ไม่เป็นไร เข้าใจว่าแม่คงติดธุระหลายอย่าง และเป็นห่วงสุขภาพของทั้งพ่อและแม่ หลังไต่ถามสารทุกข์กันสักพัก ครอบครัวไผ่จึงได้กล่าวร่ำลาไผ่และไมค์ โดยที่พวกเขาต่างไม่รู้ว่าจะได้พบพูดคุยกันแบบนี้อีกครั้งเมื่อไหร่
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 2 ก.พ. 2565 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/4771794969536986) -
วันที่: 10-02-2022นัด: ยื่นประกันจตุภัทร์, ภาณุพงศ์หลังวันที่ 9 ก.พ. 2565 ศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ในคดีที่มีหมายขังรวม 3 คดี และภาณุพงศ์รวม 4 คดี ทนายความจึงได้เข้ายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้งสองในคดีนี้ โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดคนละ 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์
ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของจตุภัทร์ระบุเหตุผลว่า จำเลยเป็นนักศึกษาชั้นปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอยู่ระหว่างการอบรมศึกษาเพื่อสอบขอรับใบอนุญาตว่าความในฐานะทนายความ จึงมีหน้าที่จะต้องเข้าเรียน จัดทำรายงานต่างๆ และเข้าสอบไล่ สอบปฏิบัติให้ครบตามกำหนด
ยิ่งไปกว่านั้น ขณะนี้บิดาของจำเลยประสบอุบัติเหตุรถชน อยู่ระหว่างการรักษาตัว มารดาของจำเลยประสบอุบัติเหตุลื่นล้มจนทำให้ขาหัก บิดาและมารดาของจำเลยไม่สามารถประกอบกิจธุระส่วนตัวได้โดยสะดวก จำเลยเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัว จึงมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือดูแลบิดาและมารดาในยามเจ็บป่วย
ส่วนคำร้องของภาณุพงศ์ ระบุว่า จําเลยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษาตามโครงสร้างหลักสูตรซึ่งมหาวิทยาลัยกําหนด จึงมีหน้าที่จะต้องเข้าเรียน จัดทํารายงานต่างๆ และเข้าสอบไล่ให้ครบตามกําหนดหลักสูตรของมหาวิทยาลัย การขังจําเลยไว้ต่อไปย่อมส่งผลกระทบต่อการศึกษา
ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของจําเลยขณะนี้กําลังประสบปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งเป็นกิจการทุเรียนทอดที่จําเลยทําร่วมกับครอบครัว โดยจําเลยเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ประกอบกับมารดาของจําเลยมีปัญหาสุขภาพไม่สามารถบริหารจัดการกิจการ จําเลยจึงจำเป็นต้องออกมาช่วยเหลือครอบครัวเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
คำร้องยังได้หยิบยกกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ว่า “บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทําผิดอาญาต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด” เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาให้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ต่อมา ในช่วงบ่าย คมสันต์ ยวงเดชกล้า ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์และภาณุพงศ์ กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการใดๆ ในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้อีก
จากนั้น ศาลได้มีหมายปล่อย และเจ้าหน้าที่ได้แฟกซ์หมายไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทำให้จตุภัทร์ ซึ่งวันเดียวกันนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ประกันอีกคดีเช่นกัน ได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำ หลังถูกขังรวม 186 วัน ส่วนภาณุพงศ์ยังมีหมายขังของศาลจังหวัดอยุธยา ซึ่งศาลนัดไต่สวนคำร้องขอประกันในวันที่ 11 ก.พ. 2565
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 10 ก.พ. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/40382)
-
วันที่: 23-03-2022นัด: ตรวจพยานหลักฐานจตุภัทร์, อรรถพล และภาณุพงศ์มาศาล แต่จตุภัทร์และภาณุพงศ์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เนื่องจากทนายความติดว่าความในคดีของศาลอื่น ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 12 พ.ค. 2565 เวลา 09.00 น.
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 23 มี.ค. 2565) -
วันที่: 12-05-2022นัด: ตรวจพยานหลักฐานศาลอ่านและอธิบายฟ้อง จตุภัทร์, อรรถพล และภาณุพงศ์ ยืนยันให้การปฏิเสธ เนื่องจากไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง
โจทก์แถลงว่า มีพยานบุคคลที่จะนำเข้าสืบรวม 36 ปาก ใช้เวลาสืบ 7 นัด ฝ่ายจำเลยแถลงมีพยานบุคคล 26 ปาก ขอใช้เวลา 7 นัดเช่นกัน นัดสืบพยานโจทก์ในัวที่ 17-19, 23-26 เม.ย. 2567 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 30 เม.ย., 1-3, 7-9 พ.ค. 2567
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 12 พ.ค. 2565) -
วันที่: 17-04-2024นัด: สืบพยานโจทก์โจทก์นำพยานบุคคลเข้าเบิกความรวม 35 ปาก ประกอบด้วย ผู้กล่าวหาและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันชุมนุม รวมถึง ผกก.สภ.ภูเขียว ทั้งหมด 10 ปาก, ตำรวจผู้ถอดเทปคำปราศรัยและตรวจพิสูจน์หลักฐาน 4 ปาก, ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และ ร.ร.ภูเขียว 5 ปาก, พยานผู้เชียวชาญที่ให้ความเห็นต่อข้อความ 2 ปาก, พ่อค้าแม่ค้าละแวก สภ.ภูเขียว 7 ปาก และพนักงานสอบสวน 7 ปาก
โดยโจทก์นำสืบในลักษณะว่า ไผ่และครูใหญ่ทำเป็นแกนนำการชุมนุม ขณะที่การชุมนุมไม่มีการขออนุญาตผู้ว่าฯ ไม่มีจุดคัดกรอง และผู้ชุมนุมบางส่วนไม่ใส่หน้ากากอนามัย เสี่ยงต่อการแพร่โควิด ที่สำคัญคำปราศรัยของทั้งสอง ทำให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง รู้สึกไม่ดีและไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์
เดิมไผ่แต่งตั้ง อานนท์ นำภา เป็นทนายจำเลย แต่ในช่วงสืบพยานอานนท์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีมาตรา 112 โดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว การเบิกตัวอานนท์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาทำหน้าที่ทนายที่ศาลจังหวัดภูเขียว ใน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากและศาลอาจจะไม่อนุญาต ไผ่จึงแต่งตั้งทนายคนใหม่ทำหน้าที่ว่าความแทน
สำหรับบรรยากาศในการสืบพยาน นอกจากมีนักศึกษาฝึกงาน ประชาชนที่สนใจ และเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ ตลอดการสืบพยาน 10 วัน มีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย กระจายกำลังเฝ้าอยู่บริเวณทางเข้าศาล ในวันแรกมีการนั่งเฝ้าหน้าห้องพิจารณา รวมถึงมีตำรวจศาล 1 นาย และตำรวจอีก 1 นาย นั่งเฝ้าในห้องพิจารณา หากไผ่หรือครูใหญ่ไปเข้าห้องน้ำตำรวจก็จะติดตามไปด้วย แต่เมื่อไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ ในระหว่างการพิจารณา ในห้องพิจารณาจึงเหลือเพียงตำรวจนั่งเฝ้าเพียง 1 นาย
การสืบพยานใช้วิธีบันทึกคำเบิกความพยานเป็นวีดิโอ โดยศาลให้เหตุผลว่า เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงและอยู่ในความสนใจของประชาชน ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ ไผ่และครูใหญ่นอกจากนั่งฟังพยานโจทก์เบิกความตอบอัยการและตอบทนายจำเลยถามค้านแล้ว ยังได้เป็นผู้ถามค้านพยานโจทก์บางปากด้วยตนเองอีกด้วย
