ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • อื่นๆ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.901/2568

ผู้กล่าวหา
  • ทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ประชาชน)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • อื่นๆ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • แจ้งโดยประชาชนทั่วไป
ดำ อ.901/2568

ผู้กล่าวหา
  • ทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • อื่นๆ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ.901/2568
ผู้กล่าวหา
  • ทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • อื่นๆ
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • แจ้งโดยประชาชนทั่วไป

หมายเลขคดี

ดำ อ.901/2568
ผู้กล่าวหา
  • ทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน

ความสำคัญของคดี

“นัท” ธีรเมธ (สงวนนามสกุล) ผู้ชุมนุมทางการเมืองซึ่งเป็นผู้พิการทางสติปัญญาชาวจังหวัดเลย วัย 19 ปี ถูกดำเนินคดีที่ สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง ในข้อหา หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลัง ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่า นัทเผยแพร่คลิปใน TikTok มีภาพนั่งคร่อมเหนือพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่นอย่างกว้างขวาง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

นนทวัฒน์ เกลี้ยงเกลา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 บรรยายฟ้องมีใจความสำคัญโดยสรุปว่า

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566 จำเลยได้ใช้บัญชี TikTok ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะ ลงภาพจำเลยนั่งบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 พร้อมเสียงเพลงและดนตรีประกอบ ซึ่งมีความหมายสื่อไปในทางเป็นการต่อต้าน ไม่ให้เกียรติ เหยียดหยาม และไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการหมิ่นประมาท ล้อเลียนต่อพระมหากษัตริย์ อันเป็นประมุขของชาติ ให้ต้องเสื่อมเสียเกียรติ ให้เป็นที่ตลกขบขันของประชาชนทั่วไป อันเป็นการจาบจ้าง ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และเป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพ

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.901/2568 ลงวันที่ 9 ก.ค. 2568)

ความคืบหน้าของคดี

  • ธีรเมธ (สงวนนามสกุล) หรือ “นัท” ผู้บกพร่องด้านสติปัญญา (พิการประเภท 5) วัย 19 ปี เดินทางไปที่ สภ.ผาขาว จ.เลย เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีมาตรา 112 ซึ่ง ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง

    ร.ต.อ.ธีรวุฒิ เหมือนพรรณราย และ ร.ต.อ.สมนึก บุญชู รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ทะเลน้อย ซึ่งเดินทางมาจาก จ.พัทลุง แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาให้นัททราบ โดยมีทนายความและญาติในฐานะผู้ไว้วางใจเข้าร่วมรับฟัง ระบุว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566 ทรงชัย (ผู้กล่าวหา) ได้เปิดดูโซเชียลมีเดีย ผ่านแอปพลิเคชั่น Tik Tok ก่อนพบเห็น ผู้ใชับัญชี Tik Tok รายหนึ่ง โพสต์คลิปเป็นสาธารณะ ปรากฏภาพธีรเมธสวมเสื้อสีแดง สวมกางเกงยีนส์ขาสั้น ใส่รองเท้าแตะ นั่งคร่อมเหนือพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10

    ผู้กล่าวหาเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจกระทำเพื่อเผยแพร่ให้ออกสู่สาธารณชน หวังด้อยค่า ดูหมิ่น หมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10 ให้เสื่อมเสียพระเกียรติอย่างรุนแรง กระทบกระเทือนต่อจิตใจพสกนิกรผู้จงรักภักดีต่อสถาบันฯ เป็นการดูหมิ่นทั้งองค์พระประมุข ซ้ำยังเหยียบย่ำความรู้สึกของพสกนิกรผู้จงรักภักดีอย่างรุนแรง จึงแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจนกว่าจะถึงที่สุด

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาธีรเมธใน 2 ข้อหา คือ หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3)

    ธีรเมธให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนจะปรึกษากับทนายแล้วตัดสินใจไม่ขอตอบในทุกคำถามของพนักงานสอบสวนสอบ โดยขอให้การในชั้นศาล มีบางครั้งที่ธีรเมธไม่ได้ยินสิ่งที่พนักงานสอบสวนสอบถาม เนื่องจากตัวเขามีความบกพร่องทางการได้ยิน จึงต้องให้พนักงานสอบสวนถามซ้ำอีกครั้ง แต่ก็มีบางช่วงบางตอนที่ธีรเมธพอจะตอบคำถามไปบ้างว่า ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้แจ้งความร้องทุกข์มาก่อน พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองกับผู้ที่ทำให้เขาถูกดำเนินคดีในครั้งนี้แต่อย่างใด

