ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • กระทำต่อธงเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ (มาตรา 118)
  • พ.ร.บ.ธงฯ
ดำ อทย.171/2569

ผู้กล่าวหา
  • นว คูนทากาญจน์ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • กระทำต่อธงเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ (มาตรา 118)
  • พ.ร.บ.ธงฯ

หมายเลขคดี

ดำ อทย.171/2569
ผู้กล่าวหา
  • นว คูนทากาญจน์

ความสำคัญของคดี

“ภาคภูมิ” (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเภทวัย 35 ปี ถูกจับกุมโดยไม่มีหมายจับและดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และกระทำการใด ๆ ต่อธงเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 118 รวมถึงข้อหาตาม พ.ร.บ.ธงฯ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากเหตุโพสต์รูปภาพเหยียบพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และโพสต์วิดีโอขณะปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์และธงชาติไทย เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแม้ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชน รวมถึงผู้ป่วยจิตเวช

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

เทวินทร์ จันทร์เทศ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 บรรยายฟ้อง มีสาระสำคัญโดยสรุปว่า

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยได้โพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งตั้งค่าเปิดเป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เป็นภาพเท้าเหยียบไปที่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และโพสต์ภาพเคลื่อนไหวขณะที่จำเลยยืนปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และธงชาติไทย อันเป็นการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 และเป็นการกระทำต่อธงชาติไทยอันมีความหมายถึงประเทศไทย อันเป็นการเหยียดหยามประเทศ

ซึ่งประชาชนทั่วไปที่พบเห็นภาพและภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวรู้สึกโกรธไม่พอใจ เนื่องจากรัชกาลที่ 10 ถูกด้อยความสง่างามและเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และธงชาติราชอาณาจักรไทยถูกเหยียดหยาม

การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำมิบังควร ล่วงเกิน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธา และประเทศชาติถูกเหยียดหยาม

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อทย.171/2569 ลงวันที่ 9 ก.พ. 2569)

ความคืบหน้าของคดี

  • “ภาคภูมิ” (นามสมมติ) ประชาชนวัย 35 ปี ถูกพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย รับตัวจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาไปที่ สน.โชคชัย และแจ้งข้อกล่าวหาโดยไม่มีทนายความอยู่ร่วม ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, กระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ, กระทำการเหยียดหยามต่อธง รูปจำลองของธงหรือแถบสีธง และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 118, พ.ร.บ.ธงฯ มาตรา 54 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

    หลังสอบปากคำซึ่งภาคภูมิให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาออกหมายขังภาคภูมิ ระบุพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 นว คูนทากาญจน์ ผู้กล่าวหา พบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพตัวเองใช้เท้าเหยียบพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และโพสต์วิดีโอขณะที่เขายืนปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์และธงชาติไทย ผู้กล่าวหาจึงเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีภาคภูมิซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว

    เย็นวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม สน.โชคชัย ได้ “เชิญตัว” ภาคภูมิมาพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนพบว่า เขามีพฤติกรรมผิดปกติทางจิต จึงได้ส่งตัวไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อตรวจวินิจฉัย

    ต่อมา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จพระเจ้ายา ได้มีหนังสือแจ้งผลตรวจวินิจฉัยลงวันที่ 12 ก.ย. 2568 ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิต เป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) แต่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงให้พนักงานสอบสวนไปรับตัวกลับมา

    คำร้องขอฝากขังระบุอีกว่า พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว แต่ยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องสอบสวนพยานผู้เสียหายอีก 7 ปาก แม้ผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวจึงได้สั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขัง โดยในตอนท้าย พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการให้ประกันผู้ต้องหา เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนีและยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีในภายหลัง และเกรงว่าจะไปก่อเหตุซ้ำ

    ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ภาคภูมิ” ในผัดแรกเป็นระยะเวลา 12 วัน ทำให้เขาถูกนำตัวไปขังอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเย็นวันนั้นทันที

