ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • อีเมล/SMS
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
ดำ อ.3190/2557
แดง อ.2069/2558

ผู้กล่าวหา
  • นายเกริกไชย ศรีศุกร์เจริญ (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ) (ฝ่ายปกครอง)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • อีเมล/SMS
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14

หมายเลขคดี

ดำ อ.3190/2557
แดง อ.2069/2558
ผู้กล่าวหา
  • นายเกริกไชย ศรีศุกร์เจริญ (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ)

ความสำคัญของคดี

นายทะเนช ถูกจับกุมเเละดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, 116 เเละ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยถูกกล่าวหาว่า ส่งอีเมลที่แนบ URL หรือลิงค์ของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ให้กับบุคคลที่อยู่ประเทศสเปนในปี 2553 เพื่อให้เผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ stoplesemajeste ของบุคคลดังกล่าว ในชั้นสอบสวนซึ่งไม่มีทนายความที่ไว้ใจเข้าร่วม ทะเนชรับสารภาพว่า ส่งอีเมลดังกล่าวจริง เเต่ทำเพราะมีเสียงแว่วในหูสั่งให้เขาทำ และเขาไม่รู้ว่าเป็นความผิด คิดว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553

หลังถูกดำเนินคดี แม้เขาจะถูกส่งตัวไปตรวจอาการทางจิต โดยแพทย์ระบุว่า เขาเป็นโรคจิตเภทชนิดจิตหวาดระแวง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ญาติจะยื่นประกันถึง 3 ครั้ง และระบุความจำเป็นในการบำบัดรักษาเขาอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ศาลอาญายังพิจารณาคดีนี้เป็นการลับ ซึ่งขัดหลักการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยอีกด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าทะเนชจะทำเพียงแค่ส่งลิงก์ผ่านอีเมลโดยไม่ได้เป็นผู้เขียนเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์เอง และต่อสู้ว่า การกระทำเกิดจากอาการป่วยทางจิต แต่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกทะเนช โดยไม่ได้นำเรื่องอาการทางจิตมาพิจารณาในทางละเว้นหรือบรรเทาโทษแก่ตัวจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65 แต่อย่างใด

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 ยื่นฟ้องนายทะเนชต่อศาลอาญา มีรายละเอียด ดังนี้

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและใช้งานอีเมล xxx ได้ใช้อีเมลดังกล่าวส่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อหัวข้อจดหมายว่า "hi help them" มีข้อความจดหมายว่า "can you post this web on your site for thais to read, they need to read it thanks load" หัวข้อจดหมายแปลเป็นไทยได้ว่า "สวัสดี ช่วยเค้าเหล่านั้นด้วย" เนื้อความว่า "คุณช่วยโพสต์เว็บนี้บนเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้คนไทยได้อ่าน คนไทยจำเป็นจะต้องได้อ่าน ขอบคุณมาก" ให้แก่อีเมลของนายเอลิมิโอ เอสเตบาน (Mr. Elimio Esteban) สัญชาติอังกฤษ อาศัยอยู่ในประเทศสเปน ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ stoplesemajeste โดยจำเลยได้ส่ง URL ของเว็บไซต์ sanamluang2008 ไปด้วย ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นข้อความพร้อมภาพ อันเป็นบทความหลายรายการที่มีเนื้อหาเป็นการกล่าวหาใส่ร้ายต่อพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาทประกอบด้วย เพื่อให้ทำการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของนายเอลิมิโอ เอสเตบาน

การกระทำดังกล่าวของจำเลย มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น เเละเเสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์เเละองค์รัชทายาท เเละจำเลยได้กระทำการดังกล่าวให้ปรากฏแก่ประชาชนโดยหนังสือเเละโดยการใช้อีเมลส่งข้อความพร้อมเเนบลิงค์ URL ของเว็บไซต์ sanamluang2008 ไปด้วย อันเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ กล่าวหา ใส่ความ ให้ร้ายต่อพระมหากษัตริย์เเละองค์รัชทายาท อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เเละมิใช่เพื่อเเสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยจำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายเเผ่นดิน อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงเเห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา เเละโดยจำเลยได้กระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงเเห่งราชอาณาจักร เเละเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยจำเลยรู้อยู่เเล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงเเห่งราชอาณาจักร

เหตุเกิดที่ อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ และที่ประเทศสเปนเกี่ยวพันต่อเนื่องกัน

ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, มาตรา 116 เเละพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) , (5)

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3190/2557 ลงวันที่ 30 กันยายน 2557)

ความคืบหน้าของคดี

  • หลังทะเนชถูกควบคุมตัวใน มทบ.11 เป็นวันที่เจ็ด ทหารจึงได้นำตัวเขาส่งให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับศาลอาญาที่ 1157/2557 ลงวันที่ 7 ก.ค. 2557 จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาทะเนชว่า หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์, ยุยงปลุกปั่น เเละนำเข้า เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116 เเละ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(3) โดยกล่าวหาว่า เขาเป็นผู้ส่งอีเมลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2553 โดยแนบ URL หรือลิงก์ของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไปถึงนายเอลิมิโอ เอสเตบาน เจ้าของเว็บไซต์ “stoplesemajeste” ซึ่งอยู่ในประเทศสเปน เพื่อให้ช่วยโพสต์ลิงก์ดังกล่าวลงในเว็บไซต์

    ในการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำที่ไม่มีทนายความหรือญาติที่ไว้ใจเข้าร่วมด้วย ทะเนชให้การรับสารภาพว่า เขาเป็นผู้ส่งอีเมลดังกล่าว แต่เขาไม่รู้ว่าผิด ที่ทำไปเพราะได้ยินเสียงแว่วอยู่ในหูสั่งให้เขาส่งอีเมลเพื่อช่วยคนเสื้อแดงในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 จากนั้น พนักงานสอบสวน ปอท.จึงนำตัวทะเนชไปคุมขังไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง
  • พนักงานสอบสวน ปอท. ยื่นคำร้องขอฝากขังทะเนชต่อศาลอาญา รัชดาฯ มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่ 9-20 ก.ค. 2557 ระบุเหตุผลว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอผลตรวจสอบลายนิ้วมือผู้ต้องหา จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ศาลอนุญาตให้ฝากขังตามระยะเวลาที่พนักงานสอบสวนร้องขอ ทะเนชจึงถูกควบคุมตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยญาติไม่ได้ยื่นประกันตัว เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์

    คำร้องขอฝากขังระบุพฤติการณ์ในคดีด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ กรมสอบสวนคดีพิเศษทราบว่ามีบุคคลส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นไฟล์ภาพพร้อมข้อความเท็จกล่าวหาใส่ความให้ร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ให้กับอีเมลของ Mr.Elimio Estaban สัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ stoplesemajeste ผู้กล่าวหาจึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ทำการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ และศาลอนุญาตตามคำร้องลงวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ผู้กล่าวหากับพวกจึงได้เข้าถึงอีเมลของ Mr.Elimio Estaban พบว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุมีบุคคลใช้อีเมล xxx ส่งจดหมายเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อ "hi help them" มีข้อความว่า "can you post this web on your site for thais to read, they need to read it thanks load" โดยได้แนบลิงค์หรือ URL ของเว็บไซต์ sanamluang2008 ไปด้วย ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นข้อความเท็จ กล่าวหาใส่ร้ายต่อพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท ผู้กล่าวหาจึงรายงานผู้บังคับบัญชาปิดกั้นลิงค์ ดำเนินคดีตามกฎหมายกับ Mr.Elimio Estaban กับพวก โดยศาลได้ออกหมายจับ Mr.Elimio Estaban ไว้แล้ว ส่วนอีเมล xxx จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาเป็นเจ้าของผู้ใช้งานอีเมลดังกล่าว


    (อ้างอิง: คำร้องฝากขัง ครั้งที่ 1 คดีหมายเลขดำที่ พ.1577/2557 ศาลอาญา ลงวันที่ 9 กรกฏาคม 2557)
  • ทนายความมีหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ขอให้อนุญาตให้นำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เข้าตรวจรักษาอาการทางจิตของนายทะเนช เนื่องจากเห็นว่า มีความเป็นไปได้ว่า นายทะเนชมีความผิดปกติทางจิต จนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี สมควรได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ เป็นไปตามสิทธิของผู้ต้องขังตามรัฐธรรมนูญ 2557, พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

    (อ้างอิง: หนังสือศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 10 กันยายน 2557)
  • ทะเนชถูกส่งตัวไปตรวจอาการทางจิตที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ โดยแพทย์ได้นัดตรวจต่อเนื่องอีกครั้งในวันที่ 24 กันยายน 2557

    (อ้างอิง: หนังสือศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2557)
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6) ยื่นฟ้องนายทะเนชต่อศาลอาญา โดยกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553 ทะเนชได้ใช้อีเมลส่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษ พร้องทั้งแนบ URL หรือลิงก์ของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไปถึงนายอีลิมิโอ เอสเตบาน เจ้าของเว็บไซต์ “stoplesemajeste” ซึ่งอยู่ในประเทศสเปน เพื่อให้ช่วยโพสต์ลิงก์ดังกล่าวลงในเว็บไซต์

    การกระทำดังกล่าวของจำเลย มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น เเละเเสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์เเละองค์รัชทายาท, ยุยงปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายเเผ่นดิน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงเเห่งราชอาณาจักร เเละเผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงเเห่งราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, มาตรา 116 เเละพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3), (5)

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3190/2557 ลงวันที่ 30 กันยายน 2557)
  • ทะเนชถูกนำตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมาที่ศาลอาญา รัชดาฯ ห้องเวรชี้ ศาลสอบถามทะเนชว่ามีทนายความหรือไม่ ทะเนชตอบว่า ตั้งทนายแล้วในวันนี้ ในส่วนการสอบคำให้การ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อน เนื่องจากจำเลยมีอาการทางจิต อยู่ระหว่างการสอบตรวจอาการจากแพทย์ ศาลจึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 1 ธันวาคม 2557 เวลา 13.30 น.

    (อ้างอิง : รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3170/2557 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557)
  • ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายทะเนชต่อศาลอาญา โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,000 บาท พร้อมให้เหตุผลการขอปล่อยชั่วคราว ดังนี้

    1.จำเลยเป็นโรคเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ นอกจากนี้ จำเลยได้รับการตรวจสอบอาการทางจิตประสาทที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ แพทย์ที่ตรวจได้แจ้งว่า จำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตประสาทจริง จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน ซึ่งการรักษาเหล่านี้ไม่สามารถทำได้สะดวก หากจำเลยถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

    2.จำเลยได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนจนเสร็จสิ้นทุกกระบวนการแล้ว และพยานหลักฐานทั้งหมดอยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงาน จำเลยเป็นเพียงบุคคลธรรมดา ไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้

    3.จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แม้ฐานความผิดที่ถูกดำเนินคดีจะมีอัตราโทษสูง แต่ศาลยังมิได้พิจารณาว่าเป็นความผิดหรือไม่ อย่างไร การคุมขังจำเลยก่อนมีคำพิพากษาของศาลจึงเสมือนว่าจำเลยต้องได้รับโทษทางอาญาก่อนก่อนที่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

    ทั้งนี้ จำเลยไม่ได้เป็นแกนนำ และไม่เคยร่วมการชุมนุมทางการเมือง เพื่อประโยชน์ในการรักษาตัวและให้จำเลยได้สู้คดีอย่างเต็มที่ จำเลยจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยเป็นการชั่วคราว

