ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- พ.ร.บ.จราจรฯ
ดำ อ.1091/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สรัล สุรเดชานนท์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง (ตำรวจ)
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
- ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- พ.ร.บ.จราจรฯ
ดำ อ.1091/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สรัล สุรเดชานนท์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง (ตำรวจ)
ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- พ.ร.บ.จราจรฯ
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
- อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
หมายเลขคดี
ดำ อ.1091/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สรัล สุรเดชานนท์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง
ข้อหา
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
- พ.ร.บ.จราจรฯ
- ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
- ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136)
- ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา 368)
- อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
หมายเลขคดี
ดำ อ.1091/2567
ผู้กล่าวหา
- พ.ต.ท.สรัล สุรเดชานนท์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง
ความสำคัญของคดี
“ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ “แฟรงค์” ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร 2 นักกิจกรรม ถูกจับกุมและดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีถูกกล่าวหาว่าบีบแตรใส่ขบวนเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ บนทางพิเศษศรีรัช เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 พร้อมทั้งไลฟ์สดเหตุการณ์และโพสต์คลิปจากกล้องหน้ารถลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว
ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นอีกข้อหาที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐอย่างกว้างขวาง
ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นอีกข้อหาที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐอย่างกว้างขวาง
พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี
ณัฐพงษ์ วายุพัฒน์ พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 บรรยายฟ้องตะวันและแฟรงค์แยกเป็น 4 กระทง กล่าวคือ
1. เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตํารวจกําลังถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ อยู่บนทางพิเศษศรีรัช มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยปิดกั้นทางขึ้นทางพิเศษศรีรัชบริเวณทางต่างระดับมักกะสัน มิให้รถยนต์ของประชาชนขับขึ้นไปจนกว่าขบวนเสด็จจะผ่านไป จำเลยทั้งสองที่อยู่บนรถยนต์คันที่จําเลยที่ 2 (ณัฐนนท์) เป็นผู้ขับ ได้ร่วมกันบีบแตรรถยนต์ตลอดเวลาเสียงดังยาว 1 – 2 นาที และขับรถยนต์แทรกคันอื่น ๆ ที่หยุดรออยู่ เพื่อแทรกเข้าไปในเส้นทางที่ขบวนเสด็จกำลังเคลื่อนผ่าน
ต่อมา เมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแล้ว จำเลยทั้งสองยังขับรถไล่ติดตามขบวนเสด็จไปในระยะกระชั้นชิดและบีบแตรลากยาวโดยไม่มีเหตุอันควร ตลอดจนถึงบริเวณทางลงของทางด่วนพหลโยธิน 1 เป็นระยะประมาณ 800 เมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นรถยนต์ของจำเลยทั้งสองไว้ได้ อันเป็นการก่อความเดือดร้อนรําคาญให้แก่ประชาชนทั่วไปที่ใช้ทางพิเศษศรีรัชในขณะนั้น
2. จำเลยที่ 2 ได้ดูหมิ่น ส.ต.อ.นพรัตน์ อินทิแสน ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาขบวนเสด็จและเข้าสกัดกั้นรถยนต์ของจำเลยทั้งสอง ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ทำให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวรู้สึกอับอายและถูกลดคุณค่า อันเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่
3. วันที่ 4 ก.พ. 2567 ต่อเนื่องถึงวันที่ 7 ก.พ. 2567 จําเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไปโดยการถ่ายทอดสดภาพเหตุการณ์ดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) ซึ่งมีผู้กดติดตามมากกว่า 39,000 คน มีคําบรรยายโพสต์ว่า “ติดขบวน”
ต่อมา วันที่ 7 ก.พ. 2567 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโพสต์ภาพจากกล้องหน้ารถที่ทั้งสองขับในวันเกิดเหตุ ลงบนเฟซบุ๊กดังกล่าว มีคําบรรยายใต้โพสต์ว่า "นำคลิปหลักฐานมาให้ชมค่ะ ว่ามีการปิดถนนจริง ๆ เราเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องขบวนเสด็จไปแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใหญ่คนไหนตอบ ซ้ำยังยัดคดี ม.112 และถอนประกันจนเข้าคุก นี่คือคำตอบที่ผู้ใหญ่ในประเทศนี้ให้กับเรา วันนั้น เราได้ขับรถไปทำธุระส่วนตัว เจอขบวนเสด็จพอดีและโดนปิดถนนเหมือนเดิม เราไม่ได้รอและขับออกไปเลย เพราะทุกคนก็รีบเหมือนกัน เราขับรถไปตามทางที่เราจะไปทำธุระ ไม่ได้จะเร่งเพื่อไปหาขบวน และมันก็มีแต่คำถามในหัวว่า "ทำไมถึงมีรถคันไหนไปได้สะดวกกว่ารถของประชาชน?" ครั้งนี้ผู้ใหญ่ทั้งหลายในเมืองพุทธนี้จะให้คำตอบเด็กอย่างเราแบบไหนคะ?".
เนื้อหาที่ถ่ายทอดสดและโพสต์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโฆษณา อวดอ้างถึงพฤติกรรมของจําเลยทั้งสอง อันเป็นการแสดงความก้าวร้าว การต่อต้านท้าทาย และดูหมิ่นพระเกียรติยศ ต่อขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทย ทําให้ประชาชนที่พบเห็นโพสต์ดังกล่าวเข้าใจว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มโซเชียลต่าง ๆ อันเป็นการกระทําเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
4. เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ภายหลังตํารวจจับกุมจําเลยทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง แล้ว พนักงานสอบสวนได้สั่งให้จําเลยทั้งสองพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จําเลยทั้งสองทราบคําสั่งดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 1 เม.ย. 2567)
1. เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตํารวจกําลังถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ อยู่บนทางพิเศษศรีรัช มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยปิดกั้นทางขึ้นทางพิเศษศรีรัชบริเวณทางต่างระดับมักกะสัน มิให้รถยนต์ของประชาชนขับขึ้นไปจนกว่าขบวนเสด็จจะผ่านไป จำเลยทั้งสองที่อยู่บนรถยนต์คันที่จําเลยที่ 2 (ณัฐนนท์) เป็นผู้ขับ ได้ร่วมกันบีบแตรรถยนต์ตลอดเวลาเสียงดังยาว 1 – 2 นาที และขับรถยนต์แทรกคันอื่น ๆ ที่หยุดรออยู่ เพื่อแทรกเข้าไปในเส้นทางที่ขบวนเสด็จกำลังเคลื่อนผ่าน
ต่อมา เมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแล้ว จำเลยทั้งสองยังขับรถไล่ติดตามขบวนเสด็จไปในระยะกระชั้นชิดและบีบแตรลากยาวโดยไม่มีเหตุอันควร ตลอดจนถึงบริเวณทางลงของทางด่วนพหลโยธิน 1 เป็นระยะประมาณ 800 เมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นรถยนต์ของจำเลยทั้งสองไว้ได้ อันเป็นการก่อความเดือดร้อนรําคาญให้แก่ประชาชนทั่วไปที่ใช้ทางพิเศษศรีรัชในขณะนั้น
2. จำเลยที่ 2 ได้ดูหมิ่น ส.ต.อ.นพรัตน์ อินทิแสน ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาขบวนเสด็จและเข้าสกัดกั้นรถยนต์ของจำเลยทั้งสอง ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ทำให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวรู้สึกอับอายและถูกลดคุณค่า อันเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่
3. วันที่ 4 ก.พ. 2567 ต่อเนื่องถึงวันที่ 7 ก.พ. 2567 จําเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไปโดยการถ่ายทอดสดภาพเหตุการณ์ดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) ซึ่งมีผู้กดติดตามมากกว่า 39,000 คน มีคําบรรยายโพสต์ว่า “ติดขบวน”
ต่อมา วันที่ 7 ก.พ. 2567 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโพสต์ภาพจากกล้องหน้ารถที่ทั้งสองขับในวันเกิดเหตุ ลงบนเฟซบุ๊กดังกล่าว มีคําบรรยายใต้โพสต์ว่า "นำคลิปหลักฐานมาให้ชมค่ะ ว่ามีการปิดถนนจริง ๆ เราเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องขบวนเสด็จไปแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใหญ่คนไหนตอบ ซ้ำยังยัดคดี ม.112 และถอนประกันจนเข้าคุก นี่คือคำตอบที่ผู้ใหญ่ในประเทศนี้ให้กับเรา วันนั้น เราได้ขับรถไปทำธุระส่วนตัว เจอขบวนเสด็จพอดีและโดนปิดถนนเหมือนเดิม เราไม่ได้รอและขับออกไปเลย เพราะทุกคนก็รีบเหมือนกัน เราขับรถไปตามทางที่เราจะไปทำธุระ ไม่ได้จะเร่งเพื่อไปหาขบวน และมันก็มีแต่คำถามในหัวว่า "ทำไมถึงมีรถคันไหนไปได้สะดวกกว่ารถของประชาชน?" ครั้งนี้ผู้ใหญ่ทั้งหลายในเมืองพุทธนี้จะให้คำตอบเด็กอย่างเราแบบไหนคะ?".