    (อ้างอิง: คำร้องขอให้ศาลออกหมายขังครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 18 พ.ย. 2568 และ https://tlhr2014.com/archives/80081)
  • ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันภาคภูมิในชั้นสอบสวน หลังได้รับแจ้งจากผู้ต้องขังทางการเมืองว่า พบประชาชนรายหนึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีตามมาตรา 112 และยังไม่มีทนายความ รวมทั้งยังไม่ได้ยื่นประกันตัวแต่อย่างใด

    ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักประกันจำนวน 180,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำวันเดียวกันนี้ รวมเวลาที่ภาคภูมิถูกคุมขังทั้งสิ้น 4 วัน โดยศาลนัดหมายให้ภาคภูมิมารายงานตัวในวันที่ 5 ม.ค. 2569

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/80081)
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 ยื่นฟ้องภาคภูมิต่อศาลอาญา ในฐานความผิด “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, กระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ, กระทำการใดๆ อันมีลักษณะเหยียดหยามต่อธง รูปจำลองของธงหรือแถบสีธง และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 118, พ.ร.บ.ธงฯ มาตรา 54 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

    อัยการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยได้โพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งตั้งค่าเปิดเป็นสาธารณะ เป็นภาพเท้าเหยียบไปที่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และโพสต์ภาพเคลื่อนไหวขณะที่จำเลยยืนปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และธงชาติไทย ซึ่งประชาชนทั่วไปที่พบเห็นภาพและภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวรู้สึกโกรธไม่พอใจ เนื่องจากรัชกาลที่ 10 ถูกด้อยความสง่างามและเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และธงชาติราชอาณาจักรไทยถูกเหยียดหยาม

    อัยการระบุอีกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำมิบังควร ล่วงเกิน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธา และประเทศชาติถูกเหยียดหยาม

    ท้ายคำฟ้อง อัยการไม่ได้คัดค้านการให้ประกันระหว่างพิจารณาคดี โดยให้เป็นดุลพินิจของศาล

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อทย.171/2569 ลงวันที่ 9 ก.พ. 2569 และ https://tlhr2014.com/archives/81638)
  • ภาคภูมิเดินทางมารายงานตัวที่ศาลอาญาในนัดสอบคำให้การหลังพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว โดยให้การปฏิเสธ และทนายความได้ยื่นประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี

    ต่อมา ประมาณ 16.40 น. ศาลอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางเงินประกันจำนวน 180,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามมิกระทำการใด ๆ อันจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 11 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.
    .
    สำหรับโรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นภาวะความเจ็บป่วยทางจิต โดยเฉพาะทางความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น อาการประสาทหลอน ความคิดหลงผิด อาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบปัญหาการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อผู้ป่วยที่มีอาการจิตเภทเป็นระยะ โดยในช่วงหลังการรัฐประหารปี 2557 พบผู้ป่วยถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 7 ราย อาทิ เช่นคดีของฤาชา ซึ่งพบว่าเป็นผู้ป่วยที่มีอาการพูดคนเดียว พูดเพ้อเจ้อ มีอาการหลงผิดว่าตนเป็นร่างทรงของพระแม่ธรณี และมีไมโครชิพอยู่ในสมอง ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการโพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อปี 2559

    ต่อมา ในช่วงหลังปี 2563 ก็ยังพบคดีของผู้ป่วยจิตเภทอยู่จำนวนอย่างน้อย 5 คดี อาทิ คดีของ “แต้ม” กรณีถูกกล่าวหาจากจากเหตุทุบทำลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งให้การว่าเขากระทำการดังกล่าว เพราะได้ยินเสียงสวรรค์สั่งให้ทำ และเขาเห็นเป็นเพียงป้ายผ้าสีดำเท่านั้น โดยคดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้องในข้อหามาตรา 112 โดยเห็นว่าจำเลยกระทำขณะมีความผิดปกติในลักษณะที่มีจิตบกพร่อง แต่ศาลลงโทษข้อหาทำให้เสียทรัพย์

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/81638)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
"ภาคภูมิ" (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
"ภาคภูมิ" (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์