ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม
ดำ อ.2407/2565

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง (ตำรวจ)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม
ดำ อ.2407/2565

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง (ตำรวจ)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม
ดำ อ.2407/2565

ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ.2407/2565
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง

ข้อหา

  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ.2407/2565
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง

ข้อหา

  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • ทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ อ.2407/2565
ผู้กล่าวหา
  • พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง

ความสำคัญของคดี

นักกิจกรรมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ได้แก่ "แซม" พรชัย ยวนยี และ "บัง" (สงวนชื่อสกุลจริง) ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการวางเพลิงซุ้มเฉลิมพระเกียรติบนสะพานลอยหน้าโรงเรียนราชวินิต มัธยม ระหว่างการชุมนุมครบรอบ 15 ปี รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 ทำให้ซุ้มฯ ถูกไฟไหม้เป็นรอยดำ 2 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 1,000 บาท

แซม, บัง รวมทั้ง "แม็ก" สินบุรี แสนกล้า ยังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการวางเพลิงป้อมจราจรบริเวณแยกนางเลิ้งในเวลาใกล้เคียงกัน มูลค่าความเสียหาย 15,000 บาท ทั้งสามถูกดำเนินคดีในข้อหา วางเพลิงเผาทรัพย์, ทำให้เสียทรัพย์ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แซมและบัง ยังถูกดำเนินคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น แซมและแม็กยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณา แม้ว่าทนายจะยื่นประกันหลายต่อหลายครั้ง ก่อนได้ประกันโดยต้องติด EM และมีกำหนดเวลาออกนอกเคหสถาน หลังแซมถูกคุมขังเกือบ 5 เดือน

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการตีความประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับถูกตีความอย่างกว้าง ให้ครอบคลุมไปถึงการกระทำต่อรูป ไม่ใช่ตัวบุคคล ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายอาญาที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีบทลงโทษที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนั้น การไม่ให้สิทธิประกันตัวเพียงเพราะเป็นคดีมาตรา 112 โดยที่ศาลยังไม่ได้พิจารณาถึงหลักฐานในคดียังขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ซึ่งศาลจะต้องให้สิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังนี้

1. วันที่ 19 ก.ย. 2564 ที่มีการชุมนุมของกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ส’ และจำเลยกับพวกได้เข้าร่วมกลุ่มชุมนุมดังกล่าว ซึ่งเป็นการชุมนุมในสถานที่แออัด มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ในเขตพื้นที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด อันเป็นการรวมกลุ่มกันมากกว่า 25 คน โดยไม่ได้รับอนุญาต

2. เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 พรชัย, บัง และพวกอีก 2 คน ได้ทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี โดยการขว้างปาระเบิดเพลิงขึ้นไปบนสะพานลอยบริเวณซุ้มเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 10 และพระราชินี และโดยการราดน้ำมัน จุดไฟเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนสะพานลอยหน้าโรงเรียนราชวินิตมัธยม จนไฟลุกทำให้ซุ้มดังกล่าวบริเวณตรงกลางถูกไฟไหม้เป็นรอยดำ 2 แห่ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 1,000 บาท การกระทำของพรชัยกับพวกมีเจตนากระทำการอันไม่สมควรและเป็นการล่วงละเมิด อันไม่ใช่การใช้สิทธิตามปกตินิยม แต่เป็นการแสดงออกถึงความอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่น กษัตริย์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี และมีเจตนาทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

3. เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 พรชัย, สินบุรี, บัง กับพวกได้ร่วมกันวางเพลิงเผาตู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจร บริเวณแยกนางเลิ้ง ทำให้ไฟลุกลามไหม้ตู้ควบคุมสัญญาณจราจรได้รับความเสียหาย และยังลุกลามไหม้เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร.ต.ต.อัครพล ไชยขันธ์ จนได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 15,000 บาท

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2407/2565 ลงวันที่ 23 ก.ย. 2565 และคดีหมายเลขดำที่ อ.2517/2565 ลงวันที่ 4 ต.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • “บัง” (สงวนชื่อสกุลจริง) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วัย 22 ปี ซึ่งร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มโมกหลวงริมน้ำและกลุ่มทะลุฟ้า พร้อมทนายความ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ ที่ สน.นางเลิ้ง

    บังระบุว่าตนได้รับหมายเรียกจาก สน.นางเลิ้ง ลงวันที่ 7 ต.ค. 2564 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำมาส่งที่บ้านในวันนั้นเลย คดีมี พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี เป็นผู้กล่าวหา หมายระบุให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 8 ต.ค. 2564 เพียงวันเดียวหลังออกหมาย โดยไม่ให้เวลาเตรียมตัวใดๆ

    พ.ต.ท.สำเนียง โสธร สารวัตร (สอบสวน) สน.นางเลิ้ง แจ้งข้อกล่าวหาบังทั้งหมด 5 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 32 และชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับความมั่นคง ฉบับที่ 10

    พฤติการณ์ข้อกล่าวหาโดยสรุประบุว่าเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมคาร์ม็อบบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปยังแยกนางเลิ้ง ซึ่งเป็นการชุมนุมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการขว้างปาสิ่งของ ประทัด ยิงหนังสติ๊กใส่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน บริเวณแนวสะพานชมัยมรุเชษฐฯ

    ผู้กล่าวหาอ้างว่า ระหว่างนั้นได้พบ “บัง” ซึ่งร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดที่แยกนางเลิ้ง ต่อมาเวลาประมาณ 19.14 น. ได้มีชายคนหนึ่งใช้วัตถุขว้างขึ้นไปบนสะพานลอยคนข้าม ไปยังซุ้มเฉลิมพระเกียรติพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณสะพานลอยหน้าโรงเรียนราชวินิตมัธยม เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย จากนั้นชายคนดังกล่าวได้วิ่งไปขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของ “บัง” หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ

    ผู้กล่าวหาอ้างว่าการกระทำต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่คนไทยเคารพเทิดทูนเสมอกับพระองค์จริง พิจารณาได้จากตำแหน่งที่ประดิษฐาน เราจะไม่ตั้ง วาง ติด หรือแขวนพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ไม่ว่ารูปแบบใดๆ ไว้ในที่อันไม่สมควร และจะไม่ข้ามกรายพระบรมฉายาลักษณ์ฯ อันเป็นการแสดงถึงความไม่เคารพ ความสำคัญของพระบรมฉายาลักษณ์ฯ คือเป็นสื่อให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีที่ก่อสร้างชาติไทยสืบมาแต่บรรพกาล เป็นเหตุให้ลูกหลานไทยมีแผ่นดินถิ่นเกิดถิ่นอาศัยในโลกอยู่ทุกวันนี้ การระลึกถึงคุณของผู้มีพระคุณเป็นคุณธรรมสำคัญของความเป็นมนุษย์ เป็นการประพฤติปฏิบัติตามคำสอนในพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณกาล

    พฤติการณ์ข้อกล่าวหามีเพียงในลักษณะดังกล่าว บังจึงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อไป โดยพนักงานสอบสวนได้ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ ลงบันทึกประจำวันไว้ และให้ปล่อยตัวไป โดยนัดหมายให้มารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 7 พ.ย. 2564

    หลังรับทราบข้อกล่าวหา บังเปิดเผยว่าตนยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด แม้ตนจะเข้าร่วมการชุมนุมวันดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ไปก่อเหตุร่วมเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติแต่อย่างใด เพื่อนๆ ตนจะทราบดีว่าที่ผ่านมา ตนระมัดระวังเรื่องการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยง การถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่าความไม่เป็นธรรมกำลังมาเยือนเราแล้ว ตนเข้าใจว่าพยานหลักฐานที่ตำรวจมีเป็นเพียงรูปจากกล้องวงจรปิดที่ไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด

    “ตอนได้หมายก็รู้สึกตกใจมาก เพราะเป็นข้อหา 112 เลย เป็นคดีการเมืองแรกในชีวิต ก็กลายเป็น 112 เลย วันนั้นมีตำรวจ 4 นาย มาส่งหมายให้แม่ที่บ้าน แม่ได้รับหมายก็ตกใจ ตำรวจให้แม่ผมดูรูปถ่าย แล้วก็พยายามให้ยืนยันว่าผมคือคนในรูป โดยมีรูปถ่ายปกติของตัวผม กับรูปจากกล้องวงปิดที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นใคร”

    บังยังเปิดเผยว่า 1 วันหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมถึง 10 นาย เดินทางไปพบแม่ที่บ้าน ทั้งที่ตนก็ไปรับทราบข้อหามาแล้ว ทราบว่าเป็นตำรวจจาก สน.นางเลิ้ง ได้เข้าพูดคุยกับแม่ในลักษณะกดดันว่า ไม่อยากให้ลูกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ไม่ไปเกี่ยวกับการจัดม็อบอีก ทั้งยังกล่าวหาในลักษณะว่า “น้องโดนล้างสมองอะไรมาหรือเปล่า” และ “มีใครเขาให้ข้าวให้น้ำกินหรือเปล่า” ด้วย ทำให้แม่เกิดความกังวลต่อการถูกดำเนินคดีที่เกิดขึ้น

    การถูกดำเนินคดียังก่อให้เกิดผลกระทบ โดยแม้ทางครอบครัวของบังจะเข้าใจ แต่ญาติที่เป็นข้าราชการ กลัวจะมีผลกระทบเกิดขึ้น จึงขอให้บังย้ายออกจากทะเบียนบ้านที่เคยอยู่ ส่วนทางมหาวิทยาลัย ก็มีอาจารย์มาถามไถ่ถึงคดีที่เกิดขึ้น บังก็พยายามชี้แจงว่าตนไม่ได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหา นอกจากนั้นยังกังวลต่อเรื่องการเรียน ที่กำลังใกล้จะจบการศึกษาแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่

    “ก่อนหน้านี้เราระมัดระวังเรื่อง 112 อยู่แล้ว และคิดว่าไม่ควรมีใครโดนกล่าวหาด้วยข้อหานี้ แต่กลับเป็นผมเองที่โดน ก็ตื่นเต้น ตอนต้องปั๊มลายนิ้วมือเป็นครั้งแรกในชีวิต พอได้สัมผัสมันเอง ก็ทำให้ผมเกิดคำถามว่า ที่ผ่านมาทำไมเราถึงถูกทำให้กลัว โทษของมัน หรือความร้ายแรงของมัน ทำให้เกิดความรู้สึกแบบพอโดนแล้ว มันต้องใช้ชีวิตต่อไปยังไง จะเสียอิสรภาพไปหรือไม่ เราคาดเดาอะไรจากคดีแบบนี้ไม่ได้เลย แล้วความเป็นธรรมมันจะหาได้จากที่ไหน แต่พอคิดว่าเราไม่ได้ทำตามที่ถูกกล่าวหา ก็คงต้องต่อสู้ไปให้ถึงที่สุด จนกว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้น และบ้านเมืองจะมีประชาธิปไตย” บังกล่าว