++รอง ผกก. ผู้กล่าวหาอ้าง การชุมนุมไม่ได้รับอนุญาต-คำปราศรัยทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย ไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ แต่รับว่า ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์การออก กม.ขยายพระราชอำนาจได้
พ.ต.ท.อภิรักษ์ ดวงใจ ผู้กล่าวหา ขณะเกิดเหตุเป็นรองผู้กำกับปราบปราม สภ.ภูเขียว เบิกความว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะพยานอยู่ที่บ้านพักได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาว่า มีกลุ่มคณะราษฎรนำโดย ไผ่ ดาวดิน เดินทางมาชุมนุมที่หน้า สภ.ภูเขียว พยานจึงเดินทางมาที่ สภ.ภูเขียว พบกลุ่มคนประมาณ 20 คน มีรถยนต์ขนเครื่องขยายเสียง เต็นท์ และนำมาวางกีดขวางทางขึ้น สภ.ภูเขียว แล้ว แต่ขณะนั้นยังไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียง
ตามที่พยานสังเกตผู้ชุมนุมมีทั้งใส่หน้ากากอนามัยและไม่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่มีการตั้งจุดคัดกรอง ทางเข้า สภ.ภูเขียว ก็เปิดโล่งโดยไม่มีการตั้งจุดคัดกรองเช่นกัน
ต่อมา ผู้กำกับการ สภ.ภูเขียว ได้เรียกประชุมที่ห้องประชุมชั้น 2 โดยพยานได้เข้าร่วมด้วย พยานได้ทราบจากที่ประชุมว่า ก่อนที่ผู้ชุมนุมจะเดินทางมาที่ สภ.ภูเขียว ได้ปราศรัยอยู่ที่ถนนข้างรั้วโรงเรียนภูเขียว
ที่ประชุมมีมติให้ผู้กำกับฯ พูดคุยกับผู้ชุมนุมเพื่อสอบถามว่า มีวัตถุประสงค์รวมทั้งข้อเรียกร้องอย่างไรที่ให้ตำรวจดำเนินการบ้าง ผู้กำกับฯ พร้อมทั้งพยาน, พ.ต.ท.พัชรพล รองผู้กำกับ (สอบสวน) และตำรวจอีกหลายนายจึงได้ลงมาพบไผ่และพวก โดยไผ่และพวกได้เรียกร้องให้ผู้กำกับฯ รวมทั้งตำรวจแถลงขอโทษนักเรียนที่หน้า สภ.ภูเขียว จากสาเหตุที่ตำรวจพร้อมทั้งฝ่ายความมั่นคงไปพูดคุยที่บ้านห้ามนักเรียนโรงเรียนภูเขียวไปเข้าร่วมค่ายราษฎรออนทัวร์ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย ทำให้ไม่มีนักเรียนไปร่วมค่าย
ผู้กำกับฯ รับข้อเรียกร้องไปปรึกษากับผู้ใต้บังคับบัญชาและรายงานถึงผู้บังคับบัญชา ระหว่างนั้นผู้ชุมนุมเริ่มใช้เครื่องขยายเสียงเปิดเพลงและพูดคุย โดยยังไม่มีการปราศรัย
จากนั้นผู้ชุมนุมได้ใช้ป้ายผ้าแขวนขวางทางขึ้น สภ.ภูเขียว และที่รั้วด้านนอก โดยพยานและผู้กำกับฯ เห็นเหตุการณ์ผ่านกล้องวงจรปิด พยานจึงได้สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าไปห้ามไม่ให้ขึงแผ่นผ้าขวางทางขึ้น สภ. แต่ผู้ชุมนุมไม่ยินยอม สารวัตรปราบปรามจึงให้พยานไปพูดคุยเอง แต่ก็ไม่เป็นผล ผู้ชุมนุมได้ดึงป้าย “save เมียนมาร์” และป้าย “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ขึ้นไปติดทับป้ายชื่อ สภ.ภูเขียว
เวลาประมาณ 16.00 น. ไผ่ได้ขึ้นปราศรัยเป็นคนแรกจากนั้นก็มีไมค์, ครูใหญ่ และคนอื่นอีกหลายคนขึ้นปราศรัย มีทั้งผู้ชุมนุม, ผู้มาติดต่อราชการ และประชาชนที่มาตลาดได้ยินการปราศรัย โดยผู้ร่วมชุมนุมมีการปรบมือโห่ร้อง ใช้เสียงบ้าง เป็นปกติของการชุมนุม
หลังเกิดเหตุพยานได้รับมอบหมายให้เข้าแจ้งความจำเลยทั้งสามและคนอื่น เช่น ทราย เจริญปุระ ซึ่งแยกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
เบื้องต้นพยานได้แจ้งความร้องทุกข์จำเลยทั้งสามในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
การปราศรัยในวันเกิดเหตุมีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก คนรับฟังไปได้ทั่วโลก แต่พยานไม่ทราบว่าเผยแพร่ทางเพจไหน พยานได้ฟังคำปราศรัยทั้งจากการไลฟ์สดและจากการมอนิเตอร์ในห้องประชุม รวมทั้งได้ตรวจสอบบันทึกการถอดเทปการปราศรัยจากคณะทำงาน
สำหรับคำปราศรัยของไผ่ตามฟ้อง ข้อความแรก พยานฟังแล้วรู้สึกไม่ดีกับสถาบันกษัตริย์ ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องขึ้นในหมู่ประชาชน ทั้งที่สถาบันกษัตริย์ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมมาตลอด คำพูดดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์
ส่วนคำปราศรัยของไมค์ พยานและประชาชนที่ได้ฟังเกิดความเคลือบแคลง ไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ มีการดูหมิ่นโดยการระบุชื่อ “วชิราลงกรณ์” ชัดเจน ซึ่งคนทั่วไปทราบดีว่าหมายถึงใคร
คำปราศรัยของครูใหญ่สื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่า สถาบันกษัตริย์บงการรัฐบาล ทั้งที่จริงแล้วสถาบันกษัตริย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่บริหารบ้านเมือง เป็นการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันกษัตริย์
หลังจากได้ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากบันทึกถอดเทปคำปราศรัย พยานจึงได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116
เหตุที่พยานแจ้งความจำเลยตามมาตรา 116 เนื่องจากตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กษัตริย์อยู่ในฐานะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องใด ๆ มิได้ ซึ่งนักวิชาการได้ให้ความเห็นว่า คำปราศรัยของจำเลยทั้งสามทำให้ผู้ฟังเกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่อง เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่เทิดทูนต่อสถาบันกษัตริย์
ตามรายงานการสืบสวนระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นแกนนำกลุ่มดาวดินและกลุ่มราษฎรภูเขียว ภาพถ่ายแกนนำกับนักเรียนภูเขียวที่ปรากฏในรายงานการเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎรมีทั้งคนที่ใส่หน้ากากอนามัยและไม่ใส่
คดีนี้มีการตั้งคณะทำงานประกอบด้วยคณะพนักงานสอบสวนและคณะพนักงานสืบสวน โดยพยานไม่ได้อยู่ในคณะทั้งสอง ที่พยานเข้าแจ้งความเป็นการแจ้งในฐานะผู้ประสบเหตุ ผู้เสียหาย และได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา
พยานไม่รู้จักกับจำเลยเป็นการส่วนตัว แต่รู้จักผ่านสื่อว่าเป็นผู้นำการชุมนุม
ต่อมา พ.ต.ท.อภิรักษ์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้เป็นผู้จัดทำรายงานการสืบสวน, รายงานการเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎร และบันทึกถอดเทปคำปราศรัย
พยานทราบจากการสอบถามผู้ชุมนุมว่า การชุมนุมในวันดังกล่าวมีสาเหตุมาจากผู้ชุมนุมไม่พอใจที่ตำรวจไปคุกคามนักเรียนที่ลงชื่อไปค่ายราษฎรออนทัวร์ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย
จากรายงานการสืบสวน ค่ายราษฎรออนทัวร์ไม่ได้ไปทำผิดกฎหมาย แต่เป็นค่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับเฉพาะนักเรียน ม.1 ถึง ม.3 ของโรงเรียนในอำเภอภูเขียว
ผู้ชุมนุมในวันเกิดเหตุมีจำนวนประมาณ 25 คน พยานเห็นผู้ชุมนุมเอาเต็นท์มาวางหน้า สภ.ภูเขียว แต่พยานไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมเดินทางกลับมาจากค่ายที่ จ.เลย หรือไม่
หน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เป็นที่โล่งแจ้ง อากาศถ่ายเทสะดวก โดยลานกว้างหน้า สภ.ภูเขียว บรรจุคนได้ 300-400 คน ซึ่งข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 15) ข้อ 3 ระบุว่า ห้ามทำกิจกรรมในสถานที่แออัด หมายความว่า ไม่ได้ห้ามการทำกิจกรรมโดยเด็ดขาด สามารถทำได้หากไม่แออัด
ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ข้อ 4 ห้ามการชุมนุมในสถานที่แออัด เสี่ยงต่อการแพร่โรค เป็นการกำหนดเพิ่มเติมจากข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 15) ข้อ 3 คนที่ออกประกาศดังกล่าวคือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่พยานไม่ทราบว่า ตามหลักการ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสามารถออกประกาศเพิ่มเติมจากข้อกำหนดได้หรือไม่
นอกจากนี้ ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ข้อ 4 ยังระบุว่า ผู้มีหน้าที่ในการขออนุญาตจัดการชุมนุมคือผู้จัดการชุมนุม ไม่ใช่ผู้ร่วมชุมนุม
การตั้งจุดคัดกรองโดยปกติจะจัดให้มีบริเวณทางเข้าอาคาร ในเหตุการณ์นี้ผู้ชุมนุมใช้พื้นที่บริเวณลานด้านหน้า สภ.ภูเขียว ไม่ได้เข้าไปในอาคาร และทางเข้าอาคาร สภ. ก็มีจุดคัดกรองตั้งอยู่แล้ว
ภายหลังการทำกิจกรรมพยานไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อจากกิจกรรมดังกล่าว แต่จริง ๆ มีหรือไม่พยานไม่ทราบ
หากมีคนไปขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงในการชุมนุมแล้ว คนอื่นที่ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใช้อีก
การชุมนุมปราศรัยทั้งที่หน้า ร.ร.ภูเขียว และ สภ.ภูเขียว เป็นไปโดยสงบ ไม่มีเหตุวุ่นวายหรือความรุนแรง มีเพียงการใช้เครื่องขยายเสียง ไม่มีผู้ชุมนุมคนใดใช้อาวุธ ไผ่ไม่ได้ปราศรัยให้ประชาชนทำลายทรัพย์สินราชการหรือเอกชน หรือทำร้ายบุคคลอื่น รวมทั้งไม่พบผู้ชุมนุมทำลายทรัพย์สินเอกชนหรือราชการ หรือทำร้ายบุคคลอื่น หลังเกิดเหตุก็ไม่พบว่ามีเหตุการณ์ความไม่สงบหรือเหตุวุ่นวายในอำเภอภูเขียว
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีการจัดทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 พยานไม่แน่ใจว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วจะแก้ไขได้หรือไม่ พยานจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งตามความเห็นพยานเห็นว่า รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้โดยรัฐสภา
เมื่อเดือนมกราคม 2560 มีข่าวพลเอกประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า รัชกาลที่ 10 รับสั่งให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติแล้ว จากนั้นพลเอกประยุทธ์ได้ให้ สนช. แก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการขยายพระราชอำนาจหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.การจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561
ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า การจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ส่วนราชการในพระองค์ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและไม่เป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายอื่นใด
และมาตรา 7(4) บัญญัติว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประกาศใช้ ให้โอนบรรดากิจการ อํานาจหน้าที่ ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สิน ตลอดจนตําแหน่งและอัตราเงินเดือนของตํารวจราชสํานัก ประจําสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไปเป็นของส่วนราชการในพระองค์
พยานทราบว่า หลังออก พ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้ตำรวจราชสำนักถูกโอนไปโดยไม่ขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายบริหาร แต่พยานไม่ทราบว่า มีตำรวจบางคนไม่ยินยอมถูกโอนไปเป็นข้าราชการในพระองค์และต้องถูกลงโทษ ถูกธำรงวินัย
(ศาลติงทนายจำเลยว่า ขอให้ถามอยู่ในประเด็น ทนายจำเลยแถลงว่า การถามค้านประเด็นดังกล่าวเพื่อที่จะไปประกอบกับคำให้การของจำเลยที่ 1 เรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์)
พยานรับว่า พลเอกประยุทธ์ได้ออกพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนไปเป็นหน่วยราชการในพระองค์ปี 2562 ซึ่งจะมีนักวิชาการและประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการขยายพระราชอำนาจและขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่กษัตริย์ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ แต่เห็นว่าเป็นสิ่งที่นักวิชาการและประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้
การออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจและการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวส่งผลให้เกิดการชุมนุมขนาดใหญ่ในปี 2562 ที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมด้วย โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ให้ประยุทธ์ลาออก, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
พยานเห็นว่า การวิจารณ์การออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น สามารถทำได้ถ้าหากเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะการปฏิรูปคือการทำให้ดีขึ้น ซึ่งพยานเห็นด้วย
ข้อความตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 กล่าวคำว่า “ยามวิกฤติ” นั้น พยานคิดถึงเหตุการณ์ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง
พยานเห็นว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง มีคนรวยน้อย มีคนยากจนมาก (ศาลติงทนายจำเลยว่า ถ้าเป็นความเห็นไม่ต้องถามพยานก็ได้) และพยานเคยได้ยินว่า ต่างประเทศจัดอันดับว่า ราชวงศ์ไทยรวยที่สุดในโลก
ช่วงเกิดเหตุมีการระบาดของโควิด 19 ทั่วโลก การป้องกันการระบาดดังกล่าวต้องใช้วัคซีน แต่พยานไม่ทราบว่า พลเอกประยุทธ์มอบให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์จัดหาวัคซีนหรือไม่ และรัชกาลที่ 10 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของสยามไบโอไซเอนซ์หรือไม่
พยานได้ไปให้การกับพนักงานสอบสวนรวมทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 2 ก.พ. 2564 พยานกล่าวหาจำเลยเฉพาะข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 16 เม.ย. 2564 พยานไปกล่าวหาจำเลยเพิ่มเติมในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 โดยพยานให้การว่า พยานและประชาชนที่ได้รับฟังคำปราศรัยของไผ่ในข้อความแรกแล้วรู้สึกไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งขณะเกิดเหตุรัชกาลที่ 10 เป็นพระมหากษัตริย์ พยานจึงหมายถึง มีความรู้สึกไม่ดีต่อรัชกาลที่ 10
สถาบันกษัตริย์ หมายถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน แต่จะรวมถึงองคมนตรีด้วยหรือไม่ พยานเห็นว่าเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ที่พยานไปให้การร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยในข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 นั้น พยานฟังความเห็นมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา
(อ้างอิง: คำเบิกความพยานโจทก์ ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 17 เม.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/69832)
-
วันที่: 18-04-2024นัด: สืบพยานโจทก์++ตำรวจที่ติดตามการชุมนุมระบุ ไผ่เป็นแกนนำ – การชุมนุมไม่มีจุดคัดกรอง แต่รับว่า ที่ชุมนุมโล่งกว้าง คำปราศรัยทำให้รู้สึกไม่ดีต่อ “สถาบันกษัตริย์” แต่เป็นการเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์อยู่ใต้ รธน.
