ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)
ดำ อ.1091/2568

ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4 (ทหาร)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)
ดำ อ.1091/2568

ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4 (ทหาร)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)
ดำ อ.1091/2568

ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4 (ทหาร)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)
ดำ อ.1091/2568

ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4 (ทหาร)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)
ดำ อ.1091/2568

ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4 (ทหาร)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1091/2568
ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1091/2568
ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1091/2568
ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1091/2568
ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • ซ่องโจร (มาตรา 210)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1091/2568
ผู้กล่าวหา
  • พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4

ความสำคัญของคดี

อิรฟาน อูมา, สารีฟ สะแลมัน, ฮุซเซ็น บือแน, อาเต็ฟ โซ๊ะโก และฮากิม พงตีกอ นักกิจกรรมและนักศึกษา ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” และ "ซ่องโจร" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และมาตรา 210 กรณีขบวนนักศึกษาแห่งชาติ Pelajar Bangsa จัดงานเสวนา “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองกับสันติภาพปาตานี” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 พร้อมทั้งจัดให้มีการทำประชามติจำลองว่า เห็นด้วยกับ "สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง" หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย

หลังกิจกรรมดังกล่าว พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้มอบอำนาจให้ ร.อ.พนมกรณ์ พันพรมมา เข้าแจ้งความดำเนินคดีนักกิจกรรมและนักศึกษาทั้งห้าที่ สภ.เมืองปัตตานี

ทั้งนี้ ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นอีกข้อหาที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ขยายการตีความในการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

สุภัทรชัย เมียนเกิด พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 บรรยายฟ้องแยกเป็น 2 กระทง มีสาระสำคัญโดยสรุปว่า

1. ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. - 7 มิ.ย. 2566 จำเลยทั้งห้าได้สมคบร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อจัดกิจกรรม โดยออกประกาศเชิญชวนทางเพจเฟซบุ๊กของขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ "สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เวลา 10.00-16.00 น. โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา 5 คน โดยมีอาเต๊ฟและฮากิม จำเลยที่ 4-5 ร่วมเสวนาด้วย

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าคูหาลงมติแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และการออกเสียงทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราชอย่างถูกกฎหมาย และถ่ายทอดการเสวนาผ่านทางเพจ ในลักษณะชี้นำผ่านกิจกรรมดังกล่าว และเป็นการชักชวน จูงใจ หรือชี้นำให้ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวหรือขัดแย้งกันในเรื่องแนวความคิดและความเป็นชาติพันธุ์ ให้เห็นพ้องด้วยกับพวกตนว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมมีเอกราชแต่ถูกประเทศไทยแย่งชิงไป จึงจำเป็นต้องกำหนดชะตากรรมตนเองโดยการทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช

อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 1 ที่ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้" และเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จึงเป็นความผิดฐานซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210

2. เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 จำเลยทั้งห้าได้สมคบกันจัดเสวนาในหัวข้อ "สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” และถ่ายทอดสดเพจเฟซบุ๊กของขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ทั้งยังให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าคูหาลงมติแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และการออกเสียงทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราชอย่างถูกกฎหมาย โดยมีการแจกเอกสารเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ในการเปิดงาน สารีฟ จำเลยที่ 2 ได้อ่านบทกวีเป็นภาษามลายู ใจความมีลักษณะปลุกระดมให้ประชาชนชาวมลายูพยายามรวมตัวกันเพื่อปกครองตนเอง จากนั้น อาเต็ฟ จำเลยที่ 4 และฮากิม จำเลยที่ 5 ได้เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในหัวข้อดังกล่าว โดยมีฮุซเซ็น จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินรายการ และในช่วงท้าย อิรฟาน จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) ได้อ่านแถลงการณ์ประกาศขบวนนักศึกษาแห่งชาติ

ทั้งนี้ จำเลยทั้งห้ามีเจตนาร่วมกันในลักษณะชี้นำผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น และเป็นการชักชวน จูงใจ หรือชี้นำให้ประชาชนที่เข้าร่วมและรับฟังผ่านไลฟ์สด รวมถึงประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวหรือขัดแย้งกันในเรื่องแนวความคิดและความเป็นชาติพันธุ์ ให้เห็นพ้องด้วยกับพวกตนว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมมีเอกราชแต่ถูกประเทศไทยแย่งชิงไป จึงจำเป็นต้องกำหนดชะตากรรมตนเองโดยการทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช

