ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

ผู้กล่าวหา
  • อานนท์ กลิ่นแก้ว กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • อานนท์ กลิ่นแก้ว กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.)

ความสำคัญของคดี

“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักศึกษาวัย 23 ปี ภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล และนักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญา ในคดีตามมาตรา 112 ที่ออกหลังอานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้าแจ้งความเพียง 6 วัน โดยกล่าวหาว่า คำปราศรัยของโสภณในการชุมนุม #ทัวร์มูล่าผัว เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 เป็นการลดคุณค่าของพระราชินีสุทิดา หลังถูกจับกุมโดยไม่มีการออกหมายเรียกก่อน ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันโสภณในชั้นฝากขัง ทำให้โสภณถูกคุมขังในเรือนจำ และเริ่มอดอาหารประท้วงในวันที่ 4 ของการถูกคุมขัง

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกตีความอย่างกว้างขวางและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่นที่เห็นต่างทางการเมือง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลาประมาณ 17.50 น. เพจ Friends Talk มีการไลฟ์สด พบว่า มีกลุ่มบุคคลเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตํารวจ ซึ่งยืนกั้นแถวไม่ให้เดินเข้าไปยังบริเวณวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในวันดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา จะเสด็จพระราชดําเนิน เพื่อบําเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชและทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพต เนื่องในโอกาสที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์”

ในคลิปมีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 10 กว่าคน โดยมีโสภณ สุรฤทธิ์ธํารง ปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียง (โทรโข่ง) ซึ่งมีข้อความเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงการทำบุญของพระราชินีสุทิดา และกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ข้อความดังกล่าวกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงต่อหน้าประชาชนผู้ชุมนุมจํานวนมาก และมีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การกล่าวถ้อยคําเช่นนั้น เป็นทั้งถ้อยคําที่ไม่สุภาพและไม่สมควร แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ต้องหาที่ต้องการลดคุณค่าของสมเด็จพระราชินีสุทิดา อันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม เป็นการใส่ร้ายทําให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกเกลียดชัง ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สน.สำราญราษฎร์ ลงวันที่ 2 พ.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 21.20 น. ตำรวจนอกเครื่องแบบได้เข้าอ่านหมายจับในคดีตามมาตรา 112 ต่อ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ขณะเขากำลังนั่งแท็กซี่เพื่อเดินทางออกจากกิจกรรมวันแรงงาน #ม็อบ1พฤษภา65 #รวมพลคนทำงาน ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

    ในขณะที่ตำรวจหลายสิบนายทั้งในและนอกเครื่องแบบได้ล้อมรถแท็กซี่ไว้ โดยโสภณยังไม่ยอมลงจากรถ ขณะที่มีมวลชนในบริเวณดังกล่าวเข้ามาเจรจากับเจ้าหน้าที่ และพยายามล้อมรถแท็กซี่ไว้ เพื่อไม่ให้ตำรวจนำตัวโสภณไป เนื่องจากยังไม่แน่ชัดว่าจะนำตัวไปที่ใดและอยากให้รอจนกว่าทนายความจะเดินทางมาถึง

    22.05 น. หลังการล้อมรถและเจรจากับมวลชน โสภณจึงยอมลงจากรถแท็กซี่ไปขึ้นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีผู้ไว้วางใจและมวลชนจำนวนหนึ่งขอติดตามขึ้นรถไปด้วย ก่อนจะพาตัวไปถึง สน.สำราญราษฎร์ ในเวลาประมาณ 22.20 น. และมีทนายความติดตามไป โดยที่ด้านหน้าสถานีตำรวจได้ตั้งแผงรั้วเหล็กกั้นไว้ และมีมวลชนหลายสิบคนรอให้กำลังใจ

    ตำรวจชุดจับกุมได้ทำบันทึกจับกุมโสภณ โดยในการจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร ผกก.สส. บก.น.6 และ พ.ต.ต.พลเชษฐ์ มาดี สารวัตรสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ โดยระบุว่ามีชุดจับกุมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก กก.สส.บก.น.6 และ สน.สำราญราษฎร์ รวม 9 ราย และเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ออกโดยศาลอาญา ลงวันที่ 29 เม.ย. 2565 ลงนามโดย ปกฉัตร เผือกสุวรรณ โดยมีพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ เป็นผู้ร้องขอออกหมาย ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ

    ในชั้นจับกุม โสภณได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา รวมถึงไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุมข้างต้น

    ต่อมา เวลาประมาณ 23.30 น. ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ยืนยันที่จะนำตัวโสภณไปสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ภายในสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี-รังสิต ซึ่งไม่ใช่พื้นที่เกิดเหตุ

    เวลาประมาณ 23.56 น. โสภณจึงได้ยื่นหนังสือขอให้ทำการสอบสวนตนต่อทันทีที่ สน.สำราญราษฎร์ และไม่ยินยอมให้ย้ายไปสอบสวนที่ บช.ปส. เพราะไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุและประกาศเรื่องกำหนดสถานที่ควบคุมตัวที่ 1/2563 ที่กำหนดให้ บช.ปส. เป็นสถานที่ควบคุมตัวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

    (อ้างอิง: บันทึกจับกุม, หนังสือขอให้สอบสวนและควบคุมตัวในท้องที่ที่รับผิดชอบ สน.สำราญราษฎร์ ลงวันที่ 1 พ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/43145)
  • แม้โสภณจะคัดค้านการนำตัวไปสอบสวนที่ บช.ปส. อย่างไรก็ตาม เวลา 00.20 น. ตำรวจได้ควบคุมตัวโสภณไปที่ บช.ปส. โดยไม่มีทนายความขึ้นรถไปด้วย ทำให้ทนายความต้องเดินทางแยกไปต่างหาก และต้องรออยู่หน้าตึก บช.ปส. ก่อนจะตามเข้าไปให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับโสภณด้านในอาคารได้ในเวลาต่อมา

    ร.ต.อ.โยธี เสริมสุขต่อ รองสารวัตรสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ แจ้งพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 เวลาประมาณ 08.00 น. ขณะที่อานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้กล่าวหาพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักและได้เข้าไปดูเพจของ Friends Talk ในโทรศัพท์มือถือ พบว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลาประมาณ 17.50 น. เพจมีคลิปการไลฟ์สด พบกลุ่มบุคคลกําลังเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตํารวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตํารวจได้ยืนกั้นแถวไม่ให้เดินเข้าไปยังบริเวณวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งในวันดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา จะเสด็จพระราชดําเนิน เพื่อบําเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชและทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพต เนื่องในโอกาสที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์”

    ในคลิปมีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 10 กว่าคน โดยมีโสภณ สุรฤทธิ์ธํารง ทราบชื่อและนามสกุลจริงภายหลัง ได้ปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียง (โทรโข่ง) ซึ่งมีข้อความเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงการทำบุญของพระราชินีสุทิดา และกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    ผู้กล่าวหาอ้างว่า ข้อความดังกล่าวกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงต่อหน้าประชาชนผู้ชุมนุมจํานวนมาก และมีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การกล่าวถ้อยคําเช่นนั้น เป็นทั้งถ้อยคําที่ไม่สุภาพและไม่สมควร แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ต้องหาที่ต้องการลดคุณค่าของสมเด็จพระราชินีสุทิดา อันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม เป็นการใส่ร้ายทําให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกเกลียดชัง ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

    ครั้งแรกพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาโสภณตามหมายจับ คือ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อมา ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า โสภณไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงจากเจ้าหน้าที่ จึงแจ้งอีก 1 ข้อหา คือ ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โสภณได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และปฏิเสธจะลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา

    หลังจากสอบคำให้การเสร็จสิ้นแล้ว โสภณได้ถูกคุมขังที่ บช.ปส. 1 คืน และทราบว่าพนักงานสอบสวนจะทำการขอฝากขังผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จึงได้ทำการคัดค้านการฝากขังออนไลน์นี้ โดยการลงบันทึกประจำวันไว้