    ต่อมา ในเวลาประมาณ 17.30 น. ศาลมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำฟ้อง และคำคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวแล้ว เห็นว่า ความผิดตามฟ้องเป็นการเผยแพร่ข้อความเท็จ ซึ่งกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและมุ่งให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งของประชาชน ทั้งเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร พฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง มีเหตุควรเชื่อว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยอาจหลบหนี

    แม้จำเลยอ้างความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ จำต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ ก็เห็นว่าตามหลักฐานประกอบข้ออ้างดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะให้ศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

    (อ้างอิง: คำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3190/2557 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2557)
  • ก่อนเริ่มการพิจารณาคดี ศาลสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ ขอให้ญาติจำเลย และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกห้องพิจารณา

    ทนายจำเลยยื่นคำให้การเป็นเอกสาร ระบุว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของอีเมล และเป็นคนส่งอีเมลตามที่ถูกฟ้องจริง แต่ขณะที่จำเลยส่งอีเมลนั้น จำเลยมีอาการหูแว่ว ไม่สามารถควบคุมบังคับตัวเองได้ เนื่องจากจำเลยป่วยเป็นโรคจิตหวาดระแวง ตามที่ปรากฏในรายงานการตรวจวินิจฉัยโรคของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ หากจำเลยรู้ตัวและสามารถควบคุมบังคับตัวเองได้ในขณะนั้น ก็คงไม่ส่งอีเมลตามที่ถูกฟ้อง ซึ่งขณะนี้จำเลยได้ทราบแล้วว่าการกระทำการส่งอีเมลดังที่โจทก์ฟ้องเป็นสิ่งที่ไม่สมควร นอกจากนี้ จำเลยส่งเพียงแค่ URL เท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้กล่าวถ้อยคำใดๆ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท

    หลังตรวจพยานหลักฐาน ทนายจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์หลายปาก ติดใจสืบเฉพาะผู้กล่าวหาและพนักงานสอบสวนเท่านั้น ส่วนฝ่ายจำเลยจะนำพยานเข้าสืบ 3 ปากได้แก่ จำเลย, พี่สาวจำเลย และแพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัยโรคจิตเภทของจำเลย ศาลกำหนดวันนัดตรวจความพร้อมคู่ความในวันที่ 23 มีนาคม 2558 และสืบพยานในวันที่ 8 พฤษภาคม 2558

    (อ้างอิง: https://freedom.ilaw.or.th/case/614#progress_of_case และ https://prachatai.com/journal/2014/12/56774)
  • ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเป็นครั้งที่สอง โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสดและสมุดบัญชี รวมมูลค่าทั้งสิ้น 200,440.73 บาท ระบุเหตุผลประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ดังนี้

    1.ในวันสอบคำให้การจำเลยและตรวจพยานหลักฐาน จำเลยให้การต่อศาลโดยรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยส่งอีเมลเป็นข้อความประกอบกับ URL ของเว็บไซต์ sanamluang008 ตามฟ้องจริงเท่านั้น แต่จำเลยไม่ได้เป็นผู้เขียนข้อความในเว็บไซต์ดังกล่าว และขณะที่ส่งอีเมลนั้น จำเลยไม่สามารถควบคุมบังคับตัวเองได้ เนื่องจากมีอาการจิตเภทประเภทหวาดระแวง ตั้งแต่ก่อนหน้าจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นอาการที่ผู้ป่วยประสาทหลอนหรือหลงผิดไปจากความจริง ซึ่งควรต้องให้การช่วยเหลืออย่างรีบด่วน เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสฆ่าตัวตายสูง

    2.จำเลยได้รับการตรวจวินิจฉัยอาการทางจิตประสาทที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ แพทย์ที่ตรวจได้ส่งรายงานการวินิจฉัยโรค ลงวันที่ 24 พ.ย. 2557 มายังศาลนี้แล้ว ระบุว่า จำเลยป่วยเป็นโรคจิตหวาดระแวง (F20.0 Paranoid Schizophrenia) และมีภาวะซึมเศร้า ตั้งแต่อายุประมาณ 18 ปี ก่อนที่จะเกิดเหตุตามฟ้องของโจทก์ และมีอาการเรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยมีอาการได้ยินเสียงแว่วจนหลงผิดไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ และมีอาการถึงขั้นมีเสียงสั่งให้ฆ่าตัวตาย และในขณะก่อเหตุ จำเลยได้ยินเสียงแว่วให้ทำ นอกจากนี้ จำเลยยังเป็นโรคเรื้อรัง ตั้งแต่ก่อนถูกจับกุม จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม ซึ่งสภาพแวดล้อมในที่คุมขังไม่เหมาะสมที่จะบำบัดรักษาจำเลยที่ป่วยทางจิตและทางกาย หากปล่อยให้เนิ่นช้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้อาการของจำเลยกำเริบจนยากแก่การรักษาและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

    ศาลพิจารณาคำร้องของจำเลยโดยไม่ได้เรียกแพทย์ที่ตรวจรักษามาไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยระบุเหตุผลว่า หากการเจ็บป่วยของจำเลยทวีความรุนแรงถึงขั้นที่สถานคุมขังจะดูแลความปลอดภัยแก่ชีวิตของจำเลยไม่ได้แล้ว ย่อมต้องดำเนินการส่งตัวจำเลยให้แพทย์ทำการรักษาในขั้นตอนตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ต่อไป จึงยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

    (อ้างอิง: คำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3190/2557 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2557)
  • จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ โดยให้เหตุผลว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมีผู้ต้องขังเป็นจำนวนมากไม่สามารถดูแลอาการเจ็บป่วยได้ทั่วถึง การส่งตัวจำเลยในคดีนี้ไปตรวจอาการทางจิต ก็เพราะเป็นการส่งหนังสือร้องขอของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เป็นเพราะเรือนจำตรวจพบอาการเอง อีกทั้งสถานที่คุมขังปัจจุบันแออัด ไม่เหมาะกับการรักษาตัวของจำเลย ศาลจึงควรไต่สวนแพทย์ผู้ตรวจอาการทางจิตก่อนมีคำสั่งเรื่องการประกันตัว

