ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1111/2568
ผู้กล่าวหา
- ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
หมายเลขคดี
ดำ อ.1111/2568
ผู้กล่าวหา
- ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน
ความสำคัญของคดี
พิพัฒน์ วิเศษชุมพล ชาวบุรีรัมย์วัย 32 ปี ถูกดำเนินคดีในคดีข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) ที่สภ.ควนขนุน จ.พัทลุง หลัง ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน แจ้งความกล่าวหาว่า พิพัฒน์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2566 เกี่ยวกับกรณีการประหาร “ชิต บุศย์ เฉลียว” จากเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 พาดพิงรัชกาลที่ 9
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย รวมถึงปัญหาในการตีความขยายขอบเขตออกไปถึงบุคคลอื่นที่มาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครอง ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างกว้างขวาง
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย รวมถึงปัญหาในการตีความขยายขอบเขตออกไปถึงบุคคลอื่นที่มาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครอง ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างกว้างขวาง
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
นนทวัฒน์ เกลี้ยงเกลา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญโดยสรุปว่า
ระหว่างวันที่ 29 มี.ค. - 14 เม.ย. 2566 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้โพสต์ข้อความและภาพประกอบลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่เปิดเป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ซึ่งข้อความและภาพดังกล่าวมุ่งหมายให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชวงศ์จักรี สมัยในหลวงรัชกาลที่ 8 ถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์ และต่อมาได้มีการดำเนินคดีต่อนายชิต นายบุศย์ และนายเฉลียว และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลงโทษบุคคลทั้งสามดังกล่าวว่า เป็นการบิดเบือนใส่ร้ายจากบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์
อันเป็นการกล่าวร้ายป้ายสีใส่ความสถาบันพระมหากษัตริย์ จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 9 ผู้เป็นพระราชบิดาซึ่งได้สวรรคตไปแล้ว และรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ผู้เป็นพระราชโอรส ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
ทั้งนี้ โดยจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันเป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของศรัทธาและเคารพบูชาของประชาชนชาวไทย ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.1111/2568 ลงวันที่ 27 ส.ค. 2568)
ระหว่างวันที่ 29 มี.ค. - 14 เม.ย. 2566 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้โพสต์ข้อความและภาพประกอบลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่เปิดเป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ซึ่งข้อความและภาพดังกล่าวมุ่งหมายให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชวงศ์จักรี สมัยในหลวงรัชกาลที่ 8 ถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์ และต่อมาได้มีการดำเนินคดีต่อนายชิต นายบุศย์ และนายเฉลียว และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลงโทษบุคคลทั้งสามดังกล่าวว่า เป็นการบิดเบือนใส่ร้ายจากบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์
อันเป็นการกล่าวร้ายป้ายสีใส่ความสถาบันพระมหากษัตริย์ จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 9 ผู้เป็นพระราชบิดาซึ่งได้สวรรคตไปแล้ว และรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ผู้เป็นพระราชโอรส ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
ทั้งนี้ โดยจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันเป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของศรัทธาและเคารพบูชาของประชาชนชาวไทย ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.1111/2568 ลงวันที่ 27 ส.ค. 2568)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 10-05-2024นัด: แจ้งข้อกล่าวหาเวลา 10.00 น. ที่ สภ.ควนขนุน จังหวัดพัทลุง พิพัฒน์ วิเศษชุมพล ประชาชนวัย 32 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกของตำรวจ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2567 พิพัฒน์ได้รับหมายเรียกซึ่งออกโดย ร.ต.อ.อธิปัตย์ ไหมสุข รองสารวัตรสอบสวน สภ.ควนขนุน ให้ไปรับทราบข้อหามาตรา 112 ในวันที่ 22 เม.ย. 2567 โดยหมายเรียกระบุว่ามี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้กล่าวหา
พิพัฒน์ได้ติดต่อทนายความ พร้อมแจ้งขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อหาออกไป เนื่องจากเวลาในหมายกระชั้นชิด ก่อนนัดหมายตำรวจเข้ารับทราบข้อหาวันนี้
พิพัฒน์ต้องเดินทางโดยนั่งรถจากบุรีรัมย์เข้ามาในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. ก่อนเดินทางโดยเครื่องบินจากดอนเมืองไปยังหาดใหญ่ และค้างคืนที่หาดใหญ่ แล้วจึงเดินทางไปที่ สภ.ควนขนุน ในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อเข้ารับทราบข้อหา โดยมีทนายความและผู้ช่วยทนายความเดินทางไปร่วมด้วย
พ.ต.ท.แสนชัย เกษรินทร์ รองผู้กำกับ (สอบสวน) พร้อมด้วย ร.ต.อ.อธิปัตย์ พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กับพิพัฒน์ โดยระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2566 เวลาประมาณ 17.30 น. ขณะที่ ทรงชัย เนียมหอม เดินทางจากบ้านพักไปเก็บค่าอินเทอร์เน็ตกับผู้ค้าในเขตเทศบาลตำบลควนขนุน ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเข้าใช้งานเฟซบุ๊ก และช่วงที่ดูการอัปเดตโพสต์จากบัญชีผู้ใช้รายอื่นอยู่นั้น นึกขึ้นได้ว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ผู้กล่าวหาเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว เนื่องจากบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการโพสต์เผยแพร่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ วิจารณ์การเมืองในมุมมองต่าง ๆ
ผู้กล่าวหาได้เข้าไปดูบัญชีผู้ใช้ดังกล่าว และได้พบข้อความแสร้งตั้งคำถามเพื่อโจมตี ดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 โดยข้อความดังกล่าวเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 พร้อมถามว่า “แล้วประหาร ชิต บุศย์ เฉลียว ทำไมครับ” และกล่าวด้วยว่าผู้ที่กระทำให้รัชกาลที่ 8 สวรรคตไม่ใช่คนดี
ผู้กล่าวหาเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ใส่ร้ายป้ายสีให้รัชกาลที่ 9 เสื่อมเสียพระเกียรติยศอย่างร้ายแรง จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับพิพัฒน์ซึ่งผู้กล่าวหาระบุว่า เป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว
พิพัฒน์ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่ได้มีการควบคุมตัวไว้ โดยจะนัดหมายมาส่งตัวให้อัยการต่อไป
.
