ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561

ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น (ประชาชน)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561

ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น (ประชาชน)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561

ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น (ประชาชน)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561

ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561
ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561
ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561
ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • อื่นๆ (ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ, เลิกจ้าง(คดีแรงงาน), แจ้งความเท็จ, ซ่อนเร้นพยานหลักฐาน)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1330/2559
แดง อ.523/2561
ผู้กล่าวหา
  • นายพรเทพ จันทร์ต้น

ความสำคัญของคดี

จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ เพื่อเรียกผลประโยชน์ จึงถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 แต่องค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 นั้น มุ่งคุ้มครองในตำแหน่งดังต่อไปนี้ 1. พระมหากษัตริย์ 2. พระราชินี 3. รัชทายาท 4. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่บุคคลตามองค์ประกอบของมาตรานี้

อีกทั้งนายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 4 ยืนยันว่าไม่ได้ทราบเรื่องการแอบอ้างดังกล่าว เพียงแต่ถูกเพื่อนรุ่นพี่ชักชวนไปร่วมทำบุญที่จังหวัดกำแพงเพชรเท่านั้น โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับนายนพฤทธิ์

หลังการรัฐประหาร 2557 มีการใช้มาตรา 112 ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมากที่ “แอบอ้าง” พระมหากษัตริย์หรือบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก กรณีนี้เป็นปัญหาทางกฎหมายในการใช้ข้อกล่าวหาดังกล่าวกับลักษณะความผิดฐานแอบอ้างหาประโยชน์ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ควรที่จะดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขยายขอบเขตการตีความมาตรา 112 ออกไปจนเกินกว่าบทบัญญัติของกฎหมาย และส่งผลต่อการให้ประกันตัวของศาล โดยนพฤทธิ์ไม่ได้รับการประกันตัว แม้จะยื่นประกันหลายครั้ง ทำให้เขาถูกคุมขังในเรือนจำรวม 2 ปี 6 เดือน จนกระทั่งศาลยกฟ้องในที่สุด นอกจากนี้ กรณีนี้ยังมีปัญหาด้วยว่า สมเด็จพระเทพฯ เป็นบุคคลตามองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 หรือไม่

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

1. เมื่อระหว่างวันที่ 8 ส.ค.56 เวลากลางวัน ถึง มี.ค.58 วันใดไม่ปรากฏชัด ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันปลอมเอกสารราชการทั้งฉบับ โดยปลอมเอกสารหนังสือราชการของสำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในสมเด็จพระเทพฯ จำนวน 8 ฉบับ อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สมเด็จพระเทพฯ ผู้เสียหายที่ 1 วัด ผู้เสียหายที่ 2 เจ้าอาวาส ผู้เสียหายที่ 3

2. หลังจากจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันนำหนังสือเอกสารราชการที่ร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งฉบับดังกล่าวไปใช้หรืออ้างแสดงต่อเจ้าอาวาส กรรมการวัด (ผสห.ที่ 4) หัวหน้าสนง.ปลัดเทศบาล ต.ไทรงาม (ผสห.ที่ 5) นายกเทศมนตรีเทศบาล ต.ไทรงาม (ผสห.ที่ 5) และประชาชนเพื่อให้ประชาชนผู้เสียหาย เชื่อว่าเป็นหนังสือเอกสารราชการที่แท้จริงที่ออกโดย สำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในสมเด็จพระเทพฯ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1-6 และประชาชน

3. นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 8 ส.ค.56 ถึงวันที่ 26 เม.ย.58 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ได้กล่าววาจาหมิ่นประมาท และดูหมิ่น สมเด็จพระเทพฯ ต่อเจ้าอาวาส (ผสห.ที่ 3) ถึงนายกเทศมนตรีฯ (ผสห.ที่ 6) และประชาชน โดยนำเอกสารหนังสือราชการปลอม จำนวน 8 ฉบับ แสดงต่อผสห.ที่ 3 ถึงที่ 6 และประชาชนว่าสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาเป็นประธานตัดลูกนิมิต โดยมีการเรียกค่าใช้จ่ายต่างๆ

โดย จำเลยที่ 1 นางอัษฎาภรณ์ กล่าวอ้างว่ารู้จักข้าราชการที่ทำงานใน สน.ราชเลขานุการฯ รับอาสาติดต่อเจ้าอาวาส กับ สน.ราชเลขานุการฯ