    (อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สน.นางเลิ้ง คดีอาญาที่ 341/2564 ลงวันที่ 8 ต.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/36606)
  • เวลาประมาณ 12.00 น. “แซม” พรชัย ยวนยี นักกิจกรรมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ถูกตำรวจ สน.นางเลิ้ง จับกุมตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ

    ก่อนหน้าถูกจับกุม พรชัยเดินทางไปที่ศาลทหารเพื่อไปดำเนินการขอเพิกถอนหมายจับของศาลทหาร ในคดี 14 นักศึกษา เมื่อปี 2562 โดยศาลทหารได้บอกให้เดินทางไปยัง สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งเป็นเจ้าของคดี อย่างไรก็ตาม เมื่อพรชัยเดินทางไปถึง สน.สำราญราษฎร์ ตำรวจได้แจ้งว่าตนมีหมายจับค้างในคดี ม.112 ของ สน.นางเลิ้ง อยู่ด้วย โดยเป็นหมายจับออกโดยศาลอาญา เลขที่ 490/2565 ลงวันที่ 16 มี.ค. 2565

    ทางตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ จึงได้ประสานงานให้ตำรวจ สน.นางเลิ้ง นำโดย พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง, ร.ต.ต.สุชาติ รัตนมณี รอง สว.สส.สน.นางเลิ้ง, ด.ต.แหวนเพชร วรรณมาศ, ส.ต.อ.อิสระ วงษ์ชัยเพ็ง, ส.ต.ต.อภิวัฒน์ เดชเชียร เจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวน สน.นางเลิ้ง เดินทางเข้าจับกุมและควบคุมตัวพรชัยไปที่ สน.นางเลิ้ง โดยพรชัยยืนยันว่าตนไม่เคยได้รับหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหามาก่อน

    พ.ต.ท.สำเนียง โสธร สารวัตร (สอบสวน) สน.นางเลิ้ง ได้แจ้ง 5 ข้อกล่าวหากับพรชัย ได้แก่ ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 32 และชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับความมั่นคง ฉบับที่ 10 โดยกล่าวหาว่า พรชัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติบริเวณหน้าโรงเรียนราชวินิตมัธยม ระหว่างการชุมนุมครบรอบ 15 ปี รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564

    พรชัยให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง วันที่ 5 ส.ค. 2565 โดยเขาปฏิเสธไม่ลงชื่อในเอกสารของตำรวจ

    พนักงานสอบสวนนำตัวพรชัยไปขอฝากขังที่ศาลอาญา รัชดาในเวลา 15.00 น. โดยคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว ก่อนที่ในเวลา 16.50 น. ศาลอาญามีคำสั่งให้ฝากขัง และไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หลังทนายยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเงินสด 100,000 บาท

    ศาลอาญาให้เหตุผลว่า พิเคราะห์กรณีการกระทำของผู้ต้องหาตามที่ถูกกล่าวหาเป็นข้อหาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง มีลักษณะร่วมกันกระทำโดยใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ และกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการอันเป็นการไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย น่าเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวไป ผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปก่อภยันอันตรายประการอื่นอีก ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้าน ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

    ทั้งนี้ตำรวจแจ้งว่ายังมีผู้ถูกออกหมายจับอีก 2 คน ทำให้ในเหตุเดียวกันนี้จะมีผู้ถูกดำเนินคดีรวมจำนวน 4 คน โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2564 “บัง” (สงวนชื่อสกุลจริง) ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 1 คน และได้รับการปล่อยตัวในชั้นสอบสวน

    จากการที่พรชัยไม่ได้รับการประกันตัวในวันนี้ ทำให้มีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีเป็นจำนวน 23 คนแล้ว

    (อ้างอิง: บันทึกจับกุม สน.นางเลิ้ง คดีอาญาที่ 341/2564 ลงวันที่ 7 ก.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/45767)
  • พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ยื่นคำร้องขอฝากขังพรชัยเป็นครั้งที่ 3 มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. – 11 ส.ค. 2565 ระบุเหตุผลว่า ต้องสอบพยานอีก 4 ปาก รอผลการตรวจลายนื้วมือและประวัติของผู้ต้องหา โดยทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง พร้อมขอให้ไต่สวนพนักงานสอบสวน แต่ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนทางจอภาพในวันที่ 11 ส.ค. 2565 เวลา 13.30 น. แทน ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 3 และพนักงานสอบสวนต้องยื่นคำร้องขอฝากขังครั้ง 4
  • เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ทนายความได้เข้ายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว “แซม” พรชัย ยวนยี นักกิจกรรมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” เป็นครั้งที่ 3

    ต่อมา เวลา 11.47 น. ศาลมีคำสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราวพรชัยเช่นเดิม ระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ยกคำร้อง”

    ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของพรชัยระบุโดยสรุปว่า ขอวางหลักประกันเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมทั้งระบุว่า พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหานั้น อ้างเหตุการณ์โดยเลื่อนลอย เคลือบคลุมเท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ผู้ต้องหาได้กระทำการอันเป็นความผิด

    นอกจากนี้ ผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน คดีมีหนทางจะต่อสู้คดีได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงผู้ต้องหาประสงค์จะนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเป็นหลักฐาน เพื่อนำเสนอต่อศาล โดยผู้ต้องหาประสงค์จะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน รวมถึงผู้ต้องหาไม่ได้มีอิทธิพลหรือความสามารถใด ๆ ที่จะไปข่มขู่คุกคามหรือรบกวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือก่ออันตรายประการอื่นได้

    อีกทั้งเหตุแห่งการจับกุมคดีนี้เกิดจากผู้ต้องหาไปติดต่อราชการที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงหมายจับและจับกุม ผู้ต้องหาก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวาง จึงไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เหตุผลของพนักงานสอบสวนในการคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ระบุว่า หากปล่อยตัวชั่วคราวไปเกรงว่าจะหลบหนี ยากแก่การติดตามมาดำเนินคดีในภายหลังนั้น จึงเป็นเพียงการคาดเดาของพนักงานสอบสวนโดยเลื่อนลอย โดยไม่ได้พิจารณาถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาเป็นสำคัญ

    ที่สำคัญผู้ต้องหามีภรรยาและลูกสาว 1 คน ซึ่งยังจำเป็นต้องได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ต้องหา การที่ผู้ต้องหาถูกขังไว้ในขณะนี้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ครอบครัวของผู้ต้องหาเป็นอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ ตามหลักกฎหมายทั้งวิธีพิจารณาความอาญาและหลักรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ต้องหาย่อมถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทําความผิด รวมถึงผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติการณ์จะไปก่อให้เกิดภยันตรายประการอื่นแต่อย่างใด

    ในท้ายคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวระบุอีกว่า หากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขใด ๆ อันเป็นประโยชน์เพื่อประกอบการพิจารณาปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวน ผู้ต้องหายินดีปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยเคร่งครัด และขอให้ศาลได้เบิกตัวผู้ต้องหามาศาลเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง ประกอบการพิจารณาเพื่อปล่อยชั่วคราวดังกล่าวด้วย

    อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันโดยไม่ได้ไต่สวนพรชัยตามที่ร้องขอแต่อย่างใด

    อนึ่ง พรชัยถูกจับกุมและคุมขัง มาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2565 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 7 ก.ค. และ 13 ก.ค. 2565 แต่ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกัน ขณะนี้เขาถูกคุมขังมาแล้ว 28 วัน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ศาลอาญา ลงวันที่ 27 ก.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/46828)
  • เวลา 10.00 น. สินบุรี แสนกล้า หรือ “แม็ก” จากกลุ่มทะลุฟ้า อายุ 26 ปี พร้อมทนายความ ได้เดินทางเข้าแสดงตัวที่ สน.นางเลิ้ง หลังทราบว่าตนมีหมายจับในข้อกล่าวหา “วางเพลิงเผาทรัพย์ฯ”, “ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ฯ” และฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สืบเนื่องมาจากกรณีเข้าร่วมการชุมนุมครบรอบ 15 ปี รัฐประหาร 2549 ที่บริเวณแยกนางเลิ้ง เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564

    ก่อนเข้ามอบตัว สินบุรีได้เปิดเผยว่า ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองมีหมายจับในคดีนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เคยมีการส่งหมายเรียกมาที่บ้านแต่อย่างใด เมื่อทราบ เขาจึงมาแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี ยินดีจะทำตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมกับระบุว่าขอให้ผู้ใช้กฎหมายปฏิบัติตามกระบวนการที่มีการบัญญัติไว้ เพราะตอนนี้กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐที่กลั่นแกล้งประชาชนผู้เห็นต่าง

    สำหรับเหตุที่สินบุรีถูกกล่าวหา เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติบริเวณหน้าโรงเรียนราชวินิตมัธยม และเผาป้อมจราจรบริเวณแยกนางเลิ้ง ระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 เช่นเดียวกับ “บัง” ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก และ “แซม” พรชัย ที่ถูกจับตามหมายจับไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งสองถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเผาซุ้มฯ แต่กรณีของสินบุรีถูกกล่าวหาเฉพาะเหตุการณ์เผาป้อมจราจร ทำให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา “วางเพลิงเผาทรัพย์ฯ”, “ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ฯ” และฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    สินบุรีได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยเขายืนยันว่าไม่ใช่ผู้เผาป้อมจราจรตามข้อกล่าวหา ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้นำตัวสินบุรีไปขอฝากขังต่อศาลอาญา รัชดาฯ ในเวลา 13.30 น. ก่อนที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ฝากขังและไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

    คำสั่งไม่ให้ประกันระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์แล้วกรณีการกระทำของผู้ต้องหาตามที่ถูกกล่าวหาเป็นข้อหาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง มีลักษณะร่วมกันกระทำโดยใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ และกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการ อันเป็นการไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย น่าเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวไป ผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปก่อภยันอันตรายประการอื่นอีก ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง” ลงนามคำสั่งผู้พิพากษาโดย อรรถการ ฟูเจริญ

    เวลา 18.14 น. ผลจากคำสั่งไม่ให้ประกันดังกล่าว สินบุรีได้ถูกส่งตัวขึ้นรถไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าขับรถตามไปส่งถึงหน้าเรือนจำ

    สำหรับสินบุรีจบการศึกษาระดับ ปวส. สาขางานก่อสร้าง จากวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ก่อนร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มทะลุฟ้า ตั้งแต่ช่วงหมู่บ้านทะลุฟ้า ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยถูกดำเนินคดีจากกิจกรรมทางการเมืองใดๆ มาก่อน คดีนี้เป็นคดีแรกที่เขาถูกกล่าวหา