ตำรวจ สภ.ภูเขียว ที่ได้รับคำสั่งให้ติดตามการชุมนุม รวมถึงที่เข้าเวรอยู่ที่ สภ.ภูเขียว และเห็นเหตุการณ์การชุมนุมรวม 8 นาย ได้แก่ พ.ต.อ.เจริญ สาระคำ และ ร.ต.อ.พณดล เกิงไพบูลย์ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรและรองสารวัตรสืบสวน สภ.ภูเขียว, พ.ต.ท.วันชัย จีนคำ, ร.ต.อ.บัลลังก์ คงไธสง, ร.ต.ต.ชูชาติ ชำนาญวงศ์ และ ด.ต.ปรเมศ สมรัตน์ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตร, รองสารวัตร และผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สภ.ภูเขียว, พ.ต.ท.นิติพัฒน์ พิกุล และ ร.ต.อ.พร้อมพงษ์ พะคะยะ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรและรองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ภูเขียว เบิกความในทำนองเดียวกันว่า
วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 08.00 น. ผู้บังคับบัญชาแจ้งว่า จะมีการชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎร” ซึ่งมี ไผ่ ดาวดิน เป็นแกนนำ ที่ข้างรั้วโรงเรียนภูเขียว จากนั้นจึงมีคำสั่งให้ชุดสืบสวนประมาณ 10 นาย พร้อมทั้งฝ่ายปราบปราม ไปเฝ้าระวังสังเกตการณ์ความเรียบร้อย
ไผ่และผู้ชุมนุมประมาณ 20 คน ตั้งเวทีอยู่ด้านนอกรั้วโรงเรียน และมีการปราศรัย มีนักเรียนประมาณ 50 คน นั่งฟังการปราศรัยอยู่ในรั้วโรงเรียน บริเวณสนามฟุตซอล ผู้ชุมนุมใส่บางคนใส่หน้ากากอนามัย บางคนไม่ใส่ ส่วนนักเรียนก็ใส่บ้างไม่ใส่บ้างเช่นกัน
ผู้ปราศรัยหน้าโรงเรียนมีแกนนำคือ ไผ่ ดาวดิน และไมค์ ระยอง เนื้อหาการปราศรัยเป็นการโจมตีผู้บริหารโรงเรียนและตำรวจที่ไปคุกคามนักเรียนที่สมัครไปค่าย รวมทั้งโจมตีรัฐบาล
หลังยุติการปราศรัยผู้ชุมนุมได้เข้าไปถ่ายรูปร่วมกับนักเรียนในรั้วโรงเรียนโดยมีการนั่งใกล้ชิดกัน
ต่อมา ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนออกจากหน้าโรงเรียนภูเขียว เมื่อถึงหน้า สภ.ภูเขียว ได้กางเต็นท์ ปราศรัยและร้องเพลงผ่านเครื่องขยายเสียง มีเสียงดังได้ยินชัด ผู้กำกับฯ และรองผู้กำกับฯ ได้ลงมาคุยกับแกนนำผู้ชุมนุม คือ ไผ่ สอบถามถึงวัตถุประสงค์ในการมาชุมนุม ผู้ชุมนุมอธิบายว่า มีตำรวจไปคุกคามนักเรียนไม่ให้ไปค่ายที่ อ.วังสะพุง จึงให้ผู้กำกับฯ และตำรวจที่ไปคุกคามกล่าวขอโทษ ผู้กำกับฯ ขอให้ผู้ชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย และนำข้อเรียกร้องไปประชุมหารือ
จากนั้นผู้ชุมนุมได้นำแผ่นผ้ามาและใช้สีเขียนอยู่ที่หน้า สภ.ภูเขียว ก่อนนำไปติดที่ด้านหน้า สภ. ผู้กำกับฯ เข้าไปห้ามแต่ผู้ชุมนุมไม่ฟัง ในที่สุดผู้ชุมนุมได้แขวนป้าย “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” “Save เมียนมาร์” ตรงป้ายชื่อ สภ.ภูเขียว และอีกหลายป้ายที่หน้ารั้ว สภ. รวมทั้งหมด 7 ป้าย เหตุการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการยื้อแย่งป้ายกันบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำร้ายร่างกาย ป้ายที่ติดก็ไม่ได้กีดขวางทางขึ้นลง สภ. ยังมีประชาชนมาติดต่อราชการได้ตามปกติ
เวลาประมาณ 16.30 น. ผู้ชุมนุมเริ่มปราศรัย มีคนฟังการปราศรัยมีประมาณ 40-50 คน มีทั้งที่เดินไปเดินมา และนั่งรวมกลุ่มกัน บางคนไม่ใส่หน้ากากอนามัย ชาวบ้านที่มาตลาดยืนดูอยู่ด้านนอกรั้ว สภ. ไม่มีจุดคัดกรอง
ผู้ชุมนุมปราศรัยถึงประมาณ 20.00 น. และแจ้งว่า จะค้างแรมหน้า สภ.ภูเขียว แต่ต่อมาแยกย้ายกันกลับเวลาประมาณ 5 ทุ่ม โดยไม่มีความรุนแรง ส่วนป้ายที่ผู้ชุมนุมนำมาติดมีทั้งหมด 7 ป้าย ต่อมาถูกยึดเป็นของกลาง
คนที่ขึ้นปราศรัยมีไผ่, ไมค์ และครูใหญ่ โดยมีเนื้อหาโจมตีตำรวจ รัฐบาล และเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ด้วย
จากการสืบสวนไม่ทราบว่า ใครเป็นคนจัดหาเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการชุมนุม
พ.ต.อ.เจริญ และ ด.ต.ปรเมศ ได้เบิกความให้ความเห็นต่อข้อความปราศรัยตามฟ้องของ ไผ่, ไมค์ และครูใหญ่ เช่นเดียวกันว่า พยานเห็นว่า คำปราศรัยของไผ่ จำเลยที่ 1 (ตามฟ้องเฉพาะข้อความแรก) เมื่อพยานรวมถึงประชาชนทั่วไปได้ฟังแล้วเกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง รู้สึกไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ ทั้งที่สถาบันกษัตริย์ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยมาตลอด ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์
คำปราศรัยของครูใหญ่ จำเลยที่ 2 สื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่า สถาบันกษัตริย์บงการรัฐบาล ทั้งที่จริงแล้วสถาบันกษัตริย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล เป็นการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันกษัตริย์
ต่อมา ตำรวจที่ติดตามการชุมนุมทั้ง 8 นาย ตอบทนายจำเลยถามค้านสรุปความได้ว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ชุมนุมไปค่ายราษฎรทัวร์ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย
เวทีปราศรัยหน้า ร.ร.ภูเขียว อยู่นอกรั้วโรงเรียน สูงกว่าจุดที่นักเรียนนั่งฟังการปราศรัย และอยู่ห่างกันโดยมีรั้วโรงเรียนกั้น สนามที่นักเรียนนั่งฟังกว้างพอบรรจุนักเรียนทั้งโรงเรียน นักเรียนที่มาฟังปราศรัยนั่งและยืนใกล้ชิดกันเป็นกลุ่ม แต่อยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง
วันเกิดเหตุเป็นวันเปิดเรียนตามปกติ นักเรียนต้องไปอยู่โรงเรียนอยู่แล้วไม่ว่าจะมีการชุมนุมหรือไม่ พ.ต.อ.เจริญ เข้าใจว่า ก่อนเข้าโรงเรียนนักเรียนได้รับการคัดกรองโควิดแล้ว
ในกลุ่มผู้ชุมนุมมีนักร้องนักแสดงมาร่วมด้วยชื่อ ทราย อินทิรา เจริญปุระ และแอมมี่ ผู้ชุมนุมกับนักเรียนเข้ามาใกล้กันเฉพาะตอนถ่ายรูปก่อนที่ผู้ชุมนุมจะเคลื่อนออกจากโรงเรียนภูเขียวเท่านั้น โดยบางคนใส่หน้ากากอนามัย บางคนดึงลงมาใต้คาง ทั้งนี้ เวลาถ่ายรูปใช้เวลาสั้น ๆ ไม่นาน บริเวณดังกล่าวก็เป็นที่โล่งแจ้ง หน้าโรงเรียนภูเขียวเป็นถนน 8 เลน มีไหล่ทาง
