สรุปความสำคัญ
อิรฟาน อูมา, สารีฟ สะแลมัน, ฮุซเซ็น บือแน, อาเต็ฟ โซ๊ะโก และฮากิม พงตีกอ นักกิจกรรมและนักศึกษา ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” และ "ซ่องโจร" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และมาตรา 210 กรณีขบวนนักศึกษาแห่งชาติ Pelajar Bangsa จัดงานเสวนา “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองกับสันติภาพปาตานี” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 พร้อมทั้งจัดให้มีการทำประชามติจำลองว่า เห็นด้วยกับ "สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง" หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย
หลังกิจกรรมดังกล่าว พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้มอบอำนาจให้ ร.อ.พนมกรณ์ พันพรมมา เข้าแจ้งความดำเนินคดีนักกิจกรรมและนักศึกษาทั้งห้าที่ สภ.เมืองปัตตานี
ทั้งนี้ ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นอีกข้อหาที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ขยายการตีความในการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง
หลังกิจกรรมดังกล่าว พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้มอบอำนาจให้ ร.อ.พนมกรณ์ พันพรมมา เข้าแจ้งความดำเนินคดีนักกิจกรรมและนักศึกษาทั้งห้าที่ สภ.เมืองปัตตานี
ทั้งนี้ ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นอีกข้อหาที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ขยายการตีความในการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง
ข้อมูลการละเมิด
ครั้งที่ : 1
วันที่ : 08-12-2023
-
ผู้ถูกละเมิด
- ฮากิม พงตีกอ
- อาเต็ฟ โซ๊ะโก
- อิรฟาน อูมา
- สารีฟ สะแลมัน
- ฮุซเซ็น บือแน
-
ประเด็นการละเมิดสิทธิ
- เสรีภาพการแสดงออก
- สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
-
รูปแบบการละเมิดสิทธิ
- การเรียกรายงานตัว / ปรับทัศนคติ
-
ผู้ละเมิด
- ทหาร
- ตำรวจ
พฤติการณ์การละเมิด
8 ธ.ค. 2566 ที่ สภ.เมืองปัตตานี อิรฟาน อูมา ประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ หรือ Pelajar Bangsa, อาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธาน The Patani, ฮากิม พงตีกอ รักษาการประธาน Patani Baru, ฮุซเซ็น บือแน นายกองค์การบริหารกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และสารีฟ สะแลมัน นักกิจกรรมและนักศึกษาสมาชิก Pelajar Bangsa เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา "ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
คดีนี้ แม่ทัพภาค 4 พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค โดย ร.อ.พนมกรณ์ พันพรมมา ผู้รับมอบอำนาจ แจ้งความกล่าวหานักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 5 คน ภายหลังจากขบวนนักศึกษาแห่งชาติจัดเวทีวิชาการเสวนาเกี่ยวกับประเด็นสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง ในวาระการเปิดตัวขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ Patanian Students Movement หรือ Pelajar Bangsa เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
พ.ต.อ.กองกรรถ สุวรรณขํา รอง ผบก.ภ.จว.ปัตตานี และ ว่าที่ พ.ต.ต.ศิริศักดิ์ หวังกุหล่า สว.(สอบสวน) สภ.เมืองปัตตานี ได้แจ้งข้อกล่าวหาและพฤติการณ์คดีให้ทั้งห้าทราบ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 อิรฟาน อูมา ประธานกลุ่มขบวนนักศึกษาแห่งชาติ PELAJAR BANGSA ได้เผยแพร่ภาพโปสเตอร์พร้อมข้อความผ่านเพจเฟชบุ๊ก "Patanian Student Movement - Pelajar Bangsa" ประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัว ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) โดยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ด้วยตนเอง ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือรับชมกิจกรรมผ่านไลฟ์สด ในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เวลา 10.00 - 16.30 น.