จำเลยที่ 2 นายกิตติภพ กล่าวอ้างว่าทำงานเป็นข้าราชการใน สน.ราชเลขานุการฯ จะดำเนินงานต่างๆ

จำเลยที่ 3 นายวิเศษ กล่าวอ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจีรเทพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หัวหน้าฝ่ายการเงินทุนการกุศลของสมเด็จพระเทพฯ และเป็นตัวแทนของสมเด็จพระเทพฯ ประสานงานกับเจ้าอาวาส และไปร่วมงานสวดศพมารดาของเจ้าอาวาส

จำเลยที่ 4 นายนพฤทธิ์ กล่าวอ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจักราภา อาภากร เป็นประธานที่ปรึกษารองราชเลขานุการฯ ในสมเด็จพระเทพฯ ผู้ดูแลวังสระปทุมฯ และเป็นตัวแทนของสมเด็จพระเทพฯ ไปร่วมงานทำบุญอายุวัฒนะครบ 51 ปี ของเจ้าอาวาส (ผสห.ที่ 3)

4. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ผู้ไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานฯ ได้สวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานฯ มาร่วมงานสวดศพมารดาเจ้าอาวาส (ผสห.ที่ 3)

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ อ.1330/2559 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558)

ความคืบหน้าของคดี

  • พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรยื่นฟ้องนางอัษฎาภรณ์, นายกิตติภพ, นายวิเศษ และนายนพฤทธิ์ ต่อศาลจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานความผิด ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม, และไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ

    ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตรา คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91,112, 146, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4
  • ในการนัดสมานฉันท์คดี จำเลยทั้งสี่ได้ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงได้นัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานพร้อมกัน ในวันที่ 21 ธ.ค.58 เวลา 9.00 น.

    สำหรับคดีนี้ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างทนายความส่วนตัว ขณะที่จำเลยที่ 2 และ 3 ได้ให้ทนายความขอแรงจากศาลช่วยเหลือทางกฎหมาย

    (อ้างอิง: 'ศาลกำแพงเพชรนัดสอบคำให้การคดี 112 เหตุแอบอ้างสถาบันฯ 21 ธ.ค.นี้' เว็บไซต์ https://tlhr2014.wordpress.com/2015/12/03/112kampangpetch/)
  • จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำให้การต่อศาล ปฏิเสธข้อกล่าวหาตามฟ้องของโจทก์ และคู่ความได้ขอตรวจพยานหลักฐานในนัดต่อไป ศาลจึงได้นัดหมายตรวจพยานหลักฐานวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 9.00 น.

    นอกจากนั้นในส่วนของจำเลยที่ 4 ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ในประเด็นสถานะของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่าเป็นบุคคลตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ อย่างไร และการกระทำตามฟ้องของโจทก์เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ โดยระบุถึงหลักกฎหมายอาญาที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด และหลัก “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” คำร้องได้ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ในความผิดนี้ และให้จำเลยที่ 4 พ้นข้อหาไป

    ในคำร้องยังได้แนบเอกสารกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ รวมทั้งพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารด้วย

    แต่ศาลได้ให้ยกคำร้องฉบับนี้ โดยระบุสั้นๆ ว่า “ชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมาย ตามคำร้องของจำเลยที่ 4”

    ภายหลังการพิจารณาของศาล ญาติของจำเลยที่ 4 ได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกครั้ง ใช้หลักประกันเป็นที่ดินราคาประเมินจำนวน 1.4 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่า “ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ครั้งนี้ถือเป็นการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นครั้งที่ 3 ของจำเลยที่ 4

    (อ้างอิง: 'คดีแอบอ้าง “สมเด็จพระเทพฯ” ที่ศาลกำแพงเพชร จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธข้อหา' เว็บไซต์ https://tlhr2014.wordpress.com/2015/12/22/112kampangpetch_2/)
  • ศาลได้สอบข้อเท็จจริงที่คู่ความสามารถรับกันได้ แต่ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่คู่ความรับกันได้ จากนั้นทางฝ่ายโจทก์ได้แถลงจะนำพยานเข้าสืบจำนวน 23 ปาก ศาลจึงกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 5-7 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 16-18 สิงหาคม 2559 รวม 6 นัด