หน้า สภ.ภูเขียว ก็เป็นที่โล่งแจ้งอากาศถ่ายเทสะดวก จุตำรวจที่มีทั้ง สภ. ประมาณ 140 คนได้ ติดกับตลาดภูเขียว จะมีประชาชนเดินเข้าออก สภ.อยู่ตลอดเวลา มีจุดคัดกรองที่ทางขึ้นไปชั้น 2 ประชาชนที่มา สภ.ภูเขียว หรือเข้ามาจอดรถใน สภ. ถ้าไม่ได้ขึ้นไปชั้น 2 ก็ไม่ต้องคัดกรอง วันเกิดเหตุผู้ชุมนุมอยู่ที่บริเวณลานด้านหน้าเสาธงและโถงบันได ไม่ได้เข้าไปเกินกว่าจุดคัดกรอง
เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าวมีประมาณ 50-60 นาย มีทั้งแต่งเครื่องแบบและไม่แต่งเครื่องแบบ ฝ่ายปกครองที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ก็มีประมาณ 30 นาย ทั้งในและนอกเครื่องแบบ
ข้อกำหนดฉบับที่ 15 ไม่ได้นิยามคำว่า “ผู้จัดการชุมนุม”, “แออัด” หรือ “มั่วสุม”
ระหว่างการชุมนุมไม่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจวัดอุณหภูมิ
ผู้ชุมนุมเขียนป้ายผ้าและนำไปติดโดยใช้เชือกผูก ซึ่งอาจใช้กรรไกรตัดหรือมือดึงออกได้ และเมื่อเอาออกก็ไม่เกิดความเสียหายกับบริเวณที่ติดป้าย ข้อความในป้ายผ้าไม่ได้ยุยงให้ประชาชนทำผิดกฎหมาย
จำเลยที่ 2 มาถึงที่ชุมนุมตอนค่ำประมาณ 19.10 น. โดยมาปราศรัยเพียงอย่างเดียว นอกจากจำเลยมีผู้ปราศรัยหลายคน ขณะปราศรัยผู้ปราศรัยยืนห่างจากบุคคลอื่น
จำเลยปราศรัยโจมตีตำรวจ สภ.ภูเขียว และเรียกร้องความรับผิดชอบที่ตำรวจไปคุกคามนักเรียนไม่ให้ไปร่วมค่าย ไม่ได้ปราศรัยชักชวนให้ผู้ชุมนุมทำลายทรัพย์สินหรือทำร้ายบุคคลใด
การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย ไม่มีผู้ชุมนุมหรือบุคคลใดทำลายทรัพย์สินของราชการและเอกชน ไม่พบว่าผู้ชุมนุมมีหรือใช้อาวุธ
หลังเกิดเหตุก็ไม่พบเหตุวุ่นวายหรือความไม่สงบ หรือการชุมนุมที่สืบเนื่องจากการชุมนุมครั้งนี้ในอำเภอภูเขียว และไม่มีประชาชนเข้าแจ้งความว่า ไม่สามารถติดต่อราชการหรือได้รับความเดือดร้อนจากผู้ชุมนุม
ผู้ชุมนุมมีการไลฟ์สด แต่ไม่ทราบว่าเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มใด และไม่ได้มีการสืบสวนเพิ่มเติมในประเด็นนี้
ในส่วน พ.ต.อ.เจริญ ตอบทนายจำเลยเกี่ยวกับคำปราศรัยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมปราศรัยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หมายถึงให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และคำว่า “สถาบันกษัตริย์” หมายถึง กษัตริย์ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง
ส่วน ด.ต.ปรเมศ ตอบทนายจำเลยในประเด็นคำปราศรัยว่า พยานไม่ได้ฟังคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 โดยตลอด ที่พยานไปให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนเป็นการอ่านเฉพาะข้อความบางส่วนตามที่พนักงานสอบสวนถาม
ตามบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 มีการกล่าวถึงทั้งสถาบันกษัตริย์, รัชกาลที่ 10, รัชกาลที่ 5 และอีกหลายคน โดยใช้คำรวม ๆ กัน แต่พยานไม่แน่ใจว่า สถาบันกษัตริย์หมายถึงใครบ้าง
ที่จำเลยที่ 1 ปราศรัยถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เรื่องรัฐธรรมนูญนั้น พยานไม่ทราบว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงกษัตริย์ทุกพระองค์ไม่ใช่องค์ใดองค์หนึ่ง
พยานให้การกับพนักงานสอบสวนว่า คำปราศรัยของจำเลยเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 116 แต่พยานไม่ทราบว่า คำปราศรัยดังกล่าวยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนใช้กำลังประทุษร้ายอย่างไร และที่พยานให้ความเห็นว่า คำปราศรัยของจำเลยที่ 2 สื่อว่า สถาบันกษัตริย์เป็นผู้บงการรัฐบาลอย่างไรนั้น ไม่ใช่ความเห็นของพยานเอง เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนใด
นอกจากนี้มี ร.ต.อ.พร้อมพงษ์ ตอบทนายจำเลย พยานเห็นว่า ข้อความ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นความผิด อย่างไรก็ตาม พยานรับว่า ปฏิรูป แปลว่า ทำให้ดีขึ้น จำเลยที่ 1 ปราศรัยเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ความหมายก็คือให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
++ผู้กำกับฯ ยืนยัน ให้ความเห็นต่อถ้อยคำปราศรัยตามฟ้องด้วยตนเอง แม้มีถ้อยคำเหมือนความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาทุกตัวอักษร
พ.ต.อ.เพิ่มสุข ศิริพละ ขณะเกิดเหตุเป็นผู้กำกับการ สภ.ภูเขียว เบิกความถึงเหตุการณ์ชุมนุมในวันที่ 1 ก.พ. 2564 สอดคล้องกับพยานโจทก์ที่เป็นตำรวจติดตามการชุมนุม รวมถึงเบิกความให้ความเห็นต่อข้อความตามฟ้องซึ่งเป็นบางช่วงในคำปราศรัยของไผ่, ไมค์ และครูใหญ่ เหมือนกับที่ พ.ต.ท.อภิรักษ์ ผู้กล่าวหา เบิกความ
จากนั้น พ.ต.อ.เพิ่มสุข ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ฝ่ายความมั่นคงประสานข้อมูลมาว่า จะมีการจัดทำค่ายราษฎรออนทัวร์ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย พยานทราบข้อมูลคร่าว ๆ แต่ไม่รู้รายละเอียด จากนั้นพยานได้แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายสืบสวนให้เฝ้าระวังและหาข้อมูลการข่าวในพื้นที่ว่า กลุ่มดังกล่าวมีใครบ้าง ใช้ยานพาหนะอะไร โดยให้ปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย ไม่มีปฏิบัติการที่ไประงับยับยั้งไม่ให้นักเรียนเข้าร่วมค่ายดังกล่าว
พยานยืนยันว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาข้อมูลเท่านั้น และกำชับให้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่จะมีคนที่ไปบ้านนักเรียนและถ่ายรูปผู้ปกครองนักเรียนหรือไม่นั้น พยานไม่ยืนยัน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ส่วนอื่นอย่างสันติบาลและฝ่ายปกครองก็จะมีปฏิบัติการของเขา
พยานอยู่หน้าโรงเรียนภูเขียวประมาณ 15-20 นาที ขณะนั้นผู้ชุมนุมยืนกระจายและปราศรัยอยู่ด้านนอกรั้ว ส่วนนักเรียนที่ฟังการปราศรัยส่วนมากอยู่ในบริเวณสนามฟุตซอลซึ่งเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง
สภ.ภูเขียว ตั้งจุดคัดกรองบริเวณบันไดทางขึ้น ไม่มีการตั้งในที่โล่งแจ้ง ประชาชนที่สัญจรในที่โล่งแจ้ง เช่น ริมฟุตบาท ก็ไม่จำเป็นต้องผ่านการคัดกรอง วันเกิดเหตุผู้ชุมนุมไม่ได้อยู่เลยบริเวณที่ตั้งจุดคัดกรอง ส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณด้านหน้า สภ.
