ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.780/2568

ผู้กล่าวหา
  • ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ.780/2568
ผู้กล่าวหา
  • ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน

ความสำคัญของคดี

กิตติพงค์ จวนวันเพ็ญ พ่อค้าเสื้อผ้าในกรุงเทพฯ วัย 45 ปี ถูกจับกุมและดำเนินคดีตามหมายจับในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) หลัง ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เข้าแจ้งความที่ สภ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวหาว่า กิตติพงค์โพสต์ภาพพร้อมข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวใส่ร้ายรัชกาลที่ 10 จำนวน 2 โพสต์ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. และ 6 เม.ย. 2568

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย รวมถึงปัญหาในการตีความขยายขอบเขตออกไป ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างกว้างขวาง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

วิษณุพงษ์ เกลี้ยงกล่อม พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ บรรยายฟ้องเป็น 2 กระทง กล่าวโดยสรุปคือ

1. เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2568 จำเลยได้โพสต์รูปภาพบุคคลพร้อมคำบรรยายประกอบภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ซึ่งรูปภาพและข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่า บุคคลในภาพใช้กระแสความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อสร้างความยอมรับให้กับตัวเอง และกล่าวหาว่ารัชกาลที่ 10 ประพฤติตนไม่เหมาะสมที่ประเทศเยอรมัน ทั้งกล่าวหาว่าบุคคลในภาพไม่ตักเตือนรัชกาลที่ 10 ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมลง และรัชกาลที่ 10 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำให้ รักชนก ศรีนอก ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อันเป็นการทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

2. เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2568 จำเลยได้โพสต์รูปภาพบุคคลพร้อมคำบรรยายประกอบภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ซึ่งรูปภาพและข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่า รัชกาลที่ 10 ประพฤติตนไม่เหมาะสมขณะประทับอยู่ในประเทศเยอรมัน และกล่าวหาว่าพฤติกรรมของรัชกาลที่ 10 สร้างความอับอายให้กับประเทศไทย ทั้งเปรียบเทียบว่าราชวงศ์จักรีไม่ยึดมั่นคุณธรรม อันเป็นการทำให้พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดเวียงสระ คดีหมายเลขดำที่ อ.780/2568 ลงวันที่ 5 ก.ย. 2568)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลาประมาณ 11.50 น. กิตติพงค์ จวนวันเพ็ญ พ่อค้าเสื้อผ้าวัย 45 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดเวียงสระ ที่ 226/2568 ลงวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ซึ่งมี พ.ต.ท.บัญชร วัฒนะปรีชาพงศ์ พนักงานสอบสวน สภ.ชัยบุรี เป็นผู้ร้องขอออกหมายจับ และ วัชรา กลสามัญ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเวียงสระ เป็นผู้อนุมัติหมายจับ โดยเขาไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน

    จากนั้นกิตติพงค์ถูกนำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่​ สน.บางขุนเทียน โดยไม่มีทนายความอยู่ร่วมด้วย ก่อนจะถูกส่งตัวไปยัง สภ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี สถานีตำรวจท้องที่ที่รับผิดชอบคดีเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การ

    บันทึกการจับกุมระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม ประสงค์รางวัลนำจับ) ว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับปรากฏตัวที่บริเวณร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตบางบอน จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าวจึงวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้ชัดเจน ต่อมา พบผู้ต้องหาปรากฏตัวในบริเวณดังกล่าว จึงเข้าแสดงหมายจับ และได้ยึดของกลางคือโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง โดยเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องที่อยู่กับตัวกิตติพงค์ ส่วนอีกเครื่องหนึ่งอยู่ที่ร้านโทรศัพท์

    การจับกุมครั้งนี้มีเจ้าพนักงานตำรวจจากกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 ทั้งสิ้น 6 นาย นำโดย พ.ต.ท.ธนกร เจิมรอด และเจ้าพนักงานตำรวจ สภ.ชัยบุรี ทั้งสิ้น 6 นาย นำโดย ร.ต.อ.สุรินทร์ ไกรสิทธิ์

    (อ้างอิง: บันทึกการจับกุม สน.บางขุนเทียน ลงวันที่ 12 มิ.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/76024)
  • กิตติพงค์ถูกส่งตัวมาถึง สภ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงเช้า ก่อนที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะทราบเหตุดังกล่าว และประสานทนายความเข้าร่วมกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในช่วงบ่าย

    พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์คดีที่กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ทรงชัย เนียมหอม ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2568 เวลา 06.00 น. ขณะเดินทางด้วยรถทัวร์ ถึงบริเวณจุดจอดรถทัวร์ในอำเภอชัยบุรี ได้ใช้โทรศัพท์มือถือของตนเอง และเปิดดูเฟซบุ๊ก พบบัญชีเฟซบุ๊กสาธารณะบัญชีหนึ่งโพสต์ข้อความที่ผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการโจมตี ใส่ร้าย ดูหมิ่น และหมิ่นประมาทความประพฤติของรัชกาลที่ 10 ทำให้รัชกาลที่ 10 และสถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสียชื่อเสียง

    ข้อกล่าวหาระบุ 2 ข้อความ ที่โพสต์เมื่อวันที่ 20 มี.ค. และ 6 เม.ย. 2568 ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนรักสถาบันฯ และรัชกาลที่ 10

    ผู้กล่าวหาจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และสืบค้นข้อมูลพบว่าผู้ต้องหาเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว และพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ดังกล่าว ดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนยื่นคำร้องขอออกหมายจับกิตติพงค์

    จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) กิตติพงค์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงควบคุมตัวกิตติพงค์ไว้ที่ สภ.ชัยบุรี อีกหนึ่งคืน เนื่องด้วยในวันถัดไปจะมีการนำตัวส่งศาลจังหวัดเวียงสระเพื่อขอฝากขังระหว่างสอบสวน

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ศาลจังหวัดเวียงสระ ลงวันที่ 14 มิ.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/76024)
  • ช่วงเช้าพนักงานสอบสวนนำตัวกิตติพงค์ไปยังศาลจังหวัดเวียงสระเพื่อขอฝากขัง โดย ร.ต.อ.อภิรักษ์ รักษายศ พนักงานสอบสวน สภ.ชัยบุรี ผู้ร้อง ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว อ้างเหตุว่าคดีมีอัตราโทษสูง เชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

    ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ก่อนทนายความจะยื่นประกันตัว และศาลให้อนุญาตประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ศาลยังได้กำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามผู้ต้องหากระทำการในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้อีก

    กิตติพงค์ได้รับการปล่อยตัวในช่วงเย็นและเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในทันที หลังถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยศาลมีกำหนดนัดรายงานตัวในวันที่ 1 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น.

    หลังได้รับการปล่อยตัวกิตติพงค์ให้ข้อมูลกับศูนย์ทนายฯ เพิ่มเติมว่า เขาทำงานเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้า และเพิ่งเริ่มทำงานเป็นไรเดอร์แพลตฟอร์มออนไลน์ได้เพียงวันที่สองก็ถูกจับกุมและถูกยึดโทรศัพท์ที่ใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งส่งผลกับการทำงานเป็นอย่างมาก

    กิตติพงค์เล่าว่า เขาถูกจับกุมในวันที่ 12 มิ.ย. ก่อนที่จะส่งตัวไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี ด้วยรถกระบะส่วนกลางของตำรวจ และมีจุดเปลี่ยนรถที่ปั๊มน้ำมันใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะถึงปลายทางที่ สภ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงเวลาประมาณ 01.30 น. โดยเขาพยายามขอตำรวจติดต่อทนายความ แต่ตำรวจไม่อนุญาต จนในที่สุดตำรวจก็อนุญาตให้เขาติดต่อทนายความได้ในช่วงเช้าของอีกวัน (13 มิ.ย.)

