ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

ผู้กล่าวหา
  • นพดล พรหมภาสิต สมาชิก ศชอ. (ประชาชน)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

ผู้กล่าวหา
  • นพดล พรหมภาสิต สมาชิก ศชอ. (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • นพดล พรหมภาสิต สมาชิก ศชอ.

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • นพดล พรหมภาสิต สมาชิก ศชอ.

ความสำคัญของคดี

“รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ "บี๋" นิราภร อ่อนขาว 2 สมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหา "ยุยงปลุกปั่น" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ซึ่งโพสต์ข้อความปลุกระดมให้คนออกไปชุมนุมขับไล่รัฐบาล หลัง นพดล พรหมภาสิต สมาชิกของศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เข้าแจ้งความที่ ปอท.

ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นอีกข้อหาที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาบรรยายพฤติการณ์คดีว่า

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหาได้ทำการตรวจสอบบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-United Front of Thammasat and Demonstration” เนื่องจากพบว่าเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้มีการปลุกระดมและโพสต์ข้อความให้ผู้คนออกไปประท้วงเดินชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกทั้งยังเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีการชุมนุมโดยสันติวิธีและสงบตามที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

ต่อมา เมื่อประชาชนออกมาร่วมชุมนุมตามที่มีการชักชวนจากเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวก็ปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง การโพสต์ข้อความชักชวนดังกล่าวจึงเป็นการก่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ผู้กล่าวหาทราบเหตุดังกล่าวจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสืบสวนทางเทคนิคและการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลพบว่า นิราภรและปนัสยามีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวข้างต้น และพบว่าบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-United Front of Thammasat and Demonstration” ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมรายงานความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของกลุ่มแกนนำแนวร่วมกลุ่มอื่น ๆ และเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าดำเนินการกับแกนนำของกลุ่ม

อีกทั้งยังพบว่าผู้ดูแลระบบหรือผู้ใช้บัญชีเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมีพฤติการณ์ยุยงปลุกปั่นผ่านทางสื่อออนไลน์ให้แนวร่วมของกลุ่มเกิดความกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นแล้ว แกนนำของกลุ่มดังกล่าวก็ไม่ได้พยายามที่จะเข้าไประงับยับยั้งเหตุ แต่กลับนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปโจมตีและกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลจังหวัดธัญบุรีอนุมัติหมายค้น และรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาอนุมัติหมายจับนิราภรและปนัสยา

(อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 17 และ 22 ก.ย. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลาราว 08.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจราว 12 นาย บุกค้นบ้านพักกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในจังหวัดปทุมธานี ตามหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 403/2564 ลงวันที่ 16 ก.ย. 2564

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จับกุม นิราภร อ่อนขาว หรือ “บี๋” อายุ 20 ปี นักศึกษาปี 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1507/2564 ลงวันที่ 15 ก.ย. 2564 ในฐานความผิด “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง” ตามมาตรา 14 (3) แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก่อนจะควบคุมตัวไปที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) เพื่อจัดทำบันทึกจับกุมและสอบปากคำ

    บันทึกจับกุมบรรยายว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจาก กองกำกับการ 3 บก.ปอท. รวม 9 นาย และพนักงานตำรวจจากกลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี บก.ปอท รวม 3 นาย โดยปฎิบัติงานภายใต้การอำนวยการจับกุมของ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ บก.ปอท., พ.ต.อ .ศรีวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. และ พ.ต.อ.พิเชษฐ์ คำภีรานนท์ ผกก.3 บก.ปอท.

    เวลาประมาณ 06.45 น. เจ้าพนักงานตํารวจชุดจับกุมได้นําหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี เข้าทําการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหา ในจังหวัดปทุมธานี เพื่อพบและยึดสิ่งของ เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หรือสิ่งของผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด

    เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงได้พบกับตัวแทนผู้พักอาศัยอยู่ภายในบ้านพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายค้นให้ตรวจสอบ และแจ้งวัตถุประสงค์ขอทําการตรวจค้น ซึ่งก่อนทำการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตํารวจพบนิราภร ผู้ต้องหา อยู่บริเวณบ้านและที่ดังกล่าว จึงได้แสดงหมายจับดังกล่าวให้ผู้ต้องหาตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว สอบถาม ผู้ต้องหารับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และไม่เคยถูกจับกุมตัวตามหมายจับนี้มาก่อน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตํารวจจะนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก. 3 บก.ปอท. เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมาย

    ในชั้นจับกุมนี้ นิราภรให้การปฏิเสธ และไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมข้างต้น

    นอกจากนี้ เฟซบุ๊ก Benja Apan ยังเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท. ได้ทำการยึดโน้ตบุ๊กของเบญจากับพวกไว้เป็นของกลางทั้งหมด 6 เครื่อง ซึ่งเครื่องโน้ตบุ๊กดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ในการเรียนออนไลน์และการสอบกลางภาคในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

    ต่อมา พนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหาได้ทำการตรวจสอบบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-United Front of Thammasat and Demonstration” เนื่องจากพบว่าเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้มีการปลุกระดมและโพสต์ข้อความให้ผู้คนออกไปประท้วงเดินชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกทั้งยังเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีการชุมนุมโดยสันติวิธีและสงบตามที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