พยาน, พ.ต.ท.อภิรักษ์ และ พ.ต.ท.พัชรพล มาเจรจากับผู้ชุมนุม ซึ่งตามคลิปเหตุการณ์ พ.ต.ท.อภิรักษ์ยอมรับว่า ผู้บังคับบัญชาให้ติดตามนักเรียน แต่พยานยืนยันว่า ได้กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วว่าให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุพยานไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่
พยานไม่ยืนยันว่า ตามรายงานการสืบสวนได้ระบุหรือไม่ว่า ผู้ชุมนุมมาชุมนุมด้วยสาเหตุอื่น นอกเหนือจากสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามและถ่ายรูปนักเรียน จนสร้างความหวาดกลัวและทำให้นักเรียนไม่ไปค่าย
ที่ สภ.วังสะพุง ทำรายงานการสืบสวนระบุว่า มีการจัดกิจกรรมราษฎรออนทัวร์ จึงได้มีการตั้งจุดตรวจคัดกรองเพื่อตรวจสอบและสะกัดกั้นไม่ให้มีกลุ่มบุคคลเข้าร่วมค่ายราษฎรออนทัวร์นั้น พยานไม่ยืนยันข้อมูลดังกล่าว เนื่องจากเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะพนักงานสอบสวนที่ตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิตั้งขึ้น ซึ่งพยานไม่ได้อยู่ในคณะดังกล่าว
พยานไม่ทราบรายละเอียดว่า สุดท้ายมีการดำเนินคดีกับการจัดกิจกรรมค่ายราษฎรออนทัวร์ที่อำเภอวังสะพุงหรือไม่ เนื่องจากพยานติดตามเฉพาะคดีนี้
ตลอดการชุมนุมไม่มีเหตุรุนแรงหรือการกระทบกระทั่งทางร่างกาย มีแต่การกระทบกระทั่งทางวาจา ไม่มีทรัพย์สินของ สภ.ภูเขียว เสียหาย การติดป้ายผ้าเป็นลักษณะผูก เมื่อปลดออกก็ไม่ได้เกิดความเสียหายใด ๆ หลังเกิดเหตุก็ไม่มีการชุมนุมต่อเนื่องในอำเภอภูเขียว มีเพียงการมารับทราบข้อกล่าวหาในคดีนี้เท่านั้น
ป้ายผ้าที่พยานยึดเป็นของกลางในคดีมีการดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ เท่านั้น ไม่มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับข้อความในป้ายผ้า
ในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้นั่งฟังการปราศรัยของจำเลยตลอดเวลา ได้ยินเพียงบางส่วนผ่านจอมอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิด รวมถึงขณะที่เดินออกมาดูที่หน้า สภ. ในบางช่วง และไม่ได้ตรวจสอบว่า บันทึกการถอดเทปคำปราศรัยมีถ้อยคำตรงกับคลิปเหตุการณ์ทั้งหมดหรือไม่ พยานดูเฉพาะที่พนักงานสอบสวนให้ดูและให้ความเห็นเท่านั้น
พยานยืนยันว่า พยานให้ความเห็นต่อถ้อยคำที่พนักงานสอบสวนให้ดูด้วยตนเอง แม้ตามบันทึกคำให้การของพยานจะมีถ้อยคำตรงกับความเห็นของพยานคนอื่น รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยทุกตัวอักษร โดยพยานให้ความเห็นตามความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกในฐานะเจ้าหน้าที่และประชาชนคนหนึ่ง และตามที่พยานมีประสบการณ์รับราชการมา ก่อนลงชื่อในบันทึกคำให้การ
ถ้อยคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งพูดถึงสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่เอ่ยพระนามกษัตริย์พระองค์ใด เป็นการพูดรวม ๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งตีความได้กว้าง
จำเลยที่ 2 ไม่มีบทบาทหน้าที่ในการเจรจากับตำรวจ ที่จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาในคดีนี้ก็เกี่ยวกับการปราศรัยเท่านั้น ซึ่งคนที่ขึ้นปราศรัยในวันเกิดเหตุก็มีจำนวนหลายคน
ก่อนให้การกับพนักงานสอบสวนพยานได้อ่านบันทึกถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดประกอบกับข้อเท็จจริงที่กล่าวหา แต่เพิ่งเห็นข้อความ ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง เนื่องจากพยานดูแต่เฉพาะข้อความที่เข้ากับข้อกฎหมายเท่านั้น
พยานไม่ทราบว่า คำปราศรัยของจำเลยที่ 2 เรื่องการโอนย้ายทรัพย์สิน เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เป็นปรากฏใน พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ หรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ดู พ.ร.บ.ดังกล่าวประกอบก่อนให้ความเห็น
พนักงานสอบสวนพิจารณาว่าข้อความไหนเป็นความผิดตามกฎหมายและเลือกมาให้พยานให้ความเห็น ซึ่งพยานก็ให้ความเห็นตามที่ได้รับข้อความมา
(อ้างอิง: คำเบิกความพยานโจทก์ ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 18 เม.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/69832) -
วันที่: 19-04-2024นัด: สืบพยานโจทก์++ตำรวจผู้ถอดเทปคำปราศรัยระบุ ให้ความเห็นว่าข้อความตามฟ้องเป็นความผิดตาม ม.112-116 ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ แต่รับว่า คำ “กษัตริย์” “สถาบันกษัตริย์” ไม่ได้มีความหมายเจาะจงถึง ร.10
จ.ส.ต.อาทิตย์ พลโยธา, ร.ต.อ.ปุระเชษฐ์ ตั้งพร้อมทรัพย์ และ จ.ส.ต.จักรพงษ์ ครูชัยภูมิ ตำรวจ สภ.ภูเขียว ผู้ถอดเทปคำปราศรัยของไผ่, ครูใหญ่ และไมค์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า
หลังเกิดเหตุในคดีนี้ พยานได้รับแต่งตั้งเป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน และได้รับมอบหมายให้ถอดเทปคำปราศรัยของแกนนำ โดย จ.ส.ต.อาทิตย์ ถอดเทปคำปราศรัยของไผ่ จำเลยที่ 1, ร.ต.อ.ปุระเชษฐ์ ถอดเทปคำปราศรัยของครูใหญ่ จำเลยที่ 2 และ จ.ส.ต.จักรพงษ์ ถอดเทปคำปราศรัยของไมค์ จำเลยที่ 3
คลิปการปราศรัยดังกล่าว จ.ส.ต.จักรพงษ์ เป็นผู้ดึงข้อมูลจากไลฟ์สดของผู้ชุมนุมในวันเกิดเหตุบันทึกลงแฟลชไดรฟ์ ทำการถอดเทปตามที่ได้รับมอบหมายแล้วมอบให้พนักงานสอบสวนเป็นเอกสาร รวมทั้งแฟลชไดร์ฟ ส่วน จ.ส.ต.อาทิตย์ และ ร.ต.อ.ปุระเชษฐ์ ได้รับเป็นแฟลชไดรฟ์ พยานทั้งสามเบิกความว่า ถอดเทปโดยใช้วิธีเปิดและบันทึกทุกคำพูด โดยไม่มีการแก้ไขต่อเติม
หลังจากมอบบันทึกการถอดเทปให้พนักงานสอบสวน พยานทราบว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีจำเลยทั้งสามแยกจากกลุ่มใหญ่ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 พยานก็ได้ไปให้การเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนในวันที่ 16 เม.ย. 2564 โดยพนักงานสอบสวนได้นำคำปราศรัยของจำเลยทั้งสามมาให้ดูและให้พยานให้ความเห็น