อันเป็นการร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และการที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีการถ่ายทอดสดกิจกรรมผ่านเพจเฟซบุ๊กยังเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดปัตตานี คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2568 ลงวันที่ 20 พ.ย. 2568)

ความคืบหน้าของคดี

  • เวลา 14.00 น. ที่ สภ.เมืองปัตตานี อิรฟาน อูมา ประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ หรือ Pelajar Bangsa, อาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธาน The Patani, ฮากิม พงตีกอ รักษาการประธาน Patani Baru, ฮุซเซ็น บือแน นายกองค์การบริหารกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และสารีฟ สะแลมัน นักกิจกรรมและนักศึกษาสมาชิก Pelajar Bangsa เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา "ร่วมกันกระทำให้​ปรากฏ​แก่​ประชาชน​ด้วยวาจา​ หนังสือ​หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่​เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมาย​แห่งรัฐธรรมนูญ​ หรือมิใช่​เพื่อแสดงความคิดเห็น​หรือติชมโดยสุจริต" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

    คดีนี้ แม่ทัพภาค 4 พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค โดย ร.อ.พนมกรณ์ พันพรมมา ผู้รับมอบอำนาจ แจ้งความกล่าวหานักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 5 คน ภายหลังจากขบวนนักศึกษาแห่งชาติจัดเวทีวิชาการเสวนาเกี่ยวกับประเด็นสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง ในวาระการเปิดตัวขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ Patanian Students Movement หรือ Pelajar Bangsa เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

    พ.ต.อ.กองกรรถ สุวรรณขํา รอง ผบก.ภ.จว.ปัตตานี และ ว่าที่ พ.ต.ต.ศิริศักดิ์ หวังกุหล่า สว.(สอบสวน) สภ.เมืองปัตตานี ได้แจ้งข้อกล่าวหาและพฤติการณ์คดีให้ทั้งห้าทราบ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า

    เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 อิรฟาน อูมา ประธานกลุ่มขบวนนักศึกษาแห่งชาติ PELAJAR BANGSA ได้เผยแพร่ภาพโปสเตอร์พร้อมข้อความผ่านเพจเฟชบุ๊ก "Patanian Student Movement - Pelajar Bangsa" ประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัว ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) โดยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ด้วยตนเอง ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือรับชมกิจกรรมผ่านไลฟ์สด ในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เวลา 10.00 - 16.30 น.

    ต่อมา เมื่อถึงกําหนดเวลาดังกล่าว ก็มีกิจกรรมตามกําหนดการที่ประกาศไว้ในโปสเตอร์ โดยมีสารีฟเป็นผู้กล่าวบทกวี, ฮากิม, อาเต็ฟ เป็นวิทยากรร่วมเสวนา และฮุซเซ็นเป็นพิธีกรดำเนินรายการ ในการเสวนาหัวข้อ “การกําหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี" รวมทั้งมีกิจกรรมการทําประชามติจําลองให้ผู้ร่วมลงทะเบียนทดลองออกเสียงประชามติเข้าคูหาแสดงความคิดเห็นว่า คุณเห็นด้วยกับ “สิทธิในการกําหนดชะตากรรมตนเอง” หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย

    ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีการเตรียมการ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน โดยผู้ต้องหาทั้งห้าแบ่งหน้าที่กันทํา มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ร่วมกันคือจูงใจหรือโน้มน้าวใจให้ประชาชนชาวปาตานีซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส, จ.ปัตตานี, จ.ยะลา และ จ.สงขลา (เฉพาะ อ.จะนะ, อ.นาทวี, อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย) เห็นคล้อยตามพวกผู้ต้องหาว่า ดินแดนปาตานีตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศไทย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชาวปาตานีถูกกดขี่ ข่มเหง ทรมาน ถูกยึดอํานาจ การแยกตัวเป็นเอกราชจะนํามาสู่สันติภาพที่แท้จริงให้กับดินแดนปาตานี และหนทางสู่เป้าหมายดังกล่าวคือการกําหนดอนาคตตนเอง (RSD) ด้วยการทําประชามติ “เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย” กับการแบ่งแยกดินแดนปาตานีเป็นเอกราชจากประเทศไทย