    ต่อมาช่วงเช้า พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขออำนาจศาลอาญาฝากขังผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นระยะเวลา 12 วัน พร้อมคัดค้านการประกันตัวโดยระบุว่าเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง และผู้ต้องหาเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นบุคคลเฝ้าระวังพิเศษต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และในเดือนพฤษภาคม มีงานพระราชพิธีฉัตรมงคล พิธีสมโภชเครื่องราชกุธภัณฑ์ พระราชพิธีพืชมงคล และงานพระราชพิธีต่างๆ หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีในภายหลัง

    หลังทนายความทราบคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ฝากขังโสภณ จึงได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยขอวางหลักทรัพย์ 90,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์เป็นหลักประกัน

    เวลา 15.30 น. ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโสภณ ระบุว่า กรณีนี้ปรากฏว่า โสภณผู้ต้องหาเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวของศาลนี้ ในข้อหาร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในระหว่างพิจารณา อันเนื่องมาจากผู้ต้องหากับพวกรวมตัวกันชุมนุมมั่วสุมที่ศาลอาญา ปราศรัยเรียกร้อง รวมถึงแสดงความไม่พอใจในการทำหน้าที่ของศาล ในคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้อง พริษฐ์ หรือ ‘เพนกวิน’ ชิวารักษ์ ต่อศาลนี้ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ซึ่งคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

    ผู้ต้องหายังกระทำการอันเป็นเหตุให้ถูกจับกุมเป็นคดีนี้อีก จึงน่าเชื่อว่าหากให้ปล่อยชั่วคราวไป ผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือไปกระทำการในทำนองเดียวกันนี้ หรือก่อภัยอันตรายประการอื่นอีก จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ศาลได้ปิดชื่อผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวไว้

    กิจกรรม "ทัวร์มูล่าผัว" ในวันที่ 22 เม.ย. 2565 จัดโดยกลุ่มมังกรปฏิวัติ เป็นทริปเที่ยวสถานที่สำคัญย่านเกาะรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยกิจกรรมถูกตำรวจควบคุมฝูงชนสกัดกั้น จนกลุ่มมังกรปฏิวัติต้องประกาศยุติกิจกรรม

    สำหรับคดีที่ศาลกล่าวถึงว่าโสภณถูกกล่าวหามาก่อนหน้านี้ เป็นกรณีที่โสภณเข้ามอบตัวหลังถูกออกหมายจับร่วมกับนักกิจกรรมและประชาชนรวม 15 คน ในการชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา2564 หน้าศาลอาญา โดยกลุ่ม REDEM คดีนี้ เขาถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นศาล, ข้อหามาตรา 215, มาตรา 216, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ใช้เครื่องขยายเสียง และกีดขวางทางเท้า โดยคดีอยู่ระหว่างการรอสืบพยานในชั้นศาล

    หลังคำสั่งศาล โสภณถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทำให้ ณ วันที่ 2 พ.ค. 2565 มีจำนวนผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยไม่ได้รับการประกันตัว เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อยจำนวน 9 คน

    ทั้งนี้ อานนท์ กลิ่นแก้ว เป็นสมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวแจ้งความนักกิจกรรมในคดีมาตรา 112 หลายคดี น่าสังเกตว่าการขอออกหมายจับโสภณของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดขึ้นหลังการแจ้งความเพียง 6 วันเท่านั้น โดยไม่มีการออกหมายเรียก และคดีนี้ยังเป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกที่โสภณถูกกล่าวหา

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 2 พ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/43145)
  • เวลา 10.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังโสภณครั้งที่ 2 หลังพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ยื่นขอฝากขังต่อไปอีกเป็นเวลา 12 วัน โดยอ้างว่าต้องสอบสวนพยานอีก 3 ปาก ขณะที่ทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังต่อ ศาลจึงนัดไต่สวนคำร้อง

    ศาลได้เบิกตัวโสภณผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้ทนายความจะยื่นคำร้องขอให้เบิกตัวผู้ต้องหามาร่วมการไต่สวนที่ศาลก็ตาม โดยอ้างถึงมาตรการการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกทั้งผู้ต้องหาได้แต่งตั้งทนายความในคดีแล้ว ซึ่งศาลเห็นว่า ทนายผู้ต้องหาสามารถคัดค้านการขอฝากขังแทนผู้ต้องหาได้ทุกประการ โดยไม่เสียสิทธิและผลประโยชน์ในการต่อสู้คดี

    เมื่อจะเริ่มการไต่สวน พบว่าระบบอินเทอร์เน็ตของศาลมีปัญหา เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ศาลจึงจะทำการไต่สวนโดยไม่มีผู้ต้องหารับฟัง แม้ทางออนไลน์ก็ตาม

    จากนั้นทนายความได้แถลงต่อศาลว่า หากในวันนี้ศาลรับฝากขัง และครั้งหน้าพนักงานสอบสวนยื่นขอฝากขังผู้ต้องหาอีก ขอให้ศาลพิจารณาเบิกตัวผู้ต้องหาจากเรือนจำมาเข้าร่วมการไต่สวนที่ศาลด้วย เนื่องจากการเบิกตัวผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ครั้งที่ผ่านๆ มาที่ศาลนี้ ผู้ต้องหาและทนายพบปัญหาการไม่ได้ยินเสียงหรือได้ยินไม่ชัดเจนจนจับใจความไม่ได้ อีกทั้งภาพและเสียงยังกระตุก ล่าช้า (Delay) กว่าความเป็นจริง ทำให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่

    ศาลตอบว่า หากศาลอนุญาตให้ฝากขังในวันนี้ และผู้ร้องขอให้ศาลฝากขังผู้ต้องหาอีกในครั้งหน้านั้น การไต่สวนครั้งดังกล่าวอาจเป็นผู้พิพากษาท่านใดก็ได้ จึงไม่สามารถรับรองในครั้งนี้ได้ว่าจะเบิกตัวผู้ต้องหามาศาล เนื่องจากเรื่องนี้เป็นดุลยพินิจของผู้พิพากษาท่านนั้นๆ ที่จะทำการไต่สวนในวันดังกล่าว

    ทนายแถลงต่อว่า ขอเพียงให้ศาลบันทึกข้อเท็จจริงส่วนนี้ตามที่ได้ร้องขอ แม้การไต่สวนครั้งหน้าจะเป็นผู้พิพากษาท่านอื่น แต่ทนายจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลได้บันทึกลงไปในรายงานกระบวนพิจารณาคดีวันนี้ไปเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพื่อประกอบการตัดสินใจให้ผู้พิพากษาท่านอื่นๆ เพื่อมีดุลยพินิจให้เบิกตัวผู้ต้องหามาศาล

    ++ตำรวจร้องศาลขอฝากขัง อ้างเพราะพฤษภาคมมี ‘งานพระราชพิธีเยอะ’ เกรงผู้ต้องหาไป “กระทำผิดซ้ำ” อีก++

    ร.ต.อ.โยธี เสริมสุขต่อ พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ผู้ยื่นคำร้องขอฝากขัง เบิกความต่อศาลให้อนุญาตฝากขังผู้ต้องหาต่อไปอีก 12 วัน เนื่องจากมีความจำเป็นต้องสอบปากคำพยานอีก 3 ปาก ได้แก่

    1. พยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เพื่อให้ความเห็นด้านกฎหมาย
    2. พยานประชาชนทั่วไป เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับถ้อยคำปราศรัยของผู้ต้องหา
    3. เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ ผู้จัดทำรายงานการสอบสวนและบันทึกจับกุม

    นอกจากนี้ตำรวจยังอ้างว่าต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง ซึ่งเป็นแผ่นวีซีดีบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะผู้ต้องหาขึ้นปราศรัยในวันเกิดเหตุ รอผลตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือ รวมถึงประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา

    จากนั้น ร.ต.อ.โยธี ได้ตอบคำถามทนายความของผู้ต้องหาถามค้านว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนยังไม่มีความเห็นสั่งฟ้องยื่นต่อพนักงานอัยการ ผู้ร้องไม่ทราบว่าผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้ให้การไว้กับพนักงานสอบสวน และไม่ได้มีข้อมูลส่วนนี้อยู่ในรายงานการสืบสวน