สำหรับ ร.ต.อ.ปุระเชษฐ์ เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนได้ให้ความเห็นต่อข้อความตามฟ้องเช่นเดียวกับพยานปากอื่น ๆ คือ พยานเห็นว่า คำปราศรัยของไผ่ (เฉพาะข้อความแรกตามฟ้อง) เมื่อพยานรวมถึงประชาชนทั่วไปได้ฟังแล้วเกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง รู้สึกไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ ทั้งที่สถาบันกษัตริย์ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยมาตลอด ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์
คำปราศรัยของครูใหญ่ จำเลยที่ 2 สื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่า สถาบันกษัตริย์บงการรัฐบาล ทั้งที่จริงแล้วสถาบันกษัตริย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล เป็นการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันกษัตริย์
ส่วนคำปราศรัยของไมค์ พยานและประชาชนที่ได้ฟังเกิดความเคลือบแคลง ไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ มีการดูหมิ่นโดยการระบุชื่อ “วชิราลงกรณ์” ชัดเจน ซึ่งคนทั่วไปทราบดีว่าหมายถึงใคร
แต่สำหรับ จ.ส.ต.อาทิตย์ และ จ.ส.ต.จักรพงษ์ ศาลให้เบิกความในส่วนนี้โดยรวบรัด เนื่องจากเห็นว่า พยานเป็นผู้ถอดเทปเท่านั้น คงไม่รู้เห็นอย่างอื่น โดย จ.ส.ต.อาทิตย์ เบิกความว่า เมื่อพยานอ่านข้อความของจำเลยทั้งสามแล้วเห็นว่า เป็นถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามสถาบันกษัตริย์ ส่วน จ.ส.ต.จักรพงษ์ ให้ความเห็นว่า ถ้อยคำของจำเลยทั้งสามมีลักษณะไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์
ในการตอบทนายจำเลยถามค้าน จ.ส.ต.อาทิตย์ เบิกความว่า พยานถอดเทปเป็นภาษาไทยทั้งหมด ในส่วนที่เป็นภาษาอีสานพยานก็แปลเป็นภาษาไทยตามความเข้าใจของพยานเอง พยานไม่ทราบว่า หลังจากส่งบันทึกถอดเทปไปแล้ว จะมีการตรวจสอบอีกทีหรือไม่
พยานถอดเทปจากคลิปที่อยู่ในแฟลชไดรฟ์ แต่ไม่ได้ตรวจสอบว่า คลิปดังกล่าวกับคลิปที่อยู่ในโซเชียลมีเดียตรงกันหรือไม่
เรื่องที่จำเลยที่ 1 ปราศรัยมีหลายเรื่อง และมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ไม่เอารัฐบาล, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
ข้อความตามบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ที่ขีดเส้นเป็นข้อความตามฟ้อง จำเลยที่ 1 พูดถึงสถาบันกษัตริย์โดยรวม ไม่มีการเอ่ยพระนามกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง
ตามความเข้าใจของพยาน คำว่า สถาบันกษัตริย์ หมายถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
จากถ้อยคำที่ถอดเทปคำปราศรัยจำนวน 13 หน้า จำเลยที่ 1 พูดถึงสถาบันกษัตริย์และรัชกาลหลายหน ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึง กษัตริย์พระองค์ใดหรือรัชกาลที่ 10 โดยคำว่า รัชกาล หมายถึงช่วงเวลาก็ได้ ในบางช่วงจำเลยที่ 1 กล่าวถึงประวัติศาสตร์ โดยมีคำว่า กษัตริย์ ด้วย ก็หมายถึงกษัตริย์ในอดีต
ข้อความในหน้า 11 “เมื่อปี 54 ที่นิตยสารฟอร์บส์จัดลำดับว่า กษัตริย์ไทยรวยที่สุดในโลก” ซึ่งปี 2554 อยู่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9
พยานเป็นตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้ามีประชาชนเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันตำรวจก็หมายถึงการปฏิรูปทั้งองค์กร ไม่ใช่ปฏิรูปผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเดียว หากมีการเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจ ก็หมายถึงให้แก้ไขเกี่ยวกับตำรวจในปัจจุบันไปจนถึงอนาคตด้วย
ที่พยานให้การในชั้นสอบสวนว่า คำปราศรัยของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามมาตรา 112 และ 116 นั้น พยานดูเฉพาะข้อความตามฟ้องพี่พนักงานสอบสวนให้ดูเท่านั้น และให้ความเห็นไปตามความรู้สึกของพยานประกอบกับมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำด้วย แต่พยานจำชื่อผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าวไม่ได้
ภายหลังการชุมนุมในพื้นที่อำเภอภูเขียวไม่มีการมาชุมนุมติดตามว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดิน
ด้าน ร.ต.อ.ปุระเชษฐ์ เบิกความตอบทนายจำเลยว่า คำว่า “วิกฤต” ในคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 หมายถึงเหตุการณ์ใด พยานไม่ทราบ
จำเลยที่ 2 ปราศรัยเป็นภาษาถิ่น แต่พยานถอดเทปมาเป็นภาษาไทย โดยแปลเป็นภาษาราชการตามความเข้าใจของพยานเอง และที่ไม่มีใครตรวจทาน ทั้งนี้ พยานไม่ได้เป็นนักวิชาการเกี่ยวกับภาษาถิ่น
พยานจำไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้กล่าวคำหยาบคายหรือเอ่ยพระนามของรัชกาลที่ 10 หรือไม่ แต่ไม่มีถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนทำผิดกฎหมายหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น
พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ไลฟ์สดการปราศรัย ในทางสืบสวนก็ไม่ปรากฏว่าใครเป็นแอดมินเพจที่ไลฟ์สด หรือจำเลยเกี่ยวข้องอย่างไรกับเพจดังกล่าว
ตามที่พยานให้การว่า คำปราศรัยของจำเลยเป็นการแสดงความเห็นเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือยุยงให้ใช้กำลังประทุษร้ายนั้น พยานยกถ้อยคำตามกฎหมายมาตอบเท่านั้น
คำว่า “กษัตริย์” หมายถึง กษัตริย์ทั้งในอดีตถึงปัจจุบัน, “สถาบันกษัตริย์” หมายถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ที่พยานถอดคำปราศรัยของครูใหญ่และปรากฏในบันทึกคำให้การพยานว่า “ต้องกำจัดงบประมาณ” นั้น ความจริงต้องเป็นถ้อยคำว่า “ต้องจำกัดงบประมาณ” ข้อความตามคำให้การของพยานไม่ถูกต้อง
ต่อมา ร.ต.อ.ปุระเชษฐ์ ตอบโจทก์ถามติงว่า ขณะเกิดเหตุรัชกาลที่ 10 เป็นพระมหากษัตริย์ คำปราศรัยของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีคำว่า กษัตริย์ จึงมีความหมายถึงรัชกาลที่ 10