ต่อมา เมื่อถึงกําหนดเวลาดังกล่าว ก็มีกิจกรรมตามกําหนดการที่ประกาศไว้ในโปสเตอร์ โดยมีสารีฟเป็นผู้กล่าวบทกวี, ฮากิม, อาเต็ฟ เป็นวิทยากรร่วมเสวนา และฮุซเซ็นเป็นพิธีกรดำเนินรายการ ในการเสวนาหัวข้อ “การกําหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี" รวมทั้งมีกิจกรรมการทําประชามติจําลองให้ผู้ร่วมลงทะเบียนทดลองออกเสียงประชามติเข้าคูหาแสดงความคิดเห็นว่า คุณเห็นด้วยกับ “สิทธิในการกําหนดชะตากรรมตนเอง” หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย
ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีการเตรียมการ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน โดยผู้ต้องหาทั้งห้าแบ่งหน้าที่กันทํา มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ร่วมกันคือจูงใจหรือโน้มน้าวใจให้ประชาชนชาวปาตานีซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส, จ.ปัตตานี, จ.ยะลา และ จ.สงขลา (เฉพาะ อ.จะนะ, อ.นาทวี, อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย) เห็นคล้อยตามพวกผู้ต้องหาว่า ดินแดนปาตานีตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศไทย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชาวปาตานีถูกกดขี่ ข่มเหง ทรมาน ถูกยึดอํานาจ การแยกตัวเป็นเอกราชจะนํามาสู่สันติภาพที่แท้จริงให้กับดินแดนปาตานี และหนทางสู่เป้าหมายดังกล่าวคือการกําหนดอนาคตตนเอง (RSD) ด้วยการทําประชามติ “เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย” กับการแบ่งแยกดินแดนปาตานีเป็นเอกราชจากประเทศไทย
การกระทําดังกล่าวมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต และไม่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการแสดงความคิดเห็น หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ แต่เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพอันเป็นการกระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐมิได้ ทั้งเป็นการกระทําที่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่จะต้องไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในหมู่ประชาชน
การจัดกิจกรรมร่วมกันเปิดตัวขบวนนักศึกษาแห่งชาติดังกล่าวของผู้ต้องหาและพวกเป็นการยุยง ปลุกปั่น ปลุกเร้าและชักชวนประชาชนที่รับชมหรือร่วมกิจกรรม เพื่อให้ประชาชนคล้อยตามและหลงผิดรวมตัวกัน จึงเป็นความผิดฐาน “ร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, อั้งยี่, ซ่องโจร” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มาตรา 209 และมาตรา 210
ทั้งห้าให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันเจตนารมณ์บริสุทธิ์ในการจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการในมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้น และจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวนักกิจกรรมทั้ง 5 คนไว้
“การแสดงออกทางความคิดของนักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ผ่านมานั้น เป็นการแสดงออกแบบสันติวิธี เพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทยในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น” อิรฟานกล่าวพร้อมระบุว่า เสรีภาพในการแสดงออกนั้นสำคัญต่อทิศทางการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ปาตานีหรือจังหวัดชายแดนใต้
ด้านอาเต็ฟกล่าวว่า เรื่องคดีที่เราถูกฟ้องนั้นไม่ใช่สาระสำคัญไปกว่าประเด็นหลักที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งมีรัฐบาลพลเรือนคือ การที่รัฐไทยเลือกแนวทางในการจัดการความขัดแย้งด้วยอาวุธด้วยการใช้กฎหมายในลักษณะนี้ ทั้งที่แนวทางร่วมกันคือเราอยากให้การจัดการความขัดแย้งนั้นเป็นการแสวงหาทางออกทางการเมืองแบบไม่ใช้อาวุธ
อาเต็ฟกล่าวเพิ่มเติมว่า แม่ทัพภาค 4 เองก็เป็นเหยื่อจากโครงสร้างการเมืองของประเทศนี้ หมายถึงทางแม่ทัพภาค 4 เอง รับนโยบายตามวิธีคิดที่เป็นผลจากโครงสร้างอำนาจในแบบที่รัฐไทยเป็นอยู่ ซึ่งการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองต้องอาศัยพัฒนาการที่ดีด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
“มันไม่สำคัญว่าใครคือคนที่โดนคดีความ แต่สิ่งสำคัญคือ ครั้งนี้อาจจะสามารถนับได้ว่าเป็นคดีแรกที่แรงจูงใจในการดำเนินคดีความนั้น มาจากเหตุผลทางการเมือง ซึ่งแน่นอนจะส่งผลต่อทางเลือกใหม่ในการต่อสู้ทางการเมืองแบบไม่ใช้อาวุธของประชาชน” อาเต๊ฟ กล่าว
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สภ.เมืองปัตตานี ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2566 และ https://prachatai.com/journal/2023/12/107158)
คดีนี้ แม่ทัพภาค 4 พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค โดย ร.อ.พนมกรณ์ พันพรมมา ผู้รับมอบอำนาจ แจ้งความกล่าวหานักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 5 คน ภายหลังจากขบวนนักศึกษาแห่งชาติจัดเวทีวิชาการเสวนาเกี่ยวกับประเด็นสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง ในวาระการเปิดตัวขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ Patanian Students Movement หรือ Pelajar Bangsa เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
พ.ต.อ.กองกรรถ สุวรรณขํา รอง ผบก.ภ.จว.ปัตตานี และ ว่าที่ พ.ต.ต.ศิริศักดิ์ หวังกุหล่า สว.(สอบสวน) สภ.เมืองปัตตานี ได้แจ้งข้อกล่าวหาและพฤติการณ์คดีให้ทั้งห้าทราบ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 อิรฟาน อูมา ประธานกลุ่มขบวนนักศึกษาแห่งชาติ PELAJAR BANGSA ได้เผยแพร่ภาพโปสเตอร์พร้อมข้อความผ่านเพจเฟชบุ๊ก "Patanian Student Movement - Pelajar Bangsa" ประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัว ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) โดยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ด้วยตนเอง ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือรับชมกิจกรรมผ่านไลฟ์สด ในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เวลา 10.00 - 16.30 น.