    การกระทําดังกล่าวมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต และไม่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการแสดงความคิดเห็น หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ แต่เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพอันเป็นการกระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐมิได้ ทั้งเป็นการกระทําที่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่จะต้องไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในหมู่ประชาชน

    การจัดกิจกรรมร่วมกันเปิดตัวขบวนนักศึกษาแห่งชาติดังกล่าวของผู้ต้องหาและพวกเป็นการยุยง ปลุกปั่น ปลุกเร้าและชักชวนประชาชนที่รับชมหรือร่วมกิจกรรม เพื่อให้ประชาชนคล้อยตามและหลงผิดรวมตัวกัน จึงเป็นความผิดฐาน “ร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, อั้งยี่, ซ่องโจร” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มาตรา 209 และมาตรา 210

    ทั้งห้าให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันเจตนารมณ์บริสุทธิ์ในการจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการในมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้น และจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้ควบคุมตัวนักกิจกรรมทั้ง 5 คนไว้

    “การแสดงออกทางความคิดของนักศึกษาผ่านกิจกรรมที่ผ่านมานั้น เป็นการแสดงออกแบบสันติวิธี เพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทยในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น” อิรฟานกล่าวพร้อมระบุว่า เสรีภาพในการแสดงออกนั้นสำคัญต่อทิศทางการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ปาตานีหรือจังหวัดชายแดนใต้

    ด้านอาเต็ฟกล่าวว่า เรื่องคดีที่เราถูกฟ้องนั้นไม่ใช่สาระสำคัญไปกว่าประเด็นหลักที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งมีรัฐบาลพลเรือนคือ การที่รัฐไทยเลือกแนวทางในการจัดการความขัดแย้งด้วยอาวุธด้วยการใช้กฎหมายในลักษณะนี้ ทั้งที่แนวทางร่วมกันคือเราอยากให้การจัดการความขัดแย้งนั้นเป็นการแสวงหาทางออกทางการเมืองแบบไม่ใช้อาวุธ

    อาเต็ฟกล่าวเพิ่มเติมว่า แม่ทัพภาค 4 เองก็เป็นเหยื่อจากโครงสร้างการเมืองของประเทศนี้ หมายถึงทางแม่ทัพภาค 4 เอง รับนโยบายตามวิธีคิดที่เป็นผลจากโครงสร้างอำนาจในแบบที่รัฐไทยเป็นอยู่ ซึ่งการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองต้องอาศัยพัฒนาการที่ดีด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

    “มันไม่สำคัญว่าใครคือคนที่โดนคดีความ แต่สิ่งสำคัญคือ ครั้งนี้อาจจะสามารถนับได้ว่าเป็นคดีแรกที่แรงจูงใจในการดำเนินคดีความนั้น มาจากเหตุผลทางการเมือง ซึ่งแน่นอนจะส่งผลต่อทางเลือกใหม่ในการต่อสู้ทางการเมืองแบบไม่ใช้อาวุธของประชาชน” อาเต๊ฟ กล่าว

    ขณะที่พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความนักกฎหมาย จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมสังเกตการณ์ กล่าวว่า "กิจกรรมการรวมกลุ่มเรียกร้องสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนักกิจกรรมทั้ง 5 คน และบางส่วนเป็นนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวที่ทำงานต่อเนื่องในการช่วยสื่อสารสาธารณะระหว่างประชาชนในพื้นที่กับหน่วยงานของรัฐ ในบริบทที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศประชาธิปไตย ภายหลังการเลือกตั้ง เป็นกิจกรรมที่พรรคการเมือง นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ มีส่วนร่วม และจัดในมหาวิทยาลัย เราไม่เชื่อว่าองค์ประกอบเหล่านี้เป็นความผิด ตามที่ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี กำลังจะแจ้งข้อกล่าวหากับนักกิจกรรมทั้ง 5 คน ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายมาตรา 116 ซึ่งเป็นข้อหาที่ใหญ่มาก และข้อหาลักษณะนี้ไม่ควรที่จะนำมาใช้กับนักกิจกรรมที่ทำงานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่

