ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ฝ่ายปกครอง)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- ไม่แจ้งการชุมนุม
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ข้อหา
- การชุมนุม
- พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
- พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
- พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
หมายเลขคดี
ผู้กล่าวหา
- อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
ความสำคัญของคดี
อานนท์ นำภา นักกิจกรรมและทนายสิทธิมนุษยชน ถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” และ "ยุยงปลุกปั่น" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 จากการปราศรัยเรื่องสิทธิเสรีภาพในการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในการชุมนุมที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 โดยมี อภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความร้องทุกข์
นอกจากนี้ การชุมนุมในวันดังกล่าวยังมีนักศึกษาและประชาชนอีก 8 รายที่ขึ้นปราศรัยถูกดำเนินคดีในข้อหา "ยุยงปลุกปั่น", ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วย
นอกจากนี้ การชุมนุมในวันดังกล่าวยังมีนักศึกษาและประชาชนอีก 8 รายที่ขึ้นปราศรัยถูกดำเนินคดีในข้อหา "ยุยงปลุกปั่น", ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วย
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมบรรยายพฤติการณ์คดีมีเนื้อหาโดยสรุปว่า
เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 เวลาประมาณ 17.00-20.30 น. ที่ลานเอนกประสงค์ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ พบอานนท์ นำภากับพวก ร่วมจัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ปราศรัยถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และประเด็นทรัพย์สินของกษัตริย์ พร้อมกับมีการนำเอกสารมาแจกจ่าย ซึ่งข้อความที่ปราศรัยและปรากฏในเอกสารมีเนื้อหาโดยรวมเป็นการล่วงละเมิดถึงสถาบันกษัตริย์ และกล่าวถึงรัฐบาลอย่างบิดเบือน
ต่อมา วันที่ 3 ธ.ค. 2563 อภิวัฒน์ ขันทอง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
การกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงวันที่ 18 ก.พ. 2564)
เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 เวลาประมาณ 17.00-20.30 น. ที่ลานเอนกประสงค์ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ พบอานนท์ นำภากับพวก ร่วมจัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ปราศรัยถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และประเด็นทรัพย์สินของกษัตริย์ พร้อมกับมีการนำเอกสารมาแจกจ่าย ซึ่งข้อความที่ปราศรัยและปรากฏในเอกสารมีเนื้อหาโดยรวมเป็นการล่วงละเมิดถึงสถาบันกษัตริย์ และกล่าวถึงรัฐบาลอย่างบิดเบือน
ต่อมา วันที่ 3 ธ.ค. 2563 อภิวัฒน์ ขันทอง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
การกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงวันที่ 18 ก.พ. 2564)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 15-10-2020นัด: จับกุมตามหมายจับหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 04.00 น. บริเวณแยกวิสุทธิกษัตริย์ เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบได้เริ่มปฎิบัติการสลายการชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลและใกล้เคียง ก่อนควบคุมตัวแกนนำและผู้ชุมนุมอย่างน้อย 27 คน จำนวน 24 คน ถูกนำตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภาค 1) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี รวมทั้งอานนท์ นำภา และประสิทธิ์ ครุทาโรจน์ นักศึกษา ซึ่งตำรวจนอกเครื่องแบบที่เข้าจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 1 ก.ย. 2563 จากกรณีชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563
จากนั้นอานนท์และประสิทธิ์ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโดติดอาวุธครบมือควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินตำรวจที่กองทัพอากาศดอนเมือง เพื่อนำตัวไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่อนุญาตให้ทนายความติดตามไปด้วย
เมื่อถึงกองบิน 41 จ.เชียงใหม่ ในเวลา 15.44 น. พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาอานนท์และประสิทธิ์ถึงห้องรับรองกองบิน 41 รวม 5 ข้อกล่าวหา ทั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการสอบปากคำ และเร่งพาตัวทั้งสองไปที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขออำนาจศาลฝากขังในเวลา 18.10 น.