    จำเลยในคดีนี้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ หากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไข หรือต้องการไต่สวนจำเลย หรือต้องการพยานหลักฐานเพิ่มเติม จำเลยยินดียอมรับเงื่อนไขและปฏิบัติตาม

    ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น ไม่อนุญาตให้ประกันตัว

    (อ้างอิง: https://freedom.ilaw.or.th/case/614#progress_of_case)
  • พนักงานอัยการโจทก์ จำเลย และทนายจำเลย มาศาล เเต่ผู้พิพากษาในห้องสมานฉันท์ถามทั้งหมดว่า ทำไมคดีนี้จึงส่งมาที่ห้องสมานฉันท์ เพราะศาลที่ห้องสมานฉันท์ไม่มีอำนาจในการวางกำหนดโทษให้จำเลยได้ คดีลักษณะนี้ต้องปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน

    ศาลอ่านและอธิบานฟ้องให้จำเลยฟังอีกครั้ง และถามคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธ โดยรับว่าเป็นคนส่งอีเมลจริงตามฟ้องโจทก์ แต่ไม่รู้ว่า URL ที่ส่งไปจะนำไปสู่ข้อมูลที่มีความผิด เพราะตอนส่งอีเมลมีเสียงในหูบอกให้ส่ง

    ทนายความแถลงต่อศาลว่า จำเลยมีอาการป่วยทางจิตเป็นโรคจิตหวาดระแวงตามรายงานการวินิจฉัยโรคของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ฉบับลงวันที่ 24 พ.ย. 2557 จึงขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปรับการบำบัดรักษาอาการป่วยแทนการลงโทษ

    ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยสามารถเข้าใจคำถามและตอบคำถามได้ และตามความเห็นของแพทย์ จำเลยเป็นโรคจิตหวาดระแวง แต่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงให้ยกเลิกการสมานฉันท์ และมีคำสั่งให้ส่งหนังสือถึงราชทัณฑ์ ให้นำตัวจำเลยไปบำบัดอาการป่วยทางจิตที่สถานพยาบาลของราชทัณฑ์

    วันเดียวกันพี่สาวของจำเลยได้ยื่นขอประกันตัวอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ด้วยหลักทรัพย์เป็นเงินสด 300,440,73 บาท และให้เหตุผลว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตหวาดระแวง ที่แพทย์ลงความเห็นว่าจำเลยยังสามารถต่อสู้คดีได้นั้นเป็นคนละประเด็นกับความจำเป็นรีบด่วนที่จำเลยต้องได้รับโอกาสในการรักษาพยาบาล สภาพแวดล้อมที่แออัดในเรือนจำทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลการรักษาพยาบาลไม่ทั่วถึง และไม่เหมาะกับการรักษาทางจิตเวช

    อย่างไรก็ตาม ศาลยังมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณาและคำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3190/2557 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 และ https://freedom.ilaw.or.th/case/614#progress_of_case)
  • ศาลถามอีกครั้งว่าจำเลยจะให้การอย่างไร ทนายจำเลยแถลงยืนยันให้การภาคเสธ คือ จำเลยยอมรับว่าเป็นคนส่งอีเมลตามฟ้องจริง แต่ขอต่อสู้ว่าขณะที่กระทำนั้นมีอาการทางจิต ศาลแจ้งกับทนายว่าถ้าจำเลยทำจริงก็อยากให้รับสารภาพ จะได้ลงโทษน้อยลง เพราะถ้าหากต่อสู้คดีโทษที่ได้รับจะต่างกัน เนื่องจากอาการของจำเลยไม่ถึงกับไม่รู้ผิดชอบเอาเสียเลย

    จำเลยลุกขึ้นแถลงต่อศาลว่า ตนยอมรับมาตลอดอยู่แล้วว่าเป็นคนส่งอีเมลจริง แต่มีปัญหาเรื่องเสียงในหู และถูกกลั่นแกล้งมาตลอด 20 กว่าปี ส่วนเนื้อหาที่ส่งอีเมลไปก็ไม่รู้ว่าเป็นความผิด เพราะปกติถ้าอะไรที่ผิดเว็บไซต์กูเกิลจะเตือน แต่วันนั้นกูเกิลไม่ได้เตือน จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นความผิด ศาลกล่าวว่า จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเนื้อหาที่ส่งเป็นอย่างไร เพราะการส่งอีเมลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ส่วนการตีความว่าสิ่งที่ทำผิดกฎหมายหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลรู้ได้เอง การรับสารภาพโดยมีเงื่อนไขแบบนี้จำเลยจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ

    ต่อมาทนายจำเลย แถลงต่อศาลว่า ในคดีนี้จะต้องต่อสู้เรื่องอาการป่วยทางจิต ซึ่งทั้งโจทก์ ทนายความ และศาลก็ไม่อาจรู้ได้ว่าอาการป่วยนั้นจริงหรือไม่ จึงอยากให้ศาลให้โอกาสแพทย์มาเบิกความก่อน ส่วนประเด็นอื่นๆ ของคดีนี้ก็ขอยอมรับโดยไม่โต้แย้ง ศาลจึงตกลงและให้เริ่มสืบพยาน

    1. พยานโจทก์ปากที่ 1 นายเกริกไชย ศรีศุกร์เจริญ ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้

    เกริกไชย เบิกความว่าปัจจุบันรับราชการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีอำนาจสืบสวนสอบสวนความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ระหว่างการสืบสวนได้ขออนุญาตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อเข้าถึงอีเมลที่ใช้ชื่อว่า stoplesemajeste และพบข้อความที่จำเลยได้ติดต่อกับอีเมล stoplesemajeste ในลักษณะขอให้ช่วยเผยแพร่ข้อความในลิงก์ของเว็บไซต์ sanamluang2008 ซึ่งตรวจสอบดูพบว่า ข้อความในลิงก์นั้นเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และรัชทายาท