    หลังสอบปากคำเสร็จ ตำรวจให้ธีรเมธพิมพ์ลายนิ้วมือและสาบานตนว่าจะมาพบพนักงานสอบสวนตามกำหนดทุกครั้ง ก่อนปล่อยตัวกลับ

    ก่อนการเดินทางจากพัทลุงมาแจ้งข้อกล่าวหาธีรเมธถึง อ.ผาขาว จ.เลย ซึ่งธีรเมธกลับมาอยู่บ้านกับพ่อได้ระยะหนึ่งแล้วนั้น เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2566 ธีรเมธขณะยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้รับหมายเรียกครั้งที่ 2 ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาไกลถึง สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง โดยไม่เคยได้รับหมายเรียกครั้งที่ 1 มาก่อน จึงติดต่อ อานนท์ นำภา ทนายความ

    ต่อมา อานนท์ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้เดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ระบุว่า ธีรเมธ เป็นผู้พิการทางสติปัญญา (พิการประเภท 5) ปรากฏตามสำเนาบัตรคนพิการ ไม่สะดวกที่จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกดังกล่าว จึงขอให้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนในคดีนี้เดินทางมาสอบสวนนอกพื้นที่ คือเดินทางไปยังที่อยู่ปัจจุบันของผู้ต้องหา

    โดยตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. 2551 ข้อบทที่ 13 บัญญัติถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของคนพิการซึ่งรัฐต้องอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

    ก่อนที่ธีรเมธจะย้ายจากกรุงเทพฯ กลับไปอยู่กับพ่อและญาติที่ อ.ผาขาว จ.เลย และขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งเป็นวันที่ 6 ส.ค. 2566

    สำหรับชีวิตครอบครัวของธีรเมธ พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังอายุได้ไม่กี่ขวบ เขาจึงอาศัยอยู่กับญาติที่ อ.ผาขาว จ.เลย ธีรเมธเรียนถึงชั้น ม.3 ไม่กี่เดือนก่อนจบก็ออกจากโรงเรียนเพราะตัดสินใจไปตามหาพ่อที่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ หลังจากพ่อกลับมา ปัจจุบันธีรเมธอาศัยอยู่กับพ่อและญาติ ๆ ที่รับจ้างทำไร่อ้อย ในหมู่บ้านที่ห่างจากตัว อ.ผาขาว ออกไปราว 50 กิโลเมตร เดินทางจากบ้านมา สภ.ผาขาว ด้วยมอเตอร์ไซค์พร้อมกับญาติ แม้จะอยากมีงานทำและมีรายได้ แต่ด้วยอุปสรรคการใช้ชีวิต และงานแถวบ้านที่หายาก ธีรเมธจึงมีสถานะว่างงาน

    ทุกวันนี้ธีรเมธยังต้องเดินเข้าอำเภอไปกลับร่วม 100 กิโลเมตร เพื่อรับเบี้ยผู้พิการจากรัฐเดือนละ 800 บาท ก่อนหน้านี้ธีรเมธเคยไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ด้วยความสนใจส่วนตัวอยากช่วยเหลือสังคมและคาดหวังจะชนะรัฐเผด็จการ ทำให้ธีรเมธเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองอยู่หลายครั้ง กระทั่งถูกกล่าวหาในคดีจากการชุมนุมอย่างน้อย 21 คดี และยังต้องเดินทางไป-กลับ จ.เลย และ กรุงเทพฯ อยู่บ่อยครั้ง เพราะต้องไปขึ้นศาล

    “ไม่อยากให้คนรุ่นหลัง ๆ โตมาลำบากเหมือนเรา ให้มันจบที่รุ่นเรา รุ่นหลังมาเขาจะได้มีการศึกษาที่ดี มีชีวิตที่ดี” ธีรเมธ กล่าวสะท้อนไว้ตอนหนึ่ง

    ขณะที่ ทรงชัย เนียมหอม ผู้กล่าวหาในคดี ก่อนหน้านี้เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีประชาชนในข้อหามาตรา 112 หลายคดี ใช้วิธีแจ้งความกระจายกันไปในสถานีตำรวจต่าง ๆ หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ใช่เพียงภูมิลำเนาที่ผู้แจ้งความอาศัยอยู่เท่านั้น