    ขณะเดียวกัน ในคดีนี้ยังมีรายงานว่าตำรวจมีการขอออกหมายจับนักกิจกรรมทะลุฟ้าอีก 1 ราย ได้แก่ “คาริม” หรือจิตริน พลาก้านตง ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอยู่แล้ว เหตุจากศาลอาญาไม่ให้ประกันตัวในคดีสาดสีหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยคาดว่าตำรวจจะเข้าแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำต่อไป

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/46992)
  • เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ นัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังพรชัยครั้งที่ 4 ทนายและครอบครัวของผู้ต้องหาเดินทางมาถึงห้อง หลังจากนั้นแซมจึงได้ถูกนำตัวเข้ามายังห้องพิจารณา พร้อมกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อีกจำนวน 3 นาย

    ต่อมา 10.05 น. ศาลออกพิจารณาคดี โดยสรุปคำร้องคัดค้านฝากขังที่ทนายความยื่นเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2565 ระบุเหตุว่า พนักงานสอบสวนไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหารายนี้อีก เนื่องจากการคุมขังแซมไว้ เป็นการขังที่เกินความจำเป็นของพฤติการณ์ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดให้การควบคุมผู้ต้องหาให้กระทำได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และผู้ต้องหารายนี้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง พนักงานสอบสวนสามารถติดตามตัวมาพบได้

    อีกทั้ง ผู้ต้องหามีความยินยอมจะไปพบพนักงานสอบสวนตามที่เรียกโดยไม่มีเจตนาที่จะหลบหนี ตลอดจนพนักงานสอบสวนยังสามารถสอบพยานเพิ่มเติมในคดีนี้ รวมถึงรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติต้องโทษของผู้ต้องหามาประกอบได้โดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องควบคุมผู้ต้องหารายนี้เอาไว้

    ++พนักงานสอบสวนยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการประกันตัว ก่อนศาลเข้าปรึกษากับรองอธิบดีฯ ระบุเป็นระเบียบของศาล

    พ.ต.ท.สำเนียง โสธร สารวัตรสอบสวน สน.นางเลิ้ง เบิกความต่อศาลว่า พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นที่จะต้องสอบปากคำพยานอีกจำนวน 4 ปาก ในคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ส่วนในคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 4 วันนี้ (11 ส.ค. 2565) ผู้ร้องก็ได้ยื่นต่อศาลเรียบร้อยแล้ว

    เมื่อทนายถามว่า ตามที่ผู้ร้องอ้างว่าต้องรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือนั้น เป็นกระบวนการภายในของตำรวจฝ่ายเดียวใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทนายจึงถามต่อไปว่า การไม่คุมขังผู้ต้องหารายนี้ไว้ ก็ไม่ได้เป็นผลให้กระบวนการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ พนักงานสอบสวนได้ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ว่าถึงแม้แซมจะได้รับการประกันตัว ก็ไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับกระบวนการใดๆ ของตำรวจได้

    ทนายความยังถามถึงพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนต้องการสอบปากคำเพิ่มเติมว่าเป็นใครบ้าง ศาลก็ได้ท้วงติงคำถามของทนายว่าไม่ควรถามเช่นนี้กับผู้ร้อง ศาลจึงถามแทนทนายว่า ในการสอบปากคำพยานบุคคลนั้น มีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาในคดีนี้อย่างไร ผู้ร้องแถลงว่าเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป 1 ปาก และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอีก 1 ปาก

    ทนายถามจึงถามต่อว่า ในการสอบปากคำพยานดังกล่าว ก็สามารถทำได้ แม้ผู้ต้องหาในคดีนี้จะไม่ได้ถูกคุมขัง พ.ต.ท.สำเนียง รับว่าใช่

    ในคดีนี้ แซมได้เดินทางไปติดต่อราชการที่ สน.สำราญราษฎร์ ก่อนจะทราบว่าตนมีหมายจับจาก สน.นางเลิ้ง อยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานกัน จนทำให้แซมถูกจับกุมในที่สุด ทนายจึงได้ถามว่าในกรณีนี้ที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงาน ก็ไม่ได้ปรากฏพฤติการณ์ที่จะหลบหนี และจนถึงการยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 4 ผู้ร้องก็ไม่ได้ขอคัดค้านการประกันตัวด้วยใช่หรือไม่ พนักงานสอบสวนตอบว่าใช่

    ศาลบอกต่อจากทนายว่า ในการฝากขังและประกันตัวนั้นคนละส่วนกัน ขอให้แยกแยะด้วย ถึงแม้ว่าจะมีความเชื่อมโยงกัน ศาลไม่ได้ใช้ดุลยพินิจจากกฎหมายเพียงข้อเดียวในการพิจารณา ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้สิทธิและเสรีภาพต่อประชาชน แต่ก็มีหน้าที่พลเมืองกำหนดไว้ด้วย ตลอดจนได้บอกต่อทนายความและผู้ต้องหาว่า ศาลเคารพในการแสดงออกทางการเมืองตลอด

    อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกตัวอย่างกรณีการไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับแซมว่า เนื่องจากในคดีอาญาหลายคดีที่ผ่านมา ผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี หรือเข้ายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกลับไปรวมกลุ่มชุมนุมอีก จึงเป็นเรื่องที่ควรระวังไว้ก่อน

    อีกทั้งการทำงานของตำรวจก็มีความล่าช้าแบบนี้เพราะมีคดีจำนวนมาก ไม่ใช่คดีนี้เพียงคดีเดียว และในการขอฝากขังเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ มีตัวแปรและปัจจัยเยอะมากในกระบวนการนี้ เพื่อที่จะให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำพยานบุคคลอื่นเพิ่มเติมได้

    ต่อมาเวลา 10.20 น. ศาลได้แจ้งว่าจะนำประเด็นการคัดค้านฝากขังในครั้งที่ 3 เข้าปรึกษากับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลก่อน ส่วนการฝากขังครั้งที่ 4 ศาลได้ถามความยืนยันต่อทนายว่าจะก็จะยื่นคำร้องคัดค้านใช่หรือไม่ ทนายก็ได้ตอบว่าใช่ และได้แถลงเพิ่มเติมในส่วนคดีอื่นของผู้ต้องหารายนี้ว่าได้รับประกันตัวแล้วในศาลอื่น และได้อ้างเหตุการขอประกันตัวแบบเดียวกันกับที่ยื่นต่อศาลในวันนี้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งในห้องพิจารณาเลยได้หรือไม่

    อย่างไรก็ตาม ศาลได้ชี้แจงว่า การเข้าปรึกษาคดี เป็นระเบียบของศาลที่ต้องเข้าปรึกษากับรองอธิบดี และขอให้รอฟังคำสั่งต่อไป

    ในเวลา 11.54 น. เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ก่อนศาลจะกลับเข้ามาในห้องพิจารณาคดี อ่านคำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 มีระบุเหตุผลและความจำเป็นว่าต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวน 4 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ และประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา ซึ่งนับว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องกระทำการรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีอาญา

    ในคำร้องฝากขัง ครั้งที่ 3 จึงชอบด้วยการขอหมายขังระหว่างสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 และส่วนในเรื่องอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหา เมื่อศาลอนุญาตให้หมายขังตามคำร้องขอฝากขังแล้ว เป็นดุลยพินิจของศาลที่จะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา108/1 ซึ่งผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว หรือยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ตามกฎหมายต่อไป

    ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะสามารถดำเนินการสอบสวนต่อไป หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วด้วยเหตุผลว่า การปล่อยชั่วคราวจะไม่เป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 (5) ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าว ยังกำหนดให้ศาลใช้ดุลยพินิจตามมาตรา 108/1 (1), (2),(3) และ (4) ได้อยู่

    จึงมีคำสั่งว่า คำร้องขอหมายขังของผู้ร้อง ตามคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 3 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 87 กำชับให้พนักงานสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว”

    ลงนามคำสั่งโดย นภาวรรณ ขุนอักษร

    จากนั้น ทนายความยังได้ยื่นขอประกันตัวแซมเป็นครั้งที่ 4 ต่อมาในเวลา 17.08 น. ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลเคยมีสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้วกรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง” ลงนามคำสั่งไม่อนุญาตประกันโดย วรินทร ขอบโคกกรวด

    ทำให้ในวันนี้ “แซม” พรชัย ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป รวมระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2565 เป็นเวลา 35 วันแล้ว

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณาและคำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 11 ส.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/46828)
  • เวลา 14.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังพรชัยครั้งที่ 5 หลังจากในช่วงเช้าทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังต่อครั้งที่ 5 โดยศาลแจ้งว่าการไต่สวนในครั้งนี้ เนื่องจากทนายได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา และเพื่อความสะดวก รวดเร็วจึงขอให้พิจารณาคดีในห้องงานฝากขัง และเมื่อพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจะให้ทนายเข้าพูดคุยกับจำเลยผ่านการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในภายหลัง

    ศาลได้สรุปคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ซึ่งต้องการขอฝากขังผู้ต้องหาในครั้งที่ 5 อีก 12 วัน เนื่องจากยังมีพยานบุคคลที่ไม่ได้สอบปากคำจำนวน 1 ปาก อีกทั้งยังต้องทำสำนวนคดีเสนอต่อผู้บังคับบัญชา

    ต่อมา ศาลได้อ่านสรุปคำร้องขอคัดค้านฝากขังที่ทนายความยื่น ระบุเหตุว่า พนักงานสอบสวนไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะยื่นคำร้องขอฝากขังต่อผู้ต้องหารายนี้อีก เนื่องจากการคุมขังจำเลยไว้ เป็นการคุมขังเกินความจำเป็นของพฤติการณ์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดให้การควบคุมผู้ต้องหาให้กระทำได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และผู้ต้องหารายนี้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง พนักงานสอบสวนสามารถติดตามตัวมาพบได้

    อีกทั้ง ผู้ต้องหามีความยินยอมจะไปพบพนักงานสอบสวนตามที่เรียกโดยไม่มีเจตนาที่จะหลบหนี ตลอดจนพนักงานสอบสวนยังสามารถสอบพยานเพิ่มเติม รวมถึงรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติต้องโทษของผู้ต้องหามาประกอบได้ โดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องควบคุมผู้ต้องหาเอาไว้

    ++พนักงานสอบสวนต้องการสอบพยานบุคคลทั่วไปซึ่งไม่ได้เห็นเหตุการณ์ เพื่อมาบรรยายความรู้สึกในเหตุการณ์ของคดีนี้ ก่อนศาลอนุญาตให้ฝากขังต่อในครั้งที่ 5

    ศาลได้ถามต่อพนักงานสอบสวนผู้ร้องว่า พยานบุคคลที่ยังไม่ได้สอบปากคำนั้น มีความเกี่ยวข้องในคดีนี้อย่างไร และสามารถนำตัวมาสอบสวนภายในอาทิตย์นี้ได้หรือไม่