    "การดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้โดยแม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการบริหารจัดการความขัดแย้งและแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่กลับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือโดยยืมมือตำรวจในการกลั่นแกล้ง และตั้งข้อกล่าวหาปิดปากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเรื่องราวลักษณะนี้ประชาชน นักสิทธิมนุษยชนรับไม่ได้

    "และนอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีอีกหลายคดีที่นักกิจกรรมหลายคนถูกกลั่นแกล้งโดยเครื่องมือทางกฎหมาย เราเรียกคดีเหล่านี้ว่าคดี SLAPP เป็นลักษณะคดีที่เป็นยุทธศาสตร์ที่จะปิดปากไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม สุดท้ายการตั้งข้อกล่าวหาเหล่านี้มันไม่ครบองค์ประกอบความผิด พวกเขาไม่ใช่อาชญากร พวกเขาเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง การดำเนินการในการใช้ข้อกล่าวหาทางการเมืองในการปิดปากประชาชน โดยใช้กลไกของรัฐ คือ พนักงานสอบสวน อัยการ ศาล เป็นการกระทำที่เรารับไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังมีการพูดถึงการเจรจาสันติภาพ มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการภายใต้สภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพซึ่งเป็นพลเรือน โดยมีแม่ทัพภาค 4 เป็นเลขานุการคณะพูดคุยสันติภาพ

    "เมื่อเลขานุการการพูดคุยตั้งข้อกล่าวหากับนักกิจกรรม ที่ใช้เพียงกระดาษกับปากกาในการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองของพวกเขา การกระทำลักษณะนี้จะเป็นกระบวนการสันติภาพได้อย่างไร ดังนั้นความย้อนแย้งของรัฐเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องแก้ไข" พรเพ็ญกล่าว

    ในครั้งนี้ทางเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้ออกแถลงการณ์ร่วมเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้แก่ 1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 2. เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ JASAD 3. องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี – HAP 4. กลุ่มด้วยใจ 5. สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ - CAP เพื่อเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีนักกิจกรรม โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

    ++แถลงการณ์ ขอให้ยุติการดำเนินคดีนักกิจกรรมปัตตานีทันที

    ​กรณีพลโทศานติ ศกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความปิดปากปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็น กรณีกิจกรรมประชามติจำลอง เมื่อ 7 มิ.ย. 2566 ในวันนี้ วันที่ 8 ธ.ค. 2566 เวลา 14.00 น. นักกิจกรรมชาวปัตตานี 5 คน จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา ว่า “ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริตฯ” คดีนี้เป็นคดีที่ทางพลโทศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ดำรงตำแหน่ง ผอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเอง จากเหตุที่เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินท์ วิทยาเขตปัตตานีได้จัดกิจกรรมเพื่อเปิดพื้นที่การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของพื้นที่ชายแดนใต้ จัดให้มีการลงประชามติจำลองกับคำถามว่า "คุณเห็นด้วยกับ “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง" หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย” กิจกรรมดังกล่าวได้มีการเชิญนักการเมืองและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมด้วย แต่ต่อมากลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์โดยหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงว่าหมิ่นเหม่ในการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีโดย พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาค 4 ผอ.รมน.ภาค 4 และปัจจุบันได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นสมาชิกคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ชุดใหม่ด้วย

    องค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายนามนี้ เห็นว่า กิจกรรมการลงประชามติจำลอง เป็นสิทธิในการแสดงออกทางความคิดที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ขอเรียกร้องให้พลโทศานติฯ ถอนแจ้งความในทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการมีส่วนร่วมในการดำเนินการพูดคุยสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้

    (อ้างอิง: บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สภ.เมืองปัตตานี ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2566 และ https://prachatai.com/journal/2023/12/107158)
  • พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาทั้งห้าให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องในทั้ง 3 ข้อหา
  • ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (Civil Society Assembly For Peace: CAP), มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (Muslim Attorney Centre Foundation หรือ MAC) กลุ่มด้วยใจ และกลุ่ม The Patani ได้ยื่นคำร้อง (communication) ต่อกลไกพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือ UN Special Procedures เพื่อรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดี 5 นักกิจกรรม จากการจัดเสวนาและประชามติจำลองเกี่ยวกับ “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2567 ได้แก่