    เมื่อนำอีเมลของจำเลยไปค้นหาจาก กูเกิล พบว่าเกี่ยวข้องผู้ที่ใช้ชื่อ MisterO2 ที่ทำการกับค้าขายยาฆ่าแมลงและปุ๋ยอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ จึงให้ลูกน้องไปแฝงตัวติดตาม และได้ให้ข้อมูลกับทางทหารเป็นระยะ จนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจการปกครอง ทหารจึงได้เข้าควบคุมตัวจำเลย

    หลังจับกุมตัวได้ทหารก็เรียกตนให้ไปสอบสวน เนื่องจากต้องเร่งสอบสวนให้เสร็จภายในอำนาจการควบคุมตัว 7 วัน ตามกฎอัยการศึก ทหารจึงมอบหมายให้ตนไปร้องทุกข์คดีนี้ต่อ ปอท. ให้ทำหน้าที่สอบสวนต่อ

    ขณะที่ตนสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ และลงลายมือชื่อในเอกสารที่ปรินท์ออกมาจากอีเมลที่ส่งด้วย ขณะสอบสวน จำเลยมีอาการปกติ ตอบคำถามรู้เรื่อง ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นโรคจิต ลูกน้องที่ไปสืบสวนก็พบว่า จำเลยสามารถค้าขายได้ปกติ ในการสอบสวนวันที่ 2-3 มีการนั่งคุยกันก่อนเพื่อไม่ให้เครียด จำเลยเล่าเรื่องอาการหูแว่ว และเหตุการณ์ที่เชื่อว่าจะมีคนมาทำร้ายให้ฟัง ซึ่งตนไม่เข้าใจ

    เกริกไชย ตอบคำถามค้านของทนายความว่า การกระทำในคดีนี้มีแค่การส่งลิงก์ผ่านอีเมลอย่างเดียว ไม่มีการกระทำอื่น จำเลยไม่ได้เป็นผู้เขียนเนื้อหาในเว็บไซต์ sanamluang2008 เอง และจำเลยไม่ใช่ผู้ทำภาพในเว็บไซต์ดังกล่าว

    เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 พ.ต.ท.จักรกฤษ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยไปพบจำเลยแล้ว แต่ไม่ได้จับกุม เพราะคดียังอยู่ในระหว่างสืบสวนไม่มีอำนาจจับกุม การดำเนินคดีกับเจ้าของอีเมล stoplesemajeste สิ้นสุดลงไปแล้ว ส่วนเว็บไซต์ sanamluang2008 ยังหาตัวผู้กระทำความผิดไม่ได้จึงยังไม่ได้ดำเนินคดี และได้แจ้งให้ ปอท.ปิดกั้น

    2. พยานโจทก์ปากที่ 2 ร.ต.ต.วิพล ไชยลาด พนักงานสอบสวน

    ร.ต.ต.วิพล เบิกความว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 นายเกริกไชย เดินทางมาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กับนายทะเนช ซึ่งขณะนั้นถูกทหารควบคุมตัวอยู่ จึงขอออกหมายจับจากศาลอาญา แล้วไปรับตัวจากทหารตามหมายจับ

    ในชั้นสอบสวนหลังแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จำเลยยอมรับว่าเป็นคนส่งอีเมลจริง ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่ยึดจากบ้านของจำเลยเมื่อส่งไปตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร จึงหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีอัยการร่วมสอบสวนด้วย

    ขณะสอบสวนจำเลยครั้งแรกไม่มีอัยการและทนายอยู่ร่วมด้วย แต่การสอบสวนครั้งที่สองมี ขณะสอบสวนมองไม่ออกว่า จำเลยมีอาการทางจิตหรือไม่ สามารถให้การได้ปกติ คุยกันรู้เรื่อง

    ร.ต.ต.วิพล ตอบคำถามทนายถามค้านว่า ในระหว่างการสอบสวน จำเลยเล่าถึงเสียงในหูที่บอกให้ช่วย เรื่องที่จำเลยเชื่อว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งและถูกพยายามทำร้าย จำเลยให้การว่าตัวเองมีหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เป็นเหตุให้ถูกบุคคลหลายกลุ่มกลั่นแกล้ง

    ทนายถามว่า เรื่องราวที่จำเลยให้การนั้นเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกันเหมือนกับคนปกติหรือไม่ ร.ต.ต.วิพล ตอบว่า ตนดูไม่ออก ไม่อาจวินิจฉัยเรื่องนี้ได้ แต่ยังเห็นว่าให้การได้ปกติ มาทราบภายหลังจากทนายว่าจำเลยถูกส่งไปตรวจรักษาอาการทางจิต แต่ขณะนั้นยังไม่รู้ผล เพิ่งมาทราบผลในวันที่มาเบิกความต่อศาลนี้

    คดีนี้การกระทำของจำเลยมีแค่การส่งลิงก์อย่างเดียว ไม่ได้ทำอย่างอื่น ข้อความในเว็บไซต์ sanamluang จำเลยไม่ได้เขียน ไม่ทราบว่าใครเขียน ขณะที่รับตัวจำเลยมา ทหารได้ให้เอกสารที่เขียนว่า “องค์ชาย 20 ปี...” มาด้วย แต่ภายหลังได้คืนให้จำเลยไปไม่ได้นำส่งเข้ามาในคดี ทราบว่าเอกสารนี้จำเลยติดไว้ที่หน้าบ้านและรถจักรยานเวลาขี่ไปไหนมาไหน