    ผู้ร้องได้ตอบว่า พยานบุคคลดังกล่าวเป็นพยานที่จะมาพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์ในคดีนี้ ไม่ได้เป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์แต่อย่างใด และไม่สามารถยืนยันกับศาลได้ว่าจะสามารถนำตัวพยานบุคคลดังกล่าวมาสอบปากคำให้แล้วเสร็จภายในอาทิตย์นี้ได้หรือไม่

    นอกจากนี้ ในคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 5 ได้ระบุเหตุว่า พนักงานสอบสวนต้องใช้เวลาทำสำนวนคดีและเสนอต่อผู้บังคับบัญชา แต่ไม่ได้ระบุระยะเวลาว่าจะสามารถดำเนินกระบวนการดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อใด

    ศาลได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า ในคดีนี้เป็นคดีสำคัญ การขังผู้ต้องหาไว้นั้นเกินความจำเป็นแล้ว และขอให้ผู้ร้องระบุระยะเวลาในการทำสำนวนคดีให้แล้วเสร็จต่อศาลอย่างชัดเจนได้หรือไม่ ซึ่งผู้ร้องได้ตอบศาลว่า ในส่วนของการสอบปากคำพยานบุคคลดังกล่าว พนักงานสอบสวนต้องใช้เวลา 2 วัน และในการนำเสนอสำนวนคดีต่อผู้บังคับบัญชาให้ทราบอีกเป็นจำนวน 2 วัน รวมเป็นระยะเวลา 4 วันในผัดนี้ และไม่สามารถที่จะดำเนินการกระบวนการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในอาทิตย์นี้ได้

    ศาลได้อนุญาตให้ทนายความถามค้าน ซึ่งทนายได้ถามว่า พยานบุคคลดังกล่าวเป็นพยานที่ผู้ร้องจะนำตัวมาสอบสวน เพื่อถามความรู้สึกต่อเหตุการณ์เท่านั้นใช่หรือไม่ โดยผู้ร้องได้ตอบว่าใช่ และอธิบายเพิ่มเติมว่าจะเป็นการถามความรู้สึกถึงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ถูกเผา

    ทนายถามต่อผู้ร้องว่า ในการถามพยานเพื่ออธิบายความรู้สึก อันที่จริงแล้วสามารถเป็นใครก็ได้ และถามต่อผู้ร้องว่า ในการหาพยานปากนี้ พนักงานสอบสวนไปสืบเสาะมาได้อย่างไร ผู้ร้องแถลงว่า พยานปากนี้เป็นบุคคลที่เคยเข้ามาติดต่อราชการกับ สน.นางเลิ้ง และมีที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณที่เกิเหตุ

    ทนายความได้ตั้งข้อสังเกตในการยื่นคำร้องขอฝากขังในครั้งที่ 5 ระบุประเด็นสำคัญเพียงว่าต้องการสอบพยานบุคคลทั่วไป เพื่อให้มาบรรยายความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับผู้ต้องหาในคดีนี้เลย ซึ่งไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลในการขอฝากขังต่อแต่อย่างใด

    เมื่อทนายถามต่อผู้ร้องว่า หากแซมไม่ได้ถูกคุมขังไว้ พนักงานสอบสวนก็สามารถสอบพยานบุคคลดังกล่าวได้ใช่หรือไม่ ผู้ร้องได้ตอบว่าใช่ และเมื่อทนายถามต่อว่า หากในวันนี้ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวผู้ต้องหา ผู้ร้องก็ไม่คัดค้านการขอประกันใช่หรือไม่ ผู้ร้องก็ได้ยืนยันว่าจะไม่มีการทำเรื่องคัดค้านแต่อย่างใด

    ต่อมาในเวลา 15.10 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังแซม พรชัย ต่อเป็นครั้งที่ 5 มีใจความสำคัญระบุว่า พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นที่จะต้องสืบพยานบุคคลทั่วไปดังกล่าว และต้องทำสำนวนเสนอต่อผู้บังคับบัญชา จึงเห็นชอบให้มีการฝากขังต่ออีก 12 วัน กำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งทำสำนวนให้เสร็จโดยเร็ว

    ทั้งนี้ เมื่ออ่านคำสั่งเสร็จแล้ว ศาลได้แจ้งคำสั่งให้พรชัยทราบผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในบริเวณห้องงานฝากขังของศาล จากนั้น ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหาทันที ซึ่งเป็นการยื่นประกันเป็นครั้งที่ 5

    ต่อมาในเวลา 17.00 น. ศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวพรชัย ระบุเหตุ “พิเคราะห์แล้ว ศาลเคยสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง”

    ทำให้ในวันนี้ “แซม” พรชัย ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป รวมระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2565 เป็นเวลา 48 วันแล้ว

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณาและคำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 23 ส.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/47454)
  • เวลา 10.30 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังพรชัยครั้งที่ 6 โดยให้เบิกตัวผู้ต้องหาเข้าร่วมการไต่สวนผ่านการวีดิโอคอนเฟอเรนซ์มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังแซม ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2565

    ++ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ‘แซม’ ต่อเป็นผัดที่ 6 แม้ครั้งก่อนจะเคยกำชับระยะเวลาการทำสำนวนคดีของพนักงานสอบสวนแล้ว

    เวลา 10.30 น. ก่อนเริ่มไต่สวน ทนายความเปิดเผยว่าในวันนี้ พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ที่เดินทางมาเบิกความ ไม่ใช่ พ.ต.ท. สำเนียง โสธร สารวัตรสอบสวนผู้ยื่นคำร้อง แต่เป็นพนักงานสอบสวนในคณะทำงานเท่านั้น

    ศาลจึงถามพนักงานสอบสวนคนดังกล่าวว่าเหตุใด พ.ต.ท. สำเนียง ในฐานะผู้ร้องขอฝากขังถึงไม่สามารถเดินทางมาเข้าร่วมการไต่สวนในวันนี้ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ตอบว่า พ.ต.ท.สำเนียง ติดภาระกิจต้องเดินทางไปที่ศาลอื่น จึงมอบหมายให้ตนมาแทน

    อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิเคราะห์ถึงเหตุความจำเป็นของพนักงานสอบสวนผู้ร้อง โดยมีคำสั่งให้เลื่อนนัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังในวันนี้ออกไปเป็นเวลา 14.00 น. และให้ พ.ต.ท. สำเนียง โสธร เดินทางมาเข้าร่วมการไต่สวนในครั้งนี้ด้วยตนเอง

    เป็นเวลาเกือบ 4 ชั่วโมงต่อมา ผู้ต้องหาถูกเบิกตัวเข้าร่วมการพิจารณาคดีผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ และศาลออกพิจารณาคดี โดยพนักงานสอบสวนผู้ร้องได้แถลงถึงเหตุผลในการขอฝากขังแซมเป็นครั้งที่ 6 ระบุว่า เนื่องจากการสอบสวนคดียังไม่เสร็จสิ้นและอยู่ในระหว่างการเสนอสำนวนต่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้น

    ต่อมา ทนายผู้ต้องหาถามค้าน โดยย้อนถามผู้ร้องถึงนัดไต่สวนฝากขัง ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2565 ว่าพนักงานสอบสวนได้รับปากกับศาลว่าจะดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลที่เหลืออยู่เพียง 1 ปาก ซึ่งขอใช้เวลา 2 วัน และดำเนินการเสนอสำนวนคดีต่อผู้บังคับบัญชาให้ทราบอีกเป็นจำนวน 2 วัน รวมเป็นระยะเวลา 4 วันในผัดดังกล่าว

    ซึ่งในวันที่ 4 ก.ย. 2565 จะเป็นการครบฝากขังผู้ต้องหาในผัดที่ 5 แล้ว ครั้งก่อนผู้ร้องได้แจ้งต่อศาลชัดเจนว่าต้องเสนอสำนวนต่อผู้บังคับบัญชาเพียง 2 ชั้นเท่านั้น เหตุใดผู้ร้องถึงได้ยื่นเรื่องการเสนอสำนวนต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุในการขอฝากขังผู้ต้องหาต่ออีก และไม่สามารถดำเนินการตามที่เบิกความไว้ได้

    อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.สำเนียง ได้ชี้แจงต่อทนายว่าในการเสนอสำนวนต่อผู้บังคับบัญชามีทั้งหมด 3 ชั้น ซึ่งทำให้ใช้ระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 5 วัน และยังไม่สามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นในผัดที่ผ่านมา

    ทนายจึงถามต่อว่า ในคดีนี้ ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ตลอดจนมีครอบครัวและลูกที่ยังเล็กอยู่ ซึ่งไม่มีเหตุอันควรสงสัยได้ว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีได้ ซึ่งผู้ร้องได้ตอบว่า ทราบตามที่แจ้งในประวัติ แต่ไม่ได้ทราบว่าแซมได้พักอาศัยอยู่ตามที่แจ้งจริงหรือไม่ และยังตอบทนายว่า ส่วนเรื่องที่เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีนั้น ตนเองก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีจริงไหม

    ทั้งนี้ ทนายความได้ถามพนักงานสอบสวนผู้ร้องอีกว่า ในขั้นตอนการดำเนินการส่งสำนวนคดีให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณานั้น เป็นการดำเนินการภายในขององค์กรตำรวจเอง ซึ่งหากศาลไม่ฝากขังต่อหรืออนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ต้องหาสามารถเข้าไปยุ่งเหยิงในกระบวนการดังกล่าวได้ใช่หรือไม่ ซึ่งผู้ร้องก็ได้ตอบว่าใช่

    จากนั้นศาลได้ให้แซมที่เข้าร่วมการไต่สวนผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ได้เบิกความ ซึ่งแซมได้แถลงต่อศาลว่า “การขังผมไว้ 60 กว่าวัน เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ทุกครั้งที่มีคำสั่งไม่ให้ประกัน ก็จะเป็นผู้พิพากษาที่ชื่อ อรรถการ ฟูเจริญ เสมอ”

    เมื่อผู้ต้องหาได้แถลงต่อศาลเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณา โดยมีคำสั่งระบุว่า เห็นว่าการเสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับเป็นชั้นสุดท้าย เป็นเหตุจำเป็น อนุญาตฝากขัง 10 วัน นับแต่วันที่ 5 ก.ย. 2565 เป็นต้นไป โดยผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ทั้งนี้ ไม่ได้ปรากฏว่าศาลได้บันทึกถ้อยคำในการแถลงของแซมลงไปในรายงานกระบวนพิจารณาแต่อย่างใด

    ต่อมาในเวลา 15.00 น. ทนายได้ยื่นประกันแซมเป็นครั้งที่ 6 ก่อนศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ระบุว่า พิเคราะห์แล้วศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยกคำร้อง

    ทั้งนี้ ขณะให้นายประกันอ่านคำสั่งไม่ให้ประกัน เจ้าหน้าที่ศาลได้ใช้กระดาษปิดชื่อผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำสั่งดังกล่าว

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณาและคำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 2 ก.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/47897)
  • ทนายความเข้ายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวของศาลอาญา ซึ่งเป็นการยื่นอุทธรณ์ครั้งแรก ระบุเหตุผลสำคัญว่า ในการไต่สวนพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2565 ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ว่าพยานหลักฐานทั้งหมดล้วนอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวนแล้วทั้งสิ้น ขณะนี้เหลือเพียงแต่การเสนอสำนวนต่อผู้บังคับบัญชาในชั้นสุดท้ายเท่านั้น และพนักงานสอบสวนเบิกความต่อศาลว่าการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาไม่กระทบต่อการสอบสวน อีกทั้งพนักงานสอบสวนก็ไม่ไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา

    ประกอบกับเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2565 ผู้ต้องหาถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 อันเป็นข้อหาที่มีอัตราโทษสูงและศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 กรณีรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น และการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาไม่เป็นอุปสรรคหรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาลแต่อย่างใด

    ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 14 ก.ย. 2565 เวลา 15.00 น.