    หลังจากกิตติพงค์ได้รับการประกันตัว เขาจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถบัส ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง จึงจะถึงสถานีขนส่งหมอชิตในเวลาเช้าของอีกวัน

    สำหรับการถูกดำเนินคดีดังกล่าว กิตติพงศ์มองว่าการถูกดำเนินคดีนี้ทำให้เขาถูกปิดปาก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเขาในหลาย ๆ ด้าน เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีทางไกล ต้องเตรียมตัวเดินทางเยอะ และยังทำให้ญาติของเขาไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางสูง ทั้งยังสร้างความกดดันในเรื่องการประกอบอาชีพ เนื่องจากไม่สามารถใช้โทรศัพท์ที่ถูกยึดไปได้แล้ว

    ทั้งนี้ จากการติดตามของศูนย์ทนายฯ พบว่า ทรงชัย ผู้กล่าวหาในคดีนี้ เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 ไว้ในหลายสถานีตำรวจในหลายจังหวัดทางภาคใต้ อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี รวมทั้งในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 18 คดีแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/76024)
  • พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ ยื่นฟ้องกิตติพงษ์ต่อศาลจังหวัดเวียงสระในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) โดยบรรยายฟ้องเป็น 2 กระทง กล่าวโดยสรุปคือ

    1. เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2568 จำเลยได้โพสต์รูปภาพบุคคลพร้อมคำบรรยายประกอบภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่า บุคคลในภาพใช้กระแสความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อสร้างความยอมรับให้กับตัวเอง และกล่าวหาว่ารัชกาลที่ 10 ประพฤติตนไม่เหมาะสมที่ประเทศเยอรมัน ทั้งกล่าวหาว่าบุคคลในภาพไม่ตักเตือนรัชกาลที่ 10 ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมลง และรัชกาลที่ 10 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำให้ รักชนก ศรีนอก ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อันเป็นการทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

    2. มื่อวันที่ 6 เม.ย. 2568 จำเลยได้โพสต์รูปภาพบุคคลพร้อมคำบรรยายประกอบภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่า รัชกาลที่ 10 ประพฤติตนไม่เหมาะสมขณะประทับอยู่ในประเทศเยอรมัน และกล่าวหาว่าพฤติกรรมของรัชกาลที่ 10 สร้างความอับอายให้กับประเทศไทย ทั้งเปรียบเทียบว่าราชวงศ์จักรีไม่ยึดมั่นคุณธรรม อันเป็นการทำให้พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

    อัยการยังระบุขอคัดค้านการประกันตัวจำเลย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดเวียงสระ คดีหมายเลขดำที่ อ.780/2568 ลงวันที่ 5 ก.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/78255)
  • กิตติพงค์เดินทางเข้ารายงานตัวต่อศาลตามนัดในช่วงกำหนดฝากขัง ก่อนพบว่าอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว หลังจากทราบคำสั่งฟ้อง กิตติพงค์ได้ถูกควบคุมตัวไปเพื่อรอการประกันตัว ขณะทนายความยื่นขอประกันระหว่างพิจารณา โดยขอใช้หลักทรัพย์เดิมในชั้นฝากขัง

    ต่อมาเวลา 12.00 น. ศาลจังหวัดเวียงสระมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันโดยใชัหลักทรัพย์เดิม จำนวน 100,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้อีก นัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 24 ก.ย. 2568 เวลา 13.30 น. สอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 20 ต.ค. 2568 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/78255)
  • ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง พร้อมทั้งแจ้งสิทธิและขั้นตอนในการดำเนินคดีของศาล จำเลยแถลงขอให้การปฏิเสธ ขณะโจทก์แถลงขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 ส.ค. 2568 ออกไป เนื่องจากติดนัดแพทย์ ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 ต.ค. 2568

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดเวียงสระ คดีหมายเลขดำที่ อ.780/2568 ลงวันที่ 24 ก.ย. 2568)
  • กิตติพงค์ยืนยันให้การปฏิเสธข้อหา โดยแถลงแนวทางต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้โพสต์ข้อความตามฟ้อง และการกระทำตามฟ้องไม่เข้าองค์ประกอบความผิด โจทก์แถลงประสงค์สืบพยาน 11 ปาก ใช้เวลาสืบ 2 นัด ทนายจำเลยแถลงประสงค์สืบพยาน 4 ปาก ใช้เวลาสืบ 1 นัด นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 10-11 มี.ค. 2569 สืบพยานจำเลยวันที่ 12 มี.ค. 2569

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดเวียงสระ คดีหมายเลขดำที่ อ.780/2568 ลงวันที่ 20 ต.ค. 2568)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
กิตติพงค์ จวนวันเพ็ญ

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
กิตติพงค์ จวนวันเพ็ญ

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์