เนื้อหาที่ถ่ายทอดสดและโพสต์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโฆษณา อวดอ้างถึงพฤติกรรมของจําเลยทั้งสอง อันเป็นการแสดงความก้าวร้าว การต่อต้านท้าทาย และดูหมิ่นพระเกียรติยศ ต่อขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทย ทําให้ประชาชนที่พบเห็นโพสต์ดังกล่าวเข้าใจว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มโซเชียลต่าง ๆ อันเป็นการกระทําเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
4. เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ภายหลังตํารวจจับกุมจําเลยทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง แล้ว พนักงานสอบสวนได้สั่งให้จําเลยทั้งสองพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จําเลยทั้งสองทราบคําสั่งดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 1 เม.ย. 2567)
ความคืบหน้าของคดี
-
วันที่: 13-02-2024นัด: จับกุมตามหมายจับเวลา 16.50 น. “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ “แฟรงค์” ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร 2 นักกิจกรรม ถูกจับกุมบริเวณหน้าป้ายศาลอาญา รัชดาฯ หลังติดตามให้กำลังใจสื่อมวลชน 2 ราย ได้แก่ “เป้” ณัฐพล เมฆโสภณ และ “ยา” ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2567 และถูกนำตัวมาฝากขังต่อศาลในวันนี้ ในคดีที่สืบเนื่องมาจาก “บังเอิญ” ใช้สีสเปรย์พ่นลงบนกำแพงวัดพระแก้ว เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566
โดยตำรวจได้เข้าแสดงหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 13 ก.พ. 2567 ในข้อหา ร่วมกันกระทำให้ปรากฏต่อประชาชนด้วยวาจาฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) และร่วมกันด้วยประการใดอันเป็นการก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ สืบเนื่องมาจากถูกกล่าวหาว่า บีบแตรใส่ขบวนเสด็จของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567
ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ได้ออกหมายเรียกให้ตะวันและแฟรงค์ไปเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันด้วยประการใดอันเป็นการก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ ในวันที่ 12 ก.พ. 2567 เวลา 10.00 น. แต่ทั้งสองได้แจ้งความประสงค์ทางโทรศัพท์ว่า ขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเป็นช่วงเวลาบ่ายโมงของวันดังกล่าว เนื่องจากติดเรียนและทำงาน แต่ตำรวจก็ยืนยันจะให้เธอกับแฟรงค์ไปรับทราบข้อกล่าวหาในช่วงเช้า เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่ว่างช่วงบ่าย ทั้งสองจึงขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นวันที่ 20 ก.พ. 2567 โดยทนายความได้ทำหนังสือขอเลื่อนและมอบให้เสมียนทนายไปยื่นต่อพนักงานสอบสวนในเช้าวันที่ 12 ก.พ. 2567 แล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังตะวันและแฟรงค์ไม่ได้ปรากฏตัวในวันที่ 12 ก.พ. พนักงานสอบสวนจึงขอศาลอาญาออกหมายจับ โดยมีข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพิ่มมาด้วย ก่อนศาลอาญาอนุมัติหมายจับ
เวลา 17.00 น. ตะวันและแฟรงค์ได้ถูกนำตัวไปทำบันทึกจับกุมที่ สน.ดินแเดง โดยมีทนายความติดตามไปให้ความช่วยเหลือทางคดี
เนื้อหาในบันทึกจับกุม โดยสรุประบุว่า เวลา 16.45 น. ที่ทางเดินเท้าบริเวณหน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทั้งหมด 10 นาย นำโดย พ.ต.อ.ธิติพงษ์ สียา ผกก.สส.บก.น. 9 และเจ้าพนักงานตำรวจ คฝ. หญิง รวม 10 นาย นำกำลังเข้าควบคุมตัวตะวันและแฟรงค์ ตามหมายจับเลขที่ 610/2567 และเลขที่ 611/2667 ลงวันที่ 13 ก.พ. 2567 ตามลำดับ เพราะสืบทราบมาว่าทั้งสองจะปรากฏตัวบริเวณหน้าศาล ต่อมาพบเจอตัวทั้งสองจริงจึงได้แสดงตัว เจ้าพนักงานอ่านหมายจับและนำตัวทั้งสองไปที่ สน. ดินแดง ตะวันและแฟรงค์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุมนี้
ระหว่างนี้ที่หน้า สน.ดินแดง มีประชาชนมาให้กำลังใจทั้งสองจำนวนหนึ่ง ต่อมา 18.30 น. ตำรวจที่ สน.ดินแดง ได้แจ้งกับทนายความว่าจะแยกตะวันไปสอบปากคำและควบคุมตัวที่ สน.ฉลองกรุง แต่ตะวันได้แจ้งความประสงค์ว่า ขอให้สอบปากคำและควบคุมตัวเธอไว้ที่ สน.ดินแดง พร้อมกับแฟรงค์ แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) หญิง จำนวน 4 นาย ได้เข้ามาควบคุมตัวและอุ้มตัวเธอขึ้นไปบนรถผู้ต้องขัง ก่อนเคลื่อนตัวออกไปที่ สน.ฉลองกรุง ในช่วงเวลาประมาณ 19.30 น.
ตะวันถูกควบคุมตัวถึง สน.ฉลองกรุง ในเวลา 20.30 น. โดยทนายความที่ขับรถติดตามไปพบว่า ตะวันมีร่องรอยช้ำแดงจากการอารยขัดขืนขณะถูก คฝ.หญิงพาตัวขึ้น-ลงรถผู้ต้องหาระหว่างย้ายที่ควบคุมตัว
ต่อมา พ.ต.ต.ธราดล วงศ์เจริญยศ สว.(สอบสวน) สน. ดินแดง ได้แจ้งข้อกล่าวหากับตะวันใน 3 ฐานความผิดตามหมายจับ ระบุพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 ตะวัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และแฟรงค์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้นั่งรถยนต์มาถึงบริเวณทางร่วมเข้าต่างระดับมักกะสันที่มี พ.ต.ท.ชญานิน พันธ์ภักดี สารวัตรงานศูนย์ควบคุมจราจรทางด่วน 2 บก.จร. ผู้กล่าวหาที่ 1 กับพวก เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ถวายความปลอดภัย ขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งจะเสด็จผ่านในบริเวณดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้หยุดรถที่มาจากทางร่วมชั่วคราว เพื่อถวายความปลอดภัย แต่แฟรงค์ได้พยายามขับรถแทรกระหว่างรถยนต์ที่จอดชะลอด้านหน้าจำนวนหลายคัน ซึ่งไม่สามารถขับผ่านไปได้ เพราะผู้กล่าวหาที่ 1 ให้สัญญาณมือให้รถคันดังกล่าวหยุด แต่แฟรงค์กลับบีบแตรเสียงดังต่อเนื่องประมาณ 1 นาที โดยไม่มีสาเหตุ ขณะที่ตะวันเปิดกระจกและส่งเสียงตะโกนโวยวาย
เมื่อขบวนเสด็จได้ผ่านไป ผู้กล่าวหาที่ 1 ได้เปิดการจราจรให้รถยนต์จากทางร่วมวิ่งไปได้ แต่ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวมีพฤติการณ์ขับรถออกไปด้วยความเร็ว เจ้าหน้าที่เห็นว่าอาจเป็นอันตรายต่อขบวนเสด็จจึงได้วิทยุแจ้งให้เจ้าหน้าที่คนอื่นทราบ จนรถคันดังกล่าวมาถึงบริเวณทางลงพหลโยธิน 1 (อนุสาวรีย์สมรภูมิ) เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำหน้าที่รถปิดท้ายขบวนจึงได้สกัดรถคันดังกล่าวไว้ไม่ให้สามารถแทรกเข้าไปร่วมในขบวนเสด็จได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเดินเข้าไปพูดคุย
โดยตะวันได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว และยังส่งเสียงโวยวายต่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ส่วนแฟรงค์ก็บีบแตรลากยาว ส่งเสียงดังรบกวน ก่อความเดือดร้นรำคาญให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน แฟรงค์ยังได้กล่าววาจาในลักษณะดูหมิ่น ดูถูก เหยียดหยาม ส.ต.อ.นพรัตน์ ผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย
หลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.ชญานิน ผู้กล่าวหาที่ 1 และ ส.ต.อ.นพรัตน์ ผู้กล่าวหาที่ 2 ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับตะวันในข้อหา ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ และดำเนินคดีแฟรงค์ในข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ และใช้เสียงสัญญาณยาวหรือซ้ำโดยไม่มีเหตุอันควร
ต่อมา พ.ต.ท.สรัล สุรเดชานนท์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้สืบสวนหาพยานหลักฐานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและจัดทำรายงานการสืบสวน โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 4 ก.พ. 2567 ตะวันได้ทำการไลฟ์สดเหตุการณ์ดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กตนเองที่เปิดเป็นสาธารณะ บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ มีผู้ติดตามมากกว่า 37,000 คน ซึ่งประชาชนได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งในทางที่ “เห็นชอบด้วย” และ “ไม่เห็นชอบด้วย” สร้างประเด็นให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน
ต่อมา ยังพบว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2567 ตะวันได้โพสต์คลิปเหตุการณ์จากกล้องหน้ารถ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของตะวันกับแฟรงค์ที่เป็นการแสดงการต่อต้าน ท้าทาย และดูหมิ่นพระเกียรติยศต่อขบวนเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ การกระทำดังกล่าวของตะวันและแฟรงค์เป็นการสร้างภาพตัวอย่าง ชักจูงให้คล้อยตามพฤติกรรมของตน เป็นการกระทำโดยมีเจตนาให้ปรากฏแก่ประชาชน ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำภายใต้ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต หรือส่งเสริมให้บุคคลแสดงความคิดเห็นต่อต้านขบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ พ.ต.ท.สรัล ผู้กล่าวหาที่ 3 จึงมาแจ้งความให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับทั้งสองข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3)
ด้านแฟรงค์ถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน.ดินแดง เหมือนกับตะวัน 3 ข้อหา พร้อมทั้งข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และใช้เสียงสัญญาณยาวหรือซ้ำโดยไม่มีเหตุอันควร อีก 2 ข้อหา รวมเป็น 5 ข้อหา
ทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งยังไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารใด ๆ และปฏิเสธพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวทั้งสองเพิ่มเติม ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุอันควร อีก 1 ข้อหา
หลังเสร็จการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในช่วงเวลา 23.00 น. ตะวันถูกควบคุมตัวที่ สน.ฉลองกรุง ส่วนแฟรงค์อยู่ที่ สน.ดินแดง เพื่อรอพนักงานสอบสวนนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญาในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น
(อ้างอิง: บันทึกการจับกุมและบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา สน.ดินแดง ลงวันที่ 13 ก.พ. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/64826) -
วันที่: 14-02-2024นัด: ฝากขังเวลา 10.00 น. รถควบคุมตัวผู้ต้องขังจาก สน.ดินแดง และ สน.ฉลองกรุง ได้ทยอยมาถึงศาลอาญา ซึ่งทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังทันที
ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า ศาลจะเปิดห้องพิจารณาคดีที่ 809 เพื่อไต่สวนคำร้องขอฝากขังตามที่ทนายความร้องขอ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวน
ร.ต.อ.ศรัทธาธรรม สูตรสุวรรณ และ พ.ต.ท.สนุก พัฒนา พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เข้าให้การในฐานะผู้ร้องขอฝากขัง โดยเบิกความถึงพฤติการณ์แห่งคดีโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 เวลาประมาณ 18.20 น. แฟรงค์ได้เป็นผู้ขับขี่รถยนต์ โดยมีตะวันเป็นผู้โดยสารอยู่บริเวณด้านข้างคนขับ บนทางร่วมเข้าต่างระดับมักกะสันมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ซึ่งในขณะนั้นมีขบวนเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ กำลังเสด็จผ่านในบริเวณดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อารักขาได้มีการสั่งให้หยุดรถที่มาจากทางร่วมฯ เป็นการชั่วคราวเพื่อถวายความปลอดภัยของขบวนเสด็จ
ในเวลาต่อมาได้ปรากฏว่าแฟรงค์ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ได้พยายามเข้ามาแทรกกลางระหว่างรถที่ชะลออยู่ เพื่อแทรกตัวไปด้านหน้า แต่ไม่สามารถขับผ่านไปได้ โดยมีตำรวจสั่งให้หยุด ซึ่งผู้ต้องหาที่ขับรถได้หยุดรถและบีบแตรส่งเสียงดังเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเนื่องประมาณ 1 นาที
ส่วนตะวันที่นั่งอยู่ข้างคนขับ ได้เปิดกระจกรถต่อว่าตำรวจที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวว่า เดือดร้อนภาษีประชาชน และเมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแล้ว ก็ได้เปิดการจราจรให้รถยนต์จากทางร่วมฯ วิ่งไปได้ตามปกติ โดยเห็นว่ารถของผู้ต้องหาทั้งสองคนมีพฤติการณ์ขับรถเร็ว ซึ่งตำรวจเห็นว่าอาจเป็นการอันตรายต่อขบวนเสด็จ จึงได้แจ้งทางวิทยุให้เจ้าหน้าที่รายอื่นที่ปฏิบัติงานถวายความปลอดภัยทราบถึงพฤติกรรมของรถยนต์คันดังกล่าว
จากนั้นรถของตะวันก็ได้ขับเข้าประชิดกับรถปิดท้ายขบวน แต่เจ้าหน้าที่รถปิดท้ายขบวนได้สกัดเอาไว้ได้ จึงทำให้ไม่สามารถแทรกเข้าไปในขบวนเสด็จได้
เมื่อรถของผู้ต้องหาทั้งสองคนหยุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงไปพูดคุย ซึ่งเห็นว่าตะวันได้ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเอง และส่งเสียงโวยวายต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ
และเหตุที่ต้องมาฝากขังกับศาลอาญาในครั้งนี้ ผู้ร้องได้เสนอต่อศาลว่า การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นการกระทำที่มีโทษสูง และอาจมีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังต้องสอบประจักษ์พยานเพิ่มอีกเป็นจำนวน 5 ราย
อย่างไรก็ตาม ทนายความได้ถามค้าน โดยถาม ร.ต.อ.ศรัทธาธรรม ผู้ร้องว่า ในคดีนี้เริ่มแรก ไม่ใช่คดีที่มีโทษสูง และเป็นคดีลหุโทษเท่านั้น ซึ่งตำรวจเคยขอออกหมายจับจากศาลแขวงดุสิต แต่ศาลปฏิเสธออกหมายจับให้ เนื่องจากเป็นการขอหมายที่กระชั้นชิดใช่หรือไม่ ซึ่งผู้ร้องได้ยอมรับว่าใช่ พร้อมทั้งอธิบายว่า เดิมคดีนี้เป็นคดีลหุโทษ โดยมีเพียงข้อหาเกี่ยวกับการส่งเสียงอื้ออึงเท่านั้น
แต่เมื่อคณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมกันแล้วลงความเห็นว่า คดีนี้ต้องแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 เพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่มีโทษสูง จึงได้เปลี่ยนมาขอออกหมายจับจากศาลอาญาแทน โดยศาลก็ได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองคน
เมื่อทนายถามต่อว่า ประจักษ์พยานที่ผู้ร้องอ้างว่าต้องสอบเพิ่มเป็นบุคคลใดบ้าง ร.ต.อ.ศรัทธาธรรม ไม่สามารถตอบได้ ทนายถึงถามว่าผู้ร้องก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นบุคคลใดบ้าง ตลอดจนผู้ต้องหาทั้งสองรายก็ไม่ทราบว่าประจักษ์พยานที่พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำเพิ่มเติมเป็นบุคคลใดบ้างใช่หรือไม่ ผู้ร้องรับว่า ใช่
ต่อมาเวลา 12.00 น. ศาลอ่านรายงานกระบวนพิจารณาคดี โดยมีคำสั่งว่าให้ผู้ต้องหาทั้งสองรายรอฟังคำสั่งว่าศาลจะอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ ในเวลา 14.00 น.