    ขณะที่จำเลยที่ 1 แถลงจะนำพยานเข้าเบิกความจำนวน 20 ปาก ศาลจึงกำหนดวันนัดสืบพยานวันที่ 30-31 สิงหาคม 2559 และวันที่ 1-2 และ 6 กันยายน 2559 รวม 5 นัด

    ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 แถลงจะนำพยานเข้าเบิกความ 2 ปาก ศาลจึงกำหนดวันนัดสืบพยานวันที่ 7 กันยายน 2559 รวม 1 นัด

    ส่วนจำเลยที่ 4 แถลงจะนำพยานเข้าเบิกความจำนวน 5 ปาก ศาลจึงกำหนดวันนัดสืบพยานวันที่ 8-9 กันยายน 2559 รวม 2 นัด รวมแล้วนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหมดจำนวน 14 นัด

    (อ้างอิง: 'ศาลกำแพงเพชรนัดสืบพยานคดีม.112 แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ ช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. รวม 14 นัด' เว็บไซต์ https://tlhr2014.wordpress.com/2016/02/05/112kampangpetch_3/)
  • ในการสอบคำให้การใหม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แถลงต่อศาล ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงให้อัยการโจทก์แยกฟ้องคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 และให้จำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด หากโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่กำหนด

    ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 พ.ค. 59 เวลา 9.30 น. โดยศาลระบุว่าต้องส่งร่างคำพิพากษาให้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 6 ตรวจสอบก่อน

    (อ้างอิง: 'สองจำเลยคดีม.112 แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ กลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ด้านอีกสองจำเลยยืนยันปฏิเสธข้อหา' เว็บไซต์ https://tlhr2014.wordpress.com/2016/04/23/112kampangpetch_4/)
  • พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลจังหวัดกำแพงเพชร โดยมีนางอัษฎาภรณ์เป็นจำเลยที่ 1 และนายนพฤทธิ์เป็นจำเลยที่ 2 ในคดี โดยคำฟ้องในคดีใหม่นี้เขียนในลักษณะเดียวกันกับคำฟ้องในคดีเดิม แต่ไม่ได้มีการฟ้องในข้อหาสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 146 เหมือนในคดีแรก โดยศาลได้นัดพร้อมและสอบคำให้การในคดีใหม่นี้ ในวันที่ 6 มิ.ย. 59

    (อ้างอิง: 'ศาลพิพากษาสองจำเลยคดี 112 แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ จำคุก 7 ปี 4 เดือน' เว็บไซต์ https://tlhr2014.wordpress.com/2016/05/30/112kampangpetch_5/)
  • ศาลได้อ่านคำพิพากษาในส่วนของนายกิตติภพและนายวิเศษ โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ความผิดข้อหาสวมเครื่องแบบของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และความผิดข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี รวมโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุกคนละ 3 ปี 8 เดือน

    ในการอ่านคำพิพากษา ศาลได้อ่านเฉพาะเรื่องการกำหนดโทษของจำเลยทั้งสอง แต่ไม่ได้อ่านในส่วนรายละเอียดคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายต่างๆ แต่อย่างใด

    (อ้างอิง: 'ศาลพิพากษาสองจำเลยคดี 112 แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ จำคุก 7 ปี 4 เดือน' เว็บไซต์ https://tlhr2014.wordpress.com/2016/05/30/112kampangpetch_5/)
  • นางอัษฎาภรณ์ และนายนพฤทธิ์ ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยจำเลยทั้งสองได้จัดทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรมายื่นต่อศาล ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ขอให้ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในคดี ศาลจึงให้คู่ความนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 8 ส.ค.59 เวลา 9.00 น.

    นอกจากนั้นนายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 2 และทนายความ ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่ใช่บุคคลตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าการขอให้ศาลขี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเรื่ององค์ประกอบความผิดมาตรา 112 เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ แม้จะวินิจฉัยก็ไม่ทำให้คดีแล้วเสร็จ โจทก์ยังคงต้องนำสืบพยานในข้อหาอื่นอีก จึงเห็นควรให้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยให้เสร็จสิ้นก่อน และรอวินิจฉัยพร้อมกับคำพิพากษา

    ภายหลังการสอบคำให้การ ญาติของนายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินราคาประเมิน 1.7 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เพราะเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง และมีหลายข้อหา หากปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนี โดยนับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่จำเลยยื่นขอประกันตัวและศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต

    (อ้างอิง: 'ศาลไม่ให้ประกันครั้งที่ 4 จำเลยคดี 112 แอบอ้าง ‘พระเทพฯ’ ขณะนัดตรวจพยานหลักฐาน 8 ส.ค.' เว็บไซต์ https://tlhr2014.wordpress.com/2016/06/07/112kampangpetch_6/)
  • ก่อนเริ่มพิจารณา ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดกฎหมาย ปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และยื่นคำร้องขอส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น

    ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ศาลได้มีคำสั่งไปแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนคำร้องขอส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น ศาลให้ทนายจำเลยที่ 2 หาข้อมูลเพื่อยืนยันว่า พยานที่จำเลยจะส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น ปากนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีนี้อย่างไร

    ในช่วงบ่าย โจทก์แถลงขอสืบพยานบุคคล 23 ปาก ระยะเวลา 6 นัด และทนายจำเลยแถลงสืบพยานบุคคลจำนวน 8 ปาก ใช้เวลาที่ศาลนี้ 2 นัด และพยานลำดับที่ 9 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ศาลอื่น จำเลยที่ 2 ประสงค์จะสืบพยานปากนี้ในประเด็นโดยตรงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามป.อาญา มาตรา 112 พยานดังกล่าวรับราชการ ไม่สามารถเดินทางมาเบิกความที่ศาลนี้ได้ จึงขอส่งประเด็นไปสืบที่ศาลอื่น หรือสืบพยานโดยการประชุมผ่านจอภาพ ณ ศาลที่เป็นภูมิลำเนาของพยาน

    ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสอง จึงอนุญาตให้สืบพยานจำเลยที่ 2 โดยผ่านการประชุมทางจอภาพ แต่ต้องประสานกับศาลที่มีภูมิลำเนาของพยานก่อน จึงต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เสร็จก่อน แล้วจึงกำหนดวันนัด

    ศาลอนุญาตสืบพยานโจทก์ จำนวน 6 นัด (22-24 พ.ย. 59, 15-16 ธ.ค. 59 และ 26 ม.ค. 60) สืบพยานจำเลยที่ 1 จำนวน 5 นัด (16-17 ก.พ. 60, 23-24 ก.พ. 60 และ 14 มี.ค. 60) และสืบพยานจำเลยที่ 2 ที่ศาลนี้ 2 นัด (27-28 เม.ย. 60)

    หลังการพิจารณาคดี ญาติของจำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 เป็นครั้งที่ 5 แต่ศาลไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีหลายข้อหา และมีพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง หากปล่อยชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 อาจหลบหนี หรืออาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน"

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดกำแพงเชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2559)
  • จากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมาย ศาลได้มีคำสั่งไปแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทนายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ว่าสิ่งที่จำเลยกระทำตามฟ้องนั้นไม่ได้เป็นความผิดตามป.อาญา มาตรา 112 นอกจากนี้ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 ด้วย

    (อ้างอิง: อุทธรณ์คัดค้านคำสั่ง ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 7 กันยายน 2559)
  • ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจาก "พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และกระทำเป็นกระบวนการ จึงย่อมปกปิดมิให้บุคคลอื่นซึ่งไมไ่ด้เกี่ยวข้องรู้เห็นหรือร่วมในการกระทำด้วย มิฉะนั้นการกระทำผิดอาจถูกเปิดเผย การที่จำเลยที่ 2 อยู่ในกลุ่มบุคคลซึ่งแอบอ้างดังกล่าว ย่อมส่งให้เป็นพิรุธน่าสงสัย ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและมีหลายข้อหา หากปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาไปแล้ว เกรงว่าจำเลยที่ 2 จะหลบหนี จึงไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ศาลชั้นต้นสั่งชอบแล้ว ยกคำร้อง"

    (อ้างอิง: ที่ ศย.306.002/9710 ศาลจังหวัดกำแพงเพชร ถึง ผู้บัญชาการเรือนจำกำแพงเพชร ลงวันที่ 12 กันยายน 2559)
  • ญาติและทนายความของนพฤทธิ์ จำเลยที่ 2 ได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมที่สำนักงานอัยการสูงสุด โดยร้องเรียนว่าคดีนี้มูลคดีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยนั้น หารับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 112 โดยตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 และตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นองค์รัชทายาทไว้แล้วเพียงพระองค์เดียว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจึงมิใช่บุคคลซึ่งได้รับความคุ้มครองตามความหมายแห่งมาตรา 112 การกระทำตามฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามมาตรา 112