19.12 น. หลังการไต่สวนคำร้องขอฝากขัง ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุญาตให้ฝากขังครั้งที่ 1 เป็นเวลา 12 วัน ด้านทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันประสิทธิ์ โดยใช้ตำแหน่งนักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และขอประกันอานนท์ด้วยเงินสดจำนวน 200,000 บาท
19.22 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันทั้งสองคน โดยให้เหตุผลว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและข้อกล่าวหา มีลักษณะเป็นการยุยง ปลุกปั่น ส่งเสริม สนับสนุน ก่อให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน ไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อาจจะไปกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเช่นเดียวกันนี้อีก ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว จึงให้ยกคำร้อง
ทั้งสองคนจึงถูกส่งตัวไปยังเรือนจำกลางเชียงใหม่ อำเภอแม่แตง ทันที
(อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 15 ต.ค. 2563 และ https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/pfbid0NzAu8rmRk8YTXVrqj3LAYUDWXeG4dxVhm6LE3QrRDbWoNJYYAYwrvVYzm2Vh7hg4l)
-
วันที่: 21-10-2020นัด: ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันช่วงเช้า ทนายความอาสาจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชนได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยยืนยันว่า อานนท์มีภาระต้องรับผิดชอบต่อลูกความในฐานะทนายความ การไม่ได้รับการประกันตัวส่งผลกระทบทางคดีต่อลูกความในการได้รับการอำนวยความยุติธรรม ส่วนประสิทธิ์ยังเป็นนักศึกษา มีกำหนดการในการเรียนและการสอบ การไม่ได้รับการประกันตัวส่งผลกระทบต่อสิทธิและอนาคตทางการศึกษา
คำร้องอุทธรณ์ยังระบุถึงการคุมขังผู้ต้องหาไว้ เสมือนทำให้ได้รับโทษทางอาญาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ขัดต่อทั้งหลักการสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญ ที่ระบุหลักเรื่องการที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนว่าเป็นผู้กระทำความผิดมิได้
อีกทั้งสองทั้งสองคนไม่ได้มีพฤติการณ์จะไปก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ไม่เคยต้องโทษทางอาญาในคดีใด ๆ มาก่อน ไม่ได้มีพฤติการณ์จะหลบหนี ไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายอื่นใด อีกทั้งการที่พนักงานสอบสวนอ้างการคัดค้านการประกันตัวว่าเกรงผู้ต้องหาจะไปกระทำผิดแบบเดิมอีก ก็เป็นเสมือนการคาดการณ์ล่วงหน้าของพนักงานสอบสวนเอง
ต่อมาเวลา 16.30 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งสองคน โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 มีพฤติการณ์หลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบกับผู้ต้องหาที่ 1 เป็นทนายความ และผู้ต้องหาที่ 2 เป็นนักศึกษา มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่ชัด จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตีราคาหลักประกันคนละ 200,000 บาท
จากนั้นในส่วนของประสิทธิ์ ได้มีนักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้ตำแหน่งยื่นขอประกันตัว และศาลจังหวัดเชียงใหม่อนุญาต พร้อมนัดให้มารายงานตัวในวันที่ 27 ต.ค. 2563 ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ในช่วงประมาณ 19.15 น.
ในส่วนอานนท์ ต้องจัดเตรียมหลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท เพื่อขอประกันตัว ประกอบกับมีรายงานว่าพนักงานสอบสวนในคดีการชุมนุมอื่น ๆ ที่มีการขอออกหมายจับเขาไว้ เตรียมจะอายัดตัวเขาต่อ ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องสถานะและความปลอดภัยของเขาหากได้รับการปล่อยตัวในช่วงกลางคืน ทางทีมทนายความและนักกิจกรรมจึงได้รอการจัดเตรียมหลักทรัพย์และยื่นเอกสารการประกันตัวในวันถัดไปแทน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังปรึกษาหารือกับทนายความแล้ว อานนท์ตัดสินใจที่จะไม่ยื่นประกันตัว เนื่องจากกังวลเรื่องการอายัดตัวไปดำเนินคดีในท้องที่อื่นหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น อานนท์เห็นว่าควรนำเงินจำนวน 200,000 บาท ไปใช้ในการประกันตัวประชาชนหรือนักศึกษาที่อาจถูกจับกุมหรือดำเนินคดีในอนาคตดีกว่า
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/44239 และ https://tlhr2014.com/archives/22319) -
วันที่: 26-10-2020นัด: ฝากขังครั้งที่ 2 และแจ้งข้อกล่าวหาอีก 7 คนพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ยื่นคำร้องขอฝากขังอานนท์ครั้งที่ 2 แต่ก่อนหน้านี้ ทนายความก็ได้ยื่นคำร้องคัดค้าน และขอให้มีการไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 2 โดยขอให้เบิกตัวอานนท์มาร่วมในการไต่สวนด้วย