ในเวลา 14.30 น. ศาลเรียกให้ทนายความเข้าไปฟังคำสั่งที่บริเวณห้องควบคุมตัวใต้ถุนศาล โดยมีคำสั่งระบุว่า เนื่องจากคดีนี้ พนักงานสอบสวนมีเหตุจำเป็นจะต้องสอบปากคำประจักษ์พยานเพิ่มเติมอีก 5 ราย โดยเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายอาจเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังครั้งที่ 1 เป็นระยะเวลา 12 วัน (14 – 25 ก.พ. 2567)
ต่อมา 15.00 น. ทนายความเข้ายื่นคำร้องขอประกันตะวันและแฟรงค์ในทันที แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันระหว่างการสอบสวน ระบุคำสั่งว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ข้อหาที่ผู้ต้องหาทั้งสองถูกกล่าวหามีอัตราโทษสูง พฤติการณ์ในการกระทำผิดของผู้ต้องหาทั้งสองมีลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวมีเหตุน่าเชื่อว่าจะไปก่อเหตุอันตรายลักษณะเดียวกันนี้ หรือประการอื่นอีก ทั้งอาจเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยกคำร้อง
ผลของคำสั่งไม่ให้ประกันของศาลทำให้ตะวันถูกส่งตัวเข้าทัณฑสถานหญิงกลาง และแฟรงค์ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที
(อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/64826) -
วันที่: 22-02-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 2ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตะวันและแฟรงค์ต่อศาลอาญาเป็นครั้งที่ 2 ตามความประสงค์ของทางครอบครัวของตะวันที่กังวลว่า อาจจะเกิดอันตรายจากการที่ทั้งสองคนอดน้ำและอาหารมาเป็นเวลาหลายวันตั้งแต่ถูกคุมขัง โดยเสนอหลักประกันเป็นเงินสดคนละ 70,000 บาท
คำร้องขอประกันโดยสรุประบุว่า สืบเนื่องจากที่ผู้ต้องหาทั้งสองแสดงความประสงค์จะเรียกร้องต่อประเด็นปัญหาในกระบวนการยุติธรรมไทยโดยการอดข้าว อดน้ำ และไม่รับยาเพื่อบรรเทาอาการหรือรักษาโรคใด ๆ นับตั้งแต่ถูกคุมขัง ทำให้ร่างกายของผู้ต้องหาทั้งสองไม่ได้รับสารอาหารและน้ำ เป็นเหตุให้สุขภาพของทั้งสองทรุดโทรมลง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
อีกทั้งในการไต่สวนคำร้องขอฝากขังก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาทั้งสองเป็นเพียงนักศึกษาและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน ผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากในวันที่ถูกจับกุมทั้งสองได้มอบตัวและเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาแต่โดยดี อีกทั้งผู้ต้องหาทั้งสองยังถูกขังหลังจากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว ผู้ต้องหาทั้งสองจึงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ปรากฏเหตุที่ศาลจะไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันทันที โดยระบุในคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลนี้เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจนแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำผู้ต้องหาอดข้าวอดน้ำและไม่รับการรักษาจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต และขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหานั้น เห็นว่า เป็นอำนาจและดุลพินิจของกรมราชทัณฑ์ในการดูแลหรือส่งตัวไปรักษาตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง
ลงนามคำสั่งโดย เมตตา ท้าวสกุล
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา ลงวันที่ 22 ก.พ. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/65022) -
วันที่: 24-02-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 3พ่อของตะวันยื่นประกันตะวันและแฟรงค์อีกครั้ง ระบุเหตุผลว่า ทั้งสองคนป่วยหนักจากการอดอาหาร อาจเสียชีวิตได้ในไม่ช้า จึงขอให้ศาลปล่อยชั่วคราว เพื่อที่จะสามารถรักษาชีวิตของทั้งสองไว้ได้
ธีรวิชช์ ควรเสรี ผู้พิพากษาผู้พิจารณาคำร้องขอประกันมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำใบรับรองแพทย์มาแสดงเพิ่มเติมและนัดฟังคำสั่งในวันที่ 25 ก.พ. 2567
วันต่อมา ศาลยังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันทั้งสองคน ระบุว่า ศาลเคยมีคําสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจนแล้ว ส่วนกรณีอาการเจ็บป่วยของผู้ต้องหาทั้งสอง ขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์โดยใกล้ชิดแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคําสั่งเดิม จึงมีคําสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง ยกคําร้อง
(อ้างอิง: คำสั่งแนบท้ายรายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา ลงวันที่ 25 ก.พ. 2567) -
วันที่: 08-03-2024นัด: ฝากขังครั้งที่ 3เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ทนายความยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง ผัดที่ 3 ขณะเดียวกัน “สายน้ำ” นภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ ในฐานะผู้รับมอบฉันทะจาก สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ “ส.ศิวรักษ์” ปัญญาชนนักคิดนักเขียน และ อธึกกิต แสวงสุข หรือ “ใบตองแห้ง” นักสื่อสารมวลชนอาวุโสไทย ได้เดินทางเข้ายื่นคำแถลง ขอให้ศาลพิจารณาไม่อนุญาตฝากขังเป็นผัดที่ 3
สายน้ำอ่านเนื้อหาในแถลงการณ์ของสุลักษณ์ โดยมีใจความสำคัญระบุว่า ในฐานะเนติบัณฑิตอังกฤษ มีความเชื่อมั่นในหลักนิติปรัชญาว่า ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และบุคคลจะต้องมีสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคกัน การควบคุมกักขังที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องทำเพื่อป้องกันอันตรายอื่นใด หรือการหลบหนีเท่านั้น
และต้องมีการประกันอิสรภาพของบุคคลอย่างเคร่งครัด และจะตีความกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพเป็นหลักไม่ได้ และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาที่พนักงานอัยการยังไม่ได้ฟ้องเป็นคดีต่อศาล และการต่อสู้ของเยาวชนทั้งสองคนก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการต่อสู้ทางความคิด ไม่มีเหตุใดทางมนุษยธรรมและทางหลักกฎหมายที่จะควบคุมตัวไว้ตามคำร้องขอรัฐ
จึงขอให้ศาลได้ปลดปล่อยเด็กเหล่านี้ ตามอำนาจศาลยุติธรรมที่มีอยู่ เพื่อให้เขาได้มีสิทธิต่อสู้ทางความคิด และมีสิทธิในการต่อสู้ทางคดีอย่างเต็มที่ หากทั้งสองคนมีความผิดก็ให้ลงทัณฑ์ หากถูกก็ขอให้ยกฟ้องและปล่อยตัวโดยทันที
จากนั้นอธึกกิตได้แถลงต่อว่า ประเทศไทยไม่มีใครอยากย้อนกลับไปอยู่ภายใต้ระบบเก่า และประเทศไทยจะต้องตั้งหลักจากประชาธิปไตย โดยมีหลักใหญ่ใจความสำคัญคืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และองค์ตุลาการซึ่งเป็นเสาหลักจะต้องรับประกันความปลอดภัย สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเหล่านี้ ดำรงตนเป็นจุดเชื่อมโยงที่ปกปักพิทักษ์รักษาให้ความปลอดภัยระหว่างประชาชนกับการปกครอง
การปล่อยตัวชั่วคราวบุคคลนั้นเป็นสิทธิของบรรดาผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา การจำคุกกักขังบุคคลใดเกินกว่าที่สมควรตามเหตุผลที่กฎหมายกำหนดนั้นย่อมกระทำมิได้ และด้วยความเคารพต่อศาลอาญา การรับฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองคนในคดีนี้ไว้ และไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทั้งที่ทั้งสองมิได้มีพฤติการณ์หลบหนี ยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่หน้าศาลอาญา และโดยที่ทั้งสองไม่สามารถเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และขัดขวางกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้ ถือว่าเป็นกรณีที่อันตรายต่อกระบวนการยุติธรรม และถือว่าเป็นการด้อยค่าสิทธิมนุษยชนของพวกเขา
อธึกกิตได้กล่าวปิดท้ายว่า ในการพิทักษ์ไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม ในฐานะผู้ใหญ่และปัญญาชนที่เป็นเสาหลักในการปกป้องประชาชนนั้น เราจะเพิกเฉยละเลยต่อการพิทักษ์รักษาสิทธิมนุษยชนไปไม่ได้ และเราต่างเรียนรู้หลักการตามนิติปรัชญา เพื่อนำมาใช้สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
++พงส.ผู้ขอฝากขัง เบิกความยังต้องรอผลตรวจ VDO และสอบปากพยาน ปชช.อีก 2 ปาก แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ก็เห็นด้วยว่า “ตะวัน-แฟรงค์” ไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้
การไต่สวนคำร้องขอฝากขังวันนี้มีเหตุจาก ทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 3 ของพนักงานสอบสวน ระบุเหตุผลว่า เป็นการฝากขังที่เกินความจำเป็น ศาลจึงได้นัดหมายไต่สวน