ส่วน จ.ส.ต.จักรพงษ์ เบิกความตอบทนายจำเลยว่า ที่พยานให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ที่พนักงานสอบสวนให้ดูนั้น เป็นถ้อยคำก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงและไม่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์นั้น พยานมุ่งไปที่สถาบันกษัตริย์ไม่ใช่องค์พระมหากษัตริย์
พนักงานสอบสวนพิมพ์บันทึกคำให้การตามความเห็นของพยานเอง ซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษรกับความเห็นในบันทึกคำให้การของ จ.ส.ต.อาทิตย์
++ตร.ตรวจพิสูจน์หลักฐานระบุ ตรวจสอบไฟล์ใน DVD ไม่ได้ตรวจในแฟลชไดรฟ์ที่โจทก์ใช้เป็นหลักฐาน ซึ่งจำนวนไฟล์ไม่เท่ากัน
พ.ต.ท.หญิง สมร ดีแสง นักวิทยาศาสตร์ (สบ.3) กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เบิกความว่า คดีนี้พยานทำหน้าที่ตรวจแฟ้มข้อมูล โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2564 พยานได้รับพยานหลักฐานและของกลางจากตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ เป็นแผ่น DVD 2 แผ่น ที่ส่งมาให้พยานตรวจพิสูจน์ว่า มีข้อมูลภาพยนตร์ในของกลางดังกล่าวหรือไม่ และมีการตัดต่อหรือไม่ พยานตรวจพิสูจน์แล้ว พบไฟล์ “64-02-01 ช่วงเช้า.mp4” และ “64-02-01 ช่วงเย็น.mkv” โดยไม่พบการตัดต่อ
พ.ต.ท.หญิง สมร ตอบทนายจำเลยถามค้านต่อมาว่า วัตถุที่พยานตรวจสอบเป็นแผ่น DVD ไม่ใช่แฟลชไดรฟ์ พยานยืนยันไม่ได้ว่า ไฟล์ที่พยานตรวจสอบใน DVD กับไฟล์ในแฟลชไดรฟ์ที่โจทก์อ้างส่งในคดีนี้ซึ่งมีทั้งหมด 3 ไฟล์ เป็นไฟล์เดียวกันหรือไม่ และคลิปที่พยานตรวจสอบก็ไม่สามารถทราบได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ เนื่องจากพยานไม่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว
ต่อมา พ.ต.ท.หญิง สมร ตอบโจทก์ถามติงว่า ไฟล์วีดิโอใน DVD และแฟลชไดรฟ์ มีนามสกุล .mkv ตรงกัน 1 ไฟล์ โจทก์เปิดไฟล์ดังกล่าวจากแฟลชไดรฟ์ให้พยานดู พยานดูแล้วเบิกความว่า ภาพที่พยานดูมีลักษณะเดียวกับภาพที่ปรากฏในแผ่น DVD ที่พยานตรวจสอบ แต่อาจจะเป็นคนละมุมกัน
(อ้างอิง: คำเบิกความพยานโจทก์ ศาลจังหวัดภูเขียว คดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ลงวันที่ 19 เม.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/69832) -
วันที่: 23-04-2024นัด: สืบพยานโจทก์++อาจารย์รัฐศาสตร์-ภาษาไทยให้ความเห็น คำปราศรัยทำให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง-รู้สึกไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ก็ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นกษัตริย์องค์ใด
ณัฐดนัย แก้วโพนงาม รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เบิกความว่า พยานจบกรศึกษาระดับปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองและการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการเมือง
เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อประมาณต้นปี 2564 มีพนักงานสอบสวนจาก สภ.เมืองชัยภูมิ ให้พยานมาเป็นพยาน โดยแจ้งว่า พยานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับถ้อยคำและให้พยานดูถ้อยคำปราศรัย โดยเปิดวีดีโอและให้ดูบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของจตุภัทร์, ภาณุพงศ์ และอรรถพล
หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้นำถ้อยคำปราศรัยของทั้งสามคนเฉพาะในคดีนี้ให้พยานดูแล้วถามว่า มีความหมายเป็นการยุยงปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบหรือไม่ พยานให้ความเห็นว่า เป็นข้อความที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องสำหรับคนที่ไม่รู้ความจริง แต่จะถึงขนาดก่อความไม่สงบหรือไม่ พยานไม่แน่ใจ ในส่วนคำปราศรัยของอรรถพลนั้น พยานระบุด้วยว่า อาจเป็นการใส่ร้ายสถาบันกษัตริย์ด้วย
ต่อมา ณัฐดนัยตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานสอนรัฐศาสตร์ไม่ได้สอนภาษาศาสตร์ พยานไม่ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเศรษฐศาสตร์การเมืองในระดับท้องถิ่น, ส่งเสริมความรักสามัคคี, ศาสตร์พระราชา และการบริหารจัดการสังคมภายใต้บริบทความขัดแย้ง
วันเกิดเหตุพยานอยู่ที่มหาวิทยาลัย ไม่ได้มาที่โรงเรียนภูเขียว ไม่ได้ฟังการไลฟ์สดในขณะเกิดเหตุ พยานได้ฟังคลิปเมื่อพนักงานสอบสวนเปิดให้ฟัง ซึ่งเปิดถ้อยคำปราศรัยทั้งหมด ใช้เวลาฟังนานเกือบทั้งวัน
พนักงานสอบสวนพิมพ์คำปราศรัยทั้งหมดมาเป็นข้อความและไฮไลท์บางข้อความ พยานจำไม่ได้ว่ากี่ข้อความ ทั้งยังเปิดวีดิโอประกอบ จากนั้นได้ถามความเห็นของพยานในบางข้อความที่พนักงานสอบสวนได้ไฮไลท์ไว้
ตามบันทึกคำให้การของพยาน พนักงานสอบสวนได้ไฮไลท์ถ้อยคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 เพียงข้อความเดียว ซึ่งพยานให้ความเห็นว่า คำพูดดังกล่าวทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดีและเข้าใจผิดต่อสถาบันกษัตริย์นั้น คำว่า สถาบันกษัตริย์ หมายถึง หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ และข้อความนี้ไม่ได้เอ่ยพระนามในหลวงรัชกาลที่ 10
ทนายจำเลยถามว่า พยานเคยได้ยินนิตยสารต่างประเทศชื่อ ฟอร์บส์ จัดอันดับราชวงศ์ไทยว่ารวยที่สุดในโลก และพระมหากษัตริย์ไทยที่รวยที่สุดในโลกคือรัชกาลที่ 9 หรือไม่ พร้อมทั้งให้ดูข่าว พยานตอบว่า ไม่เคยอ่าน
พยานไม่แน่ใจว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีการทำประชามติเวลาไหน โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 หรือไม่ และรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้ว ก่อนประกาศใช้จะไม่สามารถแก้ไขได้หรือไม่ รวมทั้งไม่แน่ใจว่า เคยได้ยินข่าว พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า รัชกาลที่ 10 มีคำสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนพระราชอำนาจหรือไม่
ทนายจ