ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
ดำ อ.1209/2567
แดง อ.2465/2568
ผู้กล่าวหา
- อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส. (ประชาชน)
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
ดำ อ.1209/2567
แดง อ.2465/2568
ผู้กล่าวหา
- อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส. (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
หมายเลขคดี
ดำ อ.1209/2567
แดง อ.2465/2568
ผู้กล่าวหา
- อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส.
ข้อหา
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
หมายเลขคดี
ดำ อ.1209/2567
แดง อ.2465/2568
ผู้กล่าวหา
- อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส.
ความสำคัญของคดี
“แบงค์” ณัฐพล (สงวนนามสกุล) และ “ต๊ะ” คทาธร (สงวนนามสกุล) 2 นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊ซ ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ภายหลัง แกนนำ ศปปส. เข้าแจ้งความที่ สน.สำราญราษฎร์ กล่าวหาว่า ถือกระดาษเขียนข้อความไม่เหมาะสม บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ที่หน้าวัดสุทัศน์ กลางดึกคืนวันที่ 15 ม.ค. 2567 และนำรูปไปโพสต์พร้อมเขียนข้อความประกอบ จากนั้นตำรวจได้สืบสวนและขอศาลออกหมายจับหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน โดยไม่ได้ออกหมายเรียกก่อน
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
อิทธิพัฒน์ เพชรกวินกุล พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 บรรยายมีสาระสำคัญโดยสรุปว่า
1. ขณะเกิดเหตุและปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณระหว่างป้อมอนันตคีรีและประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ และนั่งลงบริเวณฟุตบาทข้างกำแพงพระบรมมหาราชวัง แล้วชูป้ายกระดาษที่เขียนข้อความรวม 2 แผ่น โดยสลับกันชูป้ายและถ่ายรูป
จากนั้นทั้งสองได้ขับขี่จักรยานยนต์ไปจอดที่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนบำรุงเมือง นั่งลงใกล้แท่นหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในมือชูป้ายกระดาษที่เขียนข้อความ 2 แผ่น สลับกันชูป้ายและใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูป ก่อนขับรถจักรยานยนต์ออกจากบริเวณดังกล่าว ณัฐพลได้ขยำกระดาษทั้งสองแผ่นแล้วขว้างปาใส่พระบรมฉายาลักษณ์
ภายหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโพสต์ภาพขณะชูป้ายข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และริมกำแพงพระบรมมหาราชวังลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของทั้งสอง ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมกับโพสต์ข้อความประกอบ
รูปภาพและข้อความที่จําเลยทั้งสองโพสต์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่า รัชกาลที่ 10 และพระราชินี เสียสติคล้ายคนบ้าหรือเป็นผู้มีสติที่ผิดแผกไปจากคนธรรมดา เป็นคนไม่ดี โหดเหี้ยม หรืออยู่เบื้องหลังในการสั่งฆ่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายในเชิงลบ ด้อยค่า ด้อยความสำคัญ ด้อยความดี โดยประการที่น่าจะทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินีเสื่อมเสียพระเกียรติ ดูถูก ดูหมิ่น เกลียดชัง
2. เมื่อวันที่ 18 และ 19 ม.ค. 2567 หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยทั้งสองได้ฝ่าผืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยปฎิเสธการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อส่งตรวจพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลในคดี โดยไม่มีเหตุอันสมควร
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1209/2567 ลงวันที่ 11 เม.ย. 2567)
1. ขณะเกิดเหตุและปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณระหว่างป้อมอนันตคีรีและประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ และนั่งลงบริเวณฟุตบาทข้างกำแพงพระบรมมหาราชวัง แล้วชูป้ายกระดาษที่เขียนข้อความรวม 2 แผ่น โดยสลับกันชูป้ายและถ่ายรูป
จากนั้นทั้งสองได้ขับขี่จักรยานยนต์ไปจอดที่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนบำรุงเมือง นั่งลงใกล้แท่นหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในมือชูป้ายกระดาษที่เขียนข้อความ 2 แผ่น สลับกันชูป้ายและใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูป ก่อนขับรถจักรยานยนต์ออกจากบริเวณดังกล่าว ณัฐพลได้ขยำกระดาษทั้งสองแผ่นแล้วขว้างปาใส่พระบรมฉายาลักษณ์
ภายหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโพสต์ภาพขณะชูป้ายข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และริมกำแพงพระบรมมหาราชวังลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของทั้งสอง ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมกับโพสต์ข้อความประกอบ
รูปภาพและข้อความที่จําเลยทั้งสองโพสต์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่า รัชกาลที่ 10 และพระราชินี เสียสติคล้ายคนบ้าหรือเป็นผู้มีสติที่ผิดแผกไปจากคนธรรมดา เป็นคนไม่ดี โหดเหี้ยม หรืออยู่เบื้องหลังในการสั่งฆ่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายในเชิงลบ ด้อยค่า ด้อยความสำคัญ ด้อยความดี โดยประการที่น่าจะทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินีเสื่อมเสียพระเกียรติ ดูถูก ดูหมิ่น เกลียดชัง
2. เมื่อวันที่ 18 และ 19 ม.ค. 2567 หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยทั้งสองได้ฝ่าผืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยปฎิเสธการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อส่งตรวจพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลในคดี โดยไม่มีเหตุอันสมควร
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1209/2567 ลงวันที่ 11 เม.ย. 2567)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 18-01-2024นัด: จับกุมแบงค์ตามหมายจับเวลาประมาณ 18.00 น. “แบงค์” ณัฐพล (สงวนนามสกุล) นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊สวัย 21 ปี ถูกตำรวจเข้าจับกุมตามหมายจับในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นำตัวไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง
เวลาประมาณ 21.30 น. หลังทนายความเดินทางติดตามไปถึง สน.ทุ่งสองห้อง ตำรวจกลับไม่อนุญาตให้พบแบงค์ ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมตัวผู้ต้องหา อ้างว่าผู้กำกับกำชับมา ทั้งยังนำแผงเหล็กมากั้นหน้าห้องไว้ด้วย ส่วนที่ประตูด้านหน้าสถานีตำรวจ ก็มีการปิดประตูและติดป้าย “พื้นที่ควบคุม” โดยมีเพื่อนนักกิจกรรมและผู้สื่อข่าวติดตามมาอยู่ด้านหน้าจำนวนหนึ่ง
จนเวลาประมาณ 22.06 น. ตำรวจจึงได้อนุญาตให้ทนายพบกับแบงค์ หลังใช้เวลารอกว่าครึ่งชั่วโมง
แบงค์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์เข้าบ้านพักย่านซอยเทพลีลา ได้มีชายนอกเครื่องแบบขับรถจักรยานยนต์ตัดหน้า และนำรถยนต์มาจอดปิดด้านข้าง ก่อนมีชายประมาณ 8-9 คน ไม่มีใครใส่เครื่องแบบ มารุมล้อมเขา บางส่วนยังน่าจะปลอมตัวเป็นคนจรจัดอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย
เจ้าหน้าที่บางนายได้แสดงบัตรตำรวจ ก่อนจะอ่านหมายจับในข้อหาตามมาตรา 112 โดยไม่ได้ให้เขาดูหมายจับ แต่ใช้วิธีอ่านให้ฟังอย่างรวบรัด แบงค์จำได้ว่าตำรวจไม่ได้ระบุถึงข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย
หลังอ่านหมายจับ ตำรวจจะใส่กุญแจมือ แต่เขายืนยันว่าไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี และจะเดินทางไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ใส่ แต่ได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือของเขาไว้ และไม่ยอมให้เขาติดต่อญาติ หรือทนายความระหว่างจับกุม โดยอ้างว่า “นาย” สั่งไม่ให้ติดต่อ
แบงค์ถูกพาตัวไปทำบันทึกจับกุมที่ สน.สำราญราษฎร์ โดยเขาไม่สามารถติดต่อใครได้ จนหลังทำบันทึกแล้ว ประมาณ 20.00 น. เขาจึงได้ติดต่อกับเพื่อนว่าตนถูกจับกุม และตำรวจกำลังจะพาไปยัง สน.ทุ่งสองห้อง ข่าวเรื่องการจับกุมเขาจึงมีเพื่อนนักกิจกรรมได้รับทราบ
ตามบันทึกจับกุมระบุว่า การจับกุมเกิดขึ้นภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และนายตำรวจระดับต่าง ๆ อีก 11 นาย ได้สั่งการให้ชุดจับกุมที่นำโดย พ.ต.ท.คชภพ คงสมบูรณ์ สารวัตรสืบสวนของกองกำกับการตำรวจนครบาล 6 พร้อมนายตำรวจอีก 16 นาย จากทั้ง บก.น.6 และ สน.สำราญราษฎร์ เข้าจับกุม
การจับกุมอ้างหมายจับของศาลอาญาที่ 233/2567 ลงวันที่ 17 ม.ค. 2567 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยบันทึกจับกุมยังอ้างว่าตำรวจชุดจับกุมสืบทราบว่าเขาหลบหนีมาอยู่ในบ้านบริเวณดังกล่าว จึงเดินทางมาตรวจสอบ ทั้งที่ข้อเท็จจริงณัฐพลไม่ได้หลบหนีแต่อย่างใด และบ้านดังกล่าวก็เป็นที่พักของเขาอยู่แล้ว ทั้งเขาไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน ทำให้เขาปฏิเสธจะลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุมที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง
ต่อมาทราบว่าคดีนี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำของกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ซึ่งเป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 ไว้หลายสิบคดี เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สน.สำราญราษฎร์ กรณีเจ้าหน้าที่นำตัวมาสอบสวนที่ สน.ทุ่งสองห้อง จึงไม่ใช่ท้องที่ของสถานีตำรวจเจ้าของคดีแต่อย่างใด
ร.ต.ท.สุฤเศฬษฐ์ บัวผัน รองสารวัตรสอบสวน สน.สำราญราษฏร์ ที่เดินทางมาที่ สน.ทุ่งสองห้อง ได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนณัฐพล โดยระบุพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 เวลา 15.00 น. ผู้กล่าวหาได้มาพบ พ.ต.ท.ภาณุพงศ์ จินดาหลวง รองผู้กำกับการสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ แจ้งว่าเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลาประมาณ 23.00 น. ได้พบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์รูปภาพชายใส่เสื้อและกางเกงสีดำ สวมหมวกกันน็อค พร้อมถือกระดาษ 2 แผ่น เขียนข้อความไม่เหมาะสม บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี หน้าวัดสุทัศน์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.สำราญราษฏร์ และได้เขียนข้อความประกอบภาพ ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
พนักงานสอบสวนระบุว่า จากการพิสูจน์ทราบบุคคล ตรวจสอบเฟซบุ๊กและภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดที่เกิดเหตุ เชื่อว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งมี 2 คน คือ ณัฐพล และ “ต๊ะ” คทาธร (สงวนนามสกุล) จึงยื่นคำร้องขอออกหมายจับทั้งสองคน
พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาณัฐพลรวม 2 ข้อหา ตามหมายจับ ณัฐพลได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งยังปฏิเสธไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา และไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจากเห็นว่าเคยพิมพ์ไว้ในคดีก่อนหน้านี้ และมีประวัติอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่แล้ว ทำให้พนักงานสอบสวนมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 “ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” เพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา
จากนั้นตำรวจได้ควบคุมตัวณัฐพลไว้ใน 1 คืน เพื่อรอนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลอาญาในสายวันรุ่งขึ้น
.