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ผาขาว ลงวันที่ 6 ส.ค. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/58106)
  • พนักงานสอบสวนได้นัดหมายส่งสำนวนคดีให้กับอัยการ โดยตัวธีรเมธต้องเดินทางไปจังหวัดพัทลุงด้วย และเขาต้องมีผู้คอยช่วยเหลือในการเดินทางไปด้วยโดยตลอด ไม่สามารถเดินทางไปเพียงลำพังได้

    สำหรับสำนวนคดีนี้ถูกพิจารณาโดยสำนักงานอัยการภาค 9 ไม่ใช่อัยการจังหวัดเหมือนในพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจากในพื้นที่ภาค 9 พบว่ามีนโยบายที่ให้พนักงานอัยการของสำนักงานระดับภาคในฝ่ายที่รับผิดชอบคดีความมั่นคงและการก่อการร้ายโดยเฉพาะ เข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดี ซึ่งรวมถึงคดีมาตรา 112 หรือมาตรา 116 ไม่ใช่เพียงปัญหาคดีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    หลังจากอัยการรับสำนวนแล้วได้นัดธีรเมธฟังคำสั่งในวันที่ 31 ก.ค. 2567 โดยธีรเมธไม่ต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง แต่ให้ทนายโทรสอบถามคำสั่งและวันนัดครั้งต่อไป

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/76722)
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 นัดธีรเมธไปยื่นฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดพัทลุง ในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) โดยบรรยายฟ้องกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566 จำเลยได้ใช้บัญชี TikTok ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะ ลงภาพจำเลยนั่งบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 พร้อมเสียงเพลงและดนตรีประกอบ

    อัยการอ้างว่า คลิปดังกล่าวมีความหมายสื่อไปในทางเป็นการต่อต้าน ไม่ให้เกียรติ เหยียดหยาม และไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการหมิ่นประมาท ล้อเลียนต่อพระมหากษัตริย์ อันเป็นประมุขของชาติ ให้ต้องเสื่อมเสียเกียรติ ให้เป็นที่ตลกขบขันของประชาชนทั่วไป อันเป็นการจาบจ้าง ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และเป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพ

    ท้ายฟ้อง อัยการไม่คัดค้านการประกันตัวโดยขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

    หลังศาลประทับรับฟ้อง ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันจำเลยระหว่างพิจารณา โดยให้วางหลักทรัพย์จำนวน 100,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ แต่หากผิดสัญญาประกันให้ปรับ 200,000 บาท พร้อมทั้งนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 30 ก.ค. 2568 นัดถามคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 ส.ค. 2568

    ทั้งนี้ ในช่วงหลังธีรเมธได้ย้ายกลับมาอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ แต่ในการเดินทางไปต่อสู้คดีเขายังต้องมีผู้ช่วยเหลือเดินทางไปด้วย โดยเดินทางไปก่อนวันนัด 1 วัน ลงที่สนามบินหาดใหญ่ ก่อนเดินทางไปยังจังหวัดพัทลุงในเช้าวันถัดมา

    ในการเดินทางไปศาลครั้งนี้พบว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลหญิงของจังหวัดพัทลุง เดินทางมาติดตามคดีด้วย

    หลังได้ประกันตัว ธีรเมธพร้อมผู้ช่วยเหลือต้องเดินทางกลับมาที่หาดใหญ่ เพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ และยังต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่ศาลจังหวัดพัทลุงต่อไป

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.901/2568 ลงวันที่ 9 ก.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/76722)
  • ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง พร้อมทั้งแจ้งสิทธิและขั้นตอนในการดำเนินคดีของศาล จำเลยแถลงประสงค์ต่อสู้คดี ศาลจึงนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 18 ส.ค. 2568 ตามที่นัดไว้เดิม

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.901/2568 ลงวันที่ 30 ก.ค. 2568)
  • ทนายจำเลยยื่นคำร้องพร้อมทั้งแถลงขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปตรวจวินิจฉัยอาการทางจิตและความสามารถในการต่อสู้คดี อัยการไม่ค้าน ศาลพิเคาระห์คำร้องประกอบบัตรประจำตัวผู้พิการแล้ว เห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้บกพร่องทางจิตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 มาตรา 35 ที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ กทม. และให้เลื่อนนัดพร้อมเพื่อฟังผลการตรวจวินิจฉัย หรือนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานไปเป็นวันที่ 23 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.901/2568 ลงวันที่ 15 ก.ย. 2568)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ธีรเมธ (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ธีรเมธ (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ธีรเมธ (สงวนนามสกุล)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์