    (อ้างอิง: คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอาญา ลงวันที่ 2 ก.ย. 2565)
  • หลังพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอฝากขังพรชัยครั้งที่ 7 ระบุเหตุผลว่า ยังตรวจสำนวนไม่เสร็จ อีกทั้งต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบสำนวนคดีของผู้ต้องหา และทนายความยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าวันนี้คงไม่สามารถไต่สวนคำร้องฝากขังได้ เหตุเพราะพรชัยถูกเบิกตัวไปขึ้นศาลในคดีอื่น ศาลจึงนัดไต่สวนในวันที่ 19 ก.ย. 2565 เวลา 13.30 น. โดยในวันนี้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังพรชัยต่ออีก 5 วัน

    การนัดไต่สวนดังกล่าว เท่ากับศาลให้ขังไปก่อน ไต่สวนภายหลัง แต่ศาลได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติมว่า เนื่องจากการเบิกตัวไปขึ้นศาลอื่นของแซมที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 14 – 16 ก.ย. 2565 ทำให้ในวันนี้จึงไม่สามารถให้แซมมาเข้าร่วมการพิจารณาคดีในนัดไต่สวนคัดค้านฝากขังของคดีนี้ได้

    คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ผ่านมา ก็เนื่องจากพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ใช้เวลาทำสำนวนและดำเนินการภายในขององค์กรตำรวจเองล่าช้า และการฝากขังครั้งที่ 7 ในวันนี้ ก็มาจากเหตุที่ว่าพนักงานอัยการตรวจสำนวนไม่เสร็จทันฟ้อง
    ทำให้ “แซม” พรชัย ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2565 เป็นเวลา 70 วันแล้ว

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ศาลยังได้แจ้งว่า วันนี้อาจจะไม่มีการฟังคำสั่งจากศาลอุทธรณ์ เนื่องจากในตอนเช้า ศาลอุทธรณ์ได้ขอดูเอกสารคำเบิกความในส่วนของพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม และต่อมาได้นัดฟังคำสั่งใหม่ในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ย. 2565)

    น่าสังเกตว่า หากนัดไต่สวนคำร้องฝากขังเป็นวันที่ 19 ก.ย. 2565 ซึ่งจำนวนวันที่ศาลอนุญาตฝากขังในผัดนี้ได้เพียง 5 วันเท่านั้น เท่ากับว่าพรชัยถูกคุมขังในผัดนี้ไปก่อนล่วงหน้า และพนักงานอัยการมาขอฝากขังในผัดต่อไปแล้ว

    ทั้งนี้ ทนายความในคดีหมู่บ้านทะลุฟ้าที่ทำการเบิกตัวแซมไปขึ้นศาลแขวงดุสิต ได้เปิดเผยว่า เมื่อทราบถึงการนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ก็ได้ถอนหมายเบิกตัวดังกล่าวของแซมออกแล้ว และคิดว่าแซมน่าจะได้เดินทางไปศาลอาญาเพื่อรอฟังคำสั่งประกันตัวของศาลอุทธรณ์และไต่สวนฝากขังซึ่งมีความสำคัญกว่า

    อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้นัดไต่สวนฝากขังในวันที่ 19 ก.ย. 2565 ก่อนที่แซมจะเดินทางมาถึง ซึ่งทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้มีการเร่งรัดไต่สวนก่อนวันที่ 19 ก.ย. 2565 ในทันที แต่เจ้าหน้าที่ศาลก็ได้แจ้งว่า ให้มารอฟังคำสั่งในวันถัดไป

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/48271 และ https://tlhr2014.com/archives/48385)
  • ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์ของพรชัย โดยระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ความผิดที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหามีอัตราโทษสูง เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งกระทบต่อความรู้สึกและศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ในชั้นนี้หากอนุญาตให้ปล่อนตัวชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นอีก คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวขอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

    ลงนามคำสั่งโดยผู้พิพากษา ดำรงค์ ยาน้ำทอง

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/48385)
  • เวลา 13.30 น. ศาลอาญา รัชดา ยกเลิกนัดไต่สวนฝากขังพรชัยครั้งที่ 7 เนื่องมาจากแซมได้ติดนัดตรวจพยานหลักฐานที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีชุมนุมอดีตนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ที่อัยการเพิ่งสั่งฟ้องหลังเหตุเกิดเมื่อ 7 ปีก่อน จึงทำให้ไม่สามารถมาร่วมการย้อนไต่สวนคัดค้านฝากขังในครั้งนี้ได้

    ต่อมาเวลาประมาณ 14.00 น. พนักงานอัยการได้มายื่นคำร้องขอฝากขังเป็นครั้งที่ 8 โดยทนายความได้ทำการยื่นคัดค้านขอฝากขังในทันที ก่อนศาลให้รอฟังคำสั่งนัดการไต่สวนต่อไป

    อย่างไรก็ตาม เวลา 16.45 น. ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนนัดไต่สวนคัดค้านฝากขังแซม พรชัย ในผัดที่ 7 ไปเป็นวันที่ 20 ก.ย. 2565 เวลา 14.00 น.

    ทนายความเปิดเผยว่าการไต่สวนตามคำสั่งดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการนัดซ้อนไต่สวนฝากขังครั้งที่ 8 ก็เป็นไปได้ เนื่องจากว่าการฝากขังครั้งที่ 7 นั้น ครบรอบฝากขังไปตามคำร้องของอัยการแล้ว และกำลังเข้าสู่การฝากขังครั้งที่ 8

    ทำให้พรชัยจะยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป รวมระยะเวลา 75 วันแล้ว โดยตำรวจและอัยการมีอำนาจขอฝากขังในชั้นสอบสวนได้ทั้งหมดไม่เกิน 84 วัน

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/48568)
  • เวลา 14.00 น. ศาลอาญานัดไต่สวนฝากขัง "แซม" พรชัย พนักงานอัยการเดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดี 708 โดยในวันนี้ แซมได้ถูกเบิกตัวเข้าพิจารณาคดีผ่านการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ก่อนที่ศาลจะออกพิจารณาคดี ทนายความได้สอบถามอัยการว่าจะยื่นฟ้องคดีนี้ได้เมื่อไหร่ อัยการระบุว่าภายในวันที่ 23 ก.ย. 2565

    เมื่อศาลออกพิจารณาคดี ร.ต.อ.ทองสุข ภิธรรม พนักงานอัยการผู้ร้อง เบิกความว่า ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาในระหว่างวันที่ 20 – 28 ก.ย. 2565 เนื่องจากขณะนี้สำนวนคดีได้อยู่ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการของสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด เนื่องจากเป็นคดีที่มีความสำคัญ โทษร้ายแรงและผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคดีสั่งฟ้องอย่างถี่ถ้วน

    ทั้งนี้ อัยการได้แถลงว่าหลังจากที่ได้รับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง มาเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2565 ก็ได้รีบส่งให้คณะกรรมการพิจารณาโดยทันที

    ทนายผู้ต้องหาสอบถามอัยการว่า พยานหลักฐานในคดีนี้ที่ได้รับเป็นภาพถ่ายและเอกสาร ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งมอบให้ทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่ ผู้ร้องได้ตอบว่าสำนวนคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งบันทึกถ้อยคำพยาน และได้ส่งต่อให้คณะกรรมการแล้ว

    ทนายความต่อว่า ในคณะกรรมการดังกล่าวเป็นกลุ่มข้าราชการระดับสูงในสำนักงานอัยการสูงสุดใช่หรือไม่ ซึ่งอัยการผู้ร้องได้ตอบว่า ใช่

    ทั้งนี้ ทนายได้ตั้งคำถามต่ออัยการผู้ร้องว่าคณะทำงานชุดดังกล่าวได้เปิดเผยรายชื่อให้ทราบหรือไม่ ผู้ร้องได้ตอบว่าไม่รู้ และเมื่อทนายถามต่อว่า พยานก็ไม่ได้รู้ว่าเป็นใครบ้างที่ตัดสินใจพิจารณาคดีนี้ รู้เพียงแต่ว่าเป็นคณะกรรมการเท่านั้น พยานได้ตอบว่าใช่ ไม่ทราบ

    เมื่อทนายถามว่าถ้าคณะทำงานดังกล่าวพิจารณาสำนวนคดีแล้วเสร็จ อัยการจะสามารถสั่งฟ้องได้ภายใน 1 วันหรือไม่ ผู้ร้องก็ได้ตอบว่าถ้าคณะทำงานมีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว ก็จะสามารถทำได้ภายใน 1 วัน

    อย่างไรก็ตาม เมื่อทนายถามว่า ในคดีนี้หากปล่อยผู้ต้องหาไปก็ไม่ได้มีเหตุให้การพิจารณาคดีของคณะกรรมการดังกล่าวติดขัด หรือในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่นี้ ก็ไม่ได้มีใครใช้อิทธิพลไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีใช่หรือไม่ ผู้ร้องได้ตอบว่าใช่ แต่ก็เกรงว่าถ้าได้รับการปล่อยตัว ผู้ต้องหาจะหลบหนี

    ศาลได้ถามต่อว่าในคดีนี้ อัยการจะสามารถสั่งฟ้องได้ในวันไหน ซึ่งพยานผู้ร้องได้มีท่าทีไม่แน่ใจ แต่ก็ตอบว่าภายในวันที่ 23 ก.ย. 2565 น่าจะได้

    14.30 น. ศาลออกจากห้องพิจารณาคดี และขอให้รอฟังคำสั่งต่อไป

    เวลา 14.45 น. ศาลกลับเข้าห้องพิจารณาคดี โดยมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังแซมต่อเป็นครั้งที่ 8 มีใจความสำคัญระบุว่า “กรณีมีเหตุจำเป็นที่จะต้องขังผู้ต้องหาไว้จนกว่ากระบวนการพิจารณาของผู้ร้องจะเสร็จสิ้นลง จึงอนุญาตให้ฝากขังต่อได้อีก 8 วัน ถึงวันที่ 28 ก.ย. 2565 ตามที่ผู้ร้องขอ แต่ให้อัยการแถลงผลการดำเนินกระบวนการพิจารณาของคณะทำงานคดีภายในวันที่ 23 ก.ย. 2565 ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กำชับให้ผู้ร้องเร่งรัดให้การดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ไม่ตัดสิทธิของผู้ต้องหาในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว”