    เมื่อประชาชนออกมาร่วมชุมนุมตามที่มีการชักชวนจากเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวก็ปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง การโพสต์ข้อความชักชวนดังกล่าวจึงเป็นการก่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ผู้กล่าวหาทราบเหตุดังกล่าวจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    จากการสืบสวนทางเทคนิคและการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลพบว่า นิราภรมีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวข้างต้น และพบว่าบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-United Front of Thammasat and Demonstration” ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมรายงานความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของกลุ่มแกนนำแนวร่วมกลุ่มอื่น ๆ และเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าดำเนินการกับแกนนำของกลุ่ม

    อีกทั้งยังพบว่าผู้ดูแลระบบหรือผู้ใช้บัญชีเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมีพฤติการณ์ยุยงปลุกปั่นผ่านทางสื่อออนไลน์ให้แนวร่วมของกลุ่มเกิดความกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นแล้ว แกนนำของกลุ่มดังกล่าวก็ไม่ได้พยายามที่จะเข้าไประงับยับยั้งเหตุ แต่กลับนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปโจมตีและกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลจังหวัดธัญบุรีอนุมัติหมายค้น และรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาอนุมัติหมายจับนิราภร

    พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหานิราภร 2 ข้อหา ได้แก่ “ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) นิราภรให้การปฏิเสธเช่นเดิม

    เวลา 15.38 หลังจากสอบคำให้การเสร็จสิ้นแล้ว ตำรวจได้ยื่นขออำนาจศาลอาญาฝากขัง ผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ โดยระบุว่า พนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มอีก 10 ปาก รอผลการตรวจลายนิ้วมือ และประวัติการต้องโทษ จึงขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งเเรกเป็นเวลา 12 วัน

    ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนยังคัดค้านการประกันตัวระบุว่า คดีมีอัตราโทษสูงประกอบกับเป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวไปเกรงว่าจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1(3)

    ด้านทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยวางเงินสดจำนวน 25,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ เป็นหลักประกัน ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัว พร้อมกำหนดนัดรายงานตัววันที่ 4 พ.ย. 2564 เวลา 08.30 น.​

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 17 ก.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/35247)
  • ประมาณ 12.30 น. “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจาก บก.ปอท. เข้าแสดงหมายจับของศาลอาญาที่ 1506/2564 ลงวันที่ 15 ก.ย. 2564 ในฐานความผิด “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

    เวลาประมาณ 12.33 น. ปนัสยาได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ขณะเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจากบก.ปอท.เข้าแสดงหมายจับหน้าบ้านพัก โดยปนัสยาได้ฝากให้ทุกคนช่วยบันทึกหน้าจอและเผยแพร่ข่าวต่อ เนื่องจากตนไม่สามารถเผยแพร่ข่าวเองได้แล้ว ทั้งยังกล่าวลากิจอาจารย์ขณะไลฟ์สด เนื่องจากมีเรียนออนไลน์ในช่วงบ่าย

    หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวปนัสยาไปที่ กก.3 บก.ปอท. ก่อนทำบันทึกจับกุมโดยบรรยายว่า การจับกุมเกิดขึ้นภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผู้บังคับการ ปอท. โดยมีตำรวจ บก.ปอท ชุดจับกุมรวม 9 นาย

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์คดีให้ปนัสยาทราบเช่นเดียวกับที่แจ้งนิราภร โดยระบุว่า จากการสืบสวนทางเทคนิคและการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลพบว่า ปนัสยามีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊ก “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม- United Front of Thammasat and Demonstration” ที่โพสต์ปลุกระดมให้ผู้คนออกไปประท้วงเดินชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    ก่อนแจ้ง 2 ข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กับปนัสยาเช่นเดียวกับที่แจ้งนิราภร ทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ปนัสยาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    เวลา 15.00 น. หลังจากสอบคำให้การเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ได้ยื่นขออำนาจศาลอาญาฝากขังปนัสยาผ่านวิดิโอคอนเฟอเรนซ์โดยระบุว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มอีก 10 ปาก รอผลการตรวจลายนิ้วมือ และประวัติการต้องโทษ จึงขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งเเรกเป็นเวลา 12 วัน

    ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนยังคัดค้านการปล่อยชั่วคราวปนัสยา อ้างเหตุว่าคดีมีอัตราโทษสูงประกอบกับเป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคง

    ด้านทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยวางเงินสดจำนวน 35,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์เป็นหลักประกัน ในคำร้องขอปล่อยชั่วคราวได้ให้เหตุผลว่า ปนัสยามิได้เป็นแอดมินเพจดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวหา และในคดีนี้ผู้ต้องหาไม่เคยได้รับหมายเรียกแม้แต่ครั้งเดียว โดยคดีที่ปนัสยาถูกกล่าวหานั้น ปนัสยาได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาโดยตลอด ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งยังเป็นเพียงนักศึกษาที่กำลังต้องสอบไล่ หากได้รับการปล่อยตัวก็ไม่อาจไปก่ออันตรายประการอื่นได้

    ต่อมา เวลา 16.44 น. ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกัน พร้อมกำหนดนัดรายงานตัวในวันที่ 9 พ.ย. 2564 เวลา 08.30 น.

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/35473)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
นิราภร อ่อนขาว

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์