ทั้งนี้ แบงค์ ณัฐพล พื้นเพเป็นคนจังหวัดอุตรดิตถ์ มาทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหารในกรุงเทพฯ โดยเขาต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่อายุ 12 ปี เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน หลังออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 มาก่อนแล้ว 1 คดี จากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมวางเพลิงเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ บริเวณหน้ากระทรวงแรงงาน ระหว่างชุมนุม #ม็อบทะลุแก๊ส เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2564 คดีนี้อยู่ระหว่างรอการสืบพยานในชั้นศาล
ต่อมาเขายังถูกดำเนินคดีกรณีถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงรถยนต์ตำรวจ ระหว่างการชุมนุม “ราษฎรเดินไล่ตู่” หรือ #ม็อบ11มิถุนา2565 บริเวณแยกดินแดงด้วย คดีหลังนี้ทำให้เขาถูกคุมขังในสองช่วง คือในช่วงระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณา เป็นเวลากว่า 8 เดือน ก่อนศาลจะให้ประกันตัว และในช่วงหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี โดยถูกคุมขังราว 2 เดือนเศษ ก่อนศาลจะให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยให้ติดกำไล EM ในระหว่างประกันตัวด้วย
(อ้างอิง: บันทึกการจับกุมและบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สน.สำราญราษฎร์ ลงวันที่ 18 ม.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/63341) -
วันที่: 19-01-2024นัด: ฝากขังแบงค์ช่วงสาย พนักงานสอบสวนนำตัวณัฐพลไปขออำนาจฝากขังที่ศาลอาญา ซึ่งศาลอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยมีนายประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์
ต่อมาเวลา 16.32 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง น่าเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไม่หลบหนี โดยให้วางหลักประกัน 180,000 บาท
ศาลยังกำหนดเงื่อนไขประกัน ห้ามผู้ต้องหากระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับข้อกล่าวหาในคดีนี้อีก หากฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ศาลจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
.
ต่อมา เวลาประมาณ 21.15 น. “ต๊ะ” คทาธร นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊ซ วัย 28 ปี ได้เดินทางเข้ามอบตัวหลังทราบว่ามีหมายจับในคดีนี้อีกราย
หลังจากที่ต๊ะเดินทางไปถึงหน้า สน.สำราญราษฎร์ และกำลังรับประทานอาหารอยู่บริเวณหน้า สน. เวลา 21.43 น. ตำรวจนอกเครื่องแบบได้แสดงตัวและอ่านหมายจับต่อหน้าต๊ะ และนำตัวเข้าไปใน สน. เพื่อทำบันทึกจับกุม โดยมีทนายความติดตามเข้าไปด้วย ขณะเพื่อนนักกิจกรรม ประชาชน และสื่ออิสระที่มาให้ติดตามกรณีของคทาธรรออยู่ด้านนอก
การจับกุมครั้งนี้อ้างหมายจับศาลอาญา ที่ 234/2567 ลงวันที่ 17 ม.ค. 2567 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยคทาธรไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน
บันทึกการจับกุมระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทราบจากสื่อสังคมออนไลน์ว่า คทาธรจะเข้ามามอบตัวที่ สน.สำราญราษฎร์ หลังจากคทาธรมาปรากฏตัวจึงได้แสดงหมายจับและนำส่งพนักงานสอบสวนต่อไป
ร.ต.ท.สุฤเศฬษฐ์ บัวผัน แจ้งพฤติการณ์คดีกับคทาธรเช่นเดียวกันกับที่แจ้งณัฐพลไปก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า คทาธรขี่มอเตอร์ไซค์ไปกับณัฐพลและเข้าไปยังบริเวณพระบรมฉายาลักษณ์หน้าวัดสุทัศน์ ที่เกิดเหตุ
พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาคทาธร 2 ข้อหา เช่นเดียวกับณัฐพล คทาธรได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เขาลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม แต่ได้ปฏิเสธไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา และไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 “ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” เพิ่มอีก 1 ข้อหา
นอกจากนี้ ในระหว่างการสอบสวน ได้มีตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานมาขอเก็บ DNA ของคทาธรเพื่อนำไปตรวจสอบ แต่คทาธรและทนายความได้ปฏิเสธกระบวนการดังกล่าว
หลังแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จสิ้น คทาธรถูกนำตัวขึ้นรถควบคุมตัวของ สน.สำราญราษฎร์ ไปคุมขังที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยพนักงานสอบสวนอ้างหนังสือกองบัญชาการตำรวจนครบาล เรื่องให้ใช้สถานที่ควบคุมของ สน.ทุ่งสองห้อง, สน.ฉลองกรุง, สน.จรเข้น้อย เป็นสถานที่ควบคุมพิเศษเฉพาะคราว
จนเมื่อเวลาประมาณ 00.05 น. คทาธรได้เดินทางถึง สน.ทุ่งสองห้อง แต่เขาปฏิเสธที่จะลงจากรถควบคุมตัว
ต่อมาเวลา 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแผงเหล็กติดป้าย “พื้นที่ควบคุม” มาตั้งบริเวณทางเข้า สน. อีกทั้งนำแผงเหล็กมากั้นรอบรถ ทำให้ในคืนนี้เขาจึงนอนในรถควบคุมตัว โดยที่มีเพื่อนนักกิจกรรมและมวลชนนอนเฝ้าบริเวณรถคันดังกล่าว
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/63341 และ https://tlhr2014.com/archives/63371) -
วันที่: 20-01-2024นัด: ฝากขังต๊ะช่วงเช้า พนักงานสอบสวนนำตัวคทาธรไปขออำนาจฝากขังที่ศาลอาญา ซึ่งศาลอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยมีนายประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์
ต่อมาเวลา 13.13 น. ศาลอาญามีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณา เว้นแต่โจทก์ฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาที่หนักกว่า โดยมีประกันในวงเงิน 180,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขประกันว่า "ห้ามผู้ต้องหากระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับข้อกล่าวหาในคดีนี้อีก หากฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ศาลจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว" เช่นเดียวกับกรณีของณัฐพล
.
ทั้งนี้ คดีนี้เป็นคดีข้อหามาตรา 112 คดีแรกของ “ต๊ะ” คทาธร ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยาวนานที่สุดในปี 2565 หลังถูกจับกุมและฝากขังจากเหตุมีวัตถุระเบิดปิงปองไว้ในความครอบครอง จากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นระหว่างเดินทางไปร่วมงานรำลึก 12 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2565 ที่แยกราชประสงค์
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 เขาจึงถูกปล่อยตัวเนื่องจากครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยในระหว่างนั้นเขาไม่เคยได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อออกมาต่อสู้คดีแม้แต่ครั้งเดียว
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/63371) -
วันที่: 11-04-2024นัด: ยื่นฟ้องเวลา 13.00 น. ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องณัฐพลและคทาธร นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊ซ ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน จากเหตุโพสต์ภาพถือกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
คำฟ้องโดยสรุประบุว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองได้ชูป้ายกระดาษที่เขียนข้อความรวม 2 แผ่น บริเวณฟุตบาทข้างกำแพงพระบรมมหาราชวัง และแท่นหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนบำรุงเมือง โดยสลับกันชูป้ายและใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูป จากนั้นได้โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของทั้งสอง พร้อมกับโพสต์ข้อความประกอบ
อัยการระบุว่า รูปภาพและข้อความที่จําเลยทั้งสองโพสต์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่า รัชกาลที่ 10 และพระราชินี เสียสติคล้ายคนบ้า เป็นคนไม่ดี โหดเหี้ยม หรืออยู่เบื้องหลังในการสั่งฆ่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายในเชิงลบ ด้อยค่า โดยประการที่น่าจะทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินีเสื่อมเสียพระเกียรติ ดูถูก ดูหมิ่น เกลียดชัง
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 18 และ 19 ม.ค. 2567 หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยทั้งสองได้ฝ่าผืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยปฎิเสธการพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยไม่มีเหตุอันสมควร
ทั้งนี้ พนักงานอัยการได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี อ้างเหตุว่า เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี
พร้อมกันนี้อัยการระบุว่า คทาธรเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี 3 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันมีอาวุธระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พ้นโทษเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 และจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในระยะเวลา 5 ปีหลังพ้นโทษ อันไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงขอให้ศาลเพิ่มโทษคทาธร 1 ใน 3 ตามกฎหมาย และนับโทษจำคุกณัฐพลในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น ๆ ของศาลอาญาอีก 3 คดี
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1209/2567 ลงวันที่ 11 เม.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66505) -
วันที่: 17-04-2024นัด: สอบคำให้การแบงค์และต๊ะเดินทางมาศาลตามนัด ภายหลังอัยการยื่นฟ้อง หลังจากทนายยื่นประกันในชั้นพิจารณาคดี ศาลได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวทั้งสอง ด้วยวงเงินประกันคนละ 180,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์เดินในชั้นฝากขัง พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้เช่นเดิม นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 16 ก.ย. 2567
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/66505)
-
วันที่: 16-09-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานเลื่อนไปวันที่ 7 ต.ค. 2567
-
วันที่: 07-10-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 1-2 ก.ค. 2568 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 3-4 ก.ค. 2568
-
วันที่: 01-07-2025นัด: สืบพยานโจทก์สำหรับฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 8 ปาก ได้แก่ อานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้กล่าวหา,พยานความเห็นจากกลุ่ม ศปปส., เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางผู้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของกลาง, ชุดสืบสวน และพนักงานสอบสวน
โดยคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์จะเน้นไปที่การยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองได้มีการเดินทางไปถ่ายภาพชูกระดาษข้อความที่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และได้มีการโพสต์ภาพถ่าย รวมถึงคำบรรยายประกอบภาพที่ไม่เหมาะสมไว้บนเฟซบุ๊ก อันเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ส่วนฝ่ายจำเลยได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 3 ปาก ได้แก่ จันทนา วรากรสกุลกิจ, ณัฐพล จำเลยที่ 1 และคทาธร จำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน ยืนยันข้อต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 และพระราชินี จำเลยตั้งใจไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และโพสต์แสดงความไม่พอใจรัฐบาลและนายทหารที่สั่งการสลายการชุมนุมในปี 2553 จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเสียชีวิต โดยไม่ได้ตั้งใจถ่ายภาพให้ติดพระบรมฉายาลักษณ์