    อัยการถามติง ร.ต.ต.วิพล ตอบว่า การกล่าวอ้างเรื่องอาการทางจิตของจำเลย ในหลักการทั่วไปก็เป็นไปได้ว่าจะอ้างขึ้นเองเพื่อให้พ้นผิด

    3. พยานจำเลยปากที่ 1 แพทย์หญิงดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลย

    พ.ญ.ดวงตา เบิกความว่า ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ สังกัดกรมสุขภาพจิต เป็นผู้ทำหน้าที่ตรวจ ประเมิน วินิจฉัย และลงความเห็นอาการของจำเลยในคดีนี้ จำเลยถูกเรือนจำส่งตัวไปตรวจครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 ได้สัมภาษณ์และสอบถามประวัติ จำเลยเล่าว่ามีคนติดตาม และทุกข์ทรมานจากอาการหูแว่ว บางครั้งทรมานจนอยากฆ่าตัวตาย จำเลยตอบคำถามเกี่ยวกับการถูกดำเนินคดีรู้เรื่อง รู้ว่าเคยพบแพทย์ของเรือนจำ มีการสั่งยาแต่เมื่อกินยาแล้วง่วงซึม จึงไม่อยากกินยาอีก ในวันดังกล่าวมีการทดสอบทางจิตวิทยาเพื่อตรวจว่าแกล้งป่วยทางจิตหรือไม่ หลังทดสอบแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยแกล้งป่วย

    ก่อนจะเสนอความเห็นมายังศาลต้องให้สหวิชาชีพมาลงความเห็นรวม 5 วิชาชีพ ต้องให้พบนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิยา และในที่ประชุมต้องมีจิตแพทย์เพิ่มอีกสองคนจึงลงความเห็นได้ จากการสรุปข้อมูลแล้ว ลงความเห็นว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตหวาดระแวง โดยในวันสัมภาษณ์จำเลยมีอาการเศร้ามาก จึงลงความเห็นส่งไปที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ว่าควรให้ยารักษาอารมณ์เศร้าด้วย

    โรคจิตหวาดระแวงเป็นโรคทางสมอง มีความผิดปกติในการทำงานของสมอง อาจมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งจากการสอบประวัติพบว่าพี่ชายของจำเลยก็มีอาการแบบเดียวกับจำเลย และเคยไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช จ.เชียงใหม่ หลังจากนั้นออกจากบ้านยังไม่สามารถติดตามตัวได้ อาการของจำเลยจึงน่าจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ด้วย อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะจำเลยเคยใช้ยาเสพติดประมาณ 5-6 ปี ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นให้มีอาการหวาดระแวงมากขึ้น แม้จะหยุดใช้ยามาประมาณ 10 ปีก็ยังมีอาการอยู่

    จำเลยมีระดับสติปัญญาปกติ มีทักษะการใช้ชีวิตเพื่อความอยู่รอด เลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้ เมื่อมีอาการหวาดระแวงจะใช้วิธีย้ายที่ทำงาน แยกตัวจากคนอื่น จำเลยปกป้องตัวเองจากอาการหูแว่วด้วยการใส่หูฟัง ขณะอยู่ในเรือนจำจำเลยใช้หนังสติ๊กสวมข้อมือและดีดตัวเองเพื่อเตือนตัวเอง ซึ่งเป็นอาการของคนป่วยประเภทนี้ที่การตัดสินใจจากเหตุการณ์ภายนอกจะบกพร่องเป็นช่วงๆ ส่วนมากในช่วงที่ไม่มีอะไรมากระตุ้นคนป่วยประเภทนี้จะดูเป็นคนปกติ แต่ถ้ามีภาวะภายนอกมากระตุ้นจะมีอารมณ์เปราะบางกว่าคนปกติและอดทนได้น้อย

    คนป่วยประเภทนี้ส่วนมากจะเริ่มป่วยตั้งแต่วัยรุ่น แต่การเข้าถึงการรักษาขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของคนป่วยและคนรอบข้าง ในอายุปัจจุบันของจำเลยก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ แต่หากเป็นแล้วต้องรักษาตลอดชีวิต สามารถรักษาให้ทุเลาลงได้ แต่ไม่สามารถหายขาด โดยเฉพาะจำเลยซึ่งไม่เคยเข้ารับการรักษาเลย

    สาเหตุที่ระบุในผลการวินิจฉัยว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ เพราะอาการของจำเลยไม่ถึงขั้นวิกลจริต ยังสามารถรับรู้ว่าตนเองถูกดำเนินคดีอะไร ตอบคำถามได้ตรงคำถาม รู้สิทธิว่าตัวเองต้องมีทนายความ เท่าที่สอบถามจำเลยรู้ว่าตัวเองเป็นคนส่งลิงค์ ขณะที่ส่งลิงค์นั้นมีการฟอร์เวิร์ดเมล และจำเลยกล่าวอ้างว่าที่ทำไปเพราะจะเป็นการช่วยประชาชน เท่าที่สอบถามจำเลยอ้างว่าไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำเป็นความผิด โดยจำเลยไม่มีความรู้กฎหมายที่จะแต่งเรื่องให้ตัวเองพ้นผิดได้

    นอกจากนี้ จำเลยยังเล่าให้ฟังว่าตนเองหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช จึงเป็นเหตุให้ถูกกลั่นแกล้ง หากจำเลยได้รับการรักษาอย่างเต็มที่น่าจะมีอาการดีกว่าที่เป็นอยู่

    พ.ญ.ดวงตา ตอบคำถามอัยการว่า ขณะจำเลยตอบคำถามสามารถฟังแล้วเข้าใจ ไม่สับสน ในขณะให้สัมภาษณ์จำเลยก็มีอาการหวาดระแวง แต่ควบคุมตัวเองได้ เพราะโรคประเภทนี้ไม่ได้เป็นอยู่ตลอดเวลา แพทย์ยืนยันว่าจำเลยมีอาการป่วยทางจิต แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าขณะที่ส่งลิงก์นั้นมีอาการมากน้อยเพียงใด สันนิษฐานว่าขณะส่งลิงก์จำเลยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำเป็นความผิด