ผู้พิพากษาเวรพิจารณาคำร้องเห็นว่า นโยบายของศาลและเรือนจำได้ลดการนำตัวผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำ หากไม่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จึงให้อานนท์ร่วมไต่สวนผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และให้เรียก พ.ต.ท.สมคิด ภูสด พนักงานสอบสวนผู้ร้องขอฝากขัง มาไต่สวนถึงความจำเป็นในการขอฝากขังต่อ
เวลา 11.35 น. ผู้พิพากษาเวรได้ออกพิจารณา พนักงานสอบสวนอ้างว่า แม้การสอบสวนผู้ต้องหาจะเสร็จสิ้น และได้ส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการแล้ว แต่อัยการได้มีคำสั่งให้สอบสวนพยานความเห็นต่อข้อความการปราศรัยของผู้ต้องหาเพิ่มเติม ทั้งนักวิชาการและประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทำให้ยังต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมเป็นระยะเวลาอีก 12 วัน
ศาลได้สอบถามถึงจำนวนพยานที่จะสอบเพิ่มเติม พ.ต.ท.สมคิด แถลงว่า คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาจะสอบพยานนักวิชาการทางนิติศาสตร์และภาษาไทยจำนวน 3-5 ปาก โดยติดต่อได้แล้ว 1 ปาก ส่วนพยานประชาชนทั่วไป พิจารณาจะสอบเพิ่มเติมประมาณ 2 ปาก และการสอบพยานจะทำให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาการฝากขังผัดที่สองนี้
ทางฝ่ายทนายผู้ต้องหาได้แถลงคัดค้านการฝากขังต่อ เนื่องจากการสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมดังกล่าว พนักงานสอบสวนสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้ และการสอบสวนพยานดังกล่าว ผู้ต้องหาก็ไม่สามารถไปยุ่งเหยิงและเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานได้ อีกทั้งผู้ต้องหามีอาชีพเป็นทนายความ มีภารกิจต้องว่าความและช่วยเหลือประชาชนในคดีต่าง ๆ อยู่
ขณะที่อานนท์ได้แถลงผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ยืนยันว่าการสอบพยานเพิ่มเติมดังกล่าวของพนักงานสอบสวน สามารถกระทำได้ โดยไม่ต้องควบคุมตัวตนไว้แต่อย่างใด
เวลา 14.40 น. ผู้พิพากษาเวรได้อ่านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังอานนท์ต่อเป็นผัดที่ 2 โดยศาลเห็นว่าตามคำร้องของพนักงานสอบสวน ยังมีเหตุจำเป็นในการสอบสวนเพิ่มเติมอยู่ และยังมีอำนาจขอฝากขังได้ทั้งหมด 4 ครั้ง เป็นระยะเวลา 48 วันตามกฎหมาย
ต่อมา ทนายความและนายประกันได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวอานนท์ โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,000 บาท ซึ่งมาจากกองทุนการประตัวของเครือข่ายนักวิชาการ ก่อนศาลมีคำสั่งให้ประกันอานนท์
อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ อานนท์ถูกอายัดตัวตามหมายจับของศาลอาญาในคดีชุมนุม 19 ก.ย. 2563 และถูกควบคุมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยรถตู้ในทันที
.
วันเดียวกันนี้ นักศึกษาและประชาชนที่คาดว่าตนเองมีหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 พร้อมกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เตรียมเข้าประกันตัว ได้เดินทางเข้าแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งรายชื่อผู้ที่ถูกออกหมายจับจำนวน 7 ราย ได้แก่ ธนาธร วิทยเบญจางค์, วัชรภัทร ธรรมจักร, วิธญา คลังนิล, สุปรียา ใจแก้ว, ณัฐวุฒิ ตติเวชกุล, สุริยา แสงแก้วฝั้น และเพ็ญสุภา สุขคตะ ก่อนตำรวจชุดสืบสวนได้แสดงหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่
จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย รวม 5 ข้อหา เช่นเดียวกับที่แจ้งอานนท์และประสิทธิ์ โดยผู้ต้องหาทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือภายใน 30 วัน พนักงานสอบสวนให้ทำสัญญาประกันในชั้นสอบสวน โดยไม่ต้องวางหลักประกัน มีคณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และญาติของผู้ต้องหาเป็นนายประกัน และมีเงื่อนไขว่า หากผิดสัญญาประกันตัวไม่มาตามนัดหมายของพนักงานสอบสวน ให้ปรับเงินคนละ 105,000 บาท ก่อนปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งเจ็ด
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/44253 และ https://tlhr2014.com/archives/22405 ) -
วันที่: 25-11-2020นัด: ผู้ต้องหา 7 คน ยื่นคำให้การเพิ่มเติมผู้ต้องหา 7 คน ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเมื่วันที่ 26 ต.ค. 2563 ได้เข้ายื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมนำพยานนักวิชาการ คือ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล เข้าให้การสนับสนุนข้อต่อสู้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีเสนอไปยังพนักงานอัยการ คำให้การมีเนื้อหาโดยสรุปว่า
1. การกระทำของผู้ต้องหาเป็นการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามความมุ่งหมายของกติการะหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ
2. ในการแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนได้แจ้งว่าการปราศรัยของผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมกับ อานนท์ นำภา มีเนื้อหาโดยรวมเป็นการละเมิดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ผู้ต้องหาขอโต้แย้งว่าการปราศรัยของอานนท์นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ได้กล่าวปราศรัยแล้วทั้งสิ้น การปราศรัยของผู้ต้องหาคนอื่น ๆ จึงไม่เกี่ยวข้องกับการปราศรัยของคนหลังแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามคำปราศรัยของผู้ต้องหาทั้งหมดก็ไม่ได้มีข้อความใดมีลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท เสียดสี ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนชิงชังต่อพระมหากษัตริย์และคณะรัฐบาล แต่เป็นการแสดงออกภายในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
3. การแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ต้องหามีการนำเอกสารมาแจกจ่าย โดยที่เอกสารมีเนื้อหาโดยรวมเป็นการละเมิดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกล่าวถึงรัฐบาลที่บิดเบือนข้อความจริง ผู้ต้องหาขอปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าในวันดังกล่าวมีการแจกจ่ายเอกสารใดบ้าง และผู้ต้องหาก็ไม่ทราบว่าเอกสารที่แจกจ่ายจะมีข้อความเนื้อหาที่แท้จริงเช่นไร เนื่องจากในขณะที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาทั้งเจ็ดนั้นก็มิได้มีการนำตัวอย่างเอกสารมาแสดงต่อผู้ต้องหาทั้งเจ็ดแต่ประการใด
4. พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถูกประกาศใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมโรคระบาด แต่การบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อผู้ต้องหานั้นเป็นการบังคับใช้กฎหมายเกินกว่าเจตนารมณ์กฎหมาย จากวันที่มีการจัดการชุมนุมขึ้นนั้น เมื่ออ้างอิงจากข้อเท็จจริงของกระทรวงสาธารณสุขและการรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่าง ๆ นั้น เป็นเวลามากกว่า 2 เดือนแล้วที่ไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายใหม่ภายในประเทศไทย การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจึงมิได้เป็นการบังคับใช้ตามเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่มุ่งประสงค์จะจำกัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุมเป็นการทั่วไปเพื่อยับยั้งบุคคลไม่ให้มีความเห็นต่างจากรัฐบาล
5. ผู้ต้องหาเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุม มิใช่เป็นผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุม จึงไม่มีหน้าที่แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าพนักงาน อีกทั้งสิทธิในการชุมนุมแม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็ต้องมีเป้าหมายของกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ มิใช่เพื่อแสวงหาการจำกัดการใช้สิทธิโดยไม่จำเป็นและไม่ได้สัดส่วน การแจ้งการชุมนุมเป็นไปเพื่อให้เจ้าพนักงานผู้รับแจ้งทราบ และจะได้ดูแลการชุมนุมสาธารณะให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้สถานที่สาธารณะเท่านั้น
6. การชุมนุมที่เกิดขึ้นบริเวณลานข่วงประตูท่าแพ เป็นสถานที่ทำกิจกรรมโล่งแจ้งและไม่แออัด ในขณะที่มีการชุมนุม ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้มีการสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค อีกทั้งภายในการชุมนุมดังกล่าวไม่มีกิจกรรมที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกันแต่อย่างใด และผู้ร่วมชุมนุมยังใช้ระยะเวลาทำกิจกรรมไม่นาน จึงไม่ได้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ แต่อย่างใด
7. หลังมีการออกข้อกำหนด (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 จึงเป็นการออกข้อกำหนดขึ้นมาใหม่ ถือว่าเป็นการออกกฎหมายที่บัญญัติขึ้นในภายหลังและมีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับกฎหมายก่อน จึงเป็นการยกเลิกข้อกำหนด (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25 มี.ค. 2563 ข้อ 5 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องห้ามการชุมนุม การทํากิจกรรม การมั่วสุม ลงวันที่ 3 เม.ย. 2563 แล้ว