    ทั้งนี้ ในการฝากขังแซมต่ออีก 8 วันทำให้เขาถูกคุมขังจนครบ 8 ผัด รวมระยะเวลา 84 วันตามกฎหมายที่จะทำได้ และแซมยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป รวมวันนี้เป็นระยะเวลา 77 วันแล้ว

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/48619)
  • ที่ศาลอาญา รัชดาฯ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ยื่นฟ้องพรชัยและสินบุรีต่อศาลอาญา ในขณะที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยฟ้องแซม เป็นจำเลยที่ 1 ในข้อหา "ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และแม็ก เป็นจำเลยที่ 2 ในข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    อัยการบรรยายฟ้องว่า พรชัยและพวกร่วมชุมนุม, ร่วมกันวางเพลิงซุ้มเฉลิมพระเกียรติบนสะพานลอยโรงเรียนราชวินิตมัธยมจนเป็นรอยดำ 2 แห่ง ซึ่งไม่ใช่การใช้สิทธิตามปกตินิยม เป็นการแสดงออกถึงความอาฆาตมาดร้าย และดูหมิ่นกษัตริย์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี เจตนาทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย ซึ่งอยู่ในฐานะที่ใครจะละเมิดไม่ได้

    นอกจากนี้อัยการระบุว่า พรชัย สินบุรี และพวก ทำให้ไฟลุกลามไหม้ตู้ควบคุมสัญญาณจราจร และลุกลามไหม้เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ซึ่งมีกรรมสิทธิ์เป็นของ ร.ต.ต.อัครพล ไชยขันธ์ ที่ได้นำมาติดตั้งไว้ใช้งานในตู้ควบคุมสัญญาณไฟดังกล่าว คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 15,000 บาท

    ทั้งนี้ อัยการไม่ได้คัดค้านการประกันตัว แต่ขอให้ศาลนับโทษจำคุกของพรชัยในคดีนี้เรียงต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาอื่นอีกจำนวน 2 คดีด้วย

    ทั้งสองคนยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 31 ต.ค. 2565 เวลา 09.00 น.

    ในช่วงบ่าย ทนายได้เข้ายื่นประกันตัวจำเลยทั้งสองรายทันที โดยวางหลักทรัพย์ในการประกันจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์

    ก่อนที่ในเวลา 17.04 น. ศาลอาญาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแซม พรชัย โดยระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง”

    ส่วนแม็ก หรือจำเลยที่ 2 ศาลยังไม่มีคำสั่ง ทำให้จำเลยทั้งสองจะยังคงถูกคุมขังต่อไปในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในระหว่างพิจารณาคดี

    คดีนี้ยังมี “บัง” นักศึกษาสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าอีกรายหนึ่ง ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับพรชัย หลังเขาเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกเมื่อเดือนตุลาคม 2564 พนักงานสอบสวนได้ให้ปล่อยตัวไป โดยไม่เคยถูกยื่นขอฝากขัง ล่าสุดอัยการก็มีคำสั่งฟ้องเป็นคดีเดียวกับทั้งสองคน แต่บังติดภารกิจ จึงได้ขอให้อัยการเลื่อนฟ้องคดีออกไปก่อน

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2407/2565 ลงวันที่ 23 ก.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/48810)
  • ทนายความได้เข้ายื่นขอประกันตัวพรชัยอีกเป็นครั้งที่ 8 และขอให้ไต่สวนจำเลย แต่ศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุจำเป็นต้องไต่สวนและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง“

    นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งต่อคำร้องขอประกันสินบุรีที่ยื่นเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 ไม่อนุญาตให้ประกันตัวเช่นเดียวกันแซม ระบุว่าไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

  • ทนายได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวของศาลชั้นต้น ระบุเหตุผลว่า คำสั่งไม่ให้ประกันลงวันที่ 26 ก.ย. 2565 อ้างอิงถึงคำสั่งไม่ให้ประกันครั้งแรกในวันที่ 7 ก.ค. 2565 ซึ่งระบุว่า "ข้อกล่าวหาของจำเลยในคดีนี้ เป็นข้อหาที่มีความร้ายแรง และมีอัตราโทษสูง เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินข้าราชการและไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย เชื่อว่าหากปล่อยไปแล้ว อาจมีพฤติการณ์หลบหนีคดีได้" ได้ระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว

    ทั้งนี้ คำสั่งข้างต้น เป็นเหตุจากการที่จำเลยถูกฝากขัง ครั้งที่ 1 และปัจจุบันอัยการโจทก์ได้มีคำสั่งฟ้องคดีแล้วเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา กรณีนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไป จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย

    อีกทั้ง ในคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่คัดค้านการประกันตัวของจำเลย โดยขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล อันเป็นการชี้ให้เห็นว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่มีพฤติการณ์ที่จะไปก่อภยันตรายประการอื่น

    นอกจากนี้ จำเลยยังเป็นหัวหน้าครอบครัว ประกอบอาชีพรับจ้าง มีภรรยาและลูกสาว อายุเพียง 8 ปีที่ต้องเลี้ยงดู หากจำเลยถูกคุมขังไว้ในระหว่างพิจารณาคดีต่อไป จะกระทบต่อการประกอบอาชีพและส่งผลกระทบต่อครอบครัวของจำเลยเป็นอย่างยิ่ง การขังจำเลยไว้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม

    หากศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวใดๆ เช่น การติดกำไล EM หรือกำหนดเวลาให้อยู่ในเคหะสถานหรือในพื้นที่ที่ศาลกำหนด จำเลยสามารถยอมรับเงื่อนไขและพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเคร่งครัดทุกประการ

    (อ้างอิง: คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2407/2565 ลงวันที่ 27 ก.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/49173)
  • ศาลอาญาอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยังคงยืนตามศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันแซม เป็นครั้งที่ 2 ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว พรชัย ในฐานะจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องว่าร่วมกับพวกกระทำผิดในข้อหาที่มีอัตราโทษสูง ลักษณะอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ในชั้นนี้หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 จะหลบหนี หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นอีก คำสั่งศาลชั้นต้นเห็นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

    ผลของคำสั่งศาลอุทธรณ์ ทำให้แซมจะยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.2407/2565 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/49173)
  • ที่ศาลอาญา รัชดาฯ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ยื่นฟ้อง "บัง หรือ “มิกกี้บัง” เป้นจำเลยอีกราย จากเหตุการณ์ไฟไหม้ซุ้มเฉลิมพระเกียรติบริเวณหน้าโรงเรียนราชวินิตมัธยม เป็นรอยดำ และไฟไหม้ป้อมจราจรแยกนางเลิ้ง ระหว่างการชุมนุมครบรอบ 15 ปี รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 หลังยื่นฟ้องพรชัยและสินบุรีไปเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 โดยมิกกี้บังติดภารกิจอื่น จึงได้ขอเลื่อนนัดส่งฟ้องมาเป็นวันนี้

    อัยการบรรยายฟ้องบัง ในพฤติการณ์เดียวกันกับพรชัย คือร่วมชุมนุม, ร่วมกันวางเพลิงซุ้มเฉลิมพระเกียรติบนสะพานลอยโรงเรียนราชวินิตมัธยมจนเป็นรอยดำ 2 แห่ง และวางเพลิงป้อมจราจรแยกนางเลิ้ง จนแอร์และตู้เย็นได้รับความเสียหาย

    อัยการฟ้องบังใน 4 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ข้อหาตามมาตรา 112, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    ทั้งอัยการยังไม่ได้คัดค้านการประกันตัว โดยระบุว่าหากจำเลยยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

    ต่อมา ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นพิจารณา และเวลา 16.40 น. ศาลได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุคำสั่งว่า “กรณีการกระทำของจำเลยตามที่ถูกกล่าวหาเป็นข้อหาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง มีลักษณะร่วมกันกระทำโดยใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ และกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการ อันเป็นการไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย น่าเชื่อว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวไป จำเลยอาจหลบหนีหรือไปก่อภยันตรายประการอื่น ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยกคำร้อง”

    ลงนามคำสั่งโดย อรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

    ผลของคำสั่งดังกล่าว ทำให้มิกกี้บังถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที

    ก่อนหน้านี้ มิกกี้บังเคยระบุหลังรับทราบข้อกล่าวหาในคดีนี้ยืนยันว่า เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา แม้จะเข้าร่วมการชุมนุมวันดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ไปก่อเหตุร่วมเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติแต่อย่างใด เพื่อนๆ จะทราบดีว่าที่ผ่านมา เขาระมัดระวังเรื่องการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2517/2565 ลงวันที่ 4 ต.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/49207)
  • ทนายความเข้ายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวพรชัย, สินบุรี และบัง ระหว่างพิจารณาคดีอีกครั้ง สำหรับพรชัยเป็นการยื่นประกันครั้งที่ 3 หลังอัยการยื่นฟ้องคดี ส่วนสินบุรีและบัง เป็นการยื่นประกันครั้งที่ 2

    คำร้องขอประกันทั้งสามระบุว่า หากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขใดๆ เพื่อประกอบการพิจารณาปล่อยชั่วคราวจำเลย จำเลยทั้งสามยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลโดยเคร่งครัด

    เวลา 16.30 น. พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวทั้งสามคน ระบุในคำสั่งสำหรับพรชัยว่า ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม สำหรับคำสั่งไม่ให้ประกันสินบุรีและบัง ระบุเช่นเดียวกันว่า ศาลนี้เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างพิจารณาโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
  • ทนายความยื่นประกันสินบุรีอีกเป็นครั้งที่ 5 หรือครั้งที่ 3 หลังอัยการฟ้องคดี คำร้องระบุว่า เขายินยอมรับทุกเงื่อนไขการประกันตัว และยืนยันว่าการที่ถูกดำเนินคดีอาญาที่มีฐานความผิดที่มีอัตราโทษร้ายแรง มิได้เป็นเหตุให้จำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี หลังทราบว่ามีหมายจับในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จึงได้เข้ามอบตัวที่ สน.นางเลิ้ง ด้วยตัวเอง ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด ก่อนที่ตำรวจจะทำการขอฝากขังต่อศาลอาญา และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเรื่อยมาจนปัจจุบัน

    ต่อมา พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุว่า ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/50040)
  • เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 711 ศาลอาญา มีนัดตรวจพยานหลักฐาน แซม, แม็ก และบัง ถูกเบิกตัวมาร่วมการพิจารณาคดี โดยมีญาติและครอบครัว พร้อมทั้งประชาชนที่ติดตามกลุ่มทะลุฟ้าได้เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์คดีนี้เป็นจำนวนมาก