    พ.ญ.ดวงตา ตอบคำถามติงของทนายว่า ข้อสันนิษฐานของตนเป็นไปตามวิชาชีพจิตแพทย์ ส่วนความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลของจำเลยเป็นอาการอย่างหนึ่งของผู้ป่วยโรคนี้

    4. พยานจำเลยปากที่ 2 นายทะเนช นนทะโคตร เบิกความเป็นพยานให้ตนเอง

    พยานเบิกความว่า จบการศึกษาชั้น ม.3 อ่านเขียนและพูดภาษาอังกฤษได้จากการศึกษาด้วยตนเอง นับถือศาสนาคริสต์ ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าเกษตรทางอินเทอร์เน็ต ยอมรับว่าได้ส่งอีเมลที่มีข้อมูลตามฟ้องจริง แต่เนื้อหาในเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ได้เป็นคนทำขึ้น ก่อนส่งได้อ่านเนื้อหาแล้วแต่ไม่ได้อ่านทั้งหมด ไม่ทราบว่าเนื้อหาตอนไหนหมิ่นสถาบันฯ

    เหตุที่ส่งอีเมลไปตามคำฟ้อง เนื่องจากมีเสียงรังควานบอกว่าให้ช่วยด้วย เป็นเสียงของกลุ่มคนที่ได้ยินตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ทราบว่าเป็นเสียงของใคร ไม่เห็นตัวคนพูด เสียงจะดังมากน้อยแล้วแต่โอกาส ลักษณะคล้ายกับเปิดวิทยุดังๆ ไว้ตลอดเวลา บางครั้งเสียงที่ได้ยินจะด่าตน บางครั้งก็ตอบโต้บ้าง บางครั้งเสียงตะโกนเข้ามาบอกให้ฆ่าตัวตาย ตนรู้สึกเหนื่อยและกลัวไม่กล้าทำอะไร อาการดังกล่าวนี้ไม่กล้าไปพบแพทย์ เพราะกลัวจะถูกมองเป็นคนบ้า

    ขณะที่ส่งอีเมลนั้นเสียงดังและรำคาญมากจึงส่งไปเพื่อจะช่วย เพราะกลัวและสงสารคนที่ขอให้ช่วย ขณะเกิดเหตุนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เสียงดังมาตลอดบอกให้ช่วยด้วย ดังอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง นอกจากนี้ ตนได้ให้การไว้ในชั้นตำรวจแล้วว่าถูกกลั่นแกล้งมาตลอด 20 กว่าปี

    วิธีการตรวจของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ หมอจะนัดไปพบนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา 4-5 ครั้ง ให้ทำแบบทดสอบ วาดรูป ต่อภาพ ครั้งสุดท้ายจะมีการประชุมใหญ่ ประมาณ 20 คน หลายๆ คนสัมภาษณ์อยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังการตรวจแล้วหมอจะสั่งยาให้โรงพยาบาลราชทัณฑ์จ่ายยา ช่วงแรกกินยาแล้วหลับง่ายขึ้น หลังจากประมาณสามเดือนจะนอนไม่หลับ ปวดเนื้อตัว มึนหัว จึงหยุดกินยาเพราะทนไม่ไหว ปัจจุบันจึงยังมีเสียงรบกวนอยู่

    อีเมลที่ส่งในคดีนี้ ขณะส่งไม่ทราบว่าเป็นความผิด หากทราบว่าเป็นความผิดก็จะไม่ส่ง เอกสารที่เขียนว่า “องค์ชาย 20 ปี” นั้นติดไว้ที่หน้าบ้านเพื่อเรียกร้องต่อพระผู้เป็นเจ้าให้มีความเป็นธรรมกับตน

    วันที่ถูกทหารมาจับกุมมีการรื้อค้นในบ้าน และยึดข้าวของไป ทหารควบคุมตัวไปที่ มทบ 11 และให้เซ็นเอกสาร มีคนนั่งล้อมวงประมาณ 20 คน และให้ตนนั่งตรงกลาง และบอกให้รับสารภาพ ขณะนั้นไม่ได้พูดเรื่องหูแว่ว เนื่องจากตกใจ หากเจ้าหน้าที่ไม่ตะโกนและเตะขาเก้าอี้ก็คงบอกไปแล้ว แต่บรรยากาศวันที่คุยกับตำรวจและหมอนั้นแตกต่างไป ปัจจุบันทราบแล้วว่าตนเป็นโรคจิตและอยากหาย

    5. พยานจำเลยปากที่ 3 เนตรนภา หาญรักษ์ พี่สาวจำเลย

    เนตรนภา เบิกความว่า จำเลยพักอยู่อาศัยที่บ้านของตนมาประมาณ 4-5 ปี เมื่อทราบว่าจำเลยถูกจับได้พยายามติดตามหาตัว และมาตามหาที่กรุงเทพฯ แต่ไม่พบ สาเหตุที่เร่งตามหาเพราะเป็นห่วง เนื่องจากทราบว่าจำเลยอาการไม่ค่อยดี จำเลยมีอาการกลัวคนมาทำร้ายตลอดเวลา เชื่อว่าตัวเองถูกวางยา ถูกจ้องทำร้าย ไปที่ไหนก็มีแต่คนติดตาม ต้องหนีตลอด ที่ทราบเพราะจำเลยจะพูดให้ตนฟังตลอด

    ก่อนหน้านี้เห็นว่าอาการไม่ปกติ จึงเคยชวนจำเลยไปหาหมอ แต่จำเลยไม่ยอมไป อ้างว่าตนไม่ได้เป็นอะไร แต่จำเลยมีอาการผิดปกติมาตั้งแต่ก่อนปี 2552