ตลอดการสืบพยาน 3 วัน ณัฐพล จำเลยที่ 1 ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาที่ห้องพิจารณาคดี 708 ในลักษณะที่ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยกุญแจข้อเท้า พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 คน ติดตามมาควบคุมตัวด้วย โดยมีญาติของณัฐพลและคทาธร รวมถึงประชาชนทั่วไปและผู้สังเกตการณ์คดี เข้าร่วมรับฟังการสืบพยานด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของประชาชนทั่วไปที่มาร่วมฟังการสืบพยานโจทก์พบว่า ส่วนหนึ่งสวมสายคล้องคอลายธงชาติและผูกผ้าพันคอสีเหลือง คาดว่าเป็นกลุ่มสมาชิก ศปปส. เช่นเดียวกับผู้กล่าวหา
++“ผู้กล่าวหา” เข้าแจ้งความ “แบงค์ – ต๊ะ” หลังเห็นโพสต์ในเฟซบุ๊ก – ดูวงจรปิด ชี้จำเลยเจตนาสื่อถึง ร.10 – ราชินี ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
อานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้กล่าวหา เบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลาประมาณ 23.00 น. ขณะพยานเลื่อนดูเฟซบุ๊กอยู่ที่บ้าน ได้เจอเข้ากับโพสต์ของณัฐพล จำเลยที่ 1 เหตุที่พยานทราบว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของ ณัฐพล ก็เนื่องจากว่าจำเลยเป็นสมาชิกกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ หรือ ‘ทะลุวัง’ ซึ่งมีอุดมการณ์ที่ตรงกันข้ามกับพยานที่อยู่ฝ่ายปกป้องสถาบันฯ อีกทั้งณัฐพลยังเป็น ‘คนดัง’ พยานจึงได้ติดตามมาโดยตลอด
สำหรับโพสต์ของณัฐพลที่พยานเห็นนั้นมีการบรรยายข้อความเอาไว้ว่า “ไอเหี้ยสั่งฆ่า ไอบ้าสั่งยิง ไอชั่วยืนนิ่ง ทำเป็นไม่เห็นอะไร” ใต้ข้อความปรากฏภาพถ่ายชายสวมหมวกกันน็อคนั่งยอง ๆ ถือกระดาษในมือ 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเขียนข้อความว่า ‘ไอชั่ว’ อีกแผ่นเขียนว่า ‘ไอเหี้ย’ บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมกำแพงวัดสุทัศน์ เขตพระนคร
ภาพถ่ายดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะการถ่ายภาพด้วยตัวเอง (selfie) แต่เป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นคอยถ่ายภาพให้
พยานเห็นโพสต์ดังกล่าวแล้วรู้สึกว่า จำเลยต้องการจะสื่อไปถึงพระมหากษัตริย์และพระราชินี เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นพระเกียรติ แสดงความอาฆาตมาดร้าย อันทำให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติ
วันที่ 16 ม.ค. 2567 เวลา 15.00 น. พยานจึงได้เดินทางไปที่ สน.สำราญราษฎร์ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับณัฐพล ตอนนั้นพยานยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า มีผู้กระทำความผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 อีกหรือไม่ พยานจึงได้ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมกันกับพนักงานสอบสวน ปรากฏภาพผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ซ้อนท้ายรวม 2 คน โดยผู้ซ้อนท้ายไม่ได้สวมหมวกกันน็อคเพื่อปิดบังใบหน้า ต่อมาจึงทราบว่าเป็นณัฐพล
พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่า พยานเลือกย้อนกลับไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาใด แต่ย่อมต้องเป็นช่วงเวลาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กซึ่งก็คือช่วงเวลากลางคืน
ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดไว้ตรงจุดที่จะทำการถ่ายภาพกัน ก่อนที่ชายคนขับจะถอดหมวกกันน็อคออกแล้วยื่นให้กับผู้ซ้อนท้ายสวมใส่แทน ส่วนคนขับก็เปลี่ยนมาใส่หมวกแก๊ป จังหวะนั้นเองทำให้พยานสามารถมองเห็นใบหน้าของผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้ ซึ่งปรากฏว่าเป็น คทาธร จำเลยที่ 2 พยานรู้จักกับคทาธรเช่นเดียวกันเพราะเป็นสมาชิกในกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ หรือ ‘ทะลุวัง’ เหมือนณัฐพล อีกทั้งพยานกับจำเลยที่ 2 ยังเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกันมาก่อนหน้านี้ด้วย เฟซบุ๊กของคทาธรพยานก็ติดตามอยู่เช่นกัน
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า ภายหลังจากที่คทาธรขี่จักรยานยนต์มาจอดก็ได้หยิบกระดาษออกมาจากเบาะรถ 2 แผ่น แล้วยื่นให้ณัฐพล จากนั้นณัฐพลได้นั่งยอง ๆ พร้อมชูกระดาษทั้งสองแผ่นเพื่อให้คทาธรถ่ายภาพ ก่อนสลับกันโดยณัฐพลเป็นคนถ่ายภาพให้กับคทาธรด้วย
พยานไม่เห็นแน่ชัดว่าขณะจำเลยทั้งสองกำลังลงจากรถจักรยานยนต์นั้นบนกระดาษทั้งสองแผ่นมีข้อความปรากฏอยู่แล้วหรือไม่ แต่พยานได้มาเห็นข้อความบนกระดาษตอนที่จำเลยทั้งสองโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้ว
เมื่อจำเลยทั้งสองถ่ายภาพเสร็จ ก่อนที่คทาธรจะขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุ ณัฐพลก็ได้ขยำกระดาษทั้งสองแผ่นที่อยู่ในมือ แล้วขว้างปาไปยังทิศทางที่พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ตั้งอยู่
นอกจากนี้พยานยังสืบทราบโดยการเลื่อนดูโพสต์ของคทาธรย้อนหลังแล้วพบว่า ก่อนหน้าที่จำเลยทั้งสองจะเดินทางมาถ่ายรูปกันที่บริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์นั้น จำเลยได้ไปถ่ายภาพกันที่บริเวณริมกำแพงวัดพระแก้ว แถวพระบรมมหาราชวัง แต่ในโพสต์ของคทาธรปรากฏเพียงแค่ภาพถ่ายของคทาธรคนเดียว กำลังนั่งชูกระดาษ 2 แผ่น โดยมีข้อความเขียนไว้เช่นเดียวกันกับภาพถ่ายของณัฐพลบริเวณวัดสุทัศน์ นอกจากนี้ยังมีคำบรรยายประกอบภาพด้วยว่า “นาน ๆ ทีมาเที่ยวครับ มาชมความสวยงามของกำแพง เจอกันเด้อสูววววว ค่ำคืนอีกยาวไกล”
พยานเป็นผู้กล่าวหาจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยครั้งแรกพยานแจ้งความให้ดำเนินคดีณัฐพล หรือ ‘แบงค์’ ต่อมาเมื่อพยานได้ไปย้อนดูภาพจากกล้องวงจรปิด และโพสต์ของคทาธรแล้ว พยานจึงได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับคทาธร หรือ ‘ต๊ะ’ อีกคนด้วย โดยพยานได้นำภาพโพสต์ในเฟซบุ๊กของทั้งสอง รวมถึงภาพจากกล้องวงปิดส่งให้แก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน
พยานไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือโกรธเคืองกับจำเลยไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้หรือตอนนี้ พยานเพียงแค่ทำตามหน้าที่พลเมืองเท่านั้น
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเป็นประธานกลุ่ม ศปปส. ชื่อเต็มว่า ‘ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน’ ซึ่งเป็นกลุ่มของประชาชนที่ทำตามหน้าที่พลเมือง และต้องการออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งขึ้นในปี 2563 ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2556 – 2557 พยานเคยเป็นสมาชิกกลุ่ม กปปส. ทำหน้าที่เป็นการ์ด
หน้าที่ของพยานในกลุ่ม ศปปส. มีทั้งการแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 และเป็นพยานในคดีด้วย ซึ่งคดีที่กลุ่ม ศปปส. เคยแจ้งความไว้นั้นมีเป็นร้อยกว่าคดี โดยคดีที่ศาลพิพากษาแล้วมีแค่เพียงคดีเดียวที่ศาลยกฟ้อง คือ คดีของ ‘นารา เครปกะเทย’ ส่วนคดีอื่น ๆ ศาลพิพากษาลงโทษมาโดยตลอด
จำเลยทั้งสองอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพยาน และเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับพยานมาก่อน เพราะระหว่างที่มีการชุมนุมนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการเผชิญหน้าและกระทบกระทั่งกันอยู่แล้ว ทำให้พยานจำหน้าจำเลยได้
ถ้าเพียงแค่มีความเห็นต่างเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้นไม่เป็นความผิด แต่ที่พยานมีการแจ้งความดำเนินคดีนั้นก็เพราะว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นสถาบันฯ
ปกติแล้วเฟซบุ๊กจะต้องมีการลงทะเบียน และใส่รหัสผ่านก่อนจึงจะสามารถเข้าใช้งานได้ ฉะนั้นคนนอกย่อมไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ URL ของเฟซบุ๊กจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ
พยานทราบดีว่าในปี 2567 มีการจัดงานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ของในหลวงรัชกาลที่ 10 อย่างไรก็ดี ตามสถานที่ราชการจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้เป็นปกติอยู่แล้วโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง รวมทั้งบริเวณริมถนนและกำแพงวัด ในเขตพระนคร
การถ่ายภาพในเขตพระนครจึงมีโอกาสที่จะถ่ายติดพระบรมฉายาลักษณ์ แต่พยานเห็นว่า การถ่ายภาพในลักษณะที่มีการชูกระดาษข้อความแบบที่จำเลยทั้งสองทำนั้นมันผิดปกติ
++สมาชิก ศปปส. อ้าง การกระทำของจำเลยไม่เหมาะสม เจตนาด้อยค่า ร.10 – ราชินี ชี้ การชูกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
มะลิวัลย์ หวาดน้อย อาชีพรับจ้าง เบิกความว่า ตนเองมาเป็นพยานในคดีนี้สืบเนื่องจากอานนท์ กลิ่นแก้ว ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสอง เพราะเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 มีชายใส่ชุดสีดำถ่ายภาพพร้อมชูกระดาษข้อความ บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งพยานเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่บังควร ในความคิดเห็นของพยาน พระบรมฉายาลักษณ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของในหลวงและพระราชินี
นอกจากนี้ชายคนดังกล่าวยังได้นำภาพถ่ายไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก และพิมพ์ข้อความประกอบ การถือกระดาษข้อความและการโพสต์ข้อความในลักษณะนี้ ย่อมต้องการสื่อไปถึงบุคคลในภาพ ทำให้ผู้ที่ผ่านมาพบเห็นสามารถเข้าใจผิดได้ เช่น เข้าใจว่าในหลวงเป็นผู้ที่สั่งฆ่าหรือสั่งยิงประชาชนที่มาเข้าร่วมชุมนุม เป็นต้น
ในตอนแรกพยานไม่ทราบแน่ชัดว่าบุคคลในภาพถ่ายเป็นใคร แต่ต่อมาภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดก็ได้แจ้งกับพยานว่า บุคคลในภาพคือ ณัฐพลและคทาธร
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มตั้งแต่ปี 2563 ทำหน้าที่เป็นแอดมินเพจ ปกติแล้วหากมีคนสนใจเข้าร่วมกลุ่ม ศปปส. ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนก่อน เพราะกลุ่ม ศปปส. ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมคนที่มีจริตหรืออุดมการณ์เดียวกัน ไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ประมาณ 30,000 คน
พยานจะทราบประวัติความเป็นมาของสมาชิกเฉพาะที่เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยกันบ่อย ๆ ผ่านการคอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊ก
ภาพถ่ายของจำเลยที่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ มีการส่งต่อให้กันดูระหว่างสมาชิกแต่ละคนผ่านไลน์ส่วนตัว ซึ่งผู้ส่งก็คือ นายอานนท์ กลิ่นแก้ว
พยานเห็นว่า คนเราสามารถมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายและมิบังควร ย่อมไม่สามารถทำได้
บริเวณเขตพระนครจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้อยู่หลายจุด เพราะมีสถานที่ราชการ วัด และโรงแรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก การถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาด้วย
พยานเห็นด้วยว่า ในเวลากลางคืน แถวหน้าพระบรมฉายาลักษณ์จะมีการเปิดไฟสว่าง ทำให้เห็นชัดและโดดเด่นกว่าตรงจุดอื่น แต่ถึงอย่างไรการถ่ายภาพก็ไม่ควรแสดงอากัปกิริยาที่ไม่เหมาะสม
.
ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ อาชีพรับจ้าง เบิกความว่า พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้ติดต่อขอให้พยานเข้าให้การเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2567 ในฐานะประชาชนทั่วไปที่มาให้ความเห็นเกี่ยวกับการกระทำของจำเลย โดยพนักงานสอบสวนได้นำโพสต์ของณัฐพลมาให้พยานดู
พยานเห็นว่า จำเลยมีลักษณะจงใจที่จะชูกระดาษ และขว้างปากระดาษไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ การโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะก้าวล่วง และต้องการด้อยค่าในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี
ตอนแรกพยานตีความหมายการกระทำของจำเลยไม่ออก เพราะในโพสต์ไม่ได้ระบุถึงใครเฉพาะเจาะจง แต่จากพฤติการณ์ที่มีการไปถ่ายภาพกันบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีความตั้งใจที่จะสื่อไปถึงพระมหากษัตริย์และพระราชินีทั้งสองพระองค์ ข้อความประกอบก็นับว่าเป็นการใส่ร้ายพระองค์ด้วย
พยานคิดว่า บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้โพสต์ได้ เพราะนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายเดียวกันกับจำเลยก็มีการใช้ถ้อยคำในทำนองนี้มาโดยตลอด อีกทั้งภาพที่โพสต์ก็ถ่ายบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ด้วย ซึ่งพยานเห็นว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของตัวจำเลยเอง นอกจากนี้ จำเลยยังจงใจเผยแพร่ข้อความลงบนเฟซบุ๊กของตนเอง ซึ่งตั้งค่าไว้เป็นสาธารณะ เท่ากับว่าประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเข้าถึงโพสต์ของจำเลยได้
พยานเบิกความว่า นอกเหนือจากโพสต์ของจำเลยแล้วพนักงานสอบสวนไม่ได้นำพยานหลักฐานอื่นใดมาให้พยานดูอีก แต่ต่อมาพยานได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบว่ากระดาษที่จำเลยใช้ขว้างปาไปยังพระบรมฉายาลักษณ์นั้นยังคงอยู่หรือไม่ อย่างไรก็ดีพยานไม่พบกระดาษดังกล่าว
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับทุกภาคส่วน รวมถึงทำหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษ และถอดถ้อยคำที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 โดยพยานค่อนข้างมีความชำนาญในด้านนี้ เนื่องจากได้มีโอกาสร้องทุกข์กล่าวโทษอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ กลุ่ม ศปปส. เป็นเพียงภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญ
คดีที่กลุ่ม ศปปส. เคยแจ้งความเอาไว้เป็นคดีมาตรา 112 ทั้งหมด เพราะแม้ว่าการชุมนุมในขณะนั้นจะดูเหมือนเป็นการไล่พลเอกประยุทธ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ แต่หลังฉากคือ การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
พยานเองเคยแจ้งความมาเป็นร้อยกว่าคดีแล้ว แต่บางคดีศาลก็พิพากษายกฟ้อง
พยานเห็นด้วยว่า เขตพระนครมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้เป็นจำนวนมากกว่าเขตอื่น ๆ
++เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพบภาพถ่ายชายถือป้ายข้อความในโทรศัพท์มือถือของกลาง แต่ยืนยันไม่ได้ว่า เป็นการถ่ายภาพเองหรือดาวน์โหลดมา
พ.ต.ท.นิติ อินทุลักษณ์ นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 พยานได้รับวัตถุพยานมาจาก สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งก็คือ โทรศัพท์มือถือ โดยให้พยานทำการตรวจพิสูจน์ว่า มีไฟล์ภาพและคลิปในโทรศัพท์มือถือดังกล่าวหรือไม่ ผลการตรวจสอบพบว่า มีภาพถ่ายอยู่ประมาณ 35,000 ภาพ และมีคลิปอยู่ 242 คลิป
สำหรับภาพถ่ายที่มีชายถือป้ายข้อความนั้นพยานก็ตรวจพบในโทรศัพท์มือถือของกลาง ซึ่งต่อมาพยานได้จัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โดยมีรายละเอียดของแต่ละภาพ ได้แก่ ชื่อภาพ, วันเวลาที่ภาพถูกบันทึก และแหล่งที่มาของภาพ เป็นต้น
พยานเบิกความว่า ตามรายงานฯ ที่ปรากฏวันที่ที่แต่ละภาพถูกบันทึกคือ 15/1/3110 นั้น เป็นเพราะโปรแกรมของโทรศัพท์มีการคำนวณโดยใช้ปี ค.ศ. เป็นฐาน เท่ากับว่าโทรศัพท์จะคิดว่าปี พ.ศ. คือ ปี ค.ศ. เมื่อนำตัวเลข 3110 ไปลบออกด้วยจำนวน 543 จึงจะได้ตัวเลขที่ถูกต้องออกมา ซึ่งตรงกับวันที่ 15 ม.ค. 2567
ส่วนเวลาที่ปรากฏในรายงานฯ ว่าเป็นเวลา 16.21 น. นั้นเป็นเวลามาตรฐานสากลหรือ UTC 0 หากต้องการทราบเวลาในประเทศไทย จะต้องนำเวลาดังกล่าวไปบวกด้วย 7 เสียก่อน ซึ่งเท่ากับเวลาในประเทศไทยคือ 23.21 น. นั่นเอง
ภาพถ่ายที่ตรวจพบในโทรศัพท์ของกลางทั้งหมดนั้น พยานได้บันทึกลงแผ่นซีดี ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวนพร้อมกับรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
โปรแกรมที่พยานนำมาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือจะเป็นโปรแกรมอะไรนั้น พยานไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากเป็นความลับของทางราชการ โดยใช้วิธีการดึงข้อมูลจากโทรศัพท์ออกมาตรวจสอบ ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลที่โทรศัพท์โดยตรง
วันที่ที่ปรากฏในแต่ละภาพ หมายถึง วันที่ภาพนั้นถูกบันทึกลงไปยังหน่วยความจำของโทรศัพท์มือถือของกลาง ซึ่งจะเกิดจากการถ่ายภาพด้วยตัวเองหรือเกิดจากการดาวน์โหลดมาอีกทีหนึ่งนั้น พยานไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ หากต้องการทราบข้อมูลดังกล่าว จะต้องทำการตรวจพิสูจน์โดยละเอียดเพิ่มเติมอีก
พยานไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับคำบรรยายประกอบภาพที่มีการโพสต์ และไม่ได้รู้เห็นในประเด็นนี้ เพราะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน
หากมีการแก้ไข (Modify) ภาพ เวลาที่ปรากฏเป็นข้อมูลการบันทึกภาพจะเป็นเวลาที่มีการแก้ไขภาพนั้นครั้งสุดท้าย ซึ่งหากเวลาที่ปรากฏไม่ตรงกับเวลาที่บันทึกภาพ แสดงว่าเป็นกรณีที่มีการแก้ไขภาพ
เราไม่สามารถทราบลักษณะของภาพถ่ายก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77965) -
วันที่: 02-07-2025นัด: สืบพยานโจทก์++ชุดสืบสวนระบุ ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดพบ คนถือป้ายข้อความคือ “แบงค์-ต๊ะ” ทั้งพบกระดาษข้อความในที่เกิดเหตุ แต่รับ ไม่แปลกหากมีคนไปถ่ายภาพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
พ.ต.ท.ภานุพงศ์ จินดาหลวง รองผู้กำกับการสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้พยานได้รับมอบหมายให้ทำการสืบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากมีผู้ก่อเหตุ 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ามายังถนนบำรุงเมือง ริมกำแพงวัดสุทัศน์ พร้อมกับถ่ายภาพบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระราชินี
ต่อมา ได้มีการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของณัฐพลและคทาธร พบว่า มีการโพสต์ภาพถ่ายชาย 2 คน ถือกระดาษข้อความอันไม่เหมาะสมอยู่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยเฟซบุ๊กของคทาธรได้โพสต์ภาพถ่ายบริเวณริมกำแพงพระบรมหาราชวัง ขณะชูกระดาษเขียนข้อความ 2 แผ่น และมีการโพสต์ข้อความประกอบภาพถ่ายเอาไว้ด้วย ส่วนเฟซบุ๊กของณัฐพลมีการโพสต์ภาพถ่ายบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ ขณะถือกระดาษมีข้อความเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งโพสต์ข้อความประกอบภาพ
สาเหตุที่พยานสืบทราบได้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสอง ก็เนื่องมาจากว่าทั้งสองได้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่บ่อยครั้งในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ และกลุ่ม ‘ทะลุวัง’ อีกทั้งยังมีประวัติถูกดำเนินคดีจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตรงที่เกิดเหตุบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ ถนนบำรุงเมือง พยานพบเห็นคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมแผ่นป้ายทะเบียน มาตามถนนดินสอ ผ่านศาลาว่าการกรุงเทพฯ มายังจุดที่มีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี
หลังจากจอดรถ ผู้ที่ซ้อนท้ายก็ลงจากรถพร้อมถือกระดาษ 2 แผ่น เดินมาหยุดอยู่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จากนั้นคทาธรเป็นผู้ถ่ายภาพให้ณัฐพล ก่อนที่ทั้งสองจะขับจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ พยานได้นำข้อมูลจากกล้องวงจรปิดจัดทำเป็นรายงานลำดับเหตุการณ์และแผนที่เส้นทางการหลบหนีเสนอผู้บังคับบัญชา
หลังจากนั้นพยานได้ทำการสืบสวนเพิ่มเติม โดยการออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของ กทม. ซึ่งเป็นภาพอีกมุมหนึ่งซึ่งใกล้กับที่เกิดเหตุมากกว่า อีกทั้งยังมีความชัดเจนสูง ทำให้เห็นว่าผู้ที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คือ ณัฐพล เนื่องจากไม่ได้ปิดบังใบหน้า ส่วนคนขับที่สวมหมวกกันน็อคคือ คทาธร ที่ทราบก็เนื่องมาจากมีช่วงที่คทาธรถอดหมวกกันน็อคส่งให้ณัฐพล แล้วเปลี่ยนมาใส่หมวกแก๊ปแทน โดยพยานจำลักษณะคทาธรได้อยู่ก่อนแล้ว
สำหรับวันและเวลาที่จำเลยลงมือก่อเหตุ พยานจำได้ว่าเป็นเวลาประมาณ 21.44 น. ของวันที่ 15 ม.ค. 2567 หลังจากถ่ายภาพเสร็จแล้วก่อนจะเดินทางออกจากที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 21.46 น. ณัฐพลได้ขยำกระดาษข้อความทั้ง 2 แผ่นที่ใช้ถือขณะถ่ายภาพ ขว้างใส่พระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งในการตรวจสอบที่เกิดเหตุพยานก็พบกระดาษขนาด A4 ที่ใช้ก่อเหตุตกอยู่บริเวณพุ่มไม้ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ จึงได้ตรวจยึดและนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานต่อไป
ในการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพยานเดินทางไปพร้อมกับ ส.ต.ท.ศิวะกร ชอุ่ม โดยพยานทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ ส่วน ส.ต.ท.ศิวะกร เป็นผู้ตรวจยึดพยานหลักฐาน จากนั้นได้มีการทำรายงานสืบสวนเพิ่มเติมเสนอผู้บังคับบัญชา โดยเปรียบเทียบภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพถ่ายที่โพสต์ในเฟซบุ๊กซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นสถานที่เดียวกัน รวมถึงยานพาหนะที่ใช้ในคืนวันเกิดเหตุก็ตรงกันกับข้อมูลที่พยานสืบได้มา
พยานเบิกความว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด นับตั้งแต่เวลาเกิดเหตุจนกระทั่งถึงช่วงที่พยานลงพื้นที่และพบกระดาษของกลางนั้น ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอีก นอกจากนี้ข้อความที่ปรากฏบนแผ่นกระดาษนั้นก็ตรงกันกับภาพถ่ายบนเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสองด้วย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ได้ทำการสืบสวนประเด็นการโพสต์ภาพถ่ายว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโพสต์หรือไม่ อย่างไร อีกทั้งพยานก็ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนด้านเทคนิคเกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสองด้วย
พยานอยู่ที่ สน.สำราญราษฎร์ มาตั้งแต่ปี 2563 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทราบว่า โดยปกติแล้วเขตพระนครจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้เป็นจำนวนมากกว่าในเขตอื่น ๆ รวมทั้งมีนักท่องเที่ยวมาพักเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยว การถ่ายภาพในบริเวณเขตพระนครจึงเป็นไปได้ที่จะถ่ายติดพระบรมฉายาลักษณ์มาบ้าง ซึ่งพยานก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า การที่จำเลยถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์มานั้นจะเป็นแค่เหตุบังเอิญหรือไม่
พยานเห็นว่า ถ้าเป็นเพียงแค่การถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ย่อมกระทำได้ แต่การชูกระดาษข้อความตามฟ้องด้วยขณะถ่ายภาพ พยานไม่ทราบแน่ชัดว่าจะกระทำได้หรือไม่
หากเรากดเข้าไปที่หน้าดีสเพลย์ (Display) หรือรูปโปรไฟล์ของบัญชีเฟซบุ๊ก จะสามารถเปลี่ยนแปลง URL ได้
.