8. ข้อหาร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ถูกบังคับใช้เป็นการทั่วไปมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยประชาชนทั่วไปหากมีความประสงค์จะใช้เครื่องขยายเสียงก็สามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันเป็นการทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาขายสินค้า หรือประกาศโฆษณาในกิจการต่าง ๆ ของประชาชน เสมือนว่ากฎหมายดังกล่าวได้ถูกยกเลิกโดยปริยายมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เนื่องจากไม่ได้ถูกบังคับใช้เป็นการทั่วไปในทุกพื้นที่ของประเทศ แต่สาเหตุที่ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาความผิดดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าเนื่องมาจากผู้ต้องหามีความเห็นแย้งกับรัฐบาล ในขณะที่บุคคลทั่วไปซึ่งปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องหา กลับไม่ปรากฏว่าถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องหาซึ่งถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สุจริต
ผู้ต้องหายังขออ้างพยานบุคคลเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ได้แก่ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมายและอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม
++นักวิชาการกฎหมายให้การยืนยันการกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ไม่เป็นความผิดตามที่ถูกกล่าวหา
หลังยื่นคำให้การของผู้ต้องหาทั้ง 7 คนแล้ว ทนายความของผู้ต้องหาได้นำ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล พยานนักวิชาการ เข้าให้การต่อพนักงานสอบสวน โดยที่รศ.สมชายได้จัดทำคำให้การเป็นหนังสือเข้ายื่น โดยมีเนื้อหาว่า
1. เจตนารมณ์การประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีวัตถุประสงค์ 2 ประการด้วยกันคือ ควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และควบคุมการกักตุนสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันโรคและเครื่องอุปโภคบริโภคพื้นฐาน โดยมิได้ต้องการมุ่งเน้นกับการชุมนุมสาธารณะของประชาชนแต่อย่างใด
อีกทั้ง ยังเห็นว่าการชุมนุมของประชาชนในวันที่ 9 ส.ค. 2563 สถานที่จัดการชุมนุมคือบริเวณลานข่วงประตูท่าแพ ซึ่งเป็นสถานที่ทำกิจกรรมโล่งแจ้งและไม่แออัด เป็นการชุมนุมอยู่ในพื้นที่จำกัดเฉพาะลานข่วงประตูท่าแพเท่านั้น และในขณะที่มีการชุมนุม ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้มีการสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ อีกทั้งภายในการชุมนุมดังกล่าวไม่มีกิจกรรมที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกันแต่อย่างใด และผู้ร่วมชุมนุมยังใช้ระยะเวลาทำกิจกรรมไม่นาน จึงมิได้เป็นการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่เชื้อโรค
ประกอบกับในวันและเวลาที่มีการจัดการชุมนุม อ้างอิงจากข้อเท็จจริงของกระทรวงสาธารณสุข และการรายงานข่าวจากทางราชการ และสำนักข่าวต่างๆ นั้นเป็นเวลาเกินกว่า 2 เดือนแล้ว ก่อนที่จะมีการทำกิจกรรมในวันเกิดเหตุ ที่ประเทศไทยไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ภายในจังหวัดเชียงใหม่และภายในประเทศไทย ในช่วงเวลาดังกล่าว นายกรัฐมนตรีและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้มีการออกข้อกำหนดเพื่อการผ่อนปรนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามลำดับ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดได้คลี่คลายลงแล้ว
ทั้งนับแต่วันที่มีการชุมนุมดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏว่ามีการพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ภายในจังหวัดเชียงใหม่แต่อย่างใด จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมในวันเวลาดังกล่าวไม่เป็นกระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไปตามประกาศฉบับนี้
2. การออกข้อกำหนดตามความใน มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงวันที่ 31 ก.ค. 2563 เช่นเดียวกันกับการออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งได้มีการระบุถึงเจตนารมณ์ไว้ว่าเป็นไปเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 เป็นสำคัญ ดังนี้ “โดยแม้การควบคุม และป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์การระบาดในต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับรุนแรงและจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ รวมถึงการเปิดให้มีการเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นที่ต้องคงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ต่อไปเพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ โดยยังคงตระหนักและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค และเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายนอก”
การออกข้อกำหนดตามข้อ 1 ซึ่งมุ่งเน้นต่อการจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม การจัดให้มีกิจกรรมรวมกลุ่มหรือการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อการชุมนุมใด ๆ ก็ได้ กำหนดให้กระทำได้ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ และให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมจัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ดังนั้นหากการชุมนุมได้มีการดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคและไม่มีการแพร่กระจายเกิดขึ้น จึงย่อมมิใช่การฝ่าฝืนต่อข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่อย่างใด
3. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม รัฐธรรมนูญของไทยได้ยอมรับหลักการเรื่องการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธมาอย่างต่อเนื่อง โดยถือว่าเป็นเสรีภาพพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่การชุมนุมสาธารณะเป็นเสรีภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นๆ รัฐจึงสงวนไว้ซึ่งอำนาจในการที่จะจำกัดการใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นๆ ได้
อย่างไรก็ตาม การจำกัดเสรีภาพต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญของการชุมนุมสาธารณะ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 44 และกติการะหว่างประเทศว่าสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ก็ได้มีการบัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 21
สำหรับประเทศไทย ได้มีการตรา พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2558 เหตุผลของการตรากฎหมายฉบับนี้ก็เพราะต้องการกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและสอดคล้องกับ ICCPR ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และเพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบต่อความมั่นคงสาธารณะ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี และไม่กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และยังมีเจตนารมณ์ที่ต้องการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการชุมนุมสาธารณะให้ชอบด้วยกฎหมาย โดยครอบคลุมถึงการชุมนุมที่เกิดจากประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือต้องการเรียกร้องประเด็นต่าง ๆ รวมทั้งการชุมนุมทางการเมือง
4. ส่วนประเด็นความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 นั้น ตามมาตรา 10 วรรคแรกของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ได้กำหนดให้ผู้ประสงค์จัดการชุมนุมสาธารณะ เป็นผู้มีหน้าที่แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ และในมาตรา 10 วรรค 2 บัญญัติว่า “ให้ถือว่าผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ รวมทั้งผู้ขออนุญาตใช้สถานที่หรือเครื่องขยายเสียงหรือขอให้ทางราชการอำนวยความสะดวกในการชุมนุมเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมตามวรรคหนึ่ง”
ในความเป็นจริงของการจัดการชุมนุม คณะผู้จัดการชุมนุมในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่มให้มีการชุมนุมนั้นๆ อาจมีการแบ่งหน้าที่กัน เช่น การขออนุญาตใช้สถานที่ การขออนุญาตใช้เครื่องเสียง รวมถึงการประชาสัมพันธ์ ตามที่กฎหมายใช้คำว่า “เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุม” การทำโปสเตอร์ในการประชาสัมพันธ์ ในสังคมปัจจุบัน อาจเป็นการทำรูปแบบของการโฆษณาการจัดชุมนุมโดยการเผยแพร่ในสื่อสาธารณะทั้งหลายได้ โดยยังคงอยู่ภายในขอบเขตของการเป็นทีมผู้จัดการชุมนุมที่ประสงค์จะให้เกิดการชุมนุมนั้นขึ้น โดยผู้ที่เชิญชวนต้องเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งต้องรู้ถึงรายละเอียดต่างๆ เช่น วัตถุประสงค์ วัน ระยะเวลา สถานที่ ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 วรรค 3 ได้ จึงจะเป็นผู้แจ้งการชุมนุมได้ตามวรรค 1 ได้
ดังนั้น ผู้ที่ทราบถึงการจัดชุมนุมแต่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนร่วมในคณะผู้จัดการชุมนุมดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่ควรจัดอยู่ในขอบเขตของผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมในขอบเขตของมาตรา 10 เพราะนอกจากจะไม่ทราบถึงข้อกำหนดในรายละเอียดของการชุมนุม ไม่ได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ถึงการจัดการต่างๆ แล้วนั้น บางครั้งการเผยแพร่ข้อความในการชุมนุม แม้ว่าจะระบุข้อความเชิญชวนก็ไม่อาจทำให้กลายเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นผู้พบเห็นการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับการชุมนุมแล้วนำมาเผยแพร่ซ้ำในสื่อสาธารณะ อาจจะไปร่วมหรือไม่ได้ไปร่วมการชุมนุมหรือไม่ก็ได้ การกำหนดขอบเขตของผู้มีหน้าที่แจ้งการชุมนุมจึงควรจำกัดอยู่เพียงคณะผู้จัดการชุมนุมเท่านั้น
5. การตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร”