    จำเลยชอบเอาเอกสารติดไว้ที่หน้าบ้าน ที่จักรยานของจำเลยจะเอาไม้ปิ้งไก่สองอันมาทำเป็นไม้กางเขนติดไว้ข้างหน้าแล้วมีตุ๊กตายางรูปไก่ติดไว้อีกทีหนึ่ง อาการที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเคยถูกวางยาและมีคนตามทำร้ายนั้น เท่าที่ตนเห็นไม่เชื่อตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เรื่องราวต่างๆ นั้นไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง

    ต่อมา ตนได้ขอความช่วยเหลือกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และเล่าเรื่องให้ฟัง ศูนย์ทนายฯ จึงส่งทนายความมาช่วยเหลือและทำเรื่องให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาอาการ

    เสร็จสิ้นการสืบพยานในเวลาประมาณ 17.30 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 มิถุนายน 2558

    (อ้างอิง: https://freedom.ilaw.or.th/case/614#progress_of_case)
  • ที่ศาลอาญา รัชดา ในห้องพิจารณาคดีนอกจากจะมีญาติของนายทะเนชแล้ว ยังมีผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP ประชาไท ตัวแทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ขณะที่ตัวแทนสถานทูตเดนมาร์กมาถึงห้องพิจารณาคดีหลังเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลบอกเลขห้องผิด

    ศาลอ่านคำพิพากษา โดยอ่านทวนคำฟ้องซึ่งระบุถึงข้อความในเว็บไซต์ที่ซึ่งโจทก์ยกมาจำนวน 12 ข้อความ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์สถาบันต่างๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ทหาร การรัฐประหาร โดยพยายามเชื่อมโยงกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งจากการพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย ศาลสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของอีเมล xxx และได้ใช้อีเมลดังกล่าวส่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ให้แก่อีเมลของนายเอลิมิโอ เอสเตบาน สัญชาติอังกฤษ อาศัยอยู่ในประเทศสเปน ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ stoplesemajeste โดยจำเลยได้ส่ง URL ของเว็บไซต์ sanamluang2008 ไปด้วย ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นข้อความพร้อมภาพ อันเป็นบทความหลายรายการ โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาทประกอบด้วย

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นเพียงผู้ใช้อีเมลเพื่อชี้แหล่งข้อมูล แต่จำเลยย่อมรู้ดีว่าเนื้อหาในเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นการกล่าวหาใส่ร้ายต่อพระมหากษัตริย์และรัชทายาท โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ประกอบด้วย โดยจำเลยมีเจตนาให้มีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของนายเอลิมิโอ การกระทำของจำเลยย่อมบ่งชี้ให้เห็นได้ว่า มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์และรัชทายาท ทั้งมิใช่กระทำภายในความุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ โดยเจตนาเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เเละเป็นการกระทำโดยมีเจตนานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงเเห่งราชอาณาจักร เเละเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยจำเลยรู้อยู่เเล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงเเห่งราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง

    ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาคือ ขณะกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยไม่สามารถบังคับตนได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่ ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์ที่ตรวจวินิจฉัยจำเลยเบิกความแล้วว่า จำเลยมีความสามารถทางเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีแนวความคิดเบี่ยงเบนไปจากความจริงบ้างแต่ไม่รุนแรงนัก มีอารมณ์ไม่มั่นคง ถูกกระตุ้นได้ง่าย และพบภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย หลังจากตรวจวินิจฉัยแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่า จำเลยป่วยเป็นโรคจิตหวาดระแวง และมีอารมณ์เศร้าร่วมด้วย ปัจจุบันสามารถต่อสู้คดีได้

    นอกจากนี้ ศาลยังได้ความจากพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่เบิกความว่า ขณะที่สอบปากคำจำเลยนั้น จำเลยให้การตามปกติ มีอาการปกติเหมือนคนทั่วไป ซึ่งทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่มีเหตุต้องเบิกความกลั่นแกล้งหรือปรักปรำร้ายจำเลย เชื่อว่าทั้งสองเบิกความไปตามที่เป็นจริง เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน ก็ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การเกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้โดยละเอียด เป็นขั้นเป็นตอน ทั้งยังสามารถอ่านเขียนและพูดภาษาอังกฤษ เคยเดินทางไปต่างประเทศ และติดต่อค้าขายทางอินเทอร์เน็ตได้ แม้ตามรายงานการตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์จะระบุว่า จำเลยมีความผิดปกติอยู่บ้าง แต่เมื่อพิจารณาผลการตรวจวินิจฉัยโรค คำเบิกความของแพทย์ผู้ตรวจ พนักงานสอบสวน และคำนึงถึงการใช้ชีวิตประจำวันของจำเลยแล้ว ยังไม่พอให้ฟังได้ว่าขณะที่กระทำความผิดนั้น จำเลยไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่องดังที่จำเลยให้การต่อสู้ จำเลยจะยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นมาเพื่อไม่ให้ตนเองต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65 หาได้ไม่

    พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3),(5) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ อันเป็นบทที่หนักสุด จำคุก 5 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลง 1 ใน 3 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

    (อ้างอิง: คำพิพากษา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.3190/2557 คดีหมายเลขแดงที่ อ.2069/2558 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2558 และ https://freedom.ilaw.or.th/case/614#progress_of_case)
  • หลังมีพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ.2559 ทะเนชอยู่ในเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษ รวมระยะเวลาที่ถูกคุมขังทั้งสิ้น 2 ปี 2 เดือน 24 วัน

    (อ้างอิง: https://freedom.ilaw.or.th/case/614#progress_of_case)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ทะเนช

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ทะเนช

ชื่อองค์คณะผู้พิพากษา :
  1. นายธีรศักดิ์ คงเทพ
  2. นายพรพิชิต จันปุ่ม

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ไม่อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 25-06-2015

แหล่งที่มา : ข้อมูลจากการติดตามในสื่อต่างๆ