พ.ต.ท. ไพศาล เดชกัลยา รองผู้กำกับการสืบสวน สน.พระราชวัง เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกำลังลงตรวจพื้นที่บริเวณใต้สะพานพุทธ ต่อมา ได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพถ่ายบริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยโพสต์เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 21.54 น.
จากการตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวพบภาพถ่ายรวม 5 ภาพ เป็นภาพชาย 2 คน อยู่ในอิริยาบถนั่งบ้างยืนบ้าง พร้อมถือกระดาษมีข้อความ 2 แผ่น ทั้งสองมีการสลับกันถ่ายภาพ เนื่องจากแต่ละภาพปรากฏเพียงชายคนเดียว สถานที่ถ่ายภาพคือบริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังระหว่างป้อมอนันตคีรีและประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน
พยานเบิกความว่า การถ่ายภาพพร้อมชูกระดาษข้อความดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการแสดงเจตนาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของสังคม
ภายหลังทราบข้อมูลเบื้องต้น พยานได้ลงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแต่ไม่พบเห็นผู้ใดแล้ว จึงไปขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของ กทม. พบว่า เวลา 21.30 น. มีชายคนหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์โดยมีชายอีกคนซ้อนท้ายไปจอดอยู่ริมฟุตบาทบริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวังฝั่งตรงข้ามสวนสราญรมย์ จากนั้นทั้งสองได้เปิดเบาะรถหยิบกระดาษออกมา 2 แผ่น ก่อนจะเดินไปยังสนามหญ้าซึ่งเป็นจุดที่จะมีการถ่ายภาพ
ลักษณะการถ่ายภาพที่พยานเห็นจากกล้องวงจรปิดนั้นตรงกันกับภาพถ่ายทั้ง 5 ภาพ ที่มีการโพสต์ ตรวจสอบภายหลังจึงทราบว่า บุคคลในภาพคือ ณัฐพล จำเลยที่ 1 และคทาธร จำเลยที่ 2
พยานตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังไปก่อนเกิดเหตุดังกล่าวพบว่า ผู้กระทำผิดได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามเส้นทางจนถึงที่เกิดเหตุ หลังจากถ่ายภาพเสร็จผู้กระทำความผิดก็ได้ขับรถไปทางแยกท้ายวังไปจอดที่วัดสุทัศน์ ก่อนที่ทั้งสองจะลงมาจากรถและถ่ายภาพ โดยคนขับรถเป็นผู้ถ่ายภาพให้กับคนซ้อนท้ายซึ่งก็คือ ณัฐพล ที่พยานทราบก็เพราะขณะเกิดเหตุผู้ที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไม่ได้สวมใส่หมวกกันน็อคปิดบังใบหน้า จึงทำให้เห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
ในการถ่ายภาพจุดที่ 2 นี้ ณัฐพลได้ชูกระดาษข้อความแผ่นเดียวกันกับที่ใช้ถ่ายภาพบริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวัง โดยมีฉากหลังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี หลังจากถ่ายภาพเสร็จแล้วผู้กระทำความผิดก็ได้ขยำกระดาษข้อความดังกล่าว และขว้างปาไปยังบริเวณพุ่มไม้ซึ่งอยู่ใต้ฐานพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนจะขึ้นรถและขับออกไปโดยใช้เส้นทางเดิม
พยานเบิกความว่า จากการสืบหาข้อมูลพร้อมทั้งพิสูจน์ตัวบุคคล โดยอาศัยภาพถ่ายจากโพสต์ของณัฐพล พบว่า บุคคลในภาพถ่ายเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าวัดสุทัศน์ โดยพิจารณาจากรูปพรรณสัณฐาน เสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงรถจักรยานยนต์ อีกทั้งข้อความบนกระดาษก็เป็นข้อความเดียวกัน
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า จำเลยทั้งสองได้ตระเตรียมการเขียนข้อความบนกระดาษเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ได้นำมาเขียนในที่เกิดเหตุ อีกทั้งจำเลยขับขี่รถจักรยานยนต์มาจากย่านรามคำแหง ซึ่งห่างไกลจากจุดที่เกิดเหตุมากพอสมควร ที่จริงจำเลยจะเลือกถ่ายภาพที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาไกลถึงพระบรมมหาราชวัง
จำเลยทั้งสองเคยถูกแจ้งความดำเนินคดีชุมนุมทางการเมืองและคดีมาตรา 112 มาก่อนหน้านี้แล้ว อีกทั้งจำเลยยังเคยโพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะเชิญชวนให้ต่อต้านมาตรา 112 ในกลุ่มของผู้ชุมนุมทางการเมืองและโพสต์ส่วนตัว โดยกำหนดค่าไว้เป็นสาธารณะด้วย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเพียงแค่เปรียบเทียบสีกับรุ่นของรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ แต่ไม่ได้เปรียบเทียบเลขทะเบียนรถ เพราะรถจักรยานยนต์ของจำเลยไม่ได้ปิดแผ่นป้ายทะเบียน
เขตพระนครมีนักท่องเที่ยวเยอะ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน แต่ไม่ใช่เขตที่มีนักท่องเที่ยวเยอะที่สุด และไม่ได้มีพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งอยู่มากกว่าเขตอื่น ๆ เนื่องจากพระบรมฉายาลักษณ์จะถูกตั้งเอาไว้ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม เขตพระนครมีสถานที่ราชการตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และโดยปกติแล้วบริเวณที่ตั้งพระบรมฉายาลักษณ์จะมีการประดับตกแต่งไฟเอาไว้ จึงไม่แปลกหากจะมีคนไปถ่ายภาพกันที่บริเวณนั้น
พยานสืบสวนเฉพาะเรื่องการเดินทางของจำเลย ไม่ได้สืบสวนในประเด็นการโพสต์เฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสอง
คำบรรยายประกอบภาพถ่ายว่า “นาน ๆ ทีมาเที่ยวครับ มาชมความสวยงามของกำแพง เจอกันเด้อสูววววว ค่ำคืนอีกยาวไกล” ที่จำเลยที่ 2 โพสต์นั้น พยานไม่อาจทราบแน่ชัดถึงความหมายที่แท้จริง
++พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง แต่รับ พยานความเห็นมีอุดมการณ์ตรงข้ามจำเลยทั้งหมด ต่างจากคดีอื่นที่ต้องมีพยานจากหลากหลายกลุ่ม
ร.ต.ท.สุฤเศฬษฐ์ บัวผัน รองสารวัตร (สอบสวน) สน.สำราญราษฎร์ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่ สน.สำราญราษฏร์ อานนท์ กลิ่นแก้ว ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองในความผิดตามมาตรา 112 โดยผู้กล่าวหาได้ส่งมอบพยานหลักฐาน พร้อมทั้งแผ่นซีดีที่บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดไว้ให้พนักงานสอบสวน
จากนั้นพยานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุ และให้ผู้กล่าวหาลงลายมือชื่อไว้
ต่อมา กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยมีพยาน รวมถึง พ.ต.อ.หญิง จิตติมา ธงไชย เป็นคณะพนักงานสอบสวนด้วย
พยานได้รับรายงานการสืบสวนจาก พ.ต.ท.ภานุพงศ์ จินดาหลวง รองผู้กำกับการสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งลงตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับ ส.ต.ท.ศิวะกร ชอุ่ม และตรวจพบกระดาษข้อความของกลาง 2 แผ่น เมื่อพยานเปรียบเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่า มีลักษณะคล้างคลึงกับกระดาษที่จำเลยใช้ถือขณะถ่ายภาพ ก่อนที่จะขยำแล้วขว้างไปยังบริเวณพระบรมฉายาลักษณ์
พยานยังได้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพถ่ายพบว่า เป็นเฟซบุ๊กของณัฐพลและคทาธร จำเลยในคดีนี้
ภายหลังสอบปากคำพยานและรวบรวบพยานหลักฐาน พยานได้ขอศาลออกหมายจับ โดยศาลอนุมัติหมายจับลงวันที่ 17 ม.ค. 2567 ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมณัฐพลได้เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2567 พร้อมทั้งตรวจยึดโทรศัพท์มือถือได้ 1 เครื่อง พร้อมด้วยซิมการ์ด จึงส่งไปตรวจสอบที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง พบไฟล์ภาพถ่ายจำนวน 35,736 ภาพ และไฟล์วิดีโออีก 242 ไฟล์
สำหรับคทาธร จำเลยที่ 2 มีการจับกุมเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2567 หลังแจ้งข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา และจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น เมื่อพยานแจ้งให้จำเลยทั้งสองพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทั้งสองกลับปฏิเสธ ถือเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร พยานจึงแจ้งข้อหากับจำเลยทั้งสองเพิ่มเติม
สำหรับคดีนี้คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เห็นควรสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองในทั้งสามข้อกล่าวหา
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ทราบว่า คณะพนักงานสอบสวนมีกระบวนการสรรหาพยานความเห็นกันอย่างไร เพราะการคัดเลือกพยานเป็นหน้าที่ของ พ.ต.อ.หญิง จิตติมา ธงไชย เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากกว่า
สาเหตุที่พยานสอบปากคำพยานความเห็นไว้หลายท่านก็เพราะว่าพยานไม่มั่นใจว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จึงต้องการความเห็นจากบุคคลหลายฝ่าย ทั้งนักวิชาการและบุคคลทั่วไปมาใช้ประกอบการพิจารณา
คทาธรเดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี ในวันดังกล่าวคทาธรได้ลงชื่อไว้ในบันทึกการจับกุม แต่ไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การ
สาเหตุที่พยานให้จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือนั้นก็เพราะต้องการนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และตรวจสอบด้วยว่าลายนิ้วมือของจำเลยตรงกันกับลายนิ้วมือที่ปรากฏอยู่บนพยานหลักฐานหรือไม่
พยานรับว่า เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักก็สามารถนำไปใช้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมได้ แต่ที่ต้องให้พิมพ์ลายนิ้วมือนั้นส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากเป็นระเบียบของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย
พยานรับราชการอยู่ที่ สน.สำราญราษฎร์ มา 2 ปีแล้ว พื้นที่ที่อยู่ในความดูแล ได้แก่ เขตพระนครและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่พยานไม่ทราบว่า ในเขตพระนครจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์มากกว่าเขตอื่น ๆ หรือไม่
.