ต่อมา เมื่อถึงกําหนดเวลาดังกล่าว ก็มีกิจกรรมตามกําหนดการที่ประกาศไว้ในโปสเตอร์ โดยมีสารีฟเป็นผู้กล่าวบทกวี, ฮากิม, อาเต็ฟ เป็นวิทยากรร่วมเสวนา และฮุซเซ็นเป็นพิธีกรดำเนินรายการ ในการเสวนาหัวข้อ “การกําหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี" รวมทั้งมีกิจกรรมการทําประชามติจําลองให้ผู้ร่วมลงทะเบียนทดลองออกเสียงประชามติเข้าคูหาแสดงความคิดเห็นว่า คุณเห็นด้วยกับ “สิทธิในการกําหนดชะตากรรมตนเอง” หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย
ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีการเตรียมการ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน โดยผู้ต้องหาทั้งห้าแบ่งหน้าที่กันทํา มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ร่วมกันคือจูงใจหรือโน้มน้าวใจให้ประชาชนชาวปาตานีซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส, จ.ปัตตานี, จ.ยะลา และ จ.สงขลา (เฉพาะ อ.จะนะ, อ.นาทวี, อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย) เห็นคล้อยตามพวกผู้ต้องหาว่า ดินแดนปาตานีตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศไทย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชาวปาตานีถูกกดขี่ ข่มเหง ทรมาน ถูกยึดอํานาจ การแยกตัวเป็นเอกราชจะนํามาสู่สันติภาพที่แท้จริงให้กับดินแดนปาตานี และหนทางสู่เป้าหมายดังกล่าวคือการกําหนดอนาคตตนเอง (RSD) ด้วยการทําประชามติ “เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย” กับการแบ่งแยกดินแดนปาตานีเป็นเอกราชจากประเทศไทย
การกระทําดังกล่าวมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต และไม่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการแสดงความคิดเห็น หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ แต่เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพอันเป็นการกระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐมิได้ ทั้งเป็นการกระทําที่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่จะต้องไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในหมู่ประชาชน
การจัดกิจกรรมร่วมกันเปิดตัวขบวนนักศึกษาแห่งชาติดังกล่าวของผู้ต้องหาและพวกเป็นการยุยง ปลุกปั่น ปลุกเร้าและชักชวนประชาชนที่รับชมหรือร่วมกิจกรรม เพื่อให้ประชาชนคล้อยตามและหลงผิดรวมตัวกัน จึงเป็นความผิดฐาน “ร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, อั้งยี่, ซ่องโจร” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มาตรา 209 และมาตรา 210
ทั้งห้าให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันเจตนารมณ์บริสุทธิ์ในการจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการในมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้น และจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวนักกิจกรรมทั้ง 5 คนไว้
“การแสดงออกทางความคิดของนักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ผ่านมานั้น เป็นการแสดงออกแบบสันติวิธี เพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทยในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น” อิรฟานกล่าวพร้อมระบุว่า เสรีภาพในการแสดงออกนั้นสำคัญต่อทิศทางการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ปาตานีหรือจังหวัดชายแดนใต้
ด้านอาเต็ฟกล่าวว่า เรื่องคดีที่เราถูกฟ้องนั้นไม่ใช่สาระสำคัญไปกว่าประเด็นหลักที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งมีรัฐบาลพลเรือนคือ การที่รัฐไทยเลือกแนวทางในการจัดการความขัดแย้งด้วยอาวุธด้วยการใช้กฎหมายในลักษณะนี้ ทั้งที่แนวทางร่วมกันคือเราอยากให้การจัดการความขัดแย้งนั้นเป็นการแสวงหาทางออกทางการเมืองแบบไม่ใช้อาวุธ
อาเต็ฟกล่าวเพิ่มเติมว่า แม่ทัพภาค 4 เองก็เป็นเหยื่อจากโครงสร้างการเมืองของประเทศนี้ หมายถึงทางแม่ทัพภาค 4 เอง รับนโยบายตามวิธีคิดที่เป็นผลจากโครงสร้างอำนาจในแบบที่รัฐไทยเป็นอยู่ ซึ่งการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองต้องอาศัยพัฒนาการที่ดีด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
“มันไม่สำคัญว่าใครคือคนที่โดนคดีความ แต่สิ่งสำคัญคือ ครั้งนี้อาจจะสามารถนับได้ว่าเป็นคดีแรกที่แรงจูงใจในการดำเนินคดีความนั้น มาจากเหตุผลทางการเมือง ซึ่งแน่นอนจะส่งผลต่อทางเลือกใหม่ในการต่อสู้ทางการเมืองแบบไม่ใช้อาวุธของประชาชน” อาเต๊ฟ กล่าว
(อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สภ.เมืองปัตตานี ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2566 และ https://prachatai.com/journal/2023/12/107158)
List คดี
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์