พิพัฒน์ระบุว่าตนจบการศึกษาด้านวิศวกรรม แต่กลับไปประกอบอาชีพค้าขายผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้เคยไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองในวันสำคัญอยู่บ้าง
เขาระบุว่าไม่เคยเดินทางไปที่จังหวัดพัทลุงมาก่อน การมาครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่กลายเป็นว่าต้องมาถูกดำเนินคดี โดยที่เขาเองก็ไม่รู้จักผู้ที่กล่าวหามาก่อน การเดินทางมายังต้องใช้เวลา และต้องเดินทางหลายต่อ
เดิมคิดว่าจะกลับในช่วงเย็นเลย แต่ก็ต้องเผื่อว่ากระบวนการจะไม่เสร็จสิ้น ทำให้ต้องจองตั๋วเครื่องบินกลับจากหาดใหญ่ไว้ในวันพรุ่งนี้แทน จึงต้องเสียค่าที่พักเพิ่มเติมอีกในคืนนี้ โดยรวมจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ทั้งยังน่าจะต้องเดินทางมาอีกหลายครั้ง แต่ในเมื่อมันถูกกล่าวหาแล้ว ก็ต้องเตรียมต่อสู้คดีต่อไป โดยจะปรึกษาแนวทางคดีกับทนายอีกครั้ง
เท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบข้อมูล พิพัฒน์นับเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 รายที่ 10 แล้ว ที่ถูกแจ้งข้อหาโดยมีแกนนำของกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันเป็นผู้กล่าวหา ก่อนหน้านี้มีคดีที่ถูกกล่าวหากระจายไปในหลายสถานีตำรวจในภาคใต้ อาทิที่ สภ.ตะโหมด จ.พัทลุง, สภ.เมืองกระบี่, สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง, สภ.คอหงส์ จ.สงขลา, สภ.เมืองพัทลุง โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางภาคใต้แต่อย่างใด ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สภ.ควนขนุน ลงวันที่ 10 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66915) -
วันที่: 09-10-2024นัด: ส่งตัวให้อัยการพนักงานสอบสวนนัดพิพัฒน์ไปที่สำนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงเพื่อส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้อัยการ
-
วันที่: 27-08-2025นัด: ยื่นฟ้องพิพัฒน์เดินทางไปที่ศาลจังหวัดพัทลุงตามที่อัยการนัดฟังคำสั่งและยื่นฟ้องคดีต่อศาล ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญโดยสรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 มี.ค. - 14 เม.ย. 2566 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้โพสต์ข้อความและภาพประกอบลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมุ่งหมายให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชวงศ์จักรี สมัยในหลวงรัชกาลที่ 8 ถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์ และต่อมาได้มีการดำเนินคดีต่อนายชิต นายบุศย์ และนายเฉลียว และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลงโทษบุคคลทั้งสามดังกล่าวว่า เป็นการบิดเบือนใส่ร้ายจากบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์
อัยการระบุว่า ข้อความและภาพประกอบดังกล่าวเป็นการกล่าวร้ายป้ายสีใส่ความสถาบันพระมหากษัตริย์ จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 9 ผู้เป็นพระราชบิดาซึ่งได้สวรรคตไปแล้ว และรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ผู้เป็นพระราชโอรส ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
อย่างไรก็ตาม อัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว โดยระบุว่าขอให้อยู่ในดุลยพินิจศาล
ต่อมา หลังศาลรับฟ้องไว้ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันพิพัฒน์ โดยให้วางหลักทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แต่หากผิดสัญญาประกันให้ปรับเป็นเงิน 200,000 บาท หลักทรัพย์ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมกำหนดวันนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 17 ก.ย. 2568 และนัดพร้อมวันที่ 29 ก.ย. 2568
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.1111/2568 ลงวันที่ 27 ส.ค. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/77817) -
วันที่: 29-09-2025นัด: สอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง พร้อมทั้งแจ้งสิทธิและขั้นตอนในการดำเนินคดีของศาล จำเลยแถลงขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ฝ่ายโจทก์แถลงขอนำพยานบุคคลเข้าสืบ 7 ปาก ใช้เวลาสืบ 2 นัด ฝ่ายจำเลยประสงค์สืบพยาน 4 ปาก ใช้เวลา 1 นัด กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 17-18 ก.พ. 2569 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 19 ก.พ. 2569
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดพัทลุง คดีหมายเลขดำที่ อ.1111/2568 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2568) -
วันที่: 17-02-2026นัด: สืบพยานโจทก์
-
วันที่: 18-02-2026นัด: สืบพยานโจทก์
-
วันที่: 19-02-2026นัด: สืบพยานจำเลย
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิพัฒน์ วิเศษชุมพล
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
พิพัฒน์ วิเศษชุมพล
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์