    ทางจำเลยจึงได้ขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรสั่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรไทรงาม สอบสวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นเกี่ยวกับรัชทายาท และขอให้ถอนฟ้องคดีในความผิดตามมาตรา 112 ด้วย

    (อ้างอิง: 'ยังไม่เริ่มสืบพยานคดี 112 แอบอ้างพระเทพฯ – ด้านญาติหนึ่งในจำเลยยื่นขอความเป็นธรรมอัยการสูงสุด' เว็บไซต์ http://www.tlhr2014.com/th/?p=3072)
  • พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรได้ยื่นฟ้องจำเลยสี่คนในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่นเข้ามาเพิ่มเติม อัยการโจทก์ได้แถลงศาลถึงเหตุที่เพิ่งมีการฟ้องคดีเพิ่มเติม ว่าเนื่องจากพนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนต่อผู้ต้องหาทั้งสี่คนมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนแล้ว แต่การทำสำนวนในข้อหาดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอให้ส่งฟ้องคดี แต่เมื่อได้มีการสอบพยานชาวบ้านเพิ่มเติมอีกหลายปากแล้ว และได้พยานหลักฐานเพียงพอ จึงได้มีการสั่งฟ้องข้อหาฉ้อโกงประชาชนเข้ามา

    อีกทั้ง อัยการโจทก์ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรวมการพิจารณาคดีในข้อหามาตรา 112 และข้อหาฉ้อโกงประชาชนที่ฟ้องเข้ามาใหม่เข้าด้วยกัน เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลเดียวกัน และพยานหลักฐานที่โจทก์จะนำสืบเกี่ยวพันกันและเป็นพยานชุดเดียวกัน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดี

    (อ้างอิง: 'เลื่อนสืบพยานคดี 112 แอบอ้างพระเทพฯ เหตุอัยการฟ้องคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชนเพิ่มอีก' เว็บไซต์ http://www.tlhr2014.com/th/?p=2863)
  • จากที่มีการเพิ่มเติมฟ้อง ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลจึงได้สอบถามจำเลยสองคนที่ถูกนำตัวมาศาลในนัดนี้ คือนางอัษฎาภรณ์และนายนพฤทธิ์ ทั้งคู่ได้ยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่คัดค้านการรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน ด้านนายนพฤทธิ์ ยังได้ลุกขึ้นแถลงต่อศาล ว่าตนไม่คัดค้านในการรวมการพิจารณาคดี แต่ตนติดคุกมาจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือนแล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ในข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีการฟ้องมา ตนพร้อมจะต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่ขอให้ศาลได้ให้ประกันตัวออกไปต่อสู้คดีและจัดการภาระส่วนตัว โดยตนโดนจับกุมมาขณะอยู่ในชุดทำงาน ไม่มีหมายเรียกมาก่อน งานก็ไม่ได้กลับไปทำอีก และตนก็เพิ่งจะแต่งงานก่อนหน้าโดนจับกุม

    ภายหลังการสอบถามจำเลย ศาลได้ขอเข้าไปปรึกษากับผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ก่อนจะมีความเห็นว่าเพื่อไม่ให้เสียวันนัดความ ที่มีการนัดสืบพยานไว้แล้วในช่วงวันที่ 22-24 พ.ย. 59 จึงให้เบิกตัวนายกิตติภพและนายวิเศษ จำเลยที่ถูกฟ้องข้อหาฉ้อโกงประชาชนเพิ่มเติมด้วย มาสอบคำให้การในวันต่อมา ขณะที่การสืบพยานให้ยกเลิกนัดในเดือนพ.ย.ไปก่อน

