สรุปความสำคัญ
พิพัฒน์ วิเศษชุมพล ชาวบุรีรัมย์วัย 32 ปี ถูกดำเนินคดีในคดีข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) ที่สภ.ควนขนุน จ.พัทลุง หลัง ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน แจ้งความกล่าวหาว่า พิพัฒน์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2566 เกี่ยวกับกรณีการประหาร “ชิต บุศย์ เฉลียว” จากเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 พาดพิงรัชกาลที่ 9
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย รวมถึงปัญหาในการตีความขยายขอบเขตออกไปถึงบุคคลอื่นที่มาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครอง ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างกว้างขวาง
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย รวมถึงปัญหาในการตีความขยายขอบเขตออกไปถึงบุคคลอื่นที่มาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครอง ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างกว้างขวาง
ข้อมูลการละเมิด
ครั้งที่ : 1
วันที่ : 10-05-2024
-
ผู้ถูกละเมิด
- พิพัฒน์ วิเศษชุมพล
-
ประเด็นการละเมิดสิทธิ
- เสรีภาพการแสดงออก
- สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
-
รูปแบบการละเมิดสิทธิ
- การเรียกรายงานตัว / ปรับทัศนคติ
-
ผู้ละเมิด
- ตำรวจ
พฤติการณ์การละเมิด
10 พ.ค. 2567 เวลา 10.00 น. ที่ สภ.ควนขนุน จังหวัดพัทลุง พิพัฒน์ วิเศษชุมพล ประชาชนวัย 32 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกของตำรวจ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2567 พิพัฒน์ได้รับหมายเรียกซึ่งออกโดย ร.ต.อ.อธิปัตย์ ไหมสุข รองสารวัตรสอบสวน สภ.ควนขนุน ให้ไปรับทราบข้อหามาตรา 112 ในวันที่ 22 เม.ย. 2567 โดยหมายเรียกระบุว่ามี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้กล่าวหา
พิพัฒน์ได้ติดต่อทนายความ พร้อมแจ้งขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อหาออกไป เนื่องจากเวลาในหมายกระชั้นชิด ก่อนนัดหมายตำรวจเข้ารับทราบข้อหาวันนี้
พิพัฒน์ต้องเดินทางโดยนั่งรถจากบุรีรัมย์เข้ามาในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. ก่อนเดินทางโดยเครื่องบินจากดอนเมืองไปยังหาดใหญ่ และค้างคืนที่หาดใหญ่ แล้วจึงเดินทางไปที่ สภ.ควนขนุน ในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อเข้ารับทราบข้อหา โดยมีทนายความและผู้ช่วยทนายความเดินทางไปร่วมด้วย
พ.ต.ท.แสนชัย เกษรินทร์ รองผู้กำกับ (สอบสวน) พร้อมด้วย ร.ต.อ.อธิปัตย์ พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กับพิพัฒน์ โดยระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2566 เวลาประมาณ 17.30 น. ขณะที่ ทรงชัย เนียมหอม เดินทางจากบ้านพักไปเก็บค่าอินเทอร์เน็ตกับผู้ค้าในเขตเทศบาลตำบลควนขนุน ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเข้าใช้งานเฟซบุ๊ก และช่วงที่ดูการอัปเดตโพสต์จากบัญชีผู้ใช้รายอื่นอยู่นั้น นึกขึ้นได้ว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ผู้กล่าวหาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว เนื่องจากบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการโพสต์เผยแพร่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ วิจารณ์การเมืองในมุมมองต่าง ๆ
ผู้กล่าวหาได้เข้าไปดูบัญชีผู้ใช้ดังกล่าว และได้พบข้อความแสร้งตั้งคำถามเพื่อโจมตี ดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 โดยข้อความดังกล่าวเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 พร้อมถามว่า “แล้วประหาร ชิต บุศย์ เฉลียว ทำไมครับ” และกล่าวด้วยว่าผู้ที่กระทำให้รัชกาลที่ 8 สวรรคตไม่ใช่คนดี
ผู้กล่าวหาเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ใส่ร้ายป้ายสีให้รัชกาลที่ 9 เสื่อมเสียพระเกียรติยศอย่างร้ายแรง จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับพิพัฒน์ซึ่งผู้กล่าวหาระบุว่า เป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว
พิพัฒน์ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่ได้มีการควบคุมตัวไว้ โดยจะนัดหมายมาส่งตัวให้อัยการต่อไป
.
