ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1285/2568

ผู้กล่าวหา
  • อานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิก ศปปส. (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1285/2568
ผู้กล่าวหา
  • อานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิก ศปปส.

ความสำคัญของคดี

“แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมทางการเมือง ถูกดำเนินคดีข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นคดีที่ 6 หลัง อานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้าแจ้งความที่ สน.ปทุมวัน ให้ดำเนินคดีแอมป์ กรณีปราศรัยรำลึกถึงคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2553 ในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 โดยมีตอนหนึ่งของคำปราศรัยระบุถึง "กระสุนพระราชทาน"

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่กลับถูกตีความอย่างกว้างขวางและเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมือง กระทบถึงเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

วฐาพร เอื้ออารักษ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 บรรยายคำฟ้องมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 18.33 น. จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถบรรทุกซึ่งติดตั้งเครื่องขยายเสียงแก่ประชาชนทั่วไปประมาณ 200 คน ที่เข้าร่วมชุมนุมสาธารณะทางการเมือง “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” จัดขึ้นโดยกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 และหลักการตระหนักรู้เรื่องประชาธิปไตย

จำเลยได้กล่าวปราศรัยรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า "...ไม่ควรมีใครเสียชีวิตจากการออกมาต่อสู้เรียกร้องบนท้องถนน และไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราขชทาน..." ซึ่งคำว่า "กระสุนพระราชทาน" ทำให้ประชาชนที่ได้ยินข้อความเข้าใจผิด คิดไปว่ารัชกาลที่ 10 ทรงโหดเหี้ยมอำมหิต พระราชทานกระสุนให้ไปเข่นฆ่าประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง อันเป็นการปราศรัยพาดพิงจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจำเลยมีเจตนาทำเลยสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนชาวไทยเสื่อมความเลื่อมใสศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1285/2568 ลงวันที่ 8 ก.ค. 2568)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 11.30 น. ที่ สน.ปทุมวัน “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมทนายความเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566

    สำหรับกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” จัดขึ้นโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และเดินขบวน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่แยกปทุมวัน จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกถึงวีรชนที่สูญเสียจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2553

    พ.ต.ท.แดนชัย ทูลอ่อง รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สน.ปทุมวัน ได้แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาโดยสรุปว่า อานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีกับณวรรษ เนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 อานนท์ได้พบคลิปภาพเคลื่อนไหว ที่มีการเผยแพร่ภาพข่าวการนัดรวมตัวกันของผู้ชุมนุมบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครในเวลา 17.00 น. และมีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปยังแยกราชประสงค์ในเวลา 18.00 น.

    ต่อมา เวลา 18.35 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนมาถึงบริเวณแยกเฉลิมเผ่า และณวรรษได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงที่ต้องเสียชีวิตไปในเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 ซึ่งถ้อยคำบางช่วงบางตอนมีการปราศรัยพาดพิงและจาบจ้วงก้าวล่วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปในทางที่เสื่อมเสียพระเกียรติ โดยมีการกล่าวว่า “…ไม่ควรมีใคร ถูกเข่นฆ่า จากกระสุน พระราชทาน…”

    ซึ่งคำว่า “กระสุนพระราชทาน” นั้น คำว่า พระราชทาน เป็นราชาศัพท์เฉพาะใช้กับพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินี ดังนั้น คำว่า กระสุนพระราชทาน จึงแปลความได้ว่าเป็นกระสุนที่พระเจ้าแผ่นดินหรือองค์พระมหากษัตริย์พระราชทานไปเข่นฆ่าชีวิตประชาชน

    ผู้กล่าวหาเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไป เมื่อได้ฟังถ้อยคำดังกล่าว ย่อมเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงพระมหากษัตริย์ อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 ณวรรษให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และประสงค์จะส่งคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นหนังสือภายใน 30 วัน

    หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับทราบข้อหา พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวณวรรษโดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ เนื่องจากมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

    ทั้งนี้ ณวรรษถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คดีนี้เป็นคดีที่ 6 แล้ว

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ปทุมวัน ลงวันที่ 25 มี.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/65871)
  • ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นฟ้อง “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 18.33 น. ณวรรษได้ขึ้นกล่าวปราศรัยแก่ประชาชนทั่วไปประมาณ 200 คน ที่เข้าร่วมชุมนุมสาธารณะทางการเมือง รำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า "...ไม่ควรมีใครเสียชีวิตจากการออกมาต่อสู้เรียกร้องบนท้องถนน และไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราขชทาน..."

    อัยการระบุว่า คำว่า "กระสุนพระราชทาน" ทำให้ประชาชนที่ได้ยินข้อความเข้าใจผิด คิดไปว่ารัชกาลที่ 10 ทรงโหดเหี้ยมอำมหิต พระราชทานกระสุนให้ไปเข่นฆ่าประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง ทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจำเลยมีเจตนาทำเลยสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนชาวไทยเสื่อมความเลื่อมใสศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

    ท้ายคำฟ้องอัยการได้ขอให้ศาลนับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น ๆ ของณวรรษอีก 6 คดี ที่ถูกฟ้องที่ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดธัญบุรี และศาลแขวงปทุมวัน ส่วนการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย อัยการขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล
    .
    ปัจจุบันแอมป์ถูกคุมขังในอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2567 ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 7 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และเขาตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1285/2568 ลงวันที่ 8 ก.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/77114)
  • ศาลวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่แอมป์ถูกคุมขังอยู่ เพื่ออ่านฟ้องและสอบถามคำให้การ โดยแอมป์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 14 ก.ค. 2568
  • แอมป์ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาที่ศาล ศาลได้แจ้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลย พร้อมทั้งอ่านอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังอีกครั้ง แอมป์ยืนยันให้การปฏิเสธและประสงค์ต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น.
  • ทนายยื่นประกันแอมป์ในคดีนี้และในทุกคดีที่มีหมายขังของศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลจังหวัดธัญบุรี โดยศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้ประกันทุกคดี รวม 3 คดี ได้แก่ คดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมันปี 63, คดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมันปี 64 และคดีนี้
  • ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเนื่องจากติดสืบพยานในคดีอื่นที่นัดไว้ก่อนแล้ว ประกอบกับแอมป์ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในคดีนี้ แต่ยังถูกขังในคดีอื่น โดยที่ศาลไม่ได้ขอเบิกตัวจำเลยมาศาลในวันนี้ ศาลจึงให้เลื่อนนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานไปเป็นวันที่ 9 ก.ย. 2568 เวลา 09.00 น. โดยให้เบิกจำเลยมาศาลในวันนัดดังกล่าว

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์