ทนายความยังได้ยื่นคำร้องขอเบิกตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาศาล ระบุว่า ทนายความและญาติได้รับแจ้งจากตะวันและแฟรงค์ว่า ทั้งสองประสงค์ให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวนต่อหน้า โดยไม่ประสงค์ให้ไต่สวนผ่านจอภาพหรือระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากไม่อาจทำให้ผู้ต้องหาปรึกษาทนายความเป็นการส่วนตัวได้ อีกทั้งระบบการถ่ายทอดอาจมีสัญญาณภาพและเสียงไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ต้องหาไม่ได้รับความสะดวก และไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 802 เวลาประมาณ 10.22 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดี โดยไม่ได้มีการเบิกตัวตะวันและแฟรงค์มาฟังการไต่สวน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสองมีสุขภาพไม่แข็งแรง ประกอบกับจำเลยทั้งสองมีทนายความอยู่แล้ว แฟรงค์จึงร่วมฟังการไต่สวนด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ส่วนตะวันที่ถูกควบคุมตัวอยู่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ นั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แจ้งว่าไม่สามารถเข้าร่วมการไต่สวนผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้
พยานผู้ร้องขอฝากขังชื่อ พ.ต.ต.ธราดล วงศ์เจริญยศ พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เป็นหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดี เบิกความต่อศาลว่า ในการยื่นขอฝากขังครั้งที่ 3 มีความจำเป็นต้องสอบพยานประชาชนทั่วไปอีก 2 ปาก และรอผลตรวจวิดีโอจากกองพิสูจน์หลักฐานว่ามีการแก้ไขหรือดัดแปลงหรือไม่ ซึ่งพยานคาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ พ.ต.ต.ธราดล สรุปว่า อาจสอบสวนพยานให้แล้วเสร็จได้ภายในการฝากขังครั้งที่ 3
พยานตอบทนายผู้ต้องหาถามค้านว่า ที่อ้างว่าการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ และรอผลตรวจพิสูจน์คลิปวิดีโอ 1. คลิปวิดีโอจากเฟซบุ๊ก ซึ่งส่งตรวจไปนานแล้ว 2. คลิปวิดีโอประจักษ์พยาน ซึ่งพยานผู้ร้องได้ส่งไปในภายหลังนั้น ผู้ต้องหาทั้งสองไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานได้ ดังนั้น หากศาลไม่รับฝากขังก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ร้องแต่อย่างใด
หลังการไต่สวน ทนายได้แถลงต่อศาลว่า ตะวันฝากให้ทนายความแถลงประกอบการพิจารณาว่า “ผู้ต้องหาทั้งสองขอเรียนต่อศาลว่า จากการไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 และครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าการกักขัง คุมขัง ระหว่างการสอบสวน เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา หากไม่ฝากขังก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อพนักงานสอบสวน พยานผู้ร้องเคยเบิกความว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นเพียงเยาวชน และมีที่อยู่แน่นอน จึงไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
ดังนั้น การคุมขังผู้ต้องหาทั้งสองคนในคดีนี้ ซึ่งเป็นการขังระหว่างการสอบสวน มิใช่ระหว่างการดำเนินคดีหลังฟ้อง จึงเป็นการกักขังในกรณีพิเศษ ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเรียกให้ผู้ต้องหาทั้งสองมารายงานตัวตามคำสั่ง เห็นได้จากคดีที่ผ่านมาผู้ต้องหาทั้งสองถูกดำเนินคดีที่มีอัตราโทษสูงกว่าคดีนี้ก็มาศาลทุกครั้ง ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี จึงขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 อย่างเคร่งครัด และมีคำสั่งยกคำร้อง ปล่อยตัวผู้ต้องขังทั้งสองไปดำเนินชีวิตอย่างปกติ”
ด้านแฟรงค์ได้ฝากให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แถลงต่อศาลว่า ตนเป็นเพียงแค่เยาวชนคนหนึ่ง ขอให้ศาลยกคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 และปล่อยตัว
หลังจากการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลแจ้งว่า ตามระเบียบของศาลอาญาว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการคดีสำคัญและเป็นที่สนใจ ต้องนำคดีไปปรึกษารองอธิบดีศาลก่อน โดยนัดฟังคำสั่งในเวลาประมาณ 14.00 น.
ในการไต่สวนครั้งนี้มีเพื่อนนักกิจกรรม ประชาชน และสื่อพลเมือง เข้าร่วมฟังการพิจารณาเต็มที่นั่งในห้องพิจารณาคดี
สำหรับแฟรงค์ใส่เสื้อคอกลมสีขาวและหน้ากากอนามัย นั่งฟังที่หน้าจอคอนเฟอเรนซ์ตลอดการไต่สวนราว 1 ชั่วโมงในสภาพร่างกายที่อิดโรย และศีรษะพิงกำแพงตลอดเวลา ในช่วงท้ายทนายความได้ขออนุญาตให้เพื่อนนักกิจกรรมที่มารอเจอแฟรงค์ได้โบกมือทักทาย ก่อนที่แฟรงค์จะต้องกลับขึ้นไปพักผ่อนที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 2 คน เป็นผู้อุ้มตัวแฟรงค์ไป เนื่องจากสภาพร่างกายเขาค่อนข้างอ่อนล้า ไม่สามารถลุกขึ้นหรือเดินเองได้
ต่อมา เวลา 14.10 น. แฟรงค์ถูกนำตัวมาวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อีกครั้งเพื่อฟังคำสั่งศาล โดยสภาพร่างกายของเขาอิดโรยไม่ต่างจากเมื่อเช้านัก และบรรยากาศในห้องก็มีเพื่อนนักกิจกรรมและประชาชนมาร่วมฟังจำนวนมากเช่นเดียวกับช่วงเช้า
ศาลอ่านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังทั้งสองคนตามคำขอของพนักงานสอบสวนเปฺ็นระยะเวลาอีก 12 วัน ระหว่างวันที่ 9-20 มี.ค. 2567 โดยเห็นว่า คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ผู้ร้องยังมีพยานบุคคลที่ต้องสอบอีก 2 ปาก ซึ่งเป็นพยานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของผู้ต้องหาทั้งสอง ทั้งยังต้องรอผลการตรวจวิทยาศาสตร์จากกองพิสูจน์หลักฐาน (คลิปวิดีโอ) ว่ามีการแก้ไขดัดแปลงหรือไม่ ประกอบการพิจารณาทำความเห็นสั่งฟ้อง กรณีมีเหตุจำเป็นที่ต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองต่อไป ดังนั้น คำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ของผู้ร้อง จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87
ในส่วนเรื่องอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหา เมื่อศาลอนุญาตให้หมายขังตามคำร้องขอฝากขังแล้ว เป็นดุลยพินิจของศาลที่จะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวหรืออุทธรณ์คำสั่งได้ตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตามขอ และกำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในการฝากขังครั้งนี้
ส่วนการยื่นประกันตัวทั้งสองคน ยังไม่มีการยื่นประกันในวันนี้
ในเวลา 14.30 น. หลังศาลอาญาอนุญาตฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองคนต่อ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” ได้เดินทางยื่นคำแถลงแสดงความรู้สึกผิดหวังต่อคำสั่งของศาล
ชาญวิทย์กล่าวว่า เมื่อทราบคำสั่งของศาลว่าอนุญาตให้ฝากขังทั้งสองต่อเป็นผัดที่ 3 ตนและสุชาติรู้สึกผิดหวังมาก จึงยื่นคำแถลงต่อศาลระบุว่า “ข้าพเจ้าเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาหลายยุคหลายสมัย เห็นความโหดร้ายในการปราบปรามประชาชนในการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเกิดขึ้นจากการที่มีผู้คนอ้างความเชื่อที่ถูกปลุกปั่นยุยงให้เข้าประหัตประหารเยาวชนนักเรียนนิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สร้างขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ว่าบ้านเมืองต้องมีกฎหมายเป็นหลัก ผู้คนต้องเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายอันเป็นเจตนารมณ์ของนายปรีดี พนมยงค์ บรรพตุลาการและรัฐบุรุษของพวกเราทั้งหลาย เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองนั้น ใช้การปกครองในระบบกฎหมายเท่านั้นโดยปราศจากอคติทั้งปวง
เมื่อเด็กทั้งสองคนนี้ยังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องใช้หลักการสันนิษฐานไว้ก่อน ว่าเขาทั้งสองเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องใช้หลักการความเป็นธรรมทางกฎหมายทั้งปวงที่ท่านมีอยู่ในมือเพื่อใช้ดำรงหลักการและคุ้มครองบ้านเมืองให้สงบสุขต่อไป
จึงขอให้พิจารณาไม่รับฝากขังเยาวชนทั้งสองตามคำขอของตำรวจและให้ปล่อยชั่วคราวไปตลอดเวลาในการพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด”
สำหรับคำแถลงของสุชาติระบุว่า "ข้าพเจ้าเป็นอดีตนักศึกษาเก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เติบโตมาในสมัยของเผด็จการถนอม-ประภาส ตลอดชีวิตที่ผ่านมาได้รับรู้และรับทราบรสชาติของการที่ประชาชนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เผด็จการเป็นอย่างดี รู้รสชาติของสภาวะที่อำนาจตุลาการตกอยู่ภายใต้การสั่งการของเผด็จการ รู้รสชาติของการถูกถอดถอนตำแหน่งศิลปินแห่งชาติจากการมีความเห็นที่ไม่ตรงรัฐ
ข้าพเจ้าเชื่อว่า เด็กสองคนในคดีนี้ไม่ควรได้รับสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยได้รับรู้รับทราบ ไม่เคยสมควรต้องได้รับรู้รสชาติเช่นตอนที่ข้าพเจ้าได้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าไม่เคยได้รับโอกาสในการโต้แย้งใด ๆ
เมื่อเวลาผ่านมาและข้าพเจ้าเติบโตมีปริทัศน์ขึ้น ข้าพเจ้าอยากให้เด็กได้รับโอกาสนั้น และได้รับโอกาสที่จะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นหลักการทางกฎหมาย