    ร.ต.อ.โยธี เบิกความตอบอีกว่า การตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือและของกลางซึ่งเป็นแผ่นวีซีดีนั้น ผู้ร้องได้ส่งไปตรวจพิสูจน์ยังกองพิสูจน์หลักฐานกลางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ส่วนการตรวจสอบประวัติการต้องโทษ ตนจะเป็นผู้ทำการตรวจด้วยได้ตัวเอง แต่ต้องรอทราบผลตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือและของกลางซึ่งเป็นแผ่นวีซีดีก่อน

    ด้านพยานอีก 3 ปากที่อ้างว่าจะต้องทำสอบปากคำนั้น ผู้ร้องได้ติดต่อไปยังพยานปากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและพยานปากประชาชนทั่วไปแล้ว เหลือเพียงนัดหมายวันและเวลาเพื่อทำการสอบปากคำเท่านั้น ส่วนพยานปากเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนผู้จัดทำรายงานการสืบสวนและบันทึกจับกุมนั้นเป็นพยานที่รับราชการอยู่ที่เดียวกัน คือ สน.สำราษราษฎร์

    พยานยอมรับว่าผู้ต้องหา อายุ 23 ปี และเป็นเพียงนักศึกษาเท่านั้น ไม่มีอิทธิพลที่จะสามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ ในคดีนี้ได้จับกุมผู้ต้องหาที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ คดีนี้ไม่เคยออกหมายเรียกผู้ต้องหามาก่อน โดยได้ขอออกหมายจับผู้ต้องหาเลย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษเกินกว่า 3 ปี

    ทนายสอบถามว่า ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยอาศัยอยู่กับพ่อดังที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ ซึ่งมีพ่อเป็นเจ้าของบ้าน แต่ผู้ร้องไม่ทราบเรื่องนี้

    ร.ต.อ.โยธี ยอมรับว่า คดีนี้หากไม่ขังผู้ต้องหาไว้ก็ยังสามารถทำสำนวนการสอบสวนเพื่อเสนอต่อพนักงานอัยการได้ แต่ทว่าที่ได้ขอให้ศาลขังผู้ต้องหาไว้ต่อไป เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์เป็นบุคคลเฝ้าระวังพิเศษต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และในเดือนพฤษภาคม มีงานพระราชพิธีฉัตรมงคล พิธีสมโภชเครื่องราชกุธภัณฑ์ พระราชพิธีพืชมงคล และงานพระราชพิธีต่างๆ เกรงว่าผู้ต้องหาอาจจะไป “กระทำผิดซ้ำ” ในลักษณะนี้อีก และหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อาจยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีในภายหลัง

    สุดท้ายทนายความได้แถลงสรุปข้อเท็จจริงในการคัดค้านการฝากขังผู้ต้องหา ต่อศาล 4 ประเด็นด้วยกัน ดังนี้

    1. ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพนักงานสอบสวนผู้ยื่นคำร้องขอฝากขัง
    2. ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีอายุ 23 ปี และเป็นเพียงนักศึกษาภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ไม่จำเป็นจะต้องออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 66
    3. แม้ศาลไม่รับฝากขังผู้ต้องหาในผัดนี้ พนักงานสอบสวนก็สามารถทำสำนวนคดีจนแล้วเสร็จได้
    4. กรณีที่ผู้ร้องอ้างว่า ขอฝากขังต่อไปเพราะผู้ต้องหาจะไป “กระทำผิดซ้ำ” นั้น เป็นเพียงคำกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ จะยืนยันคำกล่าวหาดังกล่าวได้

    หลังดำเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ศาลนัดฟังคำสั่งวันนี้ในช่วงบ่าย

    ++ศาลสั่งให้ฝากขังเก็ทต่อ 7 วัน และให้ฝากขังเป็นครั้งสุดท้าย ระบุ ตร.ทำสำนวนใกล้เสร็จแล้วไม่ควรขังผู้ต้องหาไว้เกินเหตุและความจำเป็น++

    เวลาประมาณ 15.00 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังโสภณต่อไปอีก 7 วัน มีรายละเอียดคำสั่งโดยสรุป ดังนี้

    ผู้ต้องหาเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีดูหมิ่นศาลของศาลนี้ไปแล้ว แต่ยังไปก่อเหตุจนถูกดำเนินคดีในคดีนี้อีก จึงเกรงว่าหากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะไปกระทำการในลักษณะนี้ซ้ำอีก และเมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 และมาตรา 66 ซึ่งกล่าวไว้ว่า ไม่ให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เกินเหตุและความจำเป็นอันสมควรนั้น เมื่อพิจารณาคำร้องของผู้ร้องที่อ้างจะต้องทำการสอบปากคำพยานอีก 3 ปาก ศาลเห็นว่าพยานปากผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายและพยานปากประชาชนทั่วไปเป็นเพียงพยานความเห็นไม่ใช่ประจักษ์พยาน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอความเห็นมาประกอบสำนวนคดี

    ส่วนพยานปากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จัดทำรายงานการสืบสวนและบันทึกจับกุมนั้น ศาลเห็นว่าเป็นพยานที่อยู่หน่วยงานเดียวกับผู้ร้อง สามารถขอความเห็นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเวลา ส่วนการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหานั้น ผู้ร้องสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทำให้การสอบสวนเหลือเพียงรอผลตรวจพิสูจน์ของกลางซึ่งเป็นแผ่นวีซีดีและลายพิมพ์นิ้วมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ศาลจึงเห็นว่าการทำสำนวนคดีใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนได้เพียง 7 วันเท่านั้น โดยจะอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

    หลังศาลมีคำสั่งให้ฝากขังต่อ ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวโสภณอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 ทันที โดยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ขอวางหลักทรัพย์ 90,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์เป็นหลักประกัน ต่อมาศาลได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”

    ทั้งนี้ระหว่างถูกคุมขังเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2565 โสภณได้เริ่มต้นการอดอาหารเพื่อประท้วงต่อกระบวนการยุติธรรมและเรียกร้องสิทธิประกันตัวร่วมกับ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ โดยจนถึงวันนี้โสภณอดอาหารเข้าสู่วันที่ 8 แล้ว ส่วนตะวันอดอาหารเข้าวันสู่วันที่ 22 แล้ว

    ภายหลังทนายความให้ความเห็นต่อเหตุการณ์ที่ศาลไม่เบิกตัวผู้ต้องหามาร่วมกระบวนการไต่สวนว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จะถูกประกาศเป็นโรคประจำถิ่นในประเทศไทยแล้ว ทั้งทางเรือนจำและศาลเองก็ได้มีมาตรการในการป้องกันและดูแลการแพร่ระบาดของโรคนี้ โดยที่สามารถเบิกตัวผู้ต้องหามาศาลได้ โดยทราบว่าเรือนจำมีการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ ATK ทั้งไป-กลับจากศาลอยู่แล้ว และให้ผู้ต้องหาแยกไปกักตัวเป็นเวลา 14 วันหลังกลับจากศาล ซึ่งผู้ต้องหายินดีจะปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวหากถูกเบิกตัวมาศาล

    ทนายยังเน้นย้ำอีกว่า กรณีที่จะไต่สวนผู้ต้องหาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่กลับประสบปัญหาทางเทคนิคของศาลนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลเป็นการปิดกั้นโอกาสและสิทธิในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหาโดยสิ้นเชิง

    “ปัญหาที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นการทำให้ผู้ต้องหาไม่มีสิทธิรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการที่จะตัดสินว่าตัวเองจะถูกขังต่อไปหรือไม่ ไม่สามารถออกเสียงคัดค้าน โต้แย้งผู้ที่จะทำให้ตนเองถูกขังต่อ”