    (อ้างอิง: 'เลื่อนสืบพยานคดี 112 แอบอ้างพระเทพฯ เหตุอัยการฟ้องคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชนเพิ่มอีก' เว็บไซต์ http://www.tlhr2014.com/th/?p=2863)
  • มีการเบิกตัวจำเลยทั้งสี่คนมาศาล โดยศาลได้มีการแจ้งสิทธิ์ต่อจำเลย และให้อัยการโจทก์ชี้แจงถึงคดีใหม่ข้อหาฉ้อโกงประชาชนที่มีการฟ้องเพิ่มเข้ามา จากนั้น นางอัษฎาภรณ์และนายนพฤทธิ์ ได้ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาใหม่นี้ ขณะที่นายกิตติภพได้ขอเวลาติดต่อกับมารดาที่ไม่ได้มาศาลก่อน เพื่อขอคำปรึกษา ส่วนนายวิเศษได้ขอปรึกษากับทนายความ เนื่องจากทั้งคู่เพิ่งทราบว่ามีการฟ้องร้องคดีใหม่เข้ามา แต่เนื่องจากยังไม่มีทนายความ ศาลจึงได้แต่งตั้งทนายความขอแรงเพื่อได้ให้คำปรึกษากับนายวิเศษ และให้เวลาจำเลยได้พิจารณาตัดสินใจ

    จนการพิจารณาคดีในช่วงบ่าย จำเลยทั้งสองคนก็ได้แถลงต่อศาลขอเวลาในการตัดสินใจ ปรึกษาทนายความ และพิจารณารายละเอียดในคดีต่างๆ ก่อนจะให้การ ศาลจึงให้เลื่อนการสอบคำให้การในคดีฉ้อโกงประชาชนไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค.59 ขณะที่คดีมาตรา 112 ของนางอัษฎาภรณ์และนายนพฤทธิ์ ให้ยกเลิกวันนัดสืบพยานในเดือน พ.ย.และธ.ค.59 ที่นัดไว้เดิม และเลื่อนการวินิจฉัยเรื่องการรวมการพิจารณาคดีไปในวันที่ 15 ธ.ค. 59 เช่นเดียวกัน

    (อ้างอิง: 'เลื่อนสืบพยานคดี 112 แอบอ้างพระเทพฯ เหตุอัยการฟ้องคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชนเพิ่มอีก' เว็บไซต์ http://www.tlhr2014.com/th/?p=2863)
  • ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดพร้อมในคดีของนางอัษฎาภรณ์ และพวกรวม 4 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

    ในการถามคำให้การในข้อหาฉ้อโกงประชาชนนี้ นายกิตติภพ และนายวิเศษ จำเลยที่ 2 และ 3 ได้ให้การรับสารภาพ โดยทนายขอแรงของจำเลยทั้งสองได้แถลงประกอบคำรับสารภาพว่าฟ้องใหม่ของโจทก์นี้เป็นความผิดจากการกระทำเดียวกันกับคดีเดิม ขณะที่นางอัษฎาภรณ์และนายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 1 และ 4 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงให้อัยการโจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 และ 4 เป็นคดีใหม่ เข้ามาภายใน 7 วัน ขณะที่ในคดีมาตรา 112 เดิม ยังต้องรอการฟ้องของอัยการในคดีใหม่นี้มา ศาลจึงได้นัดหมายสอบคำให้การและฟังคำสั่งเรื่องการรวมการพิจารณาทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน ในวันที่ 26 ม.ค. 60 โดยให้ยกเลิกวันนัดสืบพยานในเดือน ธ.ค. 59 และม.ค. 60 แต่คงวันนัดหลังจากนั้นไว้

    ในช่วงบ่าย ศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงประชาชน ของนายกิตติภพและนายวิเศษ โดยพิพากษาให้ยกฟ้องคดี เนื่องจากศาลเห็นว่าการกระทำผิดในคดีนี้เป็นความผิดจากการกระทำเดียวกันกับคดีมาตรา 112 ก่อนหน้านี้ และจำเลยทั้งสองได้รับสารภาพในคดีเดิม พร้อมกับที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เรื่องการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษตามมาตรา 112 ที่มีโทษหนักที่สุดแก่จำเลยไปแล้ว จึงไม่ควรให้จำเลยต้องรับโทษอีก ให้ยกฟ้องคดีนี้

    ในนัดนี้ ทนายของนางอัษฎาภรณ์และนายนพฤทธิ์ยังได้ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นอีกครั้ง ในประเด็นว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มิใช่รัชทายาท ตามองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 โดยยื่นเอกสารประกอบทั้งกฎมณเฑียรบาล เอกสารในคดีอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประกาศต่างๆ ในราชกิจจานุเบกษาล่