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อศาลที่เคารพต่อไปว่า แม้ข้าพเจ้าจะรับรู้รสชาติของภาวะที่อำนาจตุลาการตกอยู่ภายใต้การสั่งการของเผด็จการ แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าตุลาการในยุคใหม่ไม่ใช่เช่นนั้น เชื่อมั่นว่าตุลาการเป็นอิสระได้และเชื่อมั่นว่าระบบตุลาการไทยจะเป็นเสาหลักของประเทศไทยในการปกป้องประชาชนผู้เห็นต่างและถูกคุกคาม
สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขอเรียนต่อศาลที่เคารพว่า ข้าพเจ้าเชื่อว่าการไม่รับฝากขังและปล่อยตัวชั่วคราวเด็กกลับไปสู่พ่อแม่ของเขาจะไม่ทำให้ประเทศไทยในพุทธศักราช 2567 ล่มจมล่มสลายแต่ประการใด จึงขอให้ท่านไม่รับฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองนี้ต่อไป และหากมีการรับฝากขังจองจำผู้ต้องหาทั้งสองนี้ไว้ ก็ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้พิจารณาปล่อยชั่วคราวพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวเยาวชนทั้งสองและเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายด้วย"
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา ลงวันที่ 8 ก.พ. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/65334) -
วันที่: 10-03-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 4พ่อของตะวันยื่นประกันตะวันและแฟรงค์อีกเป็นครั้ง 4 ระบุเหตุผลว่า ทั้งสองคนอยู่ในอาการวิกฤต โดยในวันไต่สวนคำร้องขอฝากขังเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา ทุกคนในห้องไต่สวนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า ทั้งสองมีอาการวิกฤตจริง ผู้ร้องจึงขอความเมตตาจากศาลในการอนุญาตให้ประกันตะวันและแฟรงค์ ทั้งนี้ ทั้งสองเป็นเพียงเยาวชนธรรมดา ไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลหรืออำนาจใด ๆ ที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม ธีรวิชช์ ควรเสรี ผู้พิพากษาผู้พิจารณาคำร้อง ยังคงมีคำสั่งในวันเดียวกันไม่อนุญาตให้ประกันทั้งสองคน ระบุว่า ตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ศาลมีคำสั่งกำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จในการฝากขังครั้งนี้ แม้ผู้ต้องหาทั้งสองมีอาการวิกฤตตามที่ผู้ร้องอ้าง แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสองอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดแล้ว เชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา ลงวันที่ 10 มี.ค. 2567) -
วันที่: 16-03-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 5พ่อของตะวันยื่นประกันตะวันและแฟรงค์อีกครั้ง ระบุเหตุผลว่า ขณะนี้ทั้งสองคนได้ทำการอารยะขัดขืนโดยการอดอาหารและน้ำ เพื่อเรียกร้องต่อกระบวนการยุติธรรม ทำให้ทั้งสองอยู่ในอาการวิกฤต ซึ่งอาจมีผลให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้ขอให้ศาลรวบรวมคำแถลงของคณาจารย์ นักวิชาการ แพทย์ ฯลฯ จำนวนกว่า 10 ราย ที่ยื่นต่อศาลไม่คัดค้านการให้ประกันตะวันและแฟรงค์มาพิจารณาด้วย
ต่อมา ดวงใจ นาคินทร์ ใจจันทร์เดือน ผู้พิพากษาผู้พิจารณาคำร้อง ยังคงมีคำสั่งในวันเดียวกันไม่อนุญาตให้ประกันทั้งสองคน ระบุว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุตามคำร้องครั้งนี้อ้างว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีอาการวิกฤต อันเป็นเหตุที่อ้างในการขอปล่อยชั่วคราวในครั้งก่อน ซึ่งศาลนี้ได้ระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้วที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง แม้ผู้ต้องหาทั้งสองจะมีอาการวิกฤตกว่าเดิมตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง แต่เมื่อผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดแล้ว เชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา ลงวันที่ 16 มี.ค. 2567) -
วันที่: 20-03-2024นัด: ฝากขังครั้งที่ 4เวลา 10.00 น. ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังตะวันและแฟรงค์ครั้งที่ 4 เนื่องจากวานนี้ (19 มี.ค. 2567) ทนายความได้ยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 4 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน เนื้อหาของคำร้องสรุปเหตุผลได้ 2 ประการดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 จากการไต่สวนพยานของผู้ร้องที่ผ่านมาไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ๆ ว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีพฤติการณ์หลบหนีหรือมีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏว่า หากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยตัวจะไปกระทำการใด ๆ หรือจะไปรบกวนการสอบสวนในคดีนี้
ดังนั้น ผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่า ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นตามข้อกฎหมายใดที่จะขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ในระหว่างการสอบสวนต่อไป
ประการที่ 2 หากมีการรับฝากขังอีกต่อไปนับจากวันที่ 20 มี.ค. 2567 แล้วผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญา, กฎหมายรัฐธรรมนูญ และหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามไว้ และจะเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพต่อผู้ต้องหาทั้งสองเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจทำได้
แม้จะมีข้ออ้างว่าหากศาลรับคำร้องขอฝากขังไว้ ผู้ต้องหาทั้งสองหรือประชาชนอื่น ๆ ที่ถูกดำเนินการทางคดีในลักษณะเดียวกันก็อาจใช้สิทธิขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ก็ตาม แต่ผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่จะต้องไปดำเนินการหาเงินหรือหลักทรัพย์ประกันใด ๆ ในการนำมาใช้ขอปล่อยตัวชั่วคราว
กรณีดังกล่าวจึงเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาทั้งสองอย่างยิ่ง หากไม่ยึดถือหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว กรณีดังกล่าวจะทำให้พนักงานสอบสวนหรือฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐใช้ในการคุกคามประชาชนต่อไป
นอกจากนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองยังขอถือเอาคำร้องแสดงเหตุผลการคัดค้านการฝากขัง ฉบับลงวันที่ 5 มี.ค. 2567 พร้อมเอกสารประกอบคำร้องเป็นส่วนหนึ่งของคำคัดค้านฉบับนี้ด้วย
ส่วนคำร้องขอให้ศาลออกนั่งไต่สวนคำร้องฝากขังครั้งที่ 4 และเรียกให้บุคคลภายนอกมาให้การ ระบุว่า หากศาลพิจารณาเห็นว่าจะต้องมีการไต่สวนคำร้อง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อให้ได้ความเป็นจริงอันถูกต้องตรงความเป็นจริงในการวินิจฉัย ผู้ต้องหาทั้งสองขอให้ศาลได้โปรดเบิกตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาศาลเพื่อพิจารณาไต่สวน โดยผู้ต้องหาทั้งสองต้องการที่จะใช้สิทธิในการรับฟังการไต่สวนต่อหน้าตนเองตามที่กฎหมายให้สิทธิไว้ โดยไม่ต้องการฟังการพิจารณาผ่านจอภาพ เนื่องจากกรณีการพิจารณาดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาทั้งสองอย่างชัดเจน
หากศาลจะเกรงว่าการเบิกตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาศาลเพื่อฟังการไต่สวนจะเป็นการไม่สะดวกเนื่องจากสุขภาพของผู้ต้องหาทั้งสอง ผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่น่าจะเป็นข้อน่ากังวล เนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2567 ศาลอาญาได้มีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง โดยให้เหตุผลว่า “แม้ผู้ต้องหาจะมีอาการป่วย วิกฤต แต่เมื่อผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดจึงเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง” ดังนั้น ผู้ต้องหาทั้งสองจึงขอใช้สิทธิตามกฎหมายให้ศาลเบิกตัวมาฟังการไต่สวน
นอกจากนี้ เพื่อให้การไต่สวนเป็นไปโดยโปร่งใสและยุติธรรม และเพื่อให้ได้ความเป็นจริงในข้อเท็จจริงทุกประการ ผู้ต้องหาทั้งสองจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายเรียกผู้อำนวยการหรือแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ที่ดูแลรักษาผู้ต้องหาที่ 1 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่เป็นผู้ดูแลรักษาผู้ต้องหาที่ 2 เพื่อมาทำการไต่สวนในกรณีเกี่ยวกับอาการความเจ็บป่วยของผู้ต้องหาทั้งสอง
ศาลมีคำสั่งรับคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 4 และเห็นควรให้ไต่สวนทางจอภาพเช่นเดิม เนื่องจากไม่ปรากฏเหตุพิเศษให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม นอกจากนั้นศาลยังเห็นว่า รายงานหรือความเห็นของแพทย์ผู้รักษาผู้ต้องหาทั้งสอง ผู้ต้องหาทั้งสองสามารถส่งต่อศาลเพื่อประกอบการไต่สวนได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องหมายเรียกพยานที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์มาไต่สวน ให้ยกคำร้อง
.
