ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.107/2568
ผู้กล่าวหา
- ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส. จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ.107/2568
ผู้กล่าวหา
- ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส. จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ
ความสำคัญของคดี
อรรถพล บัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่” นักกิจกรรม ถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” จากกรณีการปราศรัยเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน ในการชุมนุมทางการเมืองบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2563 โดยมี ปารีณา ไกรคุปต์ ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการตีความขยายความออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายอาญา ทำให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนอย่างมาก
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการตีความขยายความออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายอาญา ทำให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนอย่างมาก
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
โกวิท จงจิต พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 บรรยายคำฟ้องมีเนื้อหาโดยสรุปว่า
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2563 จำเลยได้กล่าวข้อความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างปราศรัยในการชุมนุมสาธารณะ บริเวณแยกราชประสงค์
คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ เมื่อบุคคลที่สามได้ฟังย่อมเข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง สั่งการ หรือแก้ไขบุคคลที่จะเป็นพระสังฆราช พระราชาคณะและมหาเถรสมาคม ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองพระสงฆ์ แท้จริงแล้วสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงถวาย เป็นเพียงการถวายตำแหน่งทางการปกครองแก่พระสงฆ์เท่านั้น อันเป็นการปฏิบัติสืบทอดกันมาตามโบราณประเพณี ส่วนการปกครองพระสงฆ์นั้นเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะปกครองกันเอง ไม่ใช่เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์เข้าไปก้าวก่ายปกครองพระสงฆ์
รวมทั้งสื่อให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจว่ามิได้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างร้ายแรง
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.107/2568 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2568)
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2563 จำเลยได้กล่าวข้อความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างปราศรัยในการชุมนุมสาธารณะ บริเวณแยกราชประสงค์
คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ เมื่อบุคคลที่สามได้ฟังย่อมเข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง สั่งการ หรือแก้ไขบุคคลที่จะเป็นพระสังฆราช พระราชาคณะและมหาเถรสมาคม ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองพระสงฆ์ แท้จริงแล้วสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงถวาย เป็นเพียงการถวายตำแหน่งทางการปกครองแก่พระสงฆ์เท่านั้น อันเป็นการปฏิบัติสืบทอดกันมาตามโบราณประเพณี ส่วนการปกครองพระสงฆ์นั้นเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะปกครองกันเอง ไม่ใช่เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์เข้าไปก้าวก่ายปกครองพระสงฆ์
รวมทั้งสื่อให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจว่ามิได้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างร้ายแรง
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.107/2568 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2568)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 25-01-2023นัด: แจ้งข้อกล่าวหาเวลา 13.00 น. ที่ สน.ลุมพินี อรรถพล บัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่” นักกิจกรรม และว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่นในนามพรรคก้าวไกล ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ก่อนหน้านี้ อรรถพล ได้รับหมายเรียกของ สน.ลุมพินี ลงวันที่ 11 ม.ค. 2566 ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีมาตรา 112 โดยมีชื่อผู้กล่าวหาคือ ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส. จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ
พ.ต.ต.สุทวัฒน์ ศรีพรวรรณ์ สารวัตร (สอบสวน) สน.ลุมพินี แจ้งข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ กับอรรถพล โดยระบุพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลาประมาณ 01.00 น. ขณะที่ปารีณา ไกรคุปต์ ได้เปิดดูสื่อสังคมออนไลน์ พบการปราศรัยของอรรถพลในการชุมนุมทางการเมืองบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2563 เวลาประมาณ 16.00 – 20.23 น.
บันทึกข้อกล่าวหาได้ถอดเทปคำปราศรัยของอรรถพล โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องข้อเรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและมีที่มาจากประชาชน พร้อมกับมีการกล่าวเปรียบเปรยถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องวันพีซ (One Piece) ด้วย
ข้อกล่าวหาระบุว่า คำปราศรัยบางช่วงตอนมีการกล่าวคำว่า “รัฐประหาร” เทียบกับคำว่า “ราชประหาร” ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ปารีณาจึงได้มากล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.โพธาราม ให้ดำเนินคดีกับอรรถพล
อรรถพลได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อไป หลังจากนั้นตำรวจไม่ได้มีการควบคุมตัวอรรถพลไว้แต่อย่างใด
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้อรรถพลได้ยื่นฟ้องคดีต่อปารีณาที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กกล่าวหาว่าอรรถพลได้กล่าวปราศรัยในทำนองประกาศจะฆ่าพระมหากษัตริย์ ซึ่งเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาเห็นว่า ปารีณามีความผิด โดยลงโทษจำคุก 16 เดือน ปรับ 80,000 บาท ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมมีคำสั่งให้ลงประกาศขอโทษในหนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับเป็นเวลาติดต่อกัน 3 วัน
แต่หลังจากนั้นเพียงเดือนเศษ ตำรวจ สน.ลุมพินี กลับออกหมายเรียกอรรถพลจากการกล่าวหาของปารีณาในลักษณะเดียวกับที่ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาว่าเป็นความผิด ทั้งที่คดีระบุว่ามีการแจ้งความไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2563 และแจ้งความไว้ที่ สภ.โพธาราม จังหวัดราชบุรี
สำหรับอรรถพล ถูกกล่าวหาคดีมาตรา 112 คดีนี้เป็นคดีที่ 3 โดยก่อนหน้านี้ เขาถูกกล่าวหาในคดีร่วมปราศรัยในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 และการปราศรัยในกิจกรรมหน้า สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เรียกร้องให้ตำรวจขอโทษจากการคุกคามนักเรียน กรณีจัดค่าย “ราษฎรออนทัวร์” เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สน.ลุมพินี ลงวันที่ 25 ม.ค. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/52842) -
วันที่: 01-12-2023นัด: แจ้งข้อกล่าวหา (เพิ่มเติม)อรรถพลเดินทางไป สน.ลุมพินี เพื่อพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งตามหมายเรียก พ.ต.ต.สุทวัฒน์ ได้แจ้งข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดมาตรา 112 ตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามคําสั่ง บช.น. ที่ 494/2563 ซึ่งมีมติในที่ประชุม ครั้งที่ 20/2566 ลงวันที่ 31 ต.ค. 2566 ให้อรรถพลทราบรวม 3 ข้อความ เป็นข้อความที่มีคำว่า “ราชประหาร” และข้อความเกี่ยวกับการที่ประชาชนจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่เอง ระบุว่าประเทศไทยปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
(อ้างอิง: รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ลุมพินี ลงวันที่ 1 ธ.ค. 2566) -
วันที่: 11-03-2024นัด: ส่งตัวให้อัยการพนักงานสอบสวนนัดหมายอรรถพลที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เพื่อส่งตัวให้อัยการพร้อมสำนวนการสอบสวน อัยการนัดฟังคำสั่งวันที่ 23 เม.ย. 2567 เวลา 10.00 น.