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/43658)
  • ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังเก็ทในผัดที่ 3 หลังพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ยื่นขอฝากขังต่อไปอีกเป็นเวลา 12 วัน โดยอ้างว่าต้องรอสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติมอีก 1 ปาก รอผลตรวจพิสูจน์ของกลาง ลายพิมพ์นิ้วมือ และผลตรวจประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา ขณะทนายความยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง ศาลจึงนัดไต่สวน โดยเบิกตัวโสภณผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แม้ทนายความจะระบุในคำร้องขอให้เบิกตัวผู้ต้องหามาศาลก็ตาม

    11.45 น. ปรากฏภาพโสภณบนหน้าจอภาพ เขาเดินเข้ามาในห้องที่จัดไว้สำหรับการไต่สวนผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ด้วยชุดเสื้อสีฟ้า กางเกงสีน้ำตาล และสังเกตเห็นได้ว่าโสภณถูกตัดผมแล้วจนสั้นเกรียน ทำให้ไม่เหลือเค้าเดิมก่อนจะเข้าไปอยู่ในเรือนจำเลย

    การไต่สวนเริ่มขึ้น โดยมีพยาน 1 ปาก คือ ร.ต.อ.โยธี เสริมสุขต่อ พนักงานสอบสวน สน. สำราญราษฎร์ ผู้ร้องขอฝากขังโสภณ เบิกความว่า ตนยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งนี้ด้วยเหตุผลว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยจะต้องทำการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มอีก 1 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง (แผ่น DVD) รอผลตรวจลายพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา และตรวจสอบประวัติการต้องโทษ ประกอบกับผู้ต้องหาเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวการเมืองกลุ่มโมกหลวงริมน้ำซึ่งมีพฤติการณ์เป็นบุคคลเฝ้าระวังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเหตุผลข้อสุดท้ายคือ ต้องมีการสรุปสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาระดับกองบังคับการและระดับกองบัญชาการเพื่อพิจารณาตามลำดับ

    ด้านพยานบุคคล 1 ปาก ที่พยานอ้างว่าจะต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมนั้น คือ ผู้อำนวยการกองกฎหมายของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งจะให้พยานปากนี้มาดูคลิปวิดิโอและถ้อยคำซึ่งเป็นเหตุในคดีนี้แล้วให้ความเห็นว่าเข้าองค์ประกอบตามข้อกล่าวหาที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาหรือไม่

    ส่วนผลตรวจพิสูจน์หลักฐานแผ่น DVD และลายพิมพ์นิ้วมือนั้น พยานยังไม่ได้รับมาแต่อย่างใด พยานจึงได้ส่งหนังสือทวงถามไปยังกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2565 ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบกลับมาแต่อย่างใด ส่วนการตรวจประวัติการต้องโทษของโสภณนั้น พยานสามารถทำได้เอง แต่จะสามารถทำได้หลังจากได้รับผลตรวจพิสูจน์ของกลางและการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือก่อน

    ร.ต.อ.โยธี ตอบคำถามศาลเพิ่มเติมในเหตุขอฝากขังที่เพิ่มมาในรอบนี้ว่า คดีนี้เป็นคดีพิเศษที่การสรุปสำนวนนั้นต้องเสนอต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งเป็นคณะทำงานในระดับกองบังคับการและระดับกองบัญชาการตามลำดับ พยานจึงขอฝากขังโสภณต่อเป็นครั้งที่ 3 อีกเป็นเวลา 12 วัน

    จากนั้นศาลให้ข้อแนะนำกับพนักงานสอบสวนว่า ควรนำเสนอระเบียบภายในหรือหนังสือแต่งตั้งคณะทำงานมาให้เรียบร้อยในคราวหน้า ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนไม่ได้เบิกความถึงรายละเอียดของคณะทำงานในสองระดับนั้นต่อศาลแต่อย่างใด

    ร.ต.อ.โยธี ตอบทนายผู้ต้องหาถามค้านว่า ในการรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลางและลายพิมพ์นิ้วมือนั้น ไม่ว่าอย่างไรผู้ต้องหาจะไม่สามารถเข้าไปยุ่งเหยิงหรือยุ่งเกี่ยวกับความเห็นของหน่วยงานนั้นได้อยู่แล้ว ส่วนพยานบุคคลที่จะต้องสอบสวนเพิ่มอีก 1 ปากนั้น ผู้ร้องเองไม่สามารถบังคับให้พยานมาให้ความเห็นในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ อีกทั้งผู้ต้องหาเองก็ไม่สามารถที่จะสั่งการพยานปากนี้ได้เช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ พยานยังยืนยันคำเบิกความในการไต่สวนฝากขังครั้งก่อนว่า “การปล่อยตัวโสภณไม่มีผลต่อการสอบสวนและทำสำนวนคดี” แต่พยานตอบเพิ่มเติมว่า “แต่เกรงว่าเมื่อมีการสรุปสำนวนแล้วหากไม่มีตัวผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจศาลหรือจะให้ทำการหมายเรียกผู้ต้องหาเองก็จะเป็นการยาก”

    ร.ต.อ.โยธี รับว่า คดีนี้ตนไม่เคยออกมาเรียกโสภณให้ไปรับทราบข้อกล่าวหามาก่อน แต่ขอศาลให้ออกหมายจับเลย โดยอ้างว่าเนื่องจากคดีนี้มีโทษเกิน 3 ปี ซึ่งกฎหมายให้กระทำการเช่นนั้นได้ อีกทั้งจำได้ว่าการไต่สวนครั้งก่อนศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังต่อเพียง 5 วัน และกำชับว่าจะอนุญาตให้ฝากขังเป็น “ครั้งสุดท้าย”

    ++ศาลให้ฝากขังเก็ทต่ออีก 7 วัน (21-27 พ.ค.) แม้ครั้งก่อนศาลเคยมีคำสั่งให้ฝากขังเป็น “ครั้งสุดท้าย” อ้างให้เวลาพนักงานสอบสวนทำสำนวนคดีให้แล้วเสร็จ-เสนอสำนวนต่อผู้บังคับบัญชา++

    เวลาประมาณ 14.00 น. สมบัติ บุญหิรัญ และครรชิต ช่อเกตุ ผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังโสภณต่ออีก 7 วัน เนื่องจากเห็นว่าพนักงานสอบสวนยังทำสำนวนคดีไม่แล้วเสร็จ ซึ่งต้องทำการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 1 ปาก รอผลตรวจพิสูจน์ของกลาง ลายพิมพ์นิ้วมือ และประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา มีรายละเอียดคำสั่ง ดังนี้

    “พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวน คำร้องขอคัดค้านของผู้ต้องหาแล้วได้ความจากผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้ส่งหนังสือให้กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจพิสูจน์หลักฐานแผ่น DVD และรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับผลการตรวจพิสูจน์กลับคืนมา

    และการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหานั้น ผู้ร้องสามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อได้รับผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหาแล้ว อีกทั้งผู้ร้องได้ออกหมายเรียกพยานเพิ่มเติมอีก 1 ปาก เพื่อมาให้การเพิ่มเติม ซึ่งพยานเป็นผู้อำนวยการกองกฎหมายมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อมาให้ความเห็นในประเด็นเกี่ยวกับคลิปเหตุการณ์กระทำความผิดของผู้ต้องหาว่าพยานมีความเห็นอย่างไร อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาสั่งคดีของผู้ร้อง อีกทั้งผู้ร้องต้องเสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาในระดับกองบังคับการและระดับกองบัญชาการพิจารณาสำนวนการสอบสวนก่อน

    ผู้ต้องหาคัดค้านว่า ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุภยันตรายอย่างอื่น จึงไม่มีเหตุที่ผู้ต้องขังผู้ต้องหาอีกครั้ง ประกอบกับพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนเคยให้ความเห็นว่า “การไม่ฝากขังผู้ต้องหาไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน” กรณีจึงไม่จำเป็นต้องฝากขังผู้ต้องหา ขอให้ศาลยกคำร้อง