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 813 ครอบครัวของตะวัน เพื่อนนักกิจกรรม และประชาชนทั่วไปเดินทางมาเพื่อพบและให้กำลังใจตะวันและแฟรงค์เต็มห้องพิจารณาคดี
เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่ศาลได้เชื่อมต่อหน้าจอทีวี ปรากฏภาพแฟรงค์จากโรงพยาบาลราชทัณฑ์นอนหลับตาด้วยความอ่อนเพลียอยู่บนเตียงผู้ป่วยตลอดเวลา สามารถกะพริบตาและขยับมือได้เล็กน้อย และในเวลาที่ถูกเรียกชื่อก็สามารถตอบสนองได้บ้างเป็นบางครั้ง
ส่วนของตะวัน ผู้พิพากษากล่าวว่า เรือนจำแจ้งว่าไม่สามารถประชุมทางจอภาพกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ได้ โดยไม่สามารถเชื่อมต่อผ่านระบบประชุมทางจอภาพของศาล และแจ้งว่า วันนี้เป็นเพียงวันไต่สวน ผู้ถูกคุมขังจะแสดงตัวหรือไม่ก็ได้ บิดาของตะวันจึงแถลงต่อศาลว่า แต่ตะวันต้องการแสดงตัว
ศาลกล่าวว่า การแสดงตัวหรือไม่แสดงตัวไม่มีผลต่อการไต่สวนในวันนี้ และบิดาของตะวันสามารถเยี่ยมตะวันได้อยู่แล้ว โดยศาลระบุว่า ตนเป็นผู้สั่งคำร้องขอให้ไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 4 และเรียกให้บุคคลนอกมาให้การเอง เนื่องจากไม่ใช่การไต่สวนเต็มรูปแบบ จึงให้แสดงตัวในจอภาพ และไม่เห็นควรให้บุคลากรทางการแพทย์มาไต่สวนเพราะสามารถส่งรายงานทางการแพทย์มาให้ได้ตลอดเวลา
ทนายความจึงแถลงต่อศาลว่า ที่ขอให้ศาลเบิกตัวตะวันและแฟรงค์มา เนื่องจากศาลยกคำร้องขอประกันทั้งสองคนโดยระบุเหตุว่า ไม่ได้เจ็บป่วยถึงแก่ชีวิต จึงคิดว่าจะสามารถพามาศาลได้ แต่หากต้องการจะไต่สวนผ่านทางจอภาพก็ยินดี และทนายความได้หันไปอธิบายสถานการณ์กับบิดาและมารดาของตะวัน ทั้งสองคนจึงตัดสินใจให้ไต่สวนต่อไปโดยไม่ต้องติดต่อตะวันผ่านทางจอภาพ
เวลาประมาณ 10.55 น. ศาลเรียกให้ พ.ต.ต.ธราดล วงศ์เจริญยศ สารวัตร (สอบสวน) สน.ดินแดง ซึ่งเป็นผู้ร้องขอฝากขัง เบิกความ พยานเบิกความว่า ตนเป็นหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนและเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวนในคดีนี้ เหตุที่ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 4 เนื่องจากกองพิสูจน์หลักฐานกลางยังไม่ส่งคลิปวิดีโอกล้องหน้ารถยนต์ของประชาชนในบริเวณที่เกิดเหตุมาให้ เพราะยังตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่เสร็จสิ้น หากได้คลิปวิดีโอดังกล่าวมาก็สามารถทำความเห็นส่งพนักงานอัยการให้พิจารณาต่อไปได้ พยานได้ทำหนังสือไปทวงถามคลิปวิดีโอแต่ทราบว่ายังไม่เสร็จสิ้น หลังจากนี้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ พยานสามารถสอบสวนและสรุปหลักฐานให้เสร็จสิ้นในการฝากขังครั้งที่ 4 ได้
พยานเบิกความตอบทนายความว่า คลิปวิดีโอที่เหลือเป็นคลิปวิดีโอจากประชาชนบริเวณที่เกิดเหตุส่งมาให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ซึ่งผู้ต้องหาไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ หากไม่มีการฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองต่อ ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการสอบสวน
สุดท้ายทนายความถามว่า หากศาลไม่รับฝากขังและอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง พยานก็ไม่คัดค้านใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่คัดค้าน อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล
ทนายความในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ต้องหาทั้งสอง ยังขออนุญาตแถลงต่อศาลว่า จากข้อเท็จจริงในการไต่สวนคำร้องขอฝากขังตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า การไม่ขังผู้ต้องหาทั้งสอง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนคดีนี้ ทั้งปัจจุบันการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงแต่การตรวจสอบพยานวัตถุ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปแก้ไขหรือดัดแปลง รวมทั้งแทรกแซงพยานหลักฐานดังกล่าวได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 วางหลักไว้ว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหาจะต้องกระทำไม่ให้เกินกว่าพฤติการณ์แห่งคดี เพื่อไม่ให้เป็นการลิดรอนสิทธิแก่ผู้ต้องหาทั้งสอง ทั้งกำหนดเวลาฝากขังตามกฎหมายมีเพียงเพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารริดรอนสิทธิของประชาชน มิได้หมายความว่าจะต้องคุมขังผู้ต้องหาตลอดเต็มกำหนดระยะเวลา ประกอบคำพิพากษาฎีกาที่ 326-327/2505 (ป) ขอให้ศาลยกคำร้องฝากขังครั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หลังจากการไต่สวนเสร็จสิ้น ทนายความพยายามเรียกชื่อแฟรงค์ แต่แฟรงค์ไม่ตอบสนอง เพื่อนนักกิจกรรมเดินเข้ามาพยายามสื่อสารกับแฟรงค์ ศาลจึงอนุญาตให้บุคคลที่มาดูการพิจารณาคดีในวันนี้พูดคุยกับแฟรงค์ได้ ทิชา ณ นคร ได้ขอให้แฟรงค์ยกมือขึ้นหากได้ยินเสียง แฟรงค์จึงยกมือขึ้นช้า ๆ แขนของเขาผอมจนติดกระดูก และไม่สามารถขยับมากได้ ทุกคนจึงพูดทักทายและให้กำลังใจ
ต่อมา แบม อรวรรณ กล่าวผ่านไมโครโฟนว่า ขอให้แฟรงค์ระลึกไว้ว่า ถ้าตัวเรายังต่อสู้ ความยุติธรรมจะอยู่ข้างเรา เพื่อนและมวลชนคิดถึงแฟรงค์มาก ๆ ในวันที่เรายากลำบาก เรายังผ่านไปด้วยกันได้ ในวันที่แฟรงค์ยังสู้อยู่ หัวใจยังเต้นอยู่ ขอให้รับรู้ว่า แฟรงค์ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ความผิดเดียวของตะวัน แฟรงค์ และประชาชนในประเทศนี้คืออยู่ในประเทศที่ไม่มีผู้ใหญ่รับฟัง โลกข้างนอกคือของตะวัน แฟรงค์ และประชาชนทุกคน อรวรรณกล่าวพร้อมร้องไห้ และประชาชนหลายคนในห้องพิจารณาคดีก็ร้องไห้ออกมาด้วยเช่นกัน
จากนั้นศาลอ่านกระบวนพิจารณาระบุว่า ตามระเบียบของศาลอาญาว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการคดีของศาลอาญาต้องนำคดีไปปรึกษารองอธิบดีที่ได้รับมอบหมายก่อน และนัดฟังคำสั่งในเวลา 14.00 น.
ต่อมา เวลา 14.46 น. ทนายความแจ้งว่า ศาลมีคำสั่งว่า พิเคราะข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า คดียังอยู่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน ผู้ร้องยังรอผลตรวจภาพวีดีโอจากกล้องหน้ารถของประชาชนว่ามีการตัดต่อหรือไม่จากกองพิสูจน์หลักฐาน พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุจำเป็น จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองเป็นครั้งที่ 4 (อีก 12 วัน)
องค์คณะผู้พิพากษาที่ออกนั่งพิจารณาคดี ได้แก่ ณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร (หัวหน้าองค์คณะ), พิมพ์ปราง บุณยสมิต, ทศพร ปันทะ, นภัสรัญชน์ ไชยวรุตย์ และ ศริยา สาลี
ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำสั่ง ได้แก่ ณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร, ประสิทธิ์ หลัดกอง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 จนถึงปัจจุบัน ตะวันและแฟรงค์ถูกคุมขังระหว่างสอบสวนมาแล้ว 36 วัน โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทั้งสองอดน้ำและอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่วันแรกที่ถูกคุมขัง รวมเวลา 36 วันหรือกว่า 1 เดือนแล้ว โดยแพทย์ประเมินว่า ตะวันเสี่ยงที่จะช็อคหรือหมดสติได้ตลอดเวลา
ขณะเดียวกันในนัดไต่สวนคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 3 ก่อนหน้านี้ ทางพนักงานสอบสวนระบุเหตุว่าการสอบสวนยังรอสอบปากพยานประชาชนทั่วไปอีก 2 ปาก และรอผลตรวจวิดีโอทางวิทยาศาสตร์จากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งทางตำรวจคาดว่าผลตรวจดังกล่าวจะได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่หลังผ่านการฝากขังไป 12 วันที่ผ่านมา กระบวนการดังกล่าวยังคงไม่เสร็จสิ้น และถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการขอฝากขังต่อไป
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา ลงวันที่ 20 มี.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/65655) -
วันที่: 22-03-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 6ทนายความยื่นประกันตะวันและแฟรงค์อีกเป็นครั้งที่ 6 โดยวางหลักทรัพย์คนละ 150,000 บาท พร้อมกับเสนอให้ศาลแต่งตั้งพ่อของตะวัน ซึ่งเป็นนายจ้างของแฟรงค์ด้วยเป็นผู้กำกับดูแลทั้งสองคน
ทนายความได้หยิบยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย 4 ประการ ซึ่งเป็น ‘เหตุผลใหม่’ ที่มีความสำคัญ เพิ่มเติมจากที่เคยแถลงไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้ศาลพิจารณาปล่อยชั่วคราวตะวันและแฟรงค์ ดังนี้
1. การไต่สวนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้แถลงต่อศาลว่า ได้สอบสวนคำให้การพยานบุคคลทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงรอผลตรวจทางวิทยาศาสตร์จากกองพิสูจน์หลักฐาน (คลิปวิดีโอ) ว่ามีการแก้ไขหรือดัดแปลงหรือไม่
ทนายความเห็นว่า ขั้นตอนที่เหลืออยู่นั้นเป็นเพียงการตรวจสอบวิดีโอ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวนแล้ว ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้เบิกความตอบทนายผู้ต้องหาว่า ผู้ต้องหาทั้งสองไม่สามารถที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงใด ๆ ในคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ และแม้ว่าพนักงานสอบสวนจะยังไม่ได้รับผลการพิสูจน์คลิปวิดีโอดังกล่าว การปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดต่อการสอบสวนคดีนี้
2. ประการสำคัญ พนักงานสอบสวนแถลงต่อศาลในการไต่สวนครั้งล่าสุดไว้ชัดเจนว่า หากศาลจะไม่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 4 ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนคดีนี้ และหากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองระหว่างการสอบสวน พนักงานสอบสวนก็ไม่คัดค้าน
3. ทั้งสองถูกคุมขังมาแล้วเป็นเวลา 38 วัน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ผู้ต้องหาทั้งสองก็ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะไม่ก่อเหตุอันตรายประการอื่น
4. หากศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราวและประสงค์ให้มีผู้กำกับดูแลผู้ต้องหาทั้งสองระหว่างการปล่อยชั่วคราว เสนอให้ศาลแต่งตั้งพ่อของตะวัน ซึ่งเป็นนายจ้างของแฟรงค์ด้วยเป็นผู้กำกับดูแลให้ทั้งสองปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ เวลาประมาณ 12.30 น. ดวงใจ นาคินทร์ ใจจันทร์เดือน รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ยังคงมีคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ โดยให้เหตุผลเช่นเดียวกับครั้งก่อน ๆ ว่า “พิเคราะห์คำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว เห็นว่า ศาลนี้ได้ระบุเหตุผลในการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ไว้ชัดแจ้งแล้ว ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุอื่นในอันที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้”
ผลของคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวข้างต้น ทำให้ตะวันและแฟรงค์จะยังคงถูกคุมขังระหว่างการสอบสวนต่อไป โดยปัจจุบันเป็นการถูกคุมขังเข้าสู่วันที่ 38 แล้ว โดยอยู่ระหว่างการฝากขังครั้งที่ 4 (21 มี.ค. – 1 เม.ย. 2567)