    1.ผู้รายงานพิเศษเรื่องเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก (Special Rapporteur on the Freedom of Opinion and Expression)
    2.ผู้รายงานพิเศษเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการรวมกลุ่ม (Special Rapporteur on the Freedom of Peaceful Assembly and of Association)
    3.ผู้รายงานพิเศษเรื่องสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Special Rapporteur on the Situation of Human Rights Defenders)
    4.ผู้รายงานพิเศษเรื่องเสรีภาพทางศาสนาและทางความคิด (Special Rapporteur on Freedom of Religion or Belief)
    5.ผู้รายงานพิเศษเรื่องชนกลุ่มน้อย (Special Rapporteur on Minority Issues)
    6.ผู้รายงานพิเศษเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายและสิทธิมนุษยชน (Special Rapporteur on Counter-Terrorism and Human Rights)

    โดยคำร้องได้อธิบายว่า ผู้จัดงานและวิทยากรวงเสวนามิได้ทำการยุยงให้ผู้เข้าร่วมกระทำการอันผิดกฎมหายแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม วิทยากรได้อธิบายถึงความสำคัญของการมีพื้นที่ทางการเมืองที่ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความเห็นต่างจากรัฐ ฮากิม พงตีกอ หนึ่งในวิทยากรงานเสวนา เน้นย้ำว่า ประชามติเอกราชต้องเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องมีกฎหมายรองรับที่ออกโดยรัฐสภา “การทำประชามติที่ดีที่สุดคือการรับรองโดยกฎหมายของรัฐ ถ้าไม่มีกฎหมายมารองรับก็จะเกิดปัญหาอื่น” ความเห็นดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า วิทยากรและผู้จัดงานไม่ได้มีเจตนาละเมิดกฎหมายหรือยุยงให้ผู้อื่นละเมิดกฎหมายแต่อย่างใด

    คำร้องที่ส่งไปที่กลไกพิเศษ UN ได้ตั้งข้อสังเกตว่า บางคำถามที่พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนมีความไม่ชัดเจนว่ามีเกี่ยวข้องกับคดีหรือฐานความผิดในคดีนี้อย่างไร เช่น

    - หากมีกลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคล จะเข้าไปอยู่ในบ้านท่าน และต้องการเป็นเจ้าของ ท่านยินยอมหรือไม่
    - คนกรุงเทพฯ เรียกคนนอกพื้นที่ เรียกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนว่าโจรใต้จริงหรือไม่ ผู้ต้องหาเรียกเขาว่าอย่างไร วีรบุรุษหรือผู้เสียสละ หรือไม่อย่างไร
    - เวลาเจ้าหน้าที่วิสามัญ ผกร. ที่ต่อสู้การปฏิบัติการตามหน้าที่ท่านรู้สึกอย่างไร

    คำร้องยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในวันที่ 7 พ.ค. 2567 พนักงานสอบสวนได้ส่งหนังสือถึง อังคณา นีละไพจิตร เพื่อขอสอบปากคำในคดีนี้ โดยคำถามหนึ่งถามว่า “ท่านสามารถร้องเพลงชาติไทย และเข้าใจความหมายและเนื้อหาสำคัญตามเนื้อร้องของเพลงชาติไทยหรือไม่ อย่างไร”

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/73414)
  • เว็บไซต์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ 10/2568 เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กรณีร้องเรียนว่า นักกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (SLAPP) โดยเป็นการตรวจสอบการร้องเรียนจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ต่อนักกิจกรรม ได้แก่ กรณีกิจกรรม “ประชามติจำลอง”, คดีจากกิจกรรมมลายูรายอ หรือคดีเกี่ยวกับนักกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการขัดขวางการขุดศพเพื่อชันสูตรของเจ้าหน้าที่

    รายงานระบุว่า กสม.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, ตำรวจภูธรภาค 9, กรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งอัยการภาค 9, กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ของสภาผู้แทนราษฎร, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), สำนักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา รวมทั้งข้อมูลจากภาคประชาสังคมและความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ

    จากนั้น กสม. ได้จัดทำความเห็นโดยแยกประเด็นการพิจารณาเป็น 3 ประเด็น ดังนี้

    ประเด็นแรก การดำเนินคดีกับนักกิจกรรมเป็นการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (SLAPP) ซึ่งถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่ โดยแยกเป็นการพิจารณาการแสดงออกใน 2 กิจกรรม ได้แก่