ตามหลักกฎหมายอาญานั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดตามกฎหมายนั้นต้องปรากฏอย่างชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวได้กระทำการเข้าข่ายองค์ประกอบแห่งความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งกรณีของมาตรา 116 ต้องเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนโดยมีความต้องการ หนึ่ง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยการบังคับขืนใจหรือใช้กำลัง และสอง เพื่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนจนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้น
หากพิจารณาจากการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ล้วนเป็นการแสดงออกที่เป็นไปตามเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งหรือการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการกระทำที่สามารถกระทำได้ โดยมิได้เป็นไปด้วยการใช้กำลังในลักษณะใด ๆ อีกทั้งภายหลังจากการชุมนุมสาธารณะที่บริเวณข่วงประตูท่าแพ ผู้เข้าร่วมชุมนุมต่างก็เดินทางแยกย้ายกันไป โดยมิได้มีการรวมกลุ่มเพื่อไปก่อความไม่สงบเกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังจะเห็นว่าภายหลังจากการชุมนุมเสร็จสิ้น ประชาชนทั่วไปก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติสุข การชุมนุมสาธารณะที่เกิดขึ้นจึงเป็นการใช้เสรีภาพตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นสำคัญ
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/23539) -
วันที่: 26-11-2020นัด: ส่งตัวให้อัยการที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ธนาธร, วัชรภัทร, วิธญา, สุปรียา, ณัฐวุฒิ, สุริยา และเพ็ญสุภา เดินทางเข้ารายงานตัวตามนัดของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อส่งสำนวนคดีให้กับพนักงานอัยการ พร้อมกับทนายความ นักวิชาการที่เป็นนายประกัน และเพื่อนนักศึกษา
เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าคณะพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนคดี โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องทั้ง 7 คน ในทุกข้อหา ส่วนกรณีของ อานนท์ นำภา และประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ ผู้ต้องหาในคดีนี้อีก 2 คนนั้น พนักงานสอบสวนระบุว่าสำนวนคดีของผู้ต้องหาทั้งสองได้อยู่ในการพิจารณาของพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่แล้ว จึงไม่ต้องส่งตัวอีก
หลังส่งตัวผู้ต้องหาและสำนวนคดี พนักงานอัยการได้ให้ทั้ง 7 คน ทำสัญญาการประกันตัวใหม่อีกครั้ง โดยตีวงเงินเท่ากับชั้นตำรวจ คือ 105,000 บาท แต่ให้ใช้ตำแหน่งนักวิชาการ 2 คน เป็นนายประกันได้ พร้อมกับนัดหมายมาฟังคำสั่งทางคดีต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 2563
หลังเสร็จสิ้นการส่งสำนวนคดี เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาและนักวิชาการ ที่เดินทางมาติดตามคดี ยังได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ที่หน้าสำนักงานอัยการ เรียกร้องให้มีการยุติการดำเนินคดีนี้ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งตำรวจและทหาร หยุดการคุกคามประชาชน และหยุดใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/23539)
-
วันที่: 18-02-2021นัด: แจ้งข้อกล่าวหา 112 กับอานนท์พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เข้าแจ้งข้อกล่าวหาอานนท์เพิ่มเติมในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะอานนท์ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาในคดีชุมนุม 19 กันยา
พ.ต.ท.สมคิด ภูสด สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองเชียงใหม่ บรรยายพฤติการณ์คดีเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 เวลาประมาณ 17.00-20.30 น. ที่ลานเอนกประสงค์ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ พบอานนท์ นำภากับพวก ร่วมจัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ปราศรัยถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และประเด็นทรัพย์สินของกษัตริย์ พร้อมกับมีการนำเอกสารมาแจกจ่าย ซึ่งข้อความที่ปราศรัยและปรากฏในเอกสารมีเนื้อหาโดยรวมเป็นการล่วงละเมิดถึงสถาบันกษัตริย์ และกล่าวถึงรัฐบาลอย่างบิดเบือน
ต่อมา วันที่ 3 ธ.ค. 2563 อภิวัฒน์ ขันทอง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เพิ่มเติมกับอานนท์อีก 1 ข้อหา โดยอานนท์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ อภิวัฒน์ ขันทอง มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เขายังเป็นผู้ยื่นเรื่องต่อสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอให้ลบชื่ออานนท์ออกจากทะเบียนทนายความ
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงวันที่ 18 ก.พ. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/26129) -
วันที่: 01-04-2022นัด: ส่งตัวอานนท์ให้อัยการอานนท์เดินทางเข้าพบพักงานสอบสวนตามนัดหมาย ในนัดส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 5 พ.ค. 2565 เวลา 09.00 น.