    เห็นว่า ในการฝากขังครั้งนี้ผู้ร้องยังจะต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 1 ปาก ทั้งจะต้องสอบประวัติการกระทำความผิดของผู้ต้องหา ซึ่งต้องดำเนินการภายหลังได้รับการการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือแล้ว และผู้ร้องได้อ้างเพิ่มเติมในการฝากขังครั้งนี้ว่าจะต้องส่งสำนวนให้กับผู้บังคับบัญชา ซึ่งการเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาจะต้องกระทำภายหลังที่การสอบสวนในส่วนอื่นๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว

    กรณีจึงมีเหตุจำเป็นแค่การสอบสวนที่จะอนุญาตให้ผู้ฝากขังผู้ต้องหาต่อไปได้ ส่วนที่ผู้ต้องหาคัดค้านว่า ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อภยันตรายอย่างอื่น จึงไม่มีเหตุที่จะขังผู้ต้องหานั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 วรรค 1 บัญญัติว่า เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้วในระยะใดระหว่างสอบสวนไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาบังคับใช้โดยอนุโลม

    ซึ่งมาตรา 66 บัญญัติว่า เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ 1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี ดังนั้น บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา 66 เมื่อคดีนี้ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายครั้งผู้ต้องหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 (1)

    กรณีการฝากขังของผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ว่า ผู้ต้องหาจะมีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุภยันตรายอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 (2) ตามที่ผู้ต้องหาคัดค้าน

    แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การดำเนินการสอบสวนในส่วนที่เหลือดังกล่าวไม่น่าจะใช้ระยะเวลานานถึง 12 วัน จึงอนุญาตฝากขังผู้ต้องหาในครั้งที่ 3 นี้ 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 21 – 27 พ.ค. 2565 แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้ต้องหาในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106”

    หลังมีคำสั่ง ทนายความได้ยื่นขอประกันโสภณเป็นครั้งที่ 3 โดยใช้เงินสด 90,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์

    ต่อมา เวลา 15.50 น. พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งยกคำร้อง “พิเคราะห์แล้วศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวนตลอดการพิจารณาโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยกคำร้อง”

    โสภณเล่าว่า อดอาหารเกินครึ่งเดือนทำน้ำหนักตัวลดลงไปกว่า 5 กิโลกรัมแล้ว ประกอบกับมีอาการหน้ามืดและอ่อนเพลีย โสภณยังฝากข้อความถึงพ่อว่า “ให้พ่อเข้มแข็งไว้ รู้ดีว่าลูกโดนคดีคงทำให้พ่อแม่รู้สึกกังวลแต่ขอให้พ่อแม่ยังมีความสุขได้และมีชีวิตอยู่ต่อไป เราเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมยังคาดหวังได้”

    สำหรับสิ่งที่อยากทำมากที่สุดตอนนี้โสภณบอกว่า นั่นคือ “การยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง” เพื่อจะได้ออกจากเรือนจำมาใช้ชีวิตปกติ โสภณบอกอีกว่า การถูกฝากขังระหว่างสอบสวนทำให้เขาไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เนื่องจากจะไปสืบเสาะหาพยานหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ก็ไม่ได้ ไม่มีความเป็นส่วนตัว มีข้อจำกัดหลายอย่างมาก

    สุดท้าย โสภณฝากถึงคนข้างนอกว่า “ผมขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดี อยู่ในนี้มันก็เหมือนกับคนที่ตายไปแล้ว ทำอะไรไม่ค่อยได้ ดูแลตัวเองดีๆ นะครับ”

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/43937)
  • ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเก็ทอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 4 โดยระบุเพิ่มเหตุผลสำคัญ เรื่องความจำเป็นจะต้องไปร่วมสอบใบประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิค ซึ่งเปิดสอบเพียงปีละครั้ง โดยปีนี้เปิดสมัครในวันที่ 1-30 มิ.ย. 2565 นี้ และกำหนดสอบในวันที่ 24 ก.ค. 2565 เพียงวันเดียว

    ต่อมา อรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโสภณ โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้วศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณา โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ยกคำร้อง”

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/44054)
  • เวลา 10.00 น. ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังโสภณครั้งที่ 4 หลังพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ยื่นคำร้องขอฝากขังต่อไปอีก 12 วัน ขณะที่ทนายความได้ยื่นคัดค้านการฝากขังต่อ ศาลจึงนัดไต่สวนคำร้องของพนักงานสอบสวน

    ที่ห้องพิจารณาคดี 916 มีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ประมาณ 10 คน โดยมีตัวแทนจากสถานทูตเบลเยียมและสวีเดนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย รวมถึงยังมีพ่อและแม่ของโสภณเข้าร่วมการไต่สวนเป็นครั้งแรกด้วย

    10.17 น. โสภณปรากฏตัวผ่านจอภาพวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ แต่พบปัญหาขัดข้องเทคนิคด้านเสียง โดยที่ศาลอาญาไม่ได้ยินเสียงที่ถ่ายทอดจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่ประมาณ 20 นาที จึงกลับมาติดต่อสื่อสารกันได้ตามปกติ

    ทั้งนี้พบว่า ที่ศาลอาญาประสบปัญหาด้านเทคนิคและการถ่ายทอดสัญญาณหลายครั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลเบิกตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาที่ศาลแทนการประชุมผ่านจอภาพ แต่ศาลก็ไม่ได้อนุญาต โดยอ้างเหตุผลว่าไปเป็นตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    การไต่สวนเริ่มต้นขึ้น โดยวันนี้มีพยาน 1 ปาก คือ ร.ต.อ.โยธี เสริมสุขต่อ พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ในฐานะผู้ร้อง เบิกความว่า วันนี้ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาในผัดที่ 4 ต่อไปอีก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. จนถึงวันที่ 8 มิ.ย. 2565 เนื่องจากยังทำการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ

    ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของผู้บังคับบัญชาระดับกองบังคับการตามคำสั่งกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ที่ 166/2565 ลงวันที่ 29 เม.ย. 2565 และหากเสร็จสิ้นจะต้องเสนอผู้บังคับบัญชาระดับกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

    ร.ต.อ.โยธี ตอบทนายถามค้านพยานว่า ทราบว่าผู้ต้องหาสำเร็จการศึกษาแล้ว แต่ไม่ทราบว่ายังมีสถานะเป็นนักศึกษาอยู่ โสภณแถลงว่า ตนเองสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ภาควิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และขณะนี้กำลังรอสอบใบประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิคอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีสถานะเป็นนักศึกษาอยู่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นปริญญาอีกใบหนึ่งด้วย

    ร.ต.อ.โยธี รับว่า ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหา เพราะมีหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนเท่านั้น และยอมรับว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา ก็สามารถทำสำนวนและรอความเห็นผู้บังคับบัญชาต่อไปได้ และไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำสำนวนคดีแต่อย่างใด แต่หากเมื่อต้องสรุปความเห็นส่งพนักงานอัยการมีความจำเป็นต้องมีตัวผู้ต้องหาอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นอัยการจะไม่รับฟ้อง

    ร.ต.อ.โยธี เบิกความอีกว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรอความเห็นการพิจารณาจากผู้บังคับบัญชา เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อมีความเห็นสั่งฟ้อง โดยต้องรอความเห็นดังกล่าวก่อน ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าใด

    จากนั้นทนายความผู้ต้องหาแถลงขออนุญาตให้พ่อของโสภณได้แถลงต่อศาล เพื่อประกอบดุลยพินิจการมีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ฝากขังโสภณหรือไม่ในวันนี้ ซึ่งศาลได้อนุญาต

    พ่อขอโสภณแถลงว่า ตนเป็นทันตแพทย์ชำนาญการสังกัดกรุงเทพฯ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ตนได้เดินทางไปพบกับอาจารย์ภาควิชารังสีเทคนิค ที่วชิรพยาบาล โดยอาจารย์ได้บอกว่าในวันที่ 3, 4, 5, 24 และ 25 มิ.ย. 2565 จะมีการทบทวนความรู้เพื่อเตรียมสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบโรคศิลปะรังสีเทคนิค และอาจารย์ได้มีหนังสือเป็นเอกสาร พร้อมลงชื่อผู้รับผิดชอบของคณะแพทย์ศาสตร์ได้นำส่งศาลแล้ว