ทั้งนี้ ในคดีนี้ตะวันและแฟรงค์ถูกกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี พนักงานสอบสวนจึงสามารถขอฝากขังระหว่างการสอบสวนได้รวมกันไม่เกิน 48 วัน ทำให้การขอฝากขังครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็นการขอฝากขังครั้งสุดท้าย หากพนักงานสอบสวนไม่สามารถสรุปสำนวนคดีและมีความเห็นควรสั่งฟ้องเสนอต่อพนักงานอัยการ ตลอดจนอัยการไม่สามารถสั่งฟ้องและยื่นฟ้องต่อศาลได้ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2567 ทั้งตะวันและแฟรงค์ก็จะถูกปล่อยตัวในวันที่ 2 เม.ย. 2567
ปัจจุบันตะวันและแฟรงค์ยังคงอดอาหารประท้วงตาม 3 ข้อเรียกร้องที่ได้ประกาศไว้ ได้แก่ 1.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 2.ต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีกในอนาคต 3.ประเทศไทยไม่ควรเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เป็นเวลามากกว่า 1 เดือนแล้ว โดยทั้งสองเริ่มต้นประท้วงตั้งแต่วันแรกที่ถูกคุมขังในเรือนจำ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา และเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งทั้งสองถูกย้ายตัวไปโรงพยาบาลนอกเรือนจำตามสภาพอาการที่รุนแรงมากขึ้นตามลำดับ โดยปัจจุบันตะวันอยู่ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ส่วนแฟรงค์อยู่ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ศาลอาญา ลงวันที่ 22 มี.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/65758)
-
วันที่: 28-03-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 7พ่อและทนายความยื่นประกันตะวันและแฟรงค์อีกเป็นครั้งที่ 7 โดยวางหลักทรัพย์คนละ 150,000 บาท หลังอาการของตะวันทรุดหนักลงจนอาจเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตจากการอดอาหารประท้วงกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว 44 วัน
ทนายความได้หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ที่มีความสำคัญ เพื่อให้ศาลพิจารณาปล่อยตัว คือ ตะวันมีอาการคลื่นหัวใจเต้นผิดจังหวะเนื่องจากโพแทสเซียมและแมกนีเซียมต่ำ ซึ่งหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจที่รักษาอาการป่วยของตะวันอยู่นั้นแจ้งกับญาติว่า หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและนำไปสู่อาการหัวใจหยุดเต้นหรือเสียชีวิตได้
ส่วนแฟรงค์มีอาการมึนหัว พูดไม่ค่อยได้ ซูบผอม จนน้ำหนักลดลงเหลือ 38.4 กิโลกรัม อาเจียน หายใจลำบากต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ตัวเหลืองซีด ปากแห้ง ค่าน้ำตาลในเลือดต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว
ด้วยเหตุดังกล่าวในปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้ต้องหาทั้งสอง มิได้เป็นเหตุผลที่จะทำให้ผู้ต้องหาทั้งสองจะหลบหนี หรือเป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือเป็นอุปสรรคหรือความเสียหายในการดำเนินคดีในศาลแต่ประการใด
นอกจากนี้ ทนายความได้เน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอีก 4 ประการที่เคยยื่นประกันไปครั้งก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ในเวลาประมาณ 15.11 น. ของวันเดียวกัน ศาลอาญายังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันตะวันและแฟรงค์เป็นครั้งที่ 7 โดยให้เหตุผลว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้อยู่ในชั้นฝากขังใกล้ครบระยะเวลาฝากขังแล้ว และศาลนี้เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง” ลงชื่อ ธีรวิชช์ ควรเสรี ผู้พิพากษา
ผลของคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวข้างต้น ทำให้ตะวันและแฟรงค์จะยังคงถูกคุมขังระหว่างการสอบสวนต่อไปเป็นวันที่ 44 แล้ว โดยอยู่ระหว่างการฝากขังครั้งที่ 4 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เม.ย. 2567
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ศาลอาญา ลงวันที่ 28 มี.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66008) -
วันที่: 01-04-2024นัด: ยื่นฟ้องที่ศาลอาญา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตะวันและแฟรงค์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 397 (ก่อความเดือดร้อนรำคาญ), 368 (ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน), พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 14 (ใช้เสียงแตรรถยาวหรือซ้ำเกินควร) เฉพาะณัฐนนท์ยังถูกฟ้องในข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136 อีกหนึ่งข้อหาด้วย
ณัฐพงษ์ วายุพัฒน์ พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 บรรยายฟ้องตะวันและแฟรงค์แยกเป็น 4 กระทง กล่าวคือ
1. เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตํารวจกําลังถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ อยู่บนทางพิเศษศรีรัช มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยปิดกั้นบริเวณทางต่างระดับมักกะสัน มิให้รถยนต์ของประชาชนขับขึ้นไปจนกว่าขบวนเสด็จจะผ่านไป จำเลยทั้งสองที่อยู่บนรถยนต์คันที่จําเลยที่ 2 (ณัฐนนท์) เป็นผู้ขับ ได้ร่วมกันบีบแตรรถยนต์ตลอดเวลาเสียงดังยาว 1 – 2 นาที และขับรถยนต์แทรกคันอื่น ๆ ที่หยุดรออยู่ เพื่อแทรกเข้าไปในเส้นทางที่ขบวนเสด็จกำลังเคลื่อนผ่าน
อัยการระบุอีกว่า ต่อมา เมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแล้ว จำเลยทั้งสองยังขับรถไล่ติดตามขบวนเสด็จไปในระยะกระชั้นชิดและบีบแตรลากยาวโดยไม่มีเหตุอันควร ตลอดจนถึงบริเวณทางลงของทางด่วนพหลโยธิน 1 เป็นระยะประมาณ 800 เมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นรถยนต์ของจำเลยทั้งสองไว้ได้ อันเป็นการก่อความเดือดร้อนรําคาญให้แก่ประชาชนทั่วไปที่ใช้ทางพิเศษศรีรัชในขณะนั้น
2. จำเลยที่ 2 ได้ดูหมิ่น ส.ต.อ.นพรัตน์ อินทิแสน ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาขบวนเสด็จและเข้าสกัดกั้นรถยนต์ของจำเลยทั้งสอง ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ทำให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวรู้สึกอับอายและถูกลดคุณค่า อันเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่
3. วันที่ 4 ก.พ. 2567 ต่อเนื่องถึงวันที่ 7 ก.พ. 2567 จําเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไปโดยการถ่ายทอดสดภาพเหตุการณ์ดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) ซึ่งมีผู้กดติดตามมากกว่า 39,000 คน มีคําบรรยายโพสต์ว่า “ติดขบวน”
ต่อมา วันที่ 7 ก.พ. 2567 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโพสต์ภาพจากกล้องหน้ารถที่ทั้งสองขับในวันเกิดเหตุ ลงบนเฟซบุ๊กดังกล่าว มีคําบรรยายใต้โพสต์ว่า "นำคลิปหลักฐานมาให้ชมค่ะ ว่ามีการปิดถนนจริง ๆ เราเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องขบวนเสด็จไปแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใหญ่คนไหนตอบ ซ้ำยังยัดคดี ม.112 และถอนประกันจนเข้าคุก นี่คือคำตอบที่ผู้ใหญ่ในประเทศนี้ให้กับเรา วันนั้น เราได้ขับรถไปทำธุระส่วนตัว เจอขบวนเสด็จพอดีและโดนปิดถนนเหมือนเดิม เราไม่ได้รอและขับออกไปเลย เพราะทุกคนก็รีบเหมือนกัน เราขับรถไปตามทางที่เราจะไปทำธุระ ไม่ได้จะเร่งเพื่อไปหาขบวน และมันก็มีแต่คำถามในหัวว่า "ทำไมถึงมีรถคันไหนไปได้สะดวกกว่ารถของประชาชน?" ครั้งนี้ผู้ใหญ่ทั้งหลายในเมืองพุทธนี้จะให้คำตอบเด็กอย่างเราแบบไหนคะ?".
อัยการกล่าวหาว่า เนื้อหาที่ถ่ายทอดสดและโพสต์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโฆษณา อวดอ้างถึงพฤติกรรมของจําเลยทั้งสอง อันเป็นการแสดงความก้าวร้าว การต่อต้านท้าทาย และดูหมิ่นพระเกียรติยศ ต่อขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทย ทําให้ประชาชนที่พบเห็นโพสต์ดังกล่าวเข้าใจว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มโซเชียลต่าง ๆ อันเป็นการกระทําเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
4. เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ภายหลังตํารวจจับกุมจําเลยทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง แล้ว พนักงานสอบสวนได้สั่งให้จําเลยทั้งสองพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จําเลยทั้งสองทราบคําสั่งดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร
ท้ายฟ้อง อัยการระบุว่า “หากจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล” โดยไม่ได้คัดค้านการประกันตัว
อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่าแม้บรรยายฟ้องของโจทก์จะกล่าวถึงพฤติกรรมของตะวันกับแฟรงค์ว่า อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนในหมู่ประชาชน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 นั้น ก็ยังไม่พบว่าจะมีการนำเสนอข่าว หรือผู้ใดที่กระทำการสร้างความวุ่นวายตามฟ้อง
นอกจากนี้ ตามบันทึกจับกุม ยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ตะวันที่นั่งอยู่ข้างคนขับ ได้เปิดกระจกรถต่อว่าตำรวจที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวว่า เดือดร้อนภาษีประชาชน และเมื่อขบวนเสด็จผ่านไปแล้ว ก็ได้เปิดการจราจรให้รถยนต์จากทางร่วมฯ วิ่งไปได้ตามปกติ โดยเห็นว่ารถของผู้ต้องหาทั้งสองคนมีพฤติการณ์ขับรถเร็ว ซึ่งตำรวจลงความเห็นว่าอาจเป็นการอันตรายต่อขบวนเสด็จ จึงได้แจ้งทางวิทยุให้เจ้าหน้าที่รายอื่นที่ปฏิบัติงานถวายความปลอดภัยทราบถึงพฤติกรรมของรถยนต์คันดังกล่าว
จากนั้นรถของตะวันก็ได้ขับเข้าประชิดกับรถปิดท้ายขบวนเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่รถปิดท้ายขบวนได้สกัดเอาไว้ได้ จึงทำให้ไม่สามารถแทรกเข้าไปในขบวนเสด็จได้
(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 1 เม.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66093) -
วันที่: 02-04-2024นัด: สอบคำให้การศาลอาญามีคำสั่งเบิกตัวตะวันและแฟรงค์มาที่ศาลอาญาในนัดถามคำให้การ แต่ตะวันไม่ได้ถูกนำตัวมาศาล โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากในขณะนี้ตะวันพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ จึงไม่สามารถเบิกตัวมาศาลได้ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ก็ไม่มีระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ไม่สามารถสอบคำให้การผ่านคอนเฟอเรนซ์ได้ ศาลจึงให้เลื่อนนัดถามคำให้การไปเป็นวันที่ 2 พ.ค. 2567
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 2 เม.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66093) -
วันที่: 02-05-2024นัด: สอบคำให้การศาลอาญานัดหมายถามคำให้การ แฟรงค์ จำเลยที่ 2 ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล ส่วนตะวัน จำเลยที่ 1 ศาลใช้วิธีสอบถามผ่านจอภาพ เนื่องจากยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทั้งสองยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 16 ก.ย. 2567 เวลา 09.00 น.