-
วันที่: 05-05-2022นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนนัดเป็นวันที่ 6 มิ.ย. 2565 เวลา 09.00 น.
-
วันที่: 06-06-2022นัด: ฟังคำสั่งอัยการอัยการยังไม่มีคำสั่ง เลื่อนนัดเป็นวันที่ 6 ก.ค. 2565 เวลา 09.00 น.
-
วันที่: 26-01-2024นัด: อัยการสั่งไม่ฟ้อง 8 ราย (ยกเว้นอานนท์)อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีเด็ดขาดในส่วนของผู้ต้องหา 8 คน ไปยังผู้กำกับการ สภ.เมืองเชียงใหม่ ยกเว้นเฉพาะส่วนของอานนท์ที่อัยการยังพิจารณาสำนวนคดีในข้อหาตามมาตรา 112 อยู่ คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการมีรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้
1. ในข้อหาตามมาตรา 116 (2) อัยการเห็นว่าเป็นความผิดในหมวดความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่บัญญัติขึ้นโดยเพ่งเล็งไปในทางเจตนาต่อผล ซึ่งต้องวินิจฉัยเจตนาผู้กล่าวข้อความ จากถ้อยคำหรือข้อความทั้งหมดรวมกัน ไม่ใช่จับมาพิจารณาเฉพาะคำใดคำหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง โดยนอกจากต้องมีเจตนาให้การแสดงปรากฏต่อประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง ยังต้องมีเจตนาพิเศษโดยเฉพาะ กล่าวคือต้องเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดจะก่อให้เกิดความไม่สงบโดยทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะหมู่คนบางหมู่ และต้องมิใช่การกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
อัยการเห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จะปรากฏว่าในวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาทั้งเก้าคนต่างขึ้นกล่าวปราศรัยโดยเปิดเผยต่อประชาชนโดยทั่วไปที่เข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าว ผ่านไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียง โดยอัยการได้สรุปเนื้อหาคำปราศรัยของผู้ต้องหาแต่ละคน พร้อมระบุว่าจากคำพูดของผู้ต้องหาทั้งเก้า ก็เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและเรียกร้องให้ประชาชนรวมตัวกันยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่ หยุดคุกคามประชาชน, ยุบสภา และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และผู้ต้องหาทั้งเก้าเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิจะกระทำได้ ทั้งการชุมนุมเป็นไปโดยสงบและเปิดเผย ไม่มีการปิดถนน หรือกระทำการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของราชการ
การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่อาจถือเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดจะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร แต่เป็นการเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก
2. ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นลักษณะการจัดกิจกรรมแบบแฟลชม็อบ เพื่อแสดงออกสัญลักษณ์ทางการเมือง และเป็นกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง ไม่มีลักษณะแออัด อีกทั้งปรากฏว่าขณะจัดกิจกรรม ได้มีการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา การชุมนุมจึงไม่มีลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และไม่ปรากฏว่าภายหลังชุมนุม มีผู้ติดเชื้อไวรัสและไม่มีเหตุการณ์ไม่สงบหรือเกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด
3. ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 10 และ 28 เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ มาตรา 3 (6) บัญญัติไม่ให้ใช้พระราชบัญญตินี้ระหว่างที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อคดีนี้เหตุเกิดในช่วงระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
4. ในข้อหาตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ มาตรา 34 (6) มีระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต มีระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท ซึ่งทั้งสองฐานความผิดมีอายุความไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ คดีจึงขาดอายุความในสองข้อหานี้แล้ว
อัยการจังหวัดเชียงใหม่จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 8 คน ในคดีนี้ ใน 3 ข้อหา และมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินคดีในอีก 2 ข้อหา เนื่องจากขาดอายุความ
ทั้งนี้ การสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว ทำให้กรณีของประสิทธิ์ที่ถูกคุมขังหลังถูกจับกุมเป็นเวลา 7 วันนั้น สามารถเรียกร้องค่าชดเชยการถูกคุมขังโดยไม่มีความผิดได้ต่อไป
(อ้างอิง: หนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องและยุติการดำเนินคดี สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 26 ม.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/64753)
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
วิธญา คลังนิล
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
วัชรภัทร ธรรมจักร
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ธนาธร วิทยเบญจางค์
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สุปรียา ใจแก้ว
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สุริยา แสงแก้วฝั้น
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐวุฒิ ตติเวชกุล
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
เพ็ญสุภา สุขคตะ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อานนท์ นำภา
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์