-
วันที่: 27-08-2024นัด: ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการอรรถพลเดินไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 โดยขอให้พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน กล่าวคือ การกล่าวหาและดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีนี้เป็นการปรับใช้บทบัญญัติกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งคดี ทำให้ผู้ต้องหาได้รับความเสียหาย ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น โดยพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด
ตรงกันข้ามการแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาและการสอบสวนในคดีนี้ถือเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายซึ่งมีอัตราโทษที่สูงและเป็นข้อหาที่ร้ายแรงเป็นเครื่องมือกำบังหรืออำพรางเจตนาที่ต้องการหวังผลในทางการเมืองเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนและต้องการยับยั้งมิให้ประชาชนใช้สิทธิโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญของตนในการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น
หนังสือขอความเป็นธรรมยังอ้างถึงคำพิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษปารีณา ในคดีที่อรรถพลเป็นโจทก์ยื่นฟ้องปารีณา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กกล่าวหาว่าอรรถพลได้กล่าวปราศรัยทำนองประกาศจะฆ่าพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการปราศรัยในคราวเดียวกับคดีนี้
(อ้างอิง: หนังสือขอความเป็นธรรมขอให้สั่งไม่ฟ้องคดี ศูนย์ความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 27 ส.ค. 2567) -
วันที่: 21-01-2025นัด: ยื่นฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 ยื่นฟ้องอรรถพลในความผิดฐาน “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
คำฟ้องมีเนื้อหาโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2563 จำเลยได้กล่าวข้อความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างปราศรัยในการชุมนุมสาธารณะ บริเวณแยกราชประสงค์
อัยการบรรยายฟ้องอ้างว่า คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ เมื่อบุคคลที่สามได้ฟังย่อมเข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง สั่งการ หรือแก้ไขบุคคลที่จะเป็นพระสังฆราช พระราชาคณะและมหาเถรสมาคม ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองพระสงฆ์ แท้จริงแล้วสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงถวาย เป็นเพียงการถวายตำแหน่งทางการปกครองแก่พระสงฆ์เท่านั้น อันเป็นการปฏิบัติสืบทอดกันมาตามโบราณประเพณี ส่วนการปกครองพระสงฆ์นั้นเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะปกครองกันเอง ไม่ใช่เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์เข้าไปก้าวก่ายปกครองพระสงฆ์
รวมทั้งสื่อให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจว่ามิได้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างร้ายแรง
ท้ายฟ้องอัยการไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณา โดยระบุว่าขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล
เวลาประมาณ 16.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันอรรถพลระหว่างพิจารณาคดี โดยใช้หลักประกันเป็นเงินสด 200,000 บาท ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 3 มี.ค. 2568 เวลา 13.30 น.
สำหรับการชุมนุมเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2563 บริเวณแยกราชประสงค์ เป็นการชุมนุมหลังจากที่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้รับการประกันตัวจากคดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร ทำให้มีการนัดหมายชุมนุมเพื่อยืนยันข้อเรียกร้องของราษฎร
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ อ.107/2568 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/72424) -
วันที่: 03-03-2025นัด: ตรวจพยานหลักฐานอรรถพลพร้อมทนายจำเลยมาศาล ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โจทก์แถลงติดใจสืบพยาน 14 ปาก ใช้เวลาสืบ 3 นัด
ฝ่ายจำเลยมีพยานเข้าสืบจำนวน 4 ปาก ใช้เวลาสืบ 1 นัด นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 29-31 ก.ค. 2568 สืบพยานจำเลยวันที่ 1 ส.ค. 2568 -
วันที่: 29-07-2025นัด: สืบพยานโจทก์
-
วันที่: 30-07-2025นัด: สืบพยานโจทก์
-
วันที่: 31-07-2025นัด: สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จสิ้นการสืบพยาน ทนายจำเลยขอยื่นแถลงปิดคดีภายใน 30 วัน ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ก.ย. 2568 เวลา 10.00 น.
-
วันที่: 30-09-2025นัด: ฟังคำพิพากษา
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อรรถพล บัวพัฒน์
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อรรถพล บัวพัฒน์
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ :
30-09-2025
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์