    1. กิจกรรมการชุมนุมในวันเฉลิมฉลองฮารีรายอ หรือวันสิ้นสุดวันถือศีลอดในเดือนรอมฎอน (หรือที่เรียกกันว่า “คดีมลายูรายอ”) ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2565 ซึ่งมีการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมรวม 9 คน ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มาตรา 209 และมาตรา 210 (คดีนี้อยู่ระหว่างสืบพยานที่ศาลจังหวัดปัตตานี)

    กสม. พิจารณาถึงพฤติการณ์ในวันดังกล่าว เห็นว่า เป็นการวมกลุ่มในการจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นเสรีภาพในการแสดงออกโดยผ่านรูปแบบ วิธีการ และเนื้อหาในการนำเสนอให้เข้าใจถึงบริบทในพื้นที่และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยผู้จัดได้ขออนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น และเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานความมั่นคงถึงเจตนาและวัตถุประสงค์ในการจัดงาน

    ส่วนการที่มีภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรมถือธงในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงนั้น ผู้จัดงานได้พยายามเข้าไปห้ามปรามแล้ว เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมได้ต่อไป ประกอบกับในปี 2566 และ 2567 ยังมีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อีก โดยไม่ปรากฏว่าการจัดกิจกรรมมีการใช้กำลังหรืออาวุธ ยุยงปลุกปั่นผู้เข้าร่วม หรือมีลักษณะการปกปิดข้อมูล หรือการกระทำอันมีความมุ่งหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

    การจัดงานดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเสรีภาพในการชุมนุมหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ จึงสามารถกระทำได้ภายใต้สิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้

    การที่ผู้ถูกร้องดำเนินคดีกับผู้จัดกิจกรรม แม้จะเป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่เมื่อการตรวจสอบไม่พบว่าผู้จัดกิจกรรมมีการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน อีกทั้งผลจากการดำเนินคดี ทำให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระในการต่อสู้คดี และมีค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม กรณีนี้จึงถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ และเป็นการปิดกั้นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ รวมถึงใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อยุติการเคลื่อนไหวหรือแสดงข้อเท็จจริงหรือความเห็นในกิจการสาธารณะ

    2. กรณีจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการ และมีการทำประชามติจำลอง ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ซึ่งมีการดำเนินคดีต่อนักศึกษาและนักกิจกรรม รวม 5 คน ในข้อกล่าวหาตามมาตรา 116, อั้งยี่ และซ่องโจร เช่นเดียวกัน (คดีนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวน)

    กสม. พิจารณาเห็นว่า การจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการดังกล่าว เป็นการกระทำในพื้นที่สถาบันการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมได ้ เป็นการเสวนาเกี่ยวกับสันติภาพชายแดนใต้ แม้จะปรากฏการจัดกิจกรรมประชามติจำลอง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งในงานเสวนาวิชาการที่กระทำโดยเปิดเผย เป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกโดยสงบและสันติ เป็นการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษา ประชาชน และภาคประชาสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะและสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำอันเป็นการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก หรือความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม

    กสม. จึงเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าว เป็นการนำเสนอมุมมองและความคิดของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เชิงวิชาการ ที่ต้องการสะท้อนถึงสภาพปัญหา วิธีการ และแนวทางการแก้ไขโดยสันติวิธี เนื่องจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอัตลักษณ์ ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่อื่น ผู้เข้าร่วมย่อมทราบถึงข้อจำกัดที่ต้องอยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยจะต้องไม่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นตามหลักเกณฑ์การใช้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองไว้

    ดังนั้น การดำเนินคดีต่อผู้จัดกิจกรรมดังกล่าวจึงเป็นการสร้างความหวาดกลัวและความยุ่งยากให้แก่นักกิจกรรมในการแสดงออกที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ถือได้ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเกินสมควรแก่เหตุ และเป็นการอาศัยอำนาจจากบทบัญญัติของกฎหมายเป็นเครื่องมือในการยับยั้งการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จนเกิดสมควรแก่เหตุ
    .
    ประเด็นที่สอง กสม. พิจารณากรณีเกี่ยวกับนักกิจกรรม 1 คน ที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 116 และขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวกับกรณีการขัดขวางการขุดศพเพื่อชันสูตรพลิกศพของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในคดีนี้ศาลจังหวัดนราธิวาสได้มีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว

    แต่ก็ยังมีกรณีลักษณะใกล้เคียงกัน ที่มีนักกิจกรรมไปสังเกตการณ์การขอรับศพผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ ฟ้องที่ศาลจังหวัดปัตตานี

    กสม. เห็นว่า แม้คดีดังกล่าวจะเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม แต่สาเหตุเริ่มต้นมาจากการที่พนักงานสอบสวนไปมอบศพให้แก่ญาติและมีการประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว ก่อนเจ้าหน้าที่อ้างเหตุจำเป็นที่จะต้องตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ของศพตามกฎหมาย ซึ่งย่อมกระทบต่อความเชื่อทางศาสนาของญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องคำนึงถึงการให้เกียรติและคุ้มครองคุณค่าอันสูงส่งของความเป็นมนุษย์ที่มีติดตัวมาตั้้งแต่เกิด และเมื่อเสียชีวิต ศพก็ยังมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับความเคารพ และได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมเช่นกัน โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความเชื่อแตกต่างกันทางวัฒนธรรมและศาสนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและหลีกเลี่ยงการกระทำที่ไม่จำเป็นต่อศพ

    กสม. จึงเห็นว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเจ้าหน้าที่รัฐมุ่งหมายดำเนินคดีเพื่อหวังผลให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนยุติบทบาทในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น และเป็นการอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือในการยับยั้งการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักกิจกรรม
    .
    ประเด็นที่สาม กสม. พิจารณาการที่เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีกับนักกิจกรรมกรณีจัดกิจกรรมเรี่ยไรเงินรับบริจาคช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต โดยเห็นว่ากรณีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน

    หลังจากมีความเห็นดังกล่าว กสม. ได้จัดทำข้อเสนอแนะหรือแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ตำรวจภูธรภาค 9 สำนักงานอัยการภาค 9 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ใช้รายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้เป็นข้อมูลประกอบในคดี และให้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า, ตำรวจภูธรภาค 9 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว รวมทั้งมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอื่น ๆ ด้วย

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/78493)
  • นักกิจกรรมทั้งห้าเดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 และอัยการสูงสุด ขอให้มีคำสั่งชะลอการฟ้องคดีไว้ เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในวาระสาม และอยู่ระหว่างการเสนอให้วุฒิสภาพิจารณา โดยคดีนี้เป็นการกระทำที่อยู่ภายใต้บังคับใช้ของร่างกฎหมายดังกล่าวที่จะได้รับการนิรโทษกรรม จึงขอให้อัยการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกตามรัฐธรรมนูญด้วย

    (อ้างอิง: หนังสือขอความเป็นธรรมมีคำสั่งให้ชะลอการฟ้องคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 27 ต.ค. 2568)
  • ที่ศาลจังหวัดปัตตานี พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ยื่นฟ้องนักกิจกรรมและนักศึกษาทั้งห้า ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มาตรา 210 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

    ทั้งนี้ หลังพนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีให้กับอัยการ ตามระเบียบของอัยการในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 9 คดีในหมวดความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจะถูกพิจารณาโดยพนักงานอัยการที่ทำคดีด้านความมั่นคงจากสำนักงานอัยการภาค 9 โดยเฉพาะ (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9) ไม่ใช่อัยการจังหวัดเหมือนในพื้นที่ภาคอื่น ๆ ทำให้สำนวนคดีนี้ถูกส่งให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 เป็นผู้พิจารณา

    คดีอยู่ในชั้นอัยการกว่า 1 ปี โดยผู้ต้องหาต้องส่งตัวแทนไปรายงานตัวกับอัยการทุกเดือน ก่อนพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีและนัดหมายนักกิจกรรมและนักศึกษาทั้งห้ายื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดปัตตานีในวันนี้

    พนักงานอัยการบรรยายฟ้องแยกเป็น 2 กระทง คือ ความผิดฐานซ่องโจร 1 กระทง และความผิดตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 อีก 1 กระทง มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้

    1. ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. - 7 มิ.ย. 2566 จำเลยทั้งห้าได้สมคบร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อจัดกิจกรรม โดยออกประกาศเชิญชวนทางเพจเฟซบุ๊กของขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ "สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เวลา 10.00-16.00 น.

    นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าคูหาลงมติแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และการออกเสียงทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราชอย่างถูกกฎหมาย และถ่ายทอดการเสวนาผ่านทางเพจ ในลักษณะชี้นำผ่านกิจกรรมดังกล่าว และเป็นการชักชวน จูงใจ หรือชี้นำให้ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวหรือขัดแย้งกันในเรื่องแนวความคิดและความเป็นชาติพันธุ์ ให้เห็นพ้องด้วยกับพวกตนว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมมีเอกราชแต่ถูกประเทศไทยแย่งชิงไป จึงจำเป็นต้องกำหนดชะตากรรมตนเองโดยการทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช

    อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 1 ที่ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้" และเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จึงเป็นความผิดฐานซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210

    2. เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 จำเลยทั้งห้าได้สมคบกันจัดเสวนาในหัวข้อ "สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” และถ่ายทอดสดเพจเฟซบุ๊กของขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ทั้งยังให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าคูหาลงมติแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และการออกเสียงทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราชอย่างถูกกฎหมาย โดยมีการแจกเอกสารเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

    ในการเปิดงาน สารีฟ จำเลยที่ 2 ได้อ่านบทกวีเป็นภาษามลายู ใจความมีลักษณะปลุกระดมให้ประชาชนชาวมลายูพยายามรวมตัวกันเพื่อปกครองตนเอง จากนั้น อาเต็ฟ จำเลยที่ 4 และฮากิม จำเลยที่ 5 ได้เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในหัวข้อดังกล่าว โดยมีฮุซเซ็น จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินรายการ และในช่วงท้าย อิรฟาน จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) ได้อ่านแถลงการณ์ประกาศขบวนนักศึกษาแห่งชาติ

    ทั้งนี้ จำเลยทั้งห้ามีเจตนาร่วมกันในลักษณะชี้นำผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น และเป็นการชักชวน จูงใจ หรือชี้นำให้ประชาชนที่เข้าร่วมและรับฟังผ่านไลฟ์สด รวมถึงประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวหรือขัดแย้งกันในเรื่องแนวความคิดและความเป็นชาติพันธุ์ ให้เห็นพ้องด้วยกับพวกตนว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมมีเอกราชแต่ถูกประเทศไทยแย่งชิงไป จึงจำเป็นต้องกำหนดชะตากรรมตนเองโดยการทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช

    อันเป็นการร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และการที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีการถ่ายทอดสดกิจกรรมผ่านเพจเฟซบุ๊กยังเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

    ท้ายฟ้องพนักงานอัยการไม่ได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา โดยระบุว่า หากจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

    หลังรับทราบฟ้องของอัยการ และจำเลยทั้งห้าถูกควบคุมตัวไว้ ทนายความได้ยื่นประกันจำเลย ต่อมาในช่วงบ่าย ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันโดยให้วางหลักทรัพย์คนละ 100,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ โดยนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 12 ม.ค. 2569 เวลา 13.30 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดปัตตานี คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2568 ลงวันที่ 20 พ.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/80021)
  • นักกิจกรรมทั้งห้าพร้อมทนายจำเลยเดินทางมาศาล โดยมีประชาชนทั่วไปและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวนประมาณ 15 คน เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมฟังการพิจารณาคดี

    ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งห้าฟังก่อนถามคำให้การ จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และแถลงแนวทางต่อสู้คดีว่า ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง

    ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานออกไป เนื่องจากเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายจำเลยในวันนี้ ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 13 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดปัตตานี คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2568 ลงวันที่ 20 พ.ย. 2568)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
อิรฟาน อูมา

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สารีฟ สะแลมัน

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ฮุซเซ็น บือแน

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อาเต็ฟ โซ๊ะโก

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ฮากิม พงตีกอ

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
อิรฟาน อูมา

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สารีฟ สะแลมัน

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ฮุซเซ็น บือแน

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
อาเต็ฟ โซ๊ะโก

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ฮากิม พงตีกอ

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์