พ.ต.อ.หญิง จิตติมา ธงไชย ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 เบิกความว่า พยานได้รับการแต่งตั้งจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ตามคำสั่งที่ 21/2567 ให้เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยพยานได้ร่วมสอบปากคำพยานบุคคลรวม 5 ปาก มีพยานบางปากที่พยานไม่ได้ร่วมสอบปากคำ แต่พยานได้อ่านบันทึกคำให้การและรายงานการสืบสวนด้วย
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า หลังสอบสวนเสร็จสิ้นคณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมกันและมีความเห็นร่วมกันว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร
ความเห็นของคณะพนักงานสอบสวนมาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ได้แก่ รายงานการสืบสวน ภาพจากกล้องวงจรปิดในขณะเกิดเหตุและก่อนเกิดเหตุ กระดาษข้อความของกลาง ประกอบกับการสอบปากคำพยานมีความน่าเชื่อถือ และสอดคล้องกันกับที่ผู้กล่าวหาได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเอาไว้
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มีรายชื่อพยานที่จะมาให้ความเห็นอยู่ก่อน ขึ้นอยู่กับคณะพนักงานสอบสวนแต่ละชุดลงความเห็นร่วมกันคัดเลือกมา ดังนั้น พยานจึงมีส่วนร่วมในการคัดเลือกพยานด้วย
พยานรับว่า ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร กับ พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย ที่มาให้การในฐานะพยานความเห็นในคดีนี้ มีอุดมการณ์ทางการเมืองและความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์และพระราชินี พยานปากอื่น ๆ ก็ล้วนมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ต่างจากคดีอื่นที่จะต้องมีประชาชนจากหลากหลายกลุ่มมาให้ความเห็น อย่างไรก็ดี พยานแต่ละปากก็ให้การไปตามความคิดเห็น และด้วยความสมัครใจ
พยานไม่ได้เป็นผู้สอบปากคำจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ด้วยตนเอง แต่ได้เห็นเหตุการณ์ขณะสอบปากคำ โดยปกติหากมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาก็จะต้องนำตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจที่รับเป็นคดี แต่ความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง สามารถใช้สถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 3 แห่ง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยหนึ่งในสถานที่ควบคุมตัวดังกล่าว คือ สน.ทุ่งสองห้อง
สาเหตุที่จะต้องเคลื่อนย้ายตัวผู้ต้องหาไปยัง สน.ทุ่งสองห้อง ก็เพราะเป็นคำสั่งของกองบัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากก่อนหน้านั้นเคยมีเหตุการณ์ที่ สน.สำราญราษฎร์ ถูกห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มของผู้ชุมนุม ซึ่งทำให้เจ้าพนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัย ในคดีนี้จึงให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปควบคุมตัวที่ สน.ทุ่งสองห้อง
แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่อนุญาตให้มีการสอบปากคำกันที่ สน.สำราญราษฎร์ ได้นั้น เนื่องจากเป็นการจับกุมคนละวันกัน และในวันที่จำเลยที่ 2 เดินทางเข้ามอบตัวไม่ได้มีเหตุการณ์วุ่นวายใด ๆ อย่างไรก็ดี ตำรวจก็ได้นำตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมที่ สน.ทุ่งสองห้อง ภายหลังสอบปากคำเสร็จ
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77965) -
วันที่: 03-07-2025นัด: สืบพยานจำเลย++พยานจำเลยให้ความเห็น จำเลยอาจคึกคะนอง ถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ชี้ ผู้กล่าวหามีอคติ ย่อมมองว่าเป็นความผิด
จันทนา วรากรสกุลกิจ พยานความเห็นของฝ่ายจำเลย เบิกความว่า ภาพถ่ายของจำเลยด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และคำบรรยายประกอบภาพที่ปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กตามฟ้องนั้น พยานเพิ่งได้เห็นในวันนี้ อย่างไรก็ดี พยานเห็นว่า หากมองแบบปราศจากอคติก็จะไม่รู้สึกว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด กระดาษข้อความที่จำเลยถือไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันกับพระบรมฉายาลักษณ์
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า พยานเพิ่งทราบเช่นกันว่า ผู้ที่ไปแจ้งความดำเนินคดีจำเลยทั้งสองคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่มีอคติทางการเมือง และอยู่คนละฝ่ายกับจำเลย ฉะนั้นไม่ว่าจำเลยจะทำอะไรเขาก็ย่อมมองว่าเป็นความผิดไปเสียทั้งหมด เขาไม่มีความสุจริตใจ และฟ้องคดีแบบนี้เยอะมาก หากวันหนึ่งพยานบังเอิญไปนั่งสูบบุหรี่อยู่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พยานก็อาจโดนฟ้องคดีมาตรา 112 ได้เหมือนกัน
ภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองหากมองให้ถี่ถ้วนแล้วก็อาจเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่เกิดความคึกคะนอง อยากถ่ายภาพ แต่ภาพถ่ายดังกล่าวบังเอิญไปติดพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งอันที่จริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีแต่อย่างใด
สำหรับคำบรรยายประกอบภาพถ่ายที่ณัฐพลโพสต์ก็เกิดมาจากความรู้สึกคับแค้นใจของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง พยานก็เคยอยู่ร่วมในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มาก่อน เห็นผู้ชุมนุมถูกยิงต่อหน้าต่อตาหลายราย เป็นภาพที่พยานจำติดตา บริเวณเสาชิงช้าที่จำเลยไปถ่ายภาพกันก็เป็นจุดหนึ่งที่ผู้ชุมนุมแตกกระเจิงหนีไปหลังมีเหตุการณ์การใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม ดังนั้น ในวันครบรอบ 1 เดือนหลังจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมจึงเกิดวาทกรรมเช่นว่านี้ขึ้นมา
พยานเบิกความว่า หากผู้ชุมนุมในวันนั้นกระทำผิดกฎหมายจริงทำไมจึงไม่ใช้กฎหมายดำเนินคดี เหตุใดจะต้องนำอาวุธยุทโธปกรณ์มาเข่นฆ่ากันเช่นนี้ มาในวันนี้ความจริงก็ได้ปรากฏแล้ว ว่าการเป็นคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นความผิดอะไร แต่ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงกลับไม่เคยได้รับความเป็นธรรมเลย
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานไม่ได้รู้จักและสนิทสนมกับจำเลยทั้งสองมาก่อน เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมขบวนการการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งการต่อสู้ทางการเมืองดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ด้วย ในความเห็นของพยาน มาตรา 112 ควรได้รับการแก้ไข โดยกำหนดให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มีสิทธิฟ้องเป็นคดีได้
พยานจำไม่ได้ว่า ได้ร่วมขบวนการกับจำเลยมาเป็นระยะเวลากี่ปีแล้ว เนื่องจากพยานเพิ่งจะพ้นโทษได้ประมาณ 3 ปี จึงมีโอกาสได้เจอกับจำเลยเพียงแค่ 2 – 3 ครั้ง เท่านั้น
ที่พยานให้ความเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น พยานพิจารณาจากภาพถ่ายบนโพสต์ของจำเลยเท่านั้น พยานไม่ทราบว่า มีพยานหลักฐานอื่น ๆ อีกหรือไม่
หากประชาชนทั่วไปยืนถ่ายภาพตามปกติ ตำรวจจะมีการดำเนินคดีหรือไม่นั้น พยานเห็นว่า อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน คนที่มีอคติก็จะทำให้เป็นความผิด และภาพถ่ายของจำเลยที่มีการชูกระดาษข้อความด้วยนั้น พยานก็เห็นว่า ไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติห้ามเอาไว้ไม่ให้กระทำการดังกล่าว
หากด้านหลังจำเลยไม่ใช่พระบรมฉายาลักษณ์ แต่เป็นภาพของบิดาหรือมารดาของพยานเอง พยานก็คงรู้สึกเฉย ๆ แต่หากบุคคลใดมีอคติก็จะเห็นว่าเป็นความผิด
++จำเลยทั้งสองยืนยัน การถ่ายภาพและโพสต์ข้อความไม่ได้มุ่งดูหมิ่นกษัตริย์ เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไม่พอใจรัฐบาล – ประณามนายทหารที่สั่งยิงผู้ชุมนุมปี 53
ณัฐพล หรือ แบงค์ จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพไรเดอร์ อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานกำลังนั่งอ่านบทความเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 อยู่ที่บ้านของเพื่อนย่านถนนรามคำแหง ต่อมา จำเลยที่ 2 เดินทางมาหาและชักชวนพยานไปเที่ยว โดยตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะไปที่หน้าพรรคเพื่อไทย แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้พยานกับจำเลยที่ 2 เคยมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของพรรคเพื่อไทย และไม่อยากให้มีปัญหาอีก จึงเลือกไปวัดพระแก้วแทน
บทความที่พยานอ่านในวันนั้นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพยาน เนื่องจากพยานเองก็กำลังต่อสู้ในประเด็นสิทธิมนุษยชนอยู่ ทั้งนี้ ผู้ที่ยิงคนเสื้อแดงในวันนั้นไม่ได้มองว่าผู้ชุมนุมเองก็เป็นคนเหมือนพวกเขา เพราะขณะนั้นรัฐบาลมีทางเลือกในการดำเนินการกับผู้ชุมนุมอยู่ 3 ทาง ได้แก่ 1. เจรจาโดยสันติ 2. โยนความผิดให้คนเสื้อแดง และ 3. ใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม แต่ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลกลับเลือกที่จะใช้กำลังทหารแทนที่จะใช้วิธีเจรจากันโดยสันติ
พยานเบิกความว่า หลังจากที่พยานกับจำเลยที่ 2 เดินทางไปถึงบริเวณวัดพระแก้ว พยานก็ได้หยิบกระดาษขึ้นมาจากใต้เบาะรถ และช่วยกันเขียนข้อความลงบนกระดาษ แต่ในภาพจากกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมมานั้นอาจจะไม่ทันเห็นจังหวะที่พยานเขียนข้อความดังกล่าว
พยานเลือกใช้คำว่า ‘ไอชั่ว’ กับ ‘ไอเหี้ย’ ในการประณามผู้ที่สั่งยิงคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 นั่นก็คือ เหล่านายพลทหาร ซึ่งพยานไม่สามารถระบุชื่อได้ และที่พยานกับจำเลยที่ 2 เลือกเดินทางไปวัดพระแก้ว ขี่รถไปตามถนนดินสอ ก่อนจะหยุดที่บริเวณเสาชิงช้าก็เพราะเป็นเส้นทางเดียวกับที่คนเสื้อแดงถูกไล่ยิงมาจากสี่แยกคอกวัว
วันเกิดเหตุพยานไม่ได้ตั้งใจที่จะถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ เพียงแต่บริเวณอื่น ๆ ยังคงมีผู้คนพลุกพล่านอยู่เป็นจำนวนมากและพยานไม่ได้ต้องการที่จะถ่ายภาพติดผู้คนดังกล่าวจึงเลือกที่จะถ่ายภาพกันตรงบริเวณที่เกิดเหตุแทน ภายหลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะเดินทางกลับ พยานต้องการที่จะทิ้งกระดาษข้อความที่ไม่ใช้แล้ว โดยตั้งใจว่าจะขว้างเข้าไปในบริเวณวัดสุทัศน์ แต่เนื่องจากขณะนั้นมีกระแสลมที่ค่อนข้างแรงกระดาษจึงถูกพัดไปโดนตรงขอบของพระบรมฉายาลักษณ์ก่อนจะตกลงมายังพุ่มไม้
สำหรับข้อความที่โพสต์ประกอบภาพนั้น คำว่า ‘ไอเหี้ย’ หมายถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ส่วนคำว่า ‘ไอบ้า’ หมายถึง พลเอกคนหนึ่งที่สั่งให้ใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และคำว่า ‘ไอชั่วยืนนิ่ง’ พยานเพียงต้องการจะสื่อให้เห็นว่าตอนที่ทหารใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม ไม่มีผู้ใดออกมาฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้เลย