    ต่อมาเวลา 09.30 น. ศาลออกพิจารณาคดี โดยให้จำเลยทั้ง 3 คน แสดงตัวต่อหน้าศาล และแจ้งว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2565 ศาลได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อ.2407/2565 (พรชัยและสินบุรีเป็นจำเลย) เข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ.2517/2565 (บังเป็นจำเลย) ของศาลนี้ ก่อนจะอ่านคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ให้จำเลยทั้ง 3 คนทราบ จำเลยทั้งหมดได้ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลได้สอบถามจำเลยที่ 1 หรือ แซม ว่ายอมรับหรือไม่ว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาอื่นที่อัยการโจทก์ขอให้นับโทษต่อ แซมได้รับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกัน

    อัยการโจทก์แถลงต่อศาลว่ามีเอกสารอ้างส่งจำนวน 20 ฉบับ และมีวัตถุพยานจำนวน 2 แผ่น ทั้งนี้ศาลได้เปิดพยานหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอต่อหน้าจำเลยและทนายจำเลย รวมถึงประชาชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยปรากฏคลิปวีดิโอราว 5 คลิป เป็นเหตุการณ์ที่บริเวณซุ้มเฉลิมพระเกียรติของรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ถูกเผาที่บริเวณสะพานลอยหน้าโรงเรียนราชวินิต มัธยม และอีกจำนวนหนึ่งเป็นภาพและคลิปที่มีเหตุการณ์ของป้อมตำรวจที่ถูกเผา ซึ่งไม่ปรากฏภาพหรือลักษณะที่ระบุตัวตนของบุคคลที่กระทำการเผาในเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่ปรากฏภาพของจำเลยทั้งสามคนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้อย่างชัดเจน

    สำหรับวัตถุพยานที่เป็นคลิปวิดีโอทั้งหมด โจทก์ได้อ้างส่งเป็นจำนวน 8 คลิป และมีพยานหลักฐานเป็นภาพถ่ายจำนวน 58 ภาพ รวมถึงไฟล์ Microsoft Word จำนวน 1 ไฟล์ และประสงค์สืบพยานโจทก์รวม 11 ปาก ประกอบไปด้วย ผู้กล่าวหา, ผู้กล่าวโทษโดยให้ความเห็นทางกฎหมาย, พนักงานสอบสวนที่จัดทำรายงาน, ตำรวจผู้ร่วมจับกุม และผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยขอใช้เวลาสืบพยานโจทก์ 3 นัด

    ส่วนทนายจำเลยและจำเลยทั้ง 3 คน แถลงแนวทางต่อสู้คดีร่วมกัน โดยอ้างฐานที่อยู่และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้ถูกยกเลิกและไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2565 และประสงค์สืบพยานจำเลย 5 ปาก ประกอบไปด้วย จำเลยที่ 1 – 3, ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับจำเลยทั้งสาม และผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบภาพและวิดีโอกล้องวงจรปิด โดยขอใช้เวลาสืบพยานจำเลย 1 นัด

    คู่ความตกลงกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 19 – 21 มี.ค. 2567 และ สืบพยานจำเลย วันที่ 22 มี.ค. 2567

    ในช่วงบ่าย หลังจากตรวจพยานหลักฐานแล้ว ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวทั้งสามคนอีกครั้ง โดยจำเลยทั้งหมดประสงค์ยินยอมรับทุกเงื่อนไขหากศาลจะกำหนด และพร้อมขอให้ตั้งผู้กำกับดูแลที่ไว้วางใจให้คอยควบคุมพฤติกรรมระหว่างการประกันตัว

    ก่อนในเวลา 15.50 น. ศาลได้มีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้งสามคน ในวันที่ 10 พ.ย. 2565 เวลา 10.00 น. ลงนามคำสั่งโดย พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

    สำหรับจำเลยทั้งสามคนในวันนี้จะยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป โดยจะถูกเบิกตัวเข้าร่วมการไต่สวนการประกันตัวในวันดังกล่าว ขณะเดียวกันหากยังไม่ได้สิทธิในการประกันตัว จะทำให้ทั้งสามคนต้องถูกคุมขังรอการสืบพยานไปอีกเกือบ 1 ปีครึ่ง

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2407/2565 ลงวันที่ 31 ต.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/50170)
  • เวลา 10.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดไต่สวนคำร้องขอประกันตัวของผู้ต้องขังกลุ่มทะลุฟ้า 3 ราย ซึ่งถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี จำเลยทั้งสามถูกพาตัวเข้ามาในห้องพิจารณาคดี โดยเดินเท้าเปล่าและถูกใส่กุญแจข้อเท้า ทั้งสามสวมชุดผู้ต้องขังเป็นเสื้อคอกลม แขนสั้น สีน้ำตาลอ่อน ไม่มีกระดุม และสวมกางเกงลำลอง ยาวประมาณข้อเข่า มีสีน้ำตาลเข้มกว่าเสื้อ

    แซมสวมแว่นตากรอบสีดำ มิกกี้บังใส่แว่นตากรอบใส ทั้งสามสวมหน้ากากอนามัยและต่างก็ไว้ทรงผมคล้ายทรงนักเรียน แต่ไม่ได้เกรียนสั้นมากนัก เมื่อมาถึงห้องพิจารณาทั้งสามเขยิบเข้าไปนั่งอยู่ริมสุดของมุมห้อง ขณะที่ญาติ เพื่อน และประชาชนบางส่วน รวมแล้วประมาณ 14 คน ซึ่งมารอให้กำลังใจได้มานั่งรอภายในห้องพิจารณาคดีอยู่แล้ว แต่ภายในห้องมีที่นั่งเพียงแถวเดียว สามารถนั่งได้เพียง 6-8 คนเท่านั้น ทำให้คนที่เหลือจึงต้องยืนขึ้นแนบผนังทั้งสองฝั่งซ้ายและขวาแทน ทั้งนี้ยังมีผู้คุมยืนรักษาความเรียบร้อยอยู่ภายในห้องอีก 4 คนด้วย บรรยากาศภายในห้องจึงค่อนข้างแออัดพอสมควร

    การไต่สวนดำเนินขึ้น โดยไต่สวนจำเลยก่อน แล้วจึงไต่สวนผู้ที่เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลของจำเลยรายนั้นตาม ไล่เรียงไปดังนี้ แซมและญาติของแซม, แม็กและพี่สาวของแม็ก และมิกกี้บังพร้อมกับแม่บุญธรรม รวมทั้งสิ้น 6 ปาก ทั้งนี้ศาลยังได้เรียกนายประกันอาสามาแถลงต่อศาลเกี่ยวกับการวางหลักทรัพย์ในเบื้องต้นด้วย

    ++พยานปากที่ 1 – “แซม” พรชัย ถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีมาแล้ว 127 วัน

    แซม จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ปัจจุบันอายุ 32 ปี ประกอบอาชีพอิสระ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยอาศัยอยู่บ้านพักแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กับภรรยาและลูกสาวมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ในคดีนี้ตนถูกจับกุมเนื่องจากได้ไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.นางเลิ้ง และหลังจากนั้นได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดีตลอดมา

    ตนถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2565 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลา 127 วัน หรือมากกว่า 4 เดือนแล้ว อีกทั้งในคดีนี้ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2565 โดยมีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยนัดแรกในวันที่ 19 มี.ค. 2567 ซึ่งตนได้ให้การปฏิเสธตลอดมา ตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล

    แซมยืนยันว่า ก่อนหน้าจะถูกดำเนินคดีในคดีนี้ ไม่เคยมีประวัติว่ากระทำความผิดมาก่อน และประกอบอาชีพอิสระเกี่ยวกับการทำงานวิจัยทางวิชาการด้านการเมือง การถูกคุมขังในครั้งนี้ทำให้ต้องสูญเสียรายได้ จึงไม่สามารถจะดูแลภรรยา ลูกสาว และไม่สามารถส่งเงินให้แม่ที่อาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด

    ถ้าศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตนจะกลับไปพักอาศัยอยู่ยังที่อยู่เดิมที่ได้แถลงบอกศาลไปข้างต้น หากศาลจะกำหนดเงื่อนไขใดๆ เพื่อปล่อยตัวชั่วคราวก็ยินดีปฏิบัติตามทุกประการ และหากศาลจะแต่งตั้งญาติเป็นผู้กำกับดูแลในคดีนี้ ตนก็จะยินดีเชื่อฟังทุกประการ

    ++พยานปากที่ 2 – “ญาติของแซม” ผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลแซม

    ญาติของแซม (สงวนชื่อและนามสกุล) เบิกความว่า ปัจจุบันอายุ 67 ปี ประกอบอาชีพรับราชการ เป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีความยินดีและเต็มใจหากศาลจะแต่งตั้งให้เป็นผู้กำกับดูแลของแซม โดยยืนยันว่าจะคอยควบคุมกำกับดูแลให้แซมมาตามนัดหมายของศาลทุกครั้ง และจะไม่ให้หลบหนีอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังได้ร้องขอต่อศาลว่าให้วินิจฉัยคำร้องในครั้งนี้อย่างเที่ยงธรรม และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจึงจะขอน้อมรับทุกคำตัดสินของศาลไว้

    ++พยานปากที่ 3 – “แม็ก” สินบุรี – ถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีมาแล้ว 95 วัน

    แม็กเบิกความว่า ปัจจุบันอายุ 26 ปี ประกอบอาชีพหัวหน้าคุมงานก่อสร้าง (โฟร์แมน) มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยอาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และพี่สาว ที่บ้านพักย่านบางแค กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ในคดีนี้ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด เพราะได้เข้าไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.นางเลิ้ง จากนั้นได้ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค. 2565 เป็นเวลา 95 วันแล้ว

    อีกทั้งในคดีนี้ตนได้ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล หลังถูกคุมขังในคดีนี้ทำให้ขาดรายได้ ไม่มีเงินส่งไปจุนเจือและช่วยเหลือครอบครัว

    หากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว แม็กสัญญาว่าจะไม่หลบหนี และจะเดินทางไปศาลตามนัดหมายทุกครั้ง ทั้งยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขใดๆ ที่ศาลจะกำหนด และหากศาลจะแต่งตั้งให้พี่สาวเป็นผู้กำกับดูแล แม็กก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและเชื่อฟังอย่างเคร่งครัด

    ++พยานปากที่ 4 – “พี่สาวของแม็ก” ผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลของแม็ก

    พี่สาวของแม็ก (สงวนชื่อและนามสกุล) เบิกความว่า ปัจจุบันอายุ 26 ปี ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท แม็กผู้เป็นน้องชายนั้นมีลักษณะนิสัยเป็นคนมีน้ำใจ สุขุม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบให้ความช่วยเหลือคนอื่น ตั้งแต่เติบโตด้วยกันมาแม็กไม่เคยมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงหรือทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ใดเลย และหากว่ากล่าวตักเตือนแม็กก็จะเชื่อฟังและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี

    ตั้งแต่เด็กแม็กและตนเติบโตและอยู่อาศัยในบ้านเดียวกันตลอดมา หากแม็กมีปัญหาอะไรก็มักจะปรึกษาและพูดคุยกับตนเสมอ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลของแม็กได้ หากศาลจะแต่งตั้งให้เป็นผู้กำกับดูแลตนก็ยินดีและเต็มใจ และถ้าศาลจะกำหนดเงื่อนไขใดๆ ก็ยืนยันว่าจะควบคุมกำกับดูแลให้แม็กปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไปตามนัดหมายของศาลทุกครั้ง และไม่ให้มีพฤติการณ์หลบหนี

    ++พยานปากที่ 5 – “มิกกี้บัง” ถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีมาแล้ว 38 วัน

    มิกกี้บัง (สงวนชื่อและนามสกุล) เบิกความว่า ปัจจุบันอายุ 23 ปี ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพัฒนาชุมชนเมือง ที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยอาศัยอยู่กับแม่บุญธรรม ที่ย่านคลองสาน กรุงเทพฯ แม่บุญธรรมเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่อายุได้ 2 เดือนเศษจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจำเลยให้ความเคารพและเชื่อฟังมาโดยตลอด

    ในคดีนี้จำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด เมื่อมีหมายเรียกมาถึงจำเลยก็ได้เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนตามนัดหมาย ที่ สน.นางเลิ้ง โดยทันที และถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2565 เป็นเวลา 38 วันแล้ว โดยได้ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนเรื่อยมาจนกระทั่งถึงชั้นศาล

    หากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยกำหนดเงื่อนไขก็จะยินยอมปฏิบัติตามที่ศาลกำหนดทุกประการ และยินยอมให้แต่งตั้งแม่บุญธรรมของตนเป็นผู้กำกับดูแลในคดีนี้ โดยจะเชื่อฟังและเดินทางมาตามนัดหมายของศาลทุกครั้ง

    ++พยานปากที่ 6 – “แม่บุญธรรมของมิกกี้บัง” ผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลของมิกกี้บัง
    พรรณี นิพภะยะ แม่บุญธรรมของมิกกี้บัง เบิกความว่า ปัจจุบันอายุ 65 ปี ประกอบอาชีพค้าขาย มีความสัมพันธ์กับจำเลยเป็นเสมือนมารดา ได้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยตั้งแต่อายุได้ 2 เดือน พร้อมให้การเลี้ยงดูและให้การศึกษามาโดยตลอด ตั้งแต่จำเลยถูกขังในคดีนี้ ไม่มีใครอยู่คอยช่วยเหลือและดูแลตนเลย เนื่องจากพยานมีอายุมากแล้ว ก่อนหน้านี้จำเลยและพยานอาศัยอยู่ด้วยกันเพียง 2 คน แต่เมื่อจำเลยไม่อยู่ก็ไม่มีใครช่วยขับรถไปซื้อของที่จะต้องนำมาค้าขาย ซึ่งจะต้องจ่ายตลาดวันต่อวันเท่านั้น

    อีกทั้งสุขภาพร่างกายของพยานยังไม่ค่อยแข็งแรงอีกด้วย โดยเฉพาะขา ซึ่งทำให้เดินไม่สะดวก และยังป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีภาวะไขมันในเลือดสูง และเมื่อทำงานหนักมากไปร่างกายก็จะเกิดอาการเกร็งจนอาจช็อกและหมดสติได้ เมื่อจำเลยถูกคุมขัง พยานจึงประกอบอาชีพและพักอาศัยเพียงลำพังอย่างยากลำบาก

    จำเลยไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับใครมาก่อน ไม่เคยประพฤติไม่ดี เป็นที่รักของคนรอบข้างและคนในชุมชน จำเลยศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ซึ่งใกล้จะจบการศึกษาในเร็วๆ นี้แล้ว หากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว พยานเชื่อว่าสามารถกำกับดูแลจำเลยได้ และยินดีเป็นผู้กำกับดูแลเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งศาล เดินทางมาตามนัดหมายของศาลทุกครั้ง และไม่ให้หลบหนี

    เมื่อจำเลยทั้งสามและผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลเบิกความต่อศาลแล้ว ศาลยังได้ให้นายประกันอาสาจากกองทุนราษฎรประสงค์แถลงถึงความยินยอมในการวางหลักทรัพย์ประกันจำเลยทั้งสามคน โดยนายประกันอาสาแถลงว่า มีความยินยอมและเต็มใจที่จะประกันตัวจำเลยทั้งสามด้วยการวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด คนละ 100,000 บาท ซึ่งได้จากกองทุนราษฎรประสงค์ และหากจำเลยประพฤติผิดเงื่อนไขสัญญาประกันยินดีให้ศาลปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา และยินดีให้ริบเงินประกันดังกล่าว

    กระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้นลงหลังใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง จากนั้นศาลแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องว่า จะรวบรวมถ้อยคำสำนวนเสนอท่านผู้บริหารศาลอาญาพิจารณาและมีคำสั่ง โดยได้นัดฟังคำสั่งว่าจะให้ประกันตัวจำเลยทั้งสามหรือไม่ ในวันที่ 22 พ.ย. 2565 เวลา 10.00 น.

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/50413)
  • เวลา 10.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำสั่งประกันตัวของนักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า 3 ราย โดยที่ห้องส่วนงานปล่อยตัวชั่วคราว เจ้าหน้าที่ได้อ่านคำสั่งศาล ซึ่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสามราย โดยมีรายละเอียดคำสั่ง ดังนี้

    “พิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้อง และจำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามถูกควบคุมตัวมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ประกอบกับผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลของจำเลยทั้งสามรับรองว่าจะเป็นผู้กำกับดูแลจำเลยทั้งสามอย่างใกล้ชิด กรณีมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสาม ให้ตีราคาหลักประกันคนละ 100,000 บาท กำหนดเงื่อนไข ดังนี้

    1. ติด EM
    2. ห้ามออกนอกเคหสถานหลังเวลา 20.00 น. ไปจนถึง 06.00 น. ของวันใหม่
    3. ห้ามจำเลยกระทำการในลักษณะที่ถูกกล่าวหา
    4. ห้ามใช้ความรุนแรงต่อเจ้าพนักงานของรัฐและทรัพย์สินของทางราชการ
    5. ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล"

    ศาลระบุอีกว่า “เห็นสมควรกำหนดให้ผู้กำกับดูแลทั้งสามร่วมกันรับผิดชอบในกรณีที่จำเลยทั้งสามคนใดคนหนึ่งกระทำผิดเงื่อนไข จะต้องถือว่าผู้กำกับดูแลของจำเลยคนดังกล่าวผิดสัญญาปล่อยชั่วคราว แต่ปรากฏว่าผู้ร้องขอปล่อยชั่วคราวไม่มีความเกี่ยวพันกับจำเลยทั้งสามแต่อย่างใด ผู้ร้องเพียงอ้างว่าเป็นคนรู้จัก ประกอบกับเงินที่ใช้ในการปล่อยตัวชั่วคราวก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผู้กำกับดูแล ในชั้นนี้จึงให้ยกคำร้อง

    “หากผู้กำกับดูแลประสงค์ขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสาม ให้ผู้กำกับดูแลทำหนังสือรับรองว่า หากจำเลยทั้งสามทำผิดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวให้ถือว่าผิดสัญญาประกัน ยินยอมให้ยึดหลักประกันได้ทันที และการนำหลักประกันมายื่นต่อศาลจะต้องเป็นหลักประกันของผู้กำกับดูแล เพื่อเป็นมาตรการที่บังคับผู้กำกับดูแลให้ควบคุมจำเลยทั้งสามอย่างใกล้ชิด”

    หลังฟังคำสั่งเสร็จ ทนายความจึงได้ติดต่อผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลของจำเลยแต่ละรายเดินทางมาศาลเพื่อยื่นขอประกันตัวผู้ต้องขังทั้งสามอีกครั้งทันที ครั้งนี้ได้ให้ผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลของจำเลยแต่ละรายทำสัญญาประกันเป็นนายประกันของจำเลยรายนั้นด้วย และได้ใช้เงินส่วนตัวของผู้กำกับดูแลในการยื่นขอประกันตัว เป็นจำนวนเงินคนละ 100,000 บาท แทนการใช้เงินประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมทั้งผู้เสนอตัวเป็นกำกับดูแลของจำเลยแต่ละรายได้ทำหนังสือรับรองว่า หากจำเลยผิดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวให้ถือว่าผิดสัญญาประกัน ยินยอมให้ยึดหลักประกันได้ทันทีประกอบด้วย

    ต่อมา เวลา 16.00 น. ศาลอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสามและกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว 5 ประการตามข้างต้น หากผิดสัญญาให้ปรับ 100,000 บาท และให้ตั้งผู้เสนอตัวเป็นผู้กำกับดูแลของจำเลยแต่ละคนเป็นผู้กำกับดูแลของจำเลยคนดังกล่าว นอกจากนี้เห็นสมควรกำหนดให้ผู้กำกับดูแลทั้งสามร่วมกันรับผิดในกรณีที่จำเลยทั้งสามคนใดคนหนึ่งกระทำผิดเงื่อนไข จะต้องถือว่าผู้กำกับดูแลจำเลยดังกล่าวผิดสัญญาปล่อยชั่วคราว

    หลังจากศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว เจ้าหน้าที่ศาลจึงได้นำตัวผู้ต้องขังทั้งสามรายซึ่งถูกเบิกตัวมาฟังคำสั่งด้วยทยอยไปติด EM จากนั้นทั้งสามถูกนำตัวกลับเรือนจำเพื่อรอการปล่อยตัวเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป ภายในค่ำวันนั้น

    จากการที่ศาลมีคำสั่งให้ประกันในครั้งนี้ ทำให้ทั้งสามรายได้รับอิสรภาพหลังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลานาน โดยแซมถูกคุมขังเป็นเวลา 139 วัน แม็กถูกคุมขังเป็นเวลา 107 วัน และมิกกี้บังถูกคุมขังเป็นเวลา 50 วัน นอกจากนี้ยังทำให้ตัวเลขของผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคงเหลือ 9 ราย ได้แก่ คงเพชร, คทาธร, พรพจน์, สมบัติ, จตุพล, ณัฐพล, พลพล, วัชรพล และทัตพงศ์

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2407/2565 ลงวันที่ 22 พ.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/50856)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พรชัย ยวนยี

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ไม่อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สินบุรี แสนกล้า

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ไม่อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
“บัง” (สงวนชื่อสกุลจริง)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
พรชัย ยวนยี

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สินบุรี แสนกล้า

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
“บัง” (สงวนชื่อสกุลจริง)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์