พิพัฒน์ระบุว่าตนจบการศึกษาด้านวิศวกรรม แต่กลับไปประกอบอาชีพค้าขายผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้เคยไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองในวันสำคัญอยู่บ้าง
เขาระบุว่าไม่เคยเดินทางไปที่จังหวัดพัทลุงมาก่อน การมาครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่กลายเป็นว่าต้องมาถูกดำเนินคดี โดยที่เขาเองก็ไม่รู้จักผู้ที่กล่าวหามาก่อน การเดินทางมายังต้องใช้เวลา และต้องเดินทางหลายต่อ
เดิมคิดว่าจะกลับในช่วงเย็นเลย แต่ก็ต้องเผื่อว่ากระบวนการจะไม่เสร็จสิ้น ทำให้ต้องจองตั๋วเครื่องบินกลับจากหาดใหญ่ไว้ในวันพรุ่งนี้แทน จึงต้องเสียค่าที่พักเพิ่มเติมอีกในคืนนี้ โดยรวมจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ทั้งยังน่าจะต้องเดินทางมาอีกหลายครั้ง แต่ในเมื่อมันถูกกล่าวหาแล้ว ก็ต้องเตรียมต่อสู้คดีต่อไป โดยจะปรึกษาแนวทางคดีกับทนายอีกครั้ง
เท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบข้อมูล พิพัฒน์นับเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 รายที่ 10 แล้ว ที่ถูกแจ้งข้อหาโดยมีแกนนำของกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันเป็นผู้กล่าวหา ก่อนหน้านี้มีคดีที่ถูกกล่าวหากระจายไปในหลายสถานีตำรวจในภาคใต้ อาทิที่ สภ.ตะโหมด จ.พัทลุง, สภ.เมืองกระบี่, สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง, สภ.คอหงส์ จ.สงขลา, สภ.เมืองพัทลุง โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางภาคใต้แต่อย่างใด ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ควนขนุน ลงวันที่ 10 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66915)
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2567 พิพัฒน์ได้รับหมายเรียกซึ่งออกโดย ร.ต.อ.อธิปัตย์ ไหมสุข รองสารวัตรสอบสวน สภ.ควนขนุน ให้ไปรับทราบข้อหามาตรา 112 ในวันที่ 22 เม.ย. 2567 โดยหมายเรียกระบุว่ามี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้กล่าวหา
พิพัฒน์ได้ติดต่อทนายความ พร้อมแจ้งขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อหาออกไป เนื่องจากเวลาในหมายกระชั้นชิด ก่อนนัดหมายตำรวจเข้ารับทราบข้อหาวันนี้
พิพัฒน์ต้องเดินทางโดยนั่งรถจากบุรีรัมย์เข้ามาในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. ก่อนเดินทางโดยเครื่องบินจากดอนเมืองไปยังหาดใหญ่ และค้างคืนที่หาดใหญ่ แล้วจึงเดินทางไปที่ สภ.ควนขนุน ในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อเข้ารับทราบข้อหา โดยมีทนายความและผู้ช่วยทนายความเดินทางไปร่วมด้วย
พ.ต.ท.แสนชัย เกษรินทร์ รองผู้กำกับ (สอบสวน) พร้อมด้วย ร.ต.อ.อธิปัตย์ พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กับพิพัฒน์ โดยระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2566 เวลาประมาณ 17.30 น. ขณะที่ ทรงชัย เนียมหอม เดินทางจากบ้านพักไปเก็บค่าอินเทอร์เน็ตกับผู้ค้าในเขตเทศบาลตำบลควนขนุน ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเข้าใช้งานเฟซบุ๊ก และช่วงที่ดูการอัปเดตโพสต์จากบัญชีผู้ใช้รายอื่นอยู่นั้น นึกขึ้นได้ว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ผู้กล่าวหาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว เนื่องจากบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการโพสต์เผยแพร่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ วิจารณ์การเมืองในมุมมองต่าง ๆ
ผู้กล่าวหาได้เข้าไปดูบัญชีผู้ใช้ดังกล่าว และได้พบข้อความแสร้งตั้งคำถามเพื่อโจมตี ดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 โดยข้อความดังกล่าวเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 พร้อมถามว่า “แล้วประหาร ชิต บุศย์ เฉลียว ทำไมครับ” และกล่าวด้วยว่าผู้ที่กระทำให้รัชกาลที่ 8 สวรรคตไม่ใช่คนดี
ผู้กล่าวหาเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ใส่ร้ายป้ายสีให้รัชกาลที่ 9 เสื่อมเสียพระเกียรติยศอย่างร้ายแรง จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับพิพัฒน์ซึ่งผู้กล่าวหาระบุว่า เป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว
พิพัฒน์ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่ได้มีการควบคุมตัวไว้ โดยจะนัดหมายมาส่งตัวให้อัยการต่อไป
.
พิพัฒน์ระบุว่าตนจบการศึกษาด้านวิศวกรรม แต่กลับไปประกอบอาชีพค้าขายผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้เคยไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองในวันสำคัญอยู่บ้าง
เขาระบุว่าไม่เคยเดินทางไปที่จังหวัดพัทลุงมาก่อน การมาครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่กลายเป็นว่าต้องมาถูกดำเนินคดี โดยที่เขาเองก็ไม่รู้จักผู้ที่กล่าวหามาก่อน การเดินทางมายังต้องใช้เวลา และต้องเดินทางหลายต่อ
เดิมคิดว่าจะกลับในช่วงเย็นเลย แต่ก็ต้องเผื่อว่ากระบวนการจะไม่เสร็จสิ้น ทำให้ต้องจองตั๋วเครื่องบินกลับจากหาดใหญ่ไว้ในวันพรุ่งนี้แทน จึงต้องเสียค่าที่พักเพิ่มเติมอีกในคืนนี้ โดยรวมจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ทั้งยังน่าจะต้องเดินทางมาอีกหลายครั้ง แต่ในเมื่อมันถูกกล่าวหาแล้ว ก็ต้องเตรียมต่อสู้คดีต่อไป โดยจะปรึกษาแนวทางคดีกับทนายอีกครั้ง
เท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบข้อมูล พิพัฒน์นับเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 รายที่ 10 แล้ว ที่ถูกแจ้งข้อหาโดยมีแกนนำของกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันเป็นผู้กล่าวหา ก่อนหน้านี้มีคดีที่ถูกกล่าวหากระจายไปในหลายสถานีตำรวจในภาคใต้ อาทิที่ สภ.ตะโหมด จ.พัทลุง, สภ.เมืองกระบี่, สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง, สภ.คอหงส์ จ.สงขลา, สภ.เมืองพัทลุง โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางภาคใต้แต่อย่างใด ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ควนขนุน ลงวันที่ 10 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66915)
List คดี
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์