พยานเบิกความว่า เนื่องจากบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์มีการติดตั้งไฟสว่างไสวดีพยานจึงเลือกที่จะถ่ายภาพบริเวณนั้น ไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินีแต่อย่างใด หากพยานมีจุดมุ่งหมายที่จะดูหมิ่นจริงพยานคงตัดสินใจถ่ายภาพให้ติดพระบรมฉายาลักษณ์ทั้งหมดแล้ว
สำหรับความเห็นของพยานต่อมาตรา 112 พยานเห็นว่า ควรมีการแก้ไขให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระราชวังเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องคดี ไม่ใช่ใครก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้
พยานเบิกความว่า ช่วงเวลาที่พยานโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กคือประมาณ 22.30 น. ซึ่งในขณะนั้นพยานกับจำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ที่บ้านของเพื่อนย่านรามคำแหง เพียงแต่อยู่กันคนละจุด โดยพยานกำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำ และไม่ได้มีการพูดคุยกันล่วงหน้าว่าจะโพสต์ภาพถ่าย อย่างไรก็ดี พยานได้ลบโพสต์ดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากมีรุ่นพี่ที่รู้จักเตือนว่าอาจถูกกล่าวหาได้ว่ามีเจตนาดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์
ต่อมา วันที่ 18 ม.ค. 2567 พยานถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฏร์ เข้าจับกุมโดยที่พยานเองก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีหมายจับอยู่ จากนั้นตำรวจได้ยึดโทรศัพท์มือถือและควบคุมตัวพยานขึ้นรถ โดยไม่ได้มีการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับกุมก่อน อีกทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้พยานติดต่อกับญาติและทนายความด้วย
เมื่อไปถึง สน.สำราญราษฎร์ ได้เกิดเหตุการณ์ที่สมาชิกของกลุ่ม ศปปส. 2 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับอานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้กล่าวหา ทำท่าทางเหมือนจะเข้ามาทำร้ายร่างกายพยาน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายใด ๆ ขึ้น
พยานเบิกความว่า การสอบสวนผู้ต้องหาเกิดขึ้นที่ สน.สำราญราษฎร์ แต่ขณะนั้นพยานยังไม่สามารถติดต่อกับทนายได้ จากนั้นมีการส่งตัวพยานไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยไม่มีการแจ้งเหตุผล ในตอนแรกพยานไม่ยินยอมไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า หากพยานยอมไปแต่โดยดีจะอนุญาตให้พยานติดต่อกับญาติได้ พยานจึงยินยอมไปด้วยความจำใจ
เมื่อไปถึง สน.ทุ่งสองห้อง และได้พบกับทนายความ พยานได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า ไม่ได้ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี โดยเลือกที่จะไม่ให้ปากคำใด ๆ และตั้งใจมาเบิกความในชั้นศาลแทน
ในการจับกุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากับพยานเพียงแค่ข้อหาเดียวคือ มาตรา 112 และไม่ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหา แต่เป็นการอ่านด้วยตนเองของพยาน จึงทราบว่าเป็นกรณีที่พยานไปถ่ายภาพพร้อมถือกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ แต่พยานยังคงไม่เข้าใจว่าการกระทำของพยานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 112 อย่างไร จึงเลือกที่จะไม่ให้ปากคำใด ๆ และมาเบิกความในชั้นศาลแทน
ส่วนสาเหตุที่พยานไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็สืบเนื่องมาจากตำรวจได้ยึดโทรศัพท์มือถือของพยานไปโดยไม่มีหมายค้น ทั้งยังไม่ให้พยานติดต่อกับญาติและทนายความ รวมถึงไม่แจ้งเหตุผลในการพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย โดยบอกแค่เพียงว่าจะต้องนำลายนิ้วมือส่งไปตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย พยานจึงเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน
อย่างไรก็ดี ในคดีก่อนหน้านี้พยานเคยพิมพ์ลายนิ้วมือไปแล้ว ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมสามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของพยานได้จากลายนิ้วมือในคดีก่อนหรือจะใช้วิธีตรวจสอบจากเลขบัตรประจำตัวประชาชนของพยานก็ได้
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานคือบุคคลที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดดังกล่าวไม่ได้มีการปรับแต่งใด ๆ และบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพถ่ายคนชูกระดาษข้อความเป็นของพยานเอง แต่พยานไม่ได้ตั้งใจที่จะโพสต์หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ที่พยานเบิกความว่า ข้อความที่โพสต์ประกอบภาพต้องการจะสื่อถึงพลเอกคนหนึ่งนั้น พยานไม่ได้โพสต์ภาพของนายพลเอาไว้ด้วย
คนทั่วไปอาจไม่ทราบว่าบริเวณวัดสุทัศน์ที่พยานได้ไปถ่ายภาพเคยมีเหตุการณ์สลายการชุมนุมมาก่อน แต่ผู้ที่เคยร่วมชุมนุมย่อมต้องทราบดี
ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ใช้เป็นหลักฐานในคดีนี้นั้นแสดงให้เห็นแค่ช่วงเวลาที่พยานกำลังลงจากรถจักรยานยนต์ จึงทำให้ไม่เห็นเหตุการณ์ช่วงที่มีการเขียนข้อความลงบนกระดาษ
พยานไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้อ่านเนื้อหาของบันทึกการจับกุมให้พยานฟัง แค่สอบถามว่าพยานใช่บุคคลตามหมายจับหรือไม่ แล้วหลังจากนั้นก็มีการนำตัวพยานไปขึ้นรถ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือ พยานไม่ได้ให้ความยินยอม แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะคืนให้หลังจากเดินทางไปถึง สน.สำราญราษฎร์ พยานจึงได้ให้โทรศัพท์มือถือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไป
พยานมีทนายความอยู่ด้วยขณะพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เนื่องจากพยานฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ
สาเหตุที่พยานลบโพสต์ในวันต่อมาตามคำแนะนำของรุ่นพี่ที่รู้จักก็เพราะว่าพยานไม่ได้มีเจตนาจะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินี พยานมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่เนื่องจากภาพถ่ายนั้นติดพระบรมฉายาลักษณ์มา พยานไม่อยากให้มีปัญหาในภายหลังจึงเลือกที่จะลบไป
.
คทาธร หรือ ต๊ะ จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้า อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้เดินทางไปที่บ้านเพื่อน ตั้งใจว่าจะชวนณัฐพลออกไปเที่ยวและทำกิจกรรมด้วยกัน โดยจุดหมายแรกที่คิดไว้นั้นเป็นบริเวณหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พระบรมมหาราชวัง แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้พยานเคยไปทำกิจกรรมหน้าพรรคเพื่อไทยในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว และมีปัญหากระทบกระทั่งกับพนักงานรักษาความปลอดภัย จึงถูกห้ามไม่ให้ไปทำกิจกรรมในบริเวณนั้นอีก พยานและจำเลยที่ 1 จึงตัดสินใจไปทำกิจกรรมที่สถานที่ท่องเที่ยวแทน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขออนุญาตใคร อีกทั้งยังเป็นจุดสนใจ ประชาชนทั่วไปจะสามารถสังเกตเห็นการทำกิจกรรมของพยานได้อย่างเด่นชัด
พยานเบิกความว่า สำหรับภาพถ่ายที่บริเวณวัดสุทัศน์นั้น อันที่จริงพยานตั้งใจจะไปบริเวณเสาชิงช้า แต่เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมักจะมีผู้คนพลุกพล่านกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทั้งบริเวณ หากพยานเลือกทำกิจกรรมบริเวณดังกล่าว อาจถ่ายภาพติดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องมาได้ ซึ่งพยานไม่ประสงค์จะให้เป็นเช่นนั้น จึงเลือกถ่ายภาพกันบริเวณประตูทางเข้าของวัดสุทัศน์แทน
พยานไม่ทราบมาก่อนว่าบริเวณที่พยานจะไปถ่ายภาพนั้นมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินีตั้งอยู่ พยานไม่ได้มีเจตนาที่จะถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ เพราะถ้าหากพยานตั้งใจเช่นนั้นจริงพยานคงไม่เลือกถ่ายติดพระบรมฉายาลักษณ์มาเพียงแค่ครึ่งเดียว
ในส่วนของกระดาษที่มีข้อความเขียนนั้น พยานไม่ได้ตระเตรียมมาไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด แต่พยานได้นำกระดาษขึ้นมามาเขียนข้อความภายหลังจากที่เดินทางไปถึงบริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังแล้ว
พยานเบิกความว่า ภายหลังจากที่ถ่ายภาพบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์เสร็จแล้ว พยานได้โพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวทันทีในเวลาประมาณ 22.00 น. จากนั้นพยานและจำเลยที่ 1 ก็เดินทางกลับไปยังบ้านเพื่อนเพื่อนั่งเล่นและสนทนากันต่อโดยไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นใดอีก
พยานและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างโพสต์ภาพถ่ายโดยไม่ได้มีการนัดหมายกัน โดยในวันเกิดเหตุพยานเพียงแค่ทำหน้าที่ถ่ายภาพให้กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีการพูดคุยกันว่าจะโพสต์ภาพถ่าย
ในตอนแรกพยานกับจำเลยที่ 1 เพียงแค่พูดคุยและชักชวนกันไปเที่ยว แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นแล้วจึงเปลี่ยนเป้าหมายว่าจะไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์กันด้วย
ส่วนที่มีการขว้างปากระดาษไปยังทิศทางที่พระบรมฉายาลักษณ์ตั้งอยู่นั้น อันที่จริงแล้วเป็นเพียงแค่การขว้างกระดาษทิ้งเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจให้กระดาษไปโดนพระบรมฉายาลักษณ์ แต่เนื่องจากบริเวณนั้นมีกระแสลมแรงก็อาจเป็นไปได้ที่จะพัดกระดาษนั้นปลิวไปตกอยู่ตรงหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
การที่พยานและจำเลยที่ 1 นำภาพถ่ายมาโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว พยานก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการกระทำความผิด เพราะพยานเพียงแค่ต้องการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาล อีกทั้งบริเวณที่เลือกถ่ายภาพยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งไม่จำเป็นต้องขออนุญาตผู้ใดก่อนด้วย
พยานเบิกความว่า เมื่อทราบว่าถูกออกหมายจับพยานก็เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ด้วยตนเอง ถึงแม้พยานไม่ได้มองว่าการกระทำของพยานเข้าข่ายเป็นความผิด แต่เมื่อมีหมายจับพยานจึงจำเป็นต้องเข้ามอบตัวเพื่อแสดงให้เห็นว่าพยานไม่ได้คิดที่จะหลบหนี
หลังเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้พยานพิมพ์ลายนิ้วมือ แต่พยานไม่ยินยอม เนื่องจากพยานคิดว่า ไม่ว่าจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือไม่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถค้นหาข้อมูลได้อยู่แล้ว ใช้เพียงแค่เลขบัตรประจำตัวประชาชนก็สามารถทราบได้แล้วว่าพยานอาศัยอยู่ที่ไหน
พยานมีความเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้ประชาชนสามารถทำการตรวจสอบได้ แต่หากจะให้มีการยกเลิกไปเลยคงเป็นไปไม่ได้