หลังจากสอบคำให้การ ทนายความได้ยื่นขอประกันแฟรงค์เป็นครั้งที่ 8 โดยขอวางหลักทรัพย์จำนวน 70,000 บาท โดยอธิบายว่าจำเลยได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อีกทั้งการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสร็จสิ้นลง และคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลแล้ว ซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่ทำให้คดีมีความเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2567 เป็นระยะเวลา 79 วันแล้ว โดยไม่เคยมีพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยจะหลบหนี และไม่ปรากฏว่าจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นแต่อย่างใด
คำร้องขอประกันแฟรงค์ถูกยื่นตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยเป็นคิวที่ 2 ของวัน ศาลใช้เวลาพิจารณาทั้งวัน กระทั่งเวลา 16.30 น. วิพัศวัชร พึ่งชลารักษ์ จึงมีคำสั่งระบุเพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เกรงว่าจะหลบหนี ยกคำร้อง”
(อ้างอิง: คำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 2 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/66682) -
วันที่: 16-05-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 8ทนายความได้เข้ายื่นคำร้องขอประกันตะวันและแฟรงค์อีกครั้ง รวมถึงได้ขอประกันตะวันในคดีมาตรา 112 กรณีไลฟ์สดหน้า UN อีกคดี
ต่อมา เวลา 16.30 น. ศิริพร กาญจนสูตร ผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งยกคำร้องในทั้งสองคดี ระบุว่า “ยังไม่มีเหตุสมควรเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
การยื่นประกันตะวันและแฟรงค์ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม ระหว่างการถูกคุมขัง โดยหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่ระบุในผลการชันสูตรเบื้องต้น คือ ภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการอดอาหารเป็นเวลานานก่อนหน้านี้หลังถูกคุมขัง โดยที่ตะวันและแฟรงค์เองก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเช่นเดียวกันนี้ได้ แต่ศาลยังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันเช่นเดิม
(อ้างอิง: คำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 16 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/67052) -
วันที่: 22-05-2024นัด: ยื่นประกันครั้งที่ 9เนื่องในวันครบรอบ 10 ปี การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเพื่อเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีทางการเมืองกับประชาชน ทนายความได้ยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง จำนวน 19 ราย รวมทั้งตะวันและแฟรงค์ในคดีนี้ด้วย โดยวางหลักทรัพย์ประกันคนละ 100,000 บาท ระบุคำสั่งว่า
อย่างไรก็ตาม เมตตา ท้าวสกุล ผู้พิพากษาศาลอาญายังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุว่า "ตามคำร้องมีเพียงการเสนอหลักประกันเพิ่มขึ้น โดยเหตุอื่นยังเป็นเหตุตามคำร้องเดิมที่เคยยื่นขอปล่อยชั่วคราวมา ซึ่งพิจารณาแล้ว ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ ยกคำร้อง" ทำให้ตะวันยังไม่ได้รับการปล่อยตัว แม้ว่าในวันเดียวกันนี้ศาลอนุญาตให้ประกันตะวันในคดีมาตรา 112 กรณีไลฟ์สดหน้า UN แล้ว
มีข้อน่าสังเกตว่า คำสั่งให้ประกันตะวันในคดีมาตรา 112 จากการไลฟ์สดหน้า UN ศาลระบุว่า จำเลยมาศาลตลอดในช่วงที่มีการสืบพยาน พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยหลบหนี ดังนั้น การมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในคดีมาตรา 116 จึงเป็นความลักลั่นของการใช้ดุลยพินิจในการออกคำสั่งที่ไม่อาจสามารถหาคำตอบได้
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/67311) -
วันที่: 27-05-2024นัด: ยื่นประกันตะวันครั้งที่ 10ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวตะวันอีกครั้งเป็นครั้งที่ 10 โดยวางหลักประกันเป็นจำนวน 100,000 บาท
คำร้องขอประกันมีใจความสำคัญว่า จำเลยมีอาการป่วย และร่างกายอ่อนแออย่างต่อเนื่องจากการอดอาหารในระหว่างถูกคุมขัง ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าอาการจะกลับมาเป็นปกติเช่นเดิม ประกอบกับปัจจุบัน มีเหตุที่เพื่อนผู้ต้องขัง ‘บุ้ง เนติพร’ เสียชีวิตในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จึงทำให้จำเลยมีอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ จำเป็นต้องมีแพทย์มาคอยดูแลรักษาอาการทางจิตอยู่เป็นประจำ และยังต้องรักษาอาการป่วยอีกเป็นเวลานาน จึงไม่มีเหตุที่จะหลบหนีแต่อย่างใด
ทั้งเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2567 ศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยในคดีมาตรา 112 ระบุว่า จำเลยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ติด EM และเกี่ยวกับคดีนี้ จำเลยไม่มีพฤติการณ์เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ ไม่มีลักษณะสร้างภยันอันตรายต่อร่างกาย ทรัพย์สิน หรือชีวิตของผู้ใด จำเลยมิใช่อาชญากรโดยแท้ แต่กลับถูกจองจำเรื่อยมา โดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว และต้องถูกคุมขังในระหว่างการต่อสู้คดี ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องจำเลย ก็ไม่อาจบรรเทาผลร้ายเกินสมควรที่เกิดขึ้นกับจำเลยและครอบครัวได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับจำเลยในคดีเชอร์รี่แอน ดันแคน รวมถึงบุ้ง เนติพร ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของรัฐในระหว่างการพิสูจน์ความผิดทางกฎหมาย
เวลาประมาณ 15.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตะวัน โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 100,000 บาท
ทั้งนี้ ตะวันจะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากเธอพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์มาตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2567 และต้องมาทำเรื่องติดกำไล EM รวมทั้งยังทราบว่ามีหมายขังในอีกคดีหนึ่งของศาลแขวงปทุมวัน จากการชุมนุมในช่วง APEC2022 ซึ่งตะวันได้ขอถอนประกันตัวเองระหว่างพิจารณาในศาลไปก่อนหน้านี้ ทำให้ต้องยื่นขอประกันในคดีดังกล่าวในวันถัดไป รวมแล้วตะวันถูกคุมขังระหว่างสอบสวนและพิจารณาคดีในคดีนี้เป็นเวลา 104 วัน ส่วนแฟรงค์ทนายความจะยื่นขอประกันตัวต่อไป
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 27 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/67311) -
วันที่: 28-05-2024นัด: ยื่นประกันแฟรงค์ครั้งที่ 11ทนายความยื่นขอประกันแฟรงค์เป็นครั้งที่ 11 โดยเสนอวางหลักทรัพย์ 100,000 บาท เช่นเดียวกับกรณีของตะวัน
ในเวลา 13.45 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกัน โดยระบุคำสั่ง “แม้ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ในระหว่างสอบสวน แต่ในชั้นพิจารณาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่ถึง 10 ปี การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีโอกาสยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบโจทก์ไม่ค้านประกัน อีกทั้งจำเลยที่ 2 ต้องขังในชั้นสอบสวนมานานพอสมควร พฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
“ผู้ร้องขอประกันยื่นคำร้องพร้อมเสนอหลักประกันเป็นเงิน 100,000 บาท เชื่อว่าหากจำเลยที่ 2 ได้รับการปล่อยชั่วคราวจะไม่หลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเดียวกับที่ถูกฟ้องร้อง หากฝ่าฝืนเงื่อนไข ศาลจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งปล่อยชั่วคราว และกำชับให้จำเลยที่ 2 มาศาลตามกำหนดนัด” คำสั่งลงนามโดย วิพัศวัชร พึ่งชลารักษ์
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้มีการยื่นขอประกันตัวแฟรงค์มาแล้วทั้งหมด 10 ครั้ง โดยเป็นการยื่นประกันตัวในชั้นสอบสวน 7 ครั้ง และยื่นประกันชั้นพิจารณาหลังถูกสั่งฟ้องอีก 3 ครั้ง โดยศาลสั่งไม่ให้ประกันตัวในลักษณะเดิมว่า “ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เกรงว่าจะหลบหนี” แม้แต่การยื่นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2567 หรือ 6 วันก่อนหน้านี้ จนมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในการยื่นประกันตัวครั้งที่ 11 นี้
ต่อมา หลังการวางหลักทรัพย์ประกันตัว โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ เวลา 19.35 น. แฟรงค์ก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยมีครอบครัวและเพื่อนนักกิจกรรมเดินทางไปรอต้อนรับท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก รวมเวลาถูกคุมขัง 105 วัน
(อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 27 พ.ค. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/67367) -
วันที่: 16-09-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐาน เนื่องจากทนายจำเลยทั้งสองคนติดว่าความในคดีอื่นที่นัดไว้แล้ว ศาลจึงให้เลื่อนไปตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 11 พ.ย. 2567 เวลา 09.00 น.
ศาลได้แจ้งให้ตะวันทราบว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2567 ได้มี วีระพุทธิรัน วีนาซีมูทู ประชาชนทั่วไป ได้มายื่นคำร้องขอถอนประกันตะวันในคดีนี้และอีก 2 คดีของศาลอาญา จากกรณีที่มีบุคคลไปร่วมทำกิจกรรมแปะรูปภาพวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่บริเวณป้ายคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2567
โดย ธีรวิชช์ ควรเสรี ผู้พิพากษามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “คำร้องปรากฏเพียงภาพถ่ายบุคคลที่ปิดบังใบหน้า อำพรางตัวตนที่แท้จริง ในชั้นนี้จึงสมควรรอฟังผลการพิสูจน์จากพนักงานสอบสวนโดยผ่านทางพนักงานอัยการ ให้ได้ความชัดแจ้งก่อน จึงจะเพียงพอที่จะสั่งเพิกถอนการประกันตัว จึงให้ยกคำร้อง”
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 16 ก.ย. 2567 และ https://tlhr2014.com/archives/71094) -
วันที่: 11-11-2024นัด: ตรวจพยานหลักฐานศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟังอีกครั้ง ตะวันและแฟรงค์ยืนยันให้การปฏิเสธ โจทก์แถลงติดใจสืบพยานบุคคลรวม 27 ปาก ใช้เวลาสืบ 4 นัด ด้านตะวันและแฟรงค์พร้อมทนายจำเลยแถลงแนวทางต่อสู้คดีว่า ทั้งสองขับรถเข้าไปในที่เกิดเหตุในวันเกิดเหตุจริง แต่ไม่ได้กระทำการใด ๆ อันเป็นความผิดตามฟ้อง ขอสืบพยานบุคคลรวม 7 ปาก ใช้เวลา 2 นัด นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21, 22, 28, 29 ต.ค. 2568 สืบพยานจำเลยในวันที่ 30 - 31 ต.ค. 2568
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 11 พ.ย. 2567)
-
วันที่: 21-10-2025นัด: สืบพยานโจทก์ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยที่ 1 (ตะวัน) อยู่ระหว่างการสอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และติดเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ไม่สามารถมาร่วมฟังการพิจารณาคดีได้ อัยการโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานออกไป และให้ยกเลิกนัดสืบพยานที่นัดไว้ทั้งหมด
นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15-18 ธ.ค. 2569 สืบพยานจำเลยในวันที่ 22 - 23 ธ.ค. 2569
(อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1091/2567 ลงวันที่ 21 ต.ค. 2568) -
วันที่: 15-12-2026นัด: สืบพยานโจทก์
สถานะ การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว หรือ ผลการพิพากษา
ชั้นสอบสวน
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ไม่อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ไม่อนุญาต
ศาลชั้นต้น
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร
ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์