    พ่อโสภณเบิกความอีกว่า โสภณต้องไปเตรียมทบทวนกับอาจารย์เพื่อเตรียมสอบใบประกอบโรค หากถูกขังไว้จะเป็นการเสียโอกาสโดยไม่จำเป็น โดยจะทำให้ไม่สามารถฟังบรรยายดังกล่าวได้

    นอกจากนี้วันที่ 1 มิ.ย. 2565 เป็นต้นไป สถานพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้นักศึกษารังสีเทคนิคทุกคนต้องเข้ารับการตรวจร่างกายและรับใบรับรองผลตรวจ รวมถึงต้องส่งเอกสารประกอบการสมัครขึ้นทะเบียนใบประกอบโรคศิลปะรังสีเทคนิค ซึ่งเป็นความจำเป็นต่อการประกอบวิชาชีพและการทำหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทยต่อไป

    พ่อของโสภณเบิกความทิ้งท้ายว่า “ในฐานะทันตแพทย์คนหนึ่ง ไม่อยากให้โสภณเสียโอกาสการสอบเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในครั้งนี้ไปโดยไม่จำเป็น และไม่ควรถูกขังไว้อีกต่อไป”

    โสภณแถลงทิ้งท้ายว่า “ตำรวจให้ฝากขังนานถึง 27 วันแล้ว ยังทำสำนวนไม่แล้วเสร็จอีกหรือ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจนมากๆ”

    พ่อบอกกับเก็ทว่า “พ่อแม่มาหาความยุติธรรมให้กับลูกนะครับ” ส่วนแม่บอกว่า “คิดถึงนะเก็ท แม่มาหาทุกวันเลย ไว้เจอกันนะครับ”

    จากนั้นศาลได้นัดฟังคำสั่งในเวลา 13.30 น.

    เวลา 13.30 น. ตามกำหนดที่ศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ฝากขังโสภณต่อไปหรือไม่นั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลถ่ายทอดสัญญาณจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กลับพบปัญหาทางเทคนิคอีกครั้ง โดยพบว่าไม่สามารถถ่ายทอดสัญญาณภาพได้ เจ้าหน้าที่ศาลจึงได้พยายามทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนานถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาใช้งานการประชุมทางจอภาพได้ปกติ

    14.30 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังโสภณต่อไปอีก 7 วัน มี รายละเอียดคำสั่งโดยสรุปดังนี้

    "เห็นว่าการที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาในผัดที่ 4 นี้ เนื่องจากรอผู้บังคับบัญชาพิจารณา 2 ระดับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับกองบังคับการ และเมื่อแล้วเสร็จจะต้องเสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาระดับกองบัญชาการพิจารณาอีก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเกี่ยวกับคดีความมั่นคงกรณีจึงเป็นเหตุจำเป็นให้ฝากขังต่อไปได้

    กรณีที่ฝั่งผู้ต้องหาคัดค้านว่ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีพฤติการณ์ไปยุ่งเกี่ยวหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 วรรค 1 บัญญัติไว้ว่าให้สามารถออกหมายขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวนไว้ได้ เนื่องจากคดีนี้ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ระวางโทษจำคุก 3 – 15 ปี จึงเป็นกรณีให้สามารถออกหมายขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 71 ไว้ได้ ซึ่งศาลได้เคยวินิจฉัยมีคำสั่งในครั้งก่อนแล้ว

    ทั้งนี้ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 และมาตรา 130 บัญญัติไว้ว่า ไม่ให้คุมขังผู้ต้องหาไว้นานเกินสมควรและให้เร่งรัดการสอบสวนโดยไม่ชักช้า และศาลเห็นว่าการสอบสวนใกล้แล้วเสร็จแล้ว ไม่น่าจะใช้เวลานานถึง 12 วัน จึงอนุญาตให้ฝากขังต่อไปในผัดที่ 4 นี้เพียง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. ถึงวันที่ 3 มิ.ย. 2565 แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิในการให้ผู้ต้องหายื่นขอประกันตัว

    หลังศาลมีคำสั่ง โสภณได้ถามศาลว่า “ฝากขังผัดที่ 2 ศาลบอกจะให้ฝากขังเป็น ‘ครั้งสุดท้าย’ ครั้งที่ 3 ก็บอกแบบนี้ นี่ครั้งที่ 4 ยังจะผัดต่อไปอีก ผมไม่เข้าใจว่าศาลมีจุดยืนไหม จะให้มีความเชื่อมั่นต่อศาลต่อไปได้อย่างไร”

    ศาลตอบว่า “ต้องพิจารณาตามคำร้องขอฝากขังเป็นครั้งๆ ไปว่ามีความจำเป็นหรือไม่ และครั้งนี้ศาลก็ได้วินิจฉัยไปแล้วว่ามีความจำเป็นให้ฝากขัง”

    โสภณตอบว่า “แล้วผมจะเชื่ออะไรศาลได้อีก ศาลบอกว่าจะให้ฝากขังเป็นครั้งสุดท้ายไม่มีอยู่จริงเลย ฟังคำว่า ‘ครั้งสุดท้าย’ มาหลายครั้งแล้ว …”

    โสภณยังไม่ทันพูดจบ แต่เจ้าหน้าที่ศาลก็ได้ตัดสัญญาณการถ่ายทอดไปในทันที จากนั้นผู้พิพากษาก็รีบลุกเดินออกไปจากห้องพิจารณาทันทีเช่นกัน

    ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันโสภณอีกครั้งเป็นครั้งที่ 5 ต่อมา ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องขอประกันในวันที่ 31 พ.ค. 2565 เวลา 10.00 น. โดยให้ผู้ร้องเตรียมพยานเข้าไต่สวนให้พร้อม

    แม่ของโสภณเปิดเผยว่า โสภณสอบสัมภาษณ์และมีสิทธิเข้าทำงานด้านรังสีเทคนิคที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยจะต้องเริ่มต้นงานวันแรกเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ขณะนั้นโสภณยังถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำ และไม่แน่ใจว่าหากโสภณถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว โรงพยาบาลจะยังรับเข้าทำงานอยู่หรือไม่

    ขณะเดียวกันในเดือนมิถุนายน โสภณจะต้องเข้ารับการทบทวนความรู้กับอาจารย์ที่คณะแพทย์วชิรพยาบาลเพื่อเตรียมสอบใบประกอบโรคศิลปะรังสีเทคนิคในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเปิดให้สมัครและสอบคัดเลือกเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

    ทั้งนี้ปลายปีนี้โสภณและครอบครัวยังวางแผนไว้ว่า จะให้โสภณเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์หลักสูตร 4 ปี ถึง 4 ปี ครึ่ง สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาสายสุขภาพเพื่อสำเร็จการศึกษาเป็นแพทย์ต่อไป

    แม่ของโสภณเล่าอีกว่า หลังลูกชายถูกจับกุม แม่ไปให้กำลังใจโสภณที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทุกวัน แม้จะเข้าเยี่ยมหรือพบหน้าไม่ได้ก็ตาม แต่แค่ได้ไปให้กำลังใจอยู่ด้านนอกอย่างใกล้ที่สุดก็เพียงพอแล้ว

    วันนี้ระหว่างไต่สวน โสภณเล่าว่าอดอาหารจนน้ำหนักตัวลดลงจนเห็นเส้นเลือดปูดตามร่างกายชัดเจน เรื่องนี้แม่แสดงความเป็นห่วงโดยเล่าว่า ก่อนหน้านี้โสภณเคยอ่านหนังสือสอบจนไม่ได้กินข้าวหลายวัน เมื่อต้องกินข้าวมื้อแรกเพียงไม่กี่คำ ก็เกิดอาการปวดท้องจนต้องพาตัวส่งโรงพยาบาล

    ประกอบกับเดิมโสภณมีโรคกระเพาะเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว แม่จึงแสดงความกังวลว่าลูกชายจะเผชิญอาการเหล่านี้หนักขึ้นไปอีก เมื่อต้องอดอาหารในช่วงที่ผ่านมา