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานเป็นสมาชิกของกลุ่มที่มีแนวความคิดต่อต้านมาตรา 112 และเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กตามฟ้อง รวมทั้งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 ซ้อนท้าย ตามที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ พยานยังเป็นบุคคลในภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถอดหมวกกันน็อคแล้วเปลี่ยนไปใส่หมวกแก๊ป ก่อนจะเริ่มต้นถ่ายภาพ และยื่นกระดาษให้จำเลยที่ 1 ขยำก่อนขว้าง
รถจักรยานยนต์ที่พยานใช้ขับขี่ในวันเกิดเหตุเป็นของพยานเอง เหตุที่ไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียนก็เนื่องจากป้ายทะเบียนหาย ซึ่งพยานได้แจ้งความไว้แล้ว
พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่า พยานถ่ายภาพบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ในช่วงเวลาใด แต่น่าจะประมาณ 21.44 น. ถึง 21.48 น. ของวันที่ 15 ม.ค. 2567
พยานกับจำเลยที่ 1 ไปถ่ายภาพที่บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังกันมาก่อนที่จะเดินทางมายังริมกำแพงวัดสุทัศน์ เนื่องจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ต้องขออนุญาตผู้ใดก่อนทำกิจกรรม โดยภาพถ่ายบริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังที่ปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กของพยานก็เป็นภาพถ่ายของพยานที่สลับกันถ่ายภาพกับจำเลยที่ 1
กิจกรรมที่พยานและจำเลยที่ 1 ตั้งใจมาทำคือ การชูกระดาษข้อความว่า ‘ไอชั่ว’ กับ ‘ไอเหี้ย’
พยานรับว่า ขณะโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กในวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 22.00 น. นั้น พยานอยู่กับจำเลยที่ 1
การที่พยานเดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเองนั้นเป็นเพราะพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม และพยานก็มีหมายจับอยู่ด้วย โดยในวันที่พยานเดินทางเข้ามอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายจับมาให้ดู ซึ่งขณะนั้นพยานเดินทางไปพร้อมทนายความด้วย
พยานเคยถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นมาก่อนหน้านี้ แต่มีเพียงแค่คดีเดียวที่ถูกตัดสินลงโทษ ในคดีอื่น ๆ ที่พยานเคยถูกดำเนินคดี การดำเนินการทุกอย่างรวมถึงการพิมพ์ลายนิ้วมือเกิดขึ้นในเรือนจำ ไม่ได้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ในชั้นสอบสวนพยานได้ให้การปฏิเสธโดยไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดใด ๆ รวมถึงไม่มีพยานหลักฐานมาประกอบการปฏิเสธนั้นด้วย
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77965) -
วันที่: 04-09-2025นัด: ฟังคำพิพากษาที่ห้องพิจารณาคดี 708 เวลา 09.00 น. ประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งตัวแทนจากภาคประชาสังคมทยอยเดินทางมาเข้าร่วมสังเกตการณ์ และรอฟังผลคำพิพากษาในวันนี้
ต่อมาเวลา 09.10 น. คทาธร จำเลยที่ 2 เดินทางมาถึงห้องพิจารณา ก่อนจะแวะพูดคุยกับประชาชนที่คอยมาร่วมให้กำลังใจที่บริเวณหน้าห้อง
อัยการเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย บอกกับทางเจ้าหน้าที่ว่า เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ เป็นคดีมาตรา 112 จึงต้องมาฟังด้วยตนเอง
เวลาประมาณ 09.19 น. ตำรวจศาลในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินหลายนายเดินเข้ามาภายในห้องพิจารณา ก่อนที่จำเลยที่ 1 หรือ แบงค์ ซึ่งถูกคุมขังในคดีส่วนตัว และได้ถอนประกันตัวเองในคดีนี้ด้วยถูกเบิกตัวมาศาล โดยแบงค์สวมใส่ชุดของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนขนาดใหญ่ และมีผู้คุมติดตามมาด้วย 1 คน
บรรยากาศภายในห้องพิจารณาเริ่มหนาแน่นไปด้วยผู้คน เนื่องจากยังมีนัดคดีอื่น ๆ ที่รอการพิจารณารวมอยู่ด้วย
เวลา 09.42 ศาลออกนั่งพิจารณาคดี และเริ่มต้นอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ว่า
คดีมีปัญหาที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีพยานเข้าเบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทราบว่าชายสองคนที่ถือกระดาษสองแผ่นถ่ายภาพที่บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังและหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ คือ จำเลยทั้งสอง สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าได้เดินทางไปทำกิจกรรมกันในสถานที่ดังกล่าวจริงเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567
การที่จำเลยที่ 1 ชูกระดาษสองแผ่นมีข้อความว่า ‘ไอชั่ว’ และ ‘ไอเหี้ย’ โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถ่ายภาพให้บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ไม่ใช่การถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกหรือบันทึกความทรงจำตามสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการแสดงออกทางการเมือง การที่จำเลยทั้งสองเลือกถ่ายภาพบริเวณดังกล่าว ย่อมมีเจตนามุ่งหมายเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และพระราชินี ทั้งทางตรงและเชิงสัญลักษณ์ อีกทั้งข้อความยังถือว่าเป็นข้อความในเชิงลบ ดูถูก ดูหมิ่น ความหมายไม่ดี นอกจากนี้ภายหลังถ่ายภาพเสร็จ จำเลยยังได้ทำการขยำและขว้างปากระดาษไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ด้วย
เมื่อจำเลยทั้งสองกลับไปที่บ้านย่านรามคำแหง ได้มีการนำภาพถ่ายไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊กมีข้อความประกอบว่า “ไอเหี้ยสั่งฆ่า ไอบ้าสั่งยิง ไอชั่วยืนนิ่ง ทำเป็นไม่เห็นอะไร” โดยจำเลยที่ 1 มีโอกาสเลือกตรวจสอบภาพถ่ายก่อนเผยแพร่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 นำภาพถ่ายไปโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของจำเลย พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
การนำภาพถ่ายและคำบรรยายประกอบภาพไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก ซึ่งตั้งค่าการมองเห็นเป็นสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ย่อมเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ที่จำเลยต่อสู้ว่า ข้อความนั้นหมายถึงบุคคลอื่นที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมปี 2553 แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายไม่ปรากฏว่าหมายถึงบุคคลอื่น นอกจากนี้กรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเลือกถ่ายภาพบริเวณที่มีแสงสว่าง ไม่ได้ตั้งใจถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ ศาลเห็นว่าข้อกล่าวอ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงพระบรมมหาราชวังและวัดสุทัศน์ ยังมีสถานที่อื่นที่ประดับตกแต่งด้วยไฟอีกหลายแห่ง
กรณีที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติของบุคคล ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้การตรวจสอบประวัติบุคคลจะสามารถทำได้หลายวิธี แต่การพิมพ์ลายนิ้วมือนั้นมีความแม่นยำ เมื่อใช้ประกอบกับวิธีอื่นย่อมมีความรอบคอบและรัดกุม ฉะนั้น การไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 368 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป สำหรับฐานความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด
จำคุกคนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 (คทาธร) 1 ใน 3 เนื่องจากจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อนหน้า เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี
สำหรับความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 จำคุกคนละ 9 วัน รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 9 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 9 วัน
เนื่องจากการนำสืบของจำเลยพอเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นสมควรลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน 6 วัน ทั้งนี้ ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นของศาลนี้ และให้ริบโทรศัพท์มือถือ รวมถึงซิมการ์ดของกลางของจำเลยที่ 2 เอาไว้ด้วย
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จเรียบร้อยคทาธรก็ถูกเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจข้อมือ ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกควบคุมตัวไปยังห้องขังใต้ถุนศาล เพื่อรอฟังผลการยื่นประกันตัวจำเลยระหว่างอุทธรณ์ต่อไป
เวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสองคน โดยให้วางหลักประกันคนละ 150,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทำให้คทาธรได้รับการปล่อยตัว
ต่อมาเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ศาลได้ติดต่อแจ้งนายประกันว่าศาลมีการแก้ไขคำสั่งประกันตัวใหม่ โดยเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 (ณัฐพล) ถูกจำคุกในคดีอื่น กรณีจึงไม่มีเหตุให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นคำสั่งโดยผิดหลง เห็นควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสีย และมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวในส่วนของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา
.
สำหรับ “ต๊ะ” คทาธร เคยถูกคุมขังเป็นระยะเวลา 1 ปี 3 เดือนเศษ ในคดีมีวัตถุระเบิดปิงปองไว้ในความครอบครอง จากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นระหว่างเดินทางไปร่วมงานรำลึก 12 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2565 ที่แยกราชประสงค์
รวมเขาถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองทั้งหมด 4 คดี โดยล่าสุดได้เข้ามอบตัวที่ สน.บางโพ เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 หลังทราบว่าตนเองมีหมายจับในความผิดฐาน “จุดและปล่อยพลุขึ้นสู่อากาศ โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 27/2559 จากการเข้าร่วมกิจกรรม “เปิดสภาตามหานิรโทษกรรม 112” เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567
ส่วนณัฐพลถูกดำเนินคดีทางการเมืองทั้งหมด 5 คดี โดยเขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ในช่วงเดือนมกราคม 2568 ในคดีส่วนตัว และได้ถอนการประกันตัวเองในคดีมาตรา 112 นี้ด้วย
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77965)
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐพล เหล็กแย้ม
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
คทาธร (สงวนนามสกุล)
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐพล เหล็กแย้ม
ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ :
04-09-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
คทาธร (สงวนนามสกุล)
ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ :
04-09-2025
ศาลอุทธรณ์
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐพล เหล็กแย้ม
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ไม่อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
คทาธร (สงวนนามสกุล)
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์