ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.747/2558
แดง อ.157/2559

ผู้กล่าวหา
  • ประชาชนสามคน (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ.747/2558
แดง อ.157/2559
ผู้กล่าวหา
  • ประชาชนสามคน

ความสำคัญของคดี

นายปิยะ (สงวนนามสกุล) อดีตโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นและโปรแกรมเมอร์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ ‘พงศธร บันทอน’ โพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และเผยแพร่ข้อความทำนองหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในช่วงระหว่างวันที่ 27 ก.ค. 2556 – 28 พ.ย. 2556 โดยมีผู้เข้ากล่าวโทษให้ดำเนินคดีในปี 2556 หลังรัฐประหารซึ่งมีการเร่งรัดดำเนินคดี 112 จึงได้มีการขอออกหมายจับ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ปิยะให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว และไม่ได้โพสต์ข้อความและภาพตามที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่ารูปที่ใช้เป็นรูปประจำตัวของเฟซบุ๊กดังกล่าวคือรูปของเขาจริง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ของปิยะ ไม่ปรากฏร่องรอยที่เชื่อมโยงได้ว่าจำเลยโพสต์ หรือเข้าถึงโพสต์ที่เป็นความผิดจริง คดีนี้ ศาลอาญามีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ และตั้งแต่ถูกจับกุมปิยะไม่เคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากครอบครัวไม่มีฐานะพอที่จะหาหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมาประกันตัวได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยถูกละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับจำเลยส่วนใหญ่ในคดี 112

ศาลยุติธรรมในช่วงก่อนรัฐประหาร ลงโทษในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในอัตราโทษจำคุกกรรมละ 5 ปี แต่หลังจากรัฐประหาร คดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการสู้คดี ศาลได้พิพากษาจำคุกในอัตราโทษสูงถึงกรรมละ 9 ปี ซึ่งสูงเกือบเท่ากับศาลทหารในคดีที่จำเลยรับสารภาพ แสดงให้เห็นว่าหลังการรัฐประหาร การสู้คดีในความผิดตามมาตรา 112 อาจทำให้จำเลยได้รับโทษหนักไม่ต่างจากการถูกดำเนินคดีในศาลทหาร ส่งผลให้ความหวังในการสู้คดีของจำเลยลดลง ทั้งศาลยังนำข้อสงสัยในตัวจำเลยมีการเปลี่ยนแปลงชื่อหลายครั้งมาเป็นเหตุผลประกอบในการพิจารณาพิพากษาลงโทษ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ระบุว่า

“ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

ระหว่างวันที่ 27 กรกฏาคม 2556 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการโพสต์ข้อความ 2 ข้อความอยู่ด้านบนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) จำนวน 2 ภาพ อันเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แล้วจำเลยได้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยที่ใช้ชื่อว่า “นายพงศธร บันทอน (SIAMAID)” เพื่อเผยแพร่และส่งไปยังบุคคลทั่วไปด้วย เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรับทราบข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว อันมีเนื้อหาสาระที่เป็นการหมิ่นประมาท ใส่ความ จาบจ้วง ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อบุคคลที่สามผู้อ่านข้อความ ด้วยการแสดงข้อความหยาบคายอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง โดยเจตนาทำให้ประชาชนทั่วไปที่รับทราบข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2558)

ความคืบหน้าของคดี

  • หลังถูกจับกุม ปิยะถูกพาตัวไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อแจ้งหากล่าวหา "นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์" และสอบปากคำ โดยไม่อนุญาตให้ปิยะได้ติดต่อญาติหรือทนายความ ปิยะให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่ารูปที่ใช้เป็นรูปประจำตัวของเฟซบุ๊กดังกล่าวคือรูปของเขาจริง

    หลังสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ ปอท.ให้ปิยะเปลี่ยนเสื้อจากเสื้อสีแดงที่ใส่อยู่ เป็นเสื้อสีดำ และพยายามนำตัวปิยะไปแถลงข่าวการจับกุม แต่ปิยะปฏิเสธ จากนั้น ปิยะถูกควบคุมตัวไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง

    วันต่อมา ปิยะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปที่บ้านพัก เพื่อยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่บ้าน พร้อมแฟลชไดรฟ์และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลรวม 7 รายการ เพื่อนำไปตรวจสอบ และนำตัวกลับมาควบคุมไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้องอีกครั้ง
  • ปิยะถูกพาตัวไปที่ศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขังผัดที่ 1 มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13-24 ธันวาคม 2557 โดยพนักงานสอบสวนระบุเหตุผลว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จ เนื่องจากต้องรอผลตรวจสอบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง และลายพิมพ์มือผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร คำร้องฝากขังยังระบุว่า พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

    ศาลอนุญาตให้ฝากขังตามที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้อง ครอบครัวไม่ได้ยื่นประกัน เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์พอ ปิยะจึงถูกส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2557)
  • หลังฝากขังปิยะในชั้นสอบสวนครบ 7 ผัด รวม 84 วัน พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาพิเศษ 4 จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องปิยะ โดยคำฟ้องระบุว่า ช่วงระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ถึง 28 พฤศจิกายน 2556 จำเลยได้ในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อว่า “นายพงศธร บันทอน (SIAMAID)” โพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 ภาพ และเผยแพร่ข้อความที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จำนวน 2 ข้อความ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3),(5)

    วันเดียวกัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ เพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศไม่ให้ล่วงรู้ถึงประชาชน โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากคดีนี้มีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อประชาชนในระหว่างการพิจารณาคดีเช่นเดียวกับการพิจารณาคดีโดยทั่วไปเป็นการกระทำที่ไม่บังควรและไม่เหมาะสม เพราะอาจกระทบกระเทือนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนได้

    (อ้างอิง: คำฟ้องและคำร้องขอพิจารณาคดีเป็นการลับ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2558)
  • ปิยะถูกนำตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมาที่ศาลอาญา หลังอัยการยื่นฟ้อง เบื้องต้นปิยะให้การปฏิเสธพร้อมแถลงต่อศาลว่า อัยการฟ้องผิดตัวเนื่องจากในคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องระบุถึงผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ พงศธร บันทอน แต่ตัวเขาชื่อปิยะ ไม่ได้ชื่อพงศธร
  • ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับตามคำร้องของโจทก์ ลงวันที่ 6 มี.ค. 58 จากนั้นศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธทุกประการ

    โจทก์แถลงประสงค์สืบพยานโจทก์ 10 ปาก ทนายจำเลยประสงค์สืบพยาน 1 ปาก ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาต่อเนื่อง โดยกำหนดวันสืบพยานโจทก์ 4 นัด และวันสืบพยานจำเลยครึ่งนัด ในวันที่ 17-20 และ 24 พฤศจิกายน 2558

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา และคำให้การจำเลย ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2558)
  • คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงว่ามีความพร้อมที่จะนำพยานมาสืบตามกำหนดนัด

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา และคำให้การจำเลย ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2558)
  • ทนายจำเลยยื่นคำร้องแถลงการณ์ปิดคดีความว่า

    1. พยานโจทก์ทุกปาก ไม่มีผู้ใดเคยเข้าถึงโพสต์ภาพของบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “นายพงศธร บันทอน(Siamaid)” โดยตรงเลย พบเห็นเพียงภาพที่ถูกตัดต่อแล้วจากบัญชีเฟซบุ๊กของบุคคลอื่นและโพสต์โดยคนอื่นเท่านั้น พยานเหล่านั้นจึงไม่ใช่ประจักษ์พยาน เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีน้ำหนักพอ
    2. บัญชีเฟซบุ๊กสามารถทำปลอมขึ้นได้ทั้งการนำภาพมาใช้เป็นภาพประจำตัวและการใช้ชื่อบุคคลอื่นก็สามารถทำได้
    3. โจทก์ไม่มีหมายเลข ไอพีแอดเดรส อันเป็นหลักฐานสำคัญในการระบุตัวผู้กระทำผิด และไม่มี URL ของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “นายพงศธร บันทอน(Siamaid)” อันจะเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีอยู่จริง ผลการพิสูจน์ของกลางไม่พบข้อมูลการเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว ไม่พบแฟ้มข้อมูลที่มีพระบรมฉายาลักษณ์หรือข้อความตามฟ้อง รวมทั้งไม่มีข้อมูลการเข้าถึงอีเมล "[email protected]" ที่บันทึกการเข้าถึงเพื่อสมัครเฟซบุ๊ก ซึ่งล้วนแต่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย

    จากเหตุผลดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำฟ้องของโจทก์ ขอศาลพิจารณายกฟ้อง

    (อ้างอิง: คำร้องแถลงการณ์ปิดคดี ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2558)
  • ศาลแจ้งว่า จะเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 20 มกราคม 2559 เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ จึงอยู่ระหว่างการปรึกษากับอธิบดีศาลอาญา

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2558)
  • ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาสรุปประเด็นสำคัญได้ว่า ศาลรับฟังพยานโจทก์ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาขญากรรม ผู้แจ้งความร้องทุกข์ที่อ้างว่าตนเป็นประจักษ์พยาน นำข้อความจากเฟซบุ๊ก "พงศธร บันทอน" มาแจ้งความ ไม่ใช่ภาพที่แชร์ต่อกันมา ศาลยังรับฟังพยานโจทก์ ร.ต.ท.กง ไม่เศร้า พนักงานสอบสวน ที่เบิกความว่า จำเลยมีการจำหน่ายชื่อ ปลอมแปลงชื่อ สวมบัตร ส่อเจตนาว่าประสงค์จะปกปิดตัวตน โดยไม่เชื่อที่จำเลยอ้างว่า ได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ "พงศธร บันทอน" เพียงแค่ปีเดียว

    ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างพยานโจทก์ได้ และเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง จึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ. ศ. 2550 มาตรา 14(3)(5) อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฏหมายหลายบท จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 ให้จำคุกจำเลย 9 ปี ทั้งนี้ คำให้การชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลย 1 ใน 3 คงจำคุก 6 ปี

    ทนายความผู้รับผิดชอบสำนวนมีความเห็นว่า พยานปากนายอัจฉริยะเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่ให้การกลับไปกลับมา คำให้การบางส่วนขัดแย้งกันเอง และไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

    ทนายความยังให้ความเห็นอีกว่า ในคดีนี้มีการยึดของกลาง คือ คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย แต่ไม่ปรากฏ IP Address หรือร่องรอยที่เชื่อมโยงได้ว่าจำเลยโพสต์ หรือเข้าถึงโพสต์ที่เป็นความผิดจริง หลักฐานชิ้นเดียวที่ปรากฏว่ามีการโพสต์ข้อความที่เป็นความผิดบนเฟซบุ๊ก "พงศธร บันทอน" คือ ภาพบันทึกหน้าจอที่ผ่านการตัดต่อเพื่อรวมเป็นภาพเดียว ไม่ใช่ภาพต้นฉบับแต่อย่างใด ซึ่งคยมีผู้แสดงความเห็นว่าภาพบันทึกหน้าจอไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ เนื่องจากทุกคนสามารถเปิดและแก้ไขตกแต่งเพิ่มเติมภาพนั้นได้

    (อ้างอิง: คำพิพากษา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อ.157/2559 ลงวันที่ 20 มกราคม 2559 และ https://tlhr2014.wordpress.com/2016/01/20/piya_judgement/)
  • จำเลยยื่นอุทธรณ์ใน 5 ประเด็น

    1. พยานโจทก์ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันได้ว่า บัญชีเฟซบุ๊ก "นายพงศธร บันทอน (siamaid)" มีอยู่จริงและไม่มีผู้ใดยืนยันได้ว่ามีการโพสต์ภาพและข้อความดังกล่าวในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ "นายพงศธร บันทอน (siamaid)"

    2. พยานหลักฐานโจทก์ไม่มียูอาร์แอล ( URL) บ่งชี้ต้นทางของโพสต์ข้อความที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในบัญชีเฟซบุ๊ก "นายพงศธร บันทอน(siamaid)" มาแสดงให้ประจักษ์ชัดต่อศาลชั้นต้นว่าข้อความนั้นมีอยู่จริงในบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว และไม่มีหมายเลข ไอพีแอดเดรส อันเป็นหลักฐานวำคัญในการระบุตัวว่าข้อความที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นเกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์จึงไม่สามารถบ่งชี้ยืนยันได้ว่าข้อความตามฟ้องมีอยู่จริงในบัญชีเฟซบุ๊ก "นายพงศธร บันทอน (siamaid)" และไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อความตามฟ้องดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลย

    3. กรณีไม่ทราบหมายเลข ไอพีแอดเดรส ร่องรอยการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี แต่จากการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานในคดีนี้พบว่าในเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และหน่วยความจำชนิด USB ของจำเลย ไม่มีร่องรอยการใช้งานการเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กผู้ใช้ชื่อ "นายพงศธร บันทอน (siamaid)" หรือแฟ้มข้อมูลที่มีพระบรมฉายาลักษณ์หรือข้อความตามฟ้อง อันเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่โจทก์กล่าวหาแต่อย่างใด

    4. บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กสามารถทำปลอมขึ้นได้ ทั้งการนำภาพมาใช้เป็นรูปประจำตัวและการใช้บุคคลอื่นบุคคลทั่วไปย่อมสามารถกระทำปลอมขึ้นได้

    5. ภาพที่ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องอันเป็นภาพที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นเพียงภาพที่เกิดจากการถ่ายภาพจากหน้าจอโทรศัพท์และผ่านการตัดต่อนำมาเรียงกันเป็นจำนวนสี่ภาพเท่านั้น มิได้แสดงระบบบันทึกการสร้างข้อมูลภาพ การเก็บรักษาข้อมูล และการเรียกข้อมูลภาพดังกล่าว จึงเป็นพยานหลักฐานที่ไม่มีความน่าเชื่อถือและสามารถทำปลอมขึ้นได้โดยทั่วไป

    (อ้างอิง: อุทธรณ์ของจำเลย ศาลอาญา คดีหมายเลขดำ อ.747/2558 คดีหมายเลขแดง อ.157/2559 วันที่ 21 กรกฏาคม 2559)
  • เวลาประมาณ 09.30 น. ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เร็วกว่าที่กำหนดนัดที่แจ้งไว้ 10.00 น. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยคำพิพากษามีใจความว่า ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามคนต่างเปิดเฟซบุ๊ก พบภาพตามเอกสารท้ายฟ้อง เป็นลักษณะ 4 ภาพ ย่อยมาประกอบเป็นภาพเดียว

    พยานโจทก์ดังกล่าว ต่างพบเห็นภาพในคดีนี้ผ่านทางเฟซบุ๊กบัญชีผู้ใช้ของบุคคลอื่น มิใช่เฟซบุ๊กของจำเลย แม้โจทก์จะมีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เบิกความว่า ได้เข้าไปดูบัญชีเฟซบุ๊ก ชื่อบัญชีนายพงศธร บันทอน และพบเห็นภาพในคดีนี้โดยถ่ายภาพหน้าจอไว้ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นภาพเต็มหน้าจอ กับไม่มี URL ให้สืบค้นแหล่งที่มา จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ภาพถ่ายหน้าจอดังกล่าวมาจากนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์

    อีกทั้ง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ภาพดังกล่าวเป็นลักษณะ 4 ภาพ นำมาเรียงเป็นภาพเดียว ด้านบน 2 ภาพ และด้านล่าง 2 ภาพ มิได้มีลักษณะเรียงเป็นแนวดิ่ง ซึ่งเป็นการโพสต์โดยปกติ แสดงว่าภาพในคดีนี้ไม่ได้แชร์ต่อกันจากผู้โพสต์คนแรกโดยตรง แต่มีผู้รวบรวมขึ้นภายหลัง อย่างไก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพที่ถูกโพสต์ในคดีนี้ ส่วนที่เป็นใบหน้าของจำเลยตรงกับภาพที่ปรากฏในหน้าบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยเอง ตามที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้กับพนักงานสอบสวน

    เมื่อเดือนมีนาคม 2544 จำเลยใช้ชื่อทองจันทร์ บันทอน ขอออกบัตรประชาชนใหม่ แล้วขอเปลี่ยนชื่อเป็นพงศธร ซึ่งไม่ใช่ชื่อที่แท้จริงของจำเลย อันเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยมิได้ปรากฏเหตุผล หรือความจำเป็นอย่างอื่น ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่ามีเจตนาที่จะปกปิดตนเอง เพื่อกระทำการบางอย่างโดยมิชอบ

    คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย จำเลยยอมรับว่า ประกอบอาชีพเขียนโปรแกรมแอนดรอยด์ จำเลยทราบว่ามีผู้เข้าไปใช้เฟซบุ๊กของจำเลย แต่ไม่สนใจและไม่ได้เปลี่ยนรหัสผ่าน รวมถึงไม่ได้ไปแจ้งต่อตำรวจ เพียงแต่แจ้งไปยังเฟซบุ๊กและกูเกิลเพื่อให้ตรวจดูภาพที่ไม่เหมาะสมและลบออก

    ต่อมา กูเกิลลบภาพและข้อความบางส่วน ยังคงเหลือภาพและข้อความในคดีนี้ โดยจำเลยยังคงใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นประจำและจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างคำให้การในส่วนนี้ จึงเชื่อว่าจำเลยให้การตามความเป็นจริง

    พิจารณาถึงอาชีพของจำเลยที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ ย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจในระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการใช้โปรแกรมเฟซบุ๊กเป็นอย่างดี จำเลยยอมรับว่าใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อนายพงศธร บันทอนมาตลอด และพบเห็นภาพในคดีนี้ แต่อ้างว่ามีผู้อื่นเข้ามาใช้เฟซบุ๊กของจำเลย อันเป็นการเบิกความลอย ๆ และง่ายต่อการกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใด ๆ และใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวตลอดมา และไม่ได้ดำเนินการใด ๆ กับผู้ที่มาใช้เฟซบุ๊กของจำเลยทั้งที่เป็นเรื่องร้ายแรงเป็นที่ผิดปกติวิสัย

    ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า เหตุที่ไม่ได้แจ้งต่อพนักงานตำรวจ เพราะจำเลยเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการแอบอ้างใช้ชื่อนายพงศธร บันทอนนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทราบได้อย่างไรว่ามีการดำเนินคดีกับจำเลยในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งความร้ายแรงของความผิดก็ต่างกัน ไม่อาจนำมาเป็นเหตุอ้างได้ ตามที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เคยแจ้งไปยังเฟซบุ๊กและกูเกิลให้ลบภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมออก แต่ยังเหลือข้อความในคดีนี้ ยิ่งไม่สมเหตุสมผลว่าเหตุใดจึงลบออกไม่ได้ อีกทั้งการแจ้งกูเกิลให้ลบออกยังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2557 หลังการแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยแล้ว ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า เพิ่งทราบว่ามีการโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์และข้อความไม่เหมาะสมเมื่อปี 2557 โดยคนรักของจำเลยมาบอก จำเลยก็ไม่ได้นำคนรักของจำเลยมาเบิกความยืนยัน อีกทั้งไม่เคยให้การเช่นนั้นต่อพนักงานสอบสวน

    ส่วนการตรวจพิสูจน์เครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่ยึดมาจากจำเลย ไม่พบประวัติการเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กนายพงศธร บันทอน และภาพพระบรมฉายาลักษณ์นี้ ก็เพราะการตรวจยึดเกิดขึ้นหลังเวลาเกิดเหตุถึงหนึ่งปีเศษ ซึ่งจำเลยได้แจ้งลบข้อความต่อกูเกิลไปก่อนถูกจับแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบดีว่ามีการติดตามการกระทำของจำเลย และย่อมไม่เก็บพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้กับตัว ดังนั้น แม้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของจำเลย แต่พยานหลักฐานโจทก์ที่วินิจฉัยมามีน้ำหนักเพียงพอชี้ให้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์พระบรมฉายาลักษณ์และข้อความตามฟ้องโดยใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ นายพงศธร บันทอน

    การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย

    คดีถึงที่สุด หลังโจทก์และจำเลยไม่ยื่นฎีกา

    (อ้างอิง: http://www.tlhr2014.com/th/?p=4141 และหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.747/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อ.157/2559 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2560)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
นายปิยะ

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
นายปิยะ

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. นายเกษม เวชศิลป์
  2. นางสาวอักษราภัค สารธรรม

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
พิพากษาวันที่ : 20-01-2016

ศาลอุทธรณ์

ผู้ถูกดำเนินคดี :
นายปิยะ

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. ธัญวรัตน์ วีรเดชกำแหง
  2. ปกรณ์ ประเสริฐศักดิ์
  3. ธวัชชัย เชษฐวงศ์รัตน์

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
พิพากษาวันที่ : 27-04-2017

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์