    จากความกังวลข้างต้น แม่ได้พยายามส่งยารักษาโรคกระเพาะและยาธาตุน้ำขาวให้โสภณ แต่ถูกทางเรือนจำปฏิเสธไม่สามารถนำยาเหล่านั้นเข้าให้โสภณได้

    ทั้งนี้ พ่อและแม่ของโสภณยังเล่าอีกว่า ปู่ของโสภณรักและเป็นห่วงมาก ถามหาโสภณทุกวัน โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาปู่ถึงขนาดกับร้องไห้ เพราะเป็นห่วงและคิดถึงหลานชายมาก

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/44108)
  • นัดไต่สวนคำร้องขอประกันตัว โสภณไม่ได้ถูกเบิกตัวมาร่วมการไต่สวน แต่เข้าร่วมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่อ้างถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

    เวลา 10.00 น. บรรยากาศในห้องพิจารณาคดี 703 แม่ของโสภณในฐานะผู้ร้องขอประกันตัว ได้เดินทางมาพร้อมพ่อ และมีญาติของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์คดีในวันนี้ด้วย

    ก่อนการพิจารณาคดี แม่ของโสภณได้ถามไถ่สุขภาพและความเป็นอยู่ของลูกชาย ส่วนพ่อได้กำชับให้เขาดื่มนมและน้ำให้มากในระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ และกล่าวกับเขาว่า “พ่อกับแม่สบายดี ดูแลตัวเองและกินข้าวทุกมื้อ เพื่อรอเก็ทออกมาในวันนี้”

    ++แม่แถลงต่อศาลว่าลูกชายตนเป็นผู้ประพฤติดี มีความรับผิดชอบ แต่เงื่อนไขหากให้ติด EM อาจกระทบต่อการประกอบอาชีพ++

    ศาลเริ่มการไต่สวนประกันตัวในเวลา 10.10 น. โดยแม่โสภณได้เข้าเบิกความต่อศาลเป็นคนแรก ระบุว่าตนเป็นผู้เลี้ยงดูลูกตั้งแต่แรกเกิดจนปัจจุบัน อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้าน ซึ่งมี พ่อ แม่ ปู่ ย่า และน้องชายของโสภณอยู่ร่วมด้วย

    ระหว่างที่แม่ของโสภณแถลงต่อศาล สัญญาณภาพจากวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ก็ได้หลุดออกไป ก่อนเชื่อมต่อได้อีกครั้งในเวลา 10.30 น. ทนายความได้ถามแม่ว่า โดยปกติแล้วผู้ต้องหามีนิสัยเป็นอย่างไร แม่ของโสภณอธิบายว่า เก็ทเป็นคนเรียบร้อย อ่อนโยน ทำงานบ้านและช่วยเหลือดูแลคุณปู่ คุณย่าอยู่ตลอด ตลอดจนไม่เคยละเลยหมาแมวที่ตนนำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน เขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ

    ทนายความถามต่อว่า ถ้าศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จะมีเงื่อนไขใดหรือไม่ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของลูก โดยแม่ระบุว่า “ไม่อยากให้ติด EM เพราะจะทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพของเขาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากตัวเก็ทเรียนวิชาชีพทางการแพทย์ที่มีการเข้าห้องแล็บ และห้องรังสี ซึ่งสัญญาณคลื่นจากกำไล อาจส่งผลต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้มีคลื่นรบกวนหรือส่งเสียงร้องตลอดเวลา”

    แม่ยังระบุว่า ในการสอบใบประกอบวิชาชีพจะต้องไปสนามสอบ ซึ่งมีการสอบภาคปฏิบัติ หากติด EM จะทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษาด้วย

    อย่างไรก็ตาม ทนายความได้ถามแม่ของโสภณว่าหากศาลกำหนดเงื่อนไขอื่น แม่และพ่อจะสามารถดูแลผู้ต้องหาให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้หรือไม่ แม่ของโสภณก็ได้ตอบชัดเจนว่าสามารถควบคุมกำกับลูกให้อยู่ในเงื่อนไขประการอื่นได้

    นอกจากนี้ ศาลได้ถามแม่ของโสภณว่า ถ้าปล่อยตัวออกไปแล้ว ผู้ต้องหาจะมีการไปทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกหรือไม่ แม่ของโสภณได้แถลงต่อว่า “หากลูกได้รับการปล่อยตัว จะบังคับไม่ให้ไปขึ้นเวทีปราศรัยใดๆ อีก และจะมีการกำกับการดูแลอย่างเข้มงวด”

    ++พ่อขอให้ลูกได้ทำภารกิจทางการศึกษาให้สำเร็จ++

    ทนายความได้สอบถามพ่อของโสภณต่อ ในฐานะผู้กำกับดูแล และเป็นทันตแพทย์ โดยให้อธิบายเรื่องเงื่อนไขการติด EM และการออกนอกเคหสถานที่จะเป็นอุปสรรคต่อภารกิจทางการศึกษา

    พ่อของโสภณได้อธิบายว่า ในฐานะที่ตนประกอบวิชาชีพแพทย์ ช่วงนี้คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแพทย์รังสี โดยในวันที่ 3 – 5 มิ.ย. 2565 นี้ จะมีการบรรยายอบรมเตรียมความพร้อมนักศึกษาแพทย์ของภาควิชารังสีเทคนิค ที่วชิรพยาบาล โดยอาจารย์ที่ปรึกษาจะทำการทบทวนความรู้ให้นักศึกษาแพทย์ได้ไปเตรียมสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ซึ่งอาจารย์ได้ฝากบอกมาว่าหากเก็ทได้ออกไปภายในวันนี้ ขอให้เขามารายงานตัวกับอาจารย์โดยตรงทันที

    นอกจากนี้ พ่ออธิบายต่อศาลว่า ในวันที่ 1 – 30 มิ.ย. 2565 จะเป็นช่วงที่นักศึกษาแพทย์จะต้องทำการยื่นใบสมัครเพื่อสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะรังสีเทคนิค ที่กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ หากไม่ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด จะทำให้ไม่สามารถประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ได้เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งทำให้เสียเวลาและโอกาสการประกอบอาชีพของเก็ทไป

    พ่อของโสภณยังแถลงว่า เนื่องจากเก็ทต้องประกอบวิชาชีพในโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เยอะ การติด EM นั้น เหมือนการตัดแข้งตัดขาในการประกอบอาชีพ และจะเป็นอุปสรรคต่อการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วย

    “ผมขอความเมตตา เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลน อย่าติดกำไล EM เลยครับ” พ่อของโสภณแถลงต่อศาลด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน ก่อนจะพูดต่อว่า “ขอให้ศาลพิจารณาให้เก็ทสามารถเดินทางไปทำงานที่โรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้”

    ทนายได้ถามพ่อของโสภณต่อว่า หากศาลกำหนดเป็นเงื่อนไขอื่นใด จะสามารถกำกับดูแลให้ลูกอยู่ในเงื่อนไขดังกล่าวได้หรือไม่ พ่อของโสภณได้ตอบว่า “ยืนยันว่าทำได้ ผมไม่อยากให้ลูกอยู่ในแวดวงการเมืองอีกแล้ว อยากให้เขามุ่งมั่นกับการอาชีพทางการแพทย์ที่เรียนมา และจะไม่ให้ไปร่วมกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้อีก”

    นอกจากนี้ศาลได้ถามถึงผู้กำกับดูแลอีกคน ซึ่งเป็นปู่ของโสภณว่าเดินทางมาในวันนี้หรือไม่ พ่อของโสภณแถลงว่าตนเป็นผู้รับมอบฉันทะจากปู่ด้วยในวันนี้ เนื่องจากปู่นั้นอายุมากแล้ว จึงไม่สะดวกในการเดินทางมาเบิกความในศาล

    ต่อมาในเวลา 11.10 น. เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลได้สอบถามว่า ผู้ร้องและผู้กำกับดูแลมีอะไรจะแถลงเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากศาลจะไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจออกคำสั่ง โดยขอให้รอฟังคำสั่งในช่วงบ่ายวันนี้ เนื่องจากต้องนำถ้อยคำแถลงไปปรึกษากับ “ท่านรองฯ” ก่อน

    อย่างไรก็ตาม ศาลได้แจ้งว่าจะบันทึกถ้อยคำที่แม่และพ่อของ ตลอดจนเอกสารคำแถลงจากปู่ของโสภณในฐานะผู้กำกับดูแลอีกคน ลงในสำนวนเพื่อทำการปรึกษากับคณะผู้บริหารศาลในวันนี้ด้วย

    ++เก็ทยืนยัน EM จะเป็นปัญหาต่อการสอบและประกอบวิชาชีพแพทย์รังสี++

    ในเวลา 13.15 น. ศาลออกพิจารณาคดี โดยถามโสภณว่า หากได้รับการปล่อยตัวออกไปจะให้คำมั่นต่อศาลได้หรือไม่ว่า จะตั้งใจเรียนและทำเพื่อประโยชน์ของสังคม ซึ่งโสภณได้ยืนยันว่าจะทำตามคำมั่นดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ศาลได้ถามผู้ต้องหาถึงเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถติด EM ได้คืออะไร โดยโสภณได้อธิบายว่า EM จะส่งคลื่นและแรงดูดที่อาจเป็นอันตรายต่อตัวเองได้ โดยเฉพาะในการเข้าห้องแลป หรือห้อง MRI ตลอดจนการทำ CT scan ผู้ป่วย ซึ่ง EM อาจส่งคลื่นสัญญาณรบกวนผลภาพเอ็กซเรย์ของผู้ป่วยให้ผิดพลาดได้

    ทั้งนี้ ศาลได้ถามต่อว่าการกำหนดเวลาออกนอกเคหสถานจะมีผลต่อการประกอบวิชาชีพอย่างไรบ้าง โดยโสภณได้แถลงว่า การทำงานของแพทย์จะมีการออกเวรเป็นกะ ซึ่งจะต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาล ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ การกำหนดเวลาออกนอกเคหสถานอาจส่งผลให้ไม่สามารถประกอบวิชาชีพหรือช่วยเหลือผู้ป่วยได้

    เมื่อผู้ต้องหาได้แถลงจนหมดข้อสงสัย ศาลจึงได้ให้รอฟังคำสั่งต่อไป โดยให้ทนายความและครอบครัวของโสภณลงไปรอฟังคำสั่งที่ห้องงานประกันในชั้นล่างของศาล ก่อนจะตัดการเชื่อมต่อการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไป ทนายความได้ถามโสภณว่ามีสิ่งใดอยากจะฝากต่อสังคมหรือไม่ หากไม่ได้รับการประกันตัวในวันนี้ โสภณได้เล่าว่าช่วงนี้ตนได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับกาลิเลโอ มีตอนที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่ศาสนจักรได้บังคับให้กาลิเลโอถอนคำพูดในหนังสือของเขา ที่บอกว่าโลกกลมนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล กาลิเลโอก็ได้กล่าวตามที่ทางศาสนจักรต้องการ โดยพ่วงท้ายว่าถึงอย่างไรเสีย ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกนี้กลม ซึ่งโสภณได้เปรียบมันกับผู้มีอำนาจในสังคมนี้โดยกล่าวว่า “ต่อให้สังคมผู้มีอำนาจจะคิดว่าสังคมมีชนชั้นวรรณะอย่างไรก็ตาม แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์นี้เท่ากันทุกคน”

    ++ศาลให้ประกัน ไม่ต้องติด EM แต่ห้ามออกนอกเคหสถาน 24 ชม. เว้นป่วย-เพื่อการศึกษา++

    ต่อมาเวลา 16.20 น. กว่า 2 ชั่วโมงในการรอฟังคำสั่ง ศาลอาญาได้มีคำสั่งระบุว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีผู้ต้องหายืนยันว่าหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้ว จะไม่ไปกระทำการในลักษณะ หรือทำนองเดียวกันในคดีนี้อีก และมารดาของผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และบิดาของผู้ต้องหายืนยันในทำนองเดียวกันว่า หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้ว จะช่วยกันควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด ไม่ให้ผู้ต้องหาไปกระทำการในลักษณะ หรือทำนองเดียวกับที่ถูกกล่าวหา

    เพียงแต่ขอให้ศาลไม่กำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว ให้ติด EM เนื่องจากผู้ต้องหาเรียนคณะแพทย์ศาสตร์รังสี ในการเรียนและประกอบวิชาชีพต้องการเข้าไปในห้องรังสี หากติด EM ดังกล่าวแล้ว จะทำให้รบกวนห้องรังสีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการทำงาน ประกอบกับการสอบใบประกอบโรคศิลป์ ต้องมีการไปฝึกปฏิบัติที่ภาคสนาม ต้องเข้าอบรมต่างๆ ซึ่งไม่สะดวก

    คำร้องของปู่ของผู้ต้องหา ยืนยันรับรองว่าเป็นผู้เลี้ยงดูผู้ต้องหามาโดยตลอด ผู้ต้องหาเป็นเด็กมีความตั้งใจเรียน กำลังศึกษาเพื่อประกอบวิชาชีพนักรังสีเทคนิค และตั้งใจต่อเป็นแพทย์ในอนาคต เป็นเด็กนิสัยดี ไม่เกเร หากศาลมีคำสั่งเงื่อนไขใดๆ ในการกำกับดูแลก็จะร่วมกับศาลทุกประการในการดูแลให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด เพราะตนเป็นผู้เชื่อมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทั้งนามสกุลของตนซึ่งเป็นของผู้ต้องหาด้วยนั้น ได้รับพระราชทานมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

    จึงเห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนในชั้นนี้ เป็นระยะเวลาจำกัดก่อนมีกำหนด 1 เดือน นับตั้งแต่วันนี้ ตีราคาประกันในวงเงิน 100,000 บาท ทำสัญญาประกัน โดยกำหนดเงื่อนไขผู้ต้องหา

    1. ห้ามกระทำการในลักษณะหรือทำนองเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหา รวมถึงห้ามร่วมกิจกรรมใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

    2. ห้ามผู้ต้องหากระทำการใดๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

    3. ห้ามผู้ต้องหาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล

    4. ห้ามผู้ต้องหาออกนอกเคหสถานตลอดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เว้นแต่เพื่อการศึกษา หรือรับการรักษาเมื่อเจ็บป่วย โดยได้รับอนุญาตจากศาลล่วงหน้า หากเป็นกรณีเพื่อการศึกษา ให้แสดงหลักฐานโดยมีการรับรองจากสถาบันการศึกษาและอาจารย์ผู้ควบคุมดูแลในแต่ละรายวิชาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน หากเป็นกรณีให้เหตุเจ็บป่วยให้แสดงหลักฐานทางการแพทย์ ต่อศาลภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ไปพบแพทย์

    ศาลยังให้แต่งตั้ง ปู่ บิดา และมารดาของโสภณ ร่วมกันเป็นผู้กำกับดูแล ควบคุมความประพฤติของผู้ต้องหา ตักเตือนและควบคุมให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลโดยเคร่งครัด หากมีการกระทำผิดเงื่อนไข จะถือว่าผู้กำกับดูแลทั้ง 3 ไม่มีความน่าเชื่อถือ ในอันที่จะทำหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้ต้องหาอีกต่อไป และถือว่าผู้ร้องปล่อยตัวชั่วคราวผิดสัญญาประกัน แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ ศาลกำหนดวันนัดรายงานตัวครั้งแรก ในวันที่ 20 มิ.ย. 2565

    ทั้งนี้ หลักทรัพย์ประกันตัวในคดีมาจากกองทุนราษฎรประสงค์

    เวลา 20.20 น. โสภณจึงได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมเวลาถูกคุมขังทั้งหมด 30 วัน โดยอดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวรวม 22 วัน

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอาญา ลงวันที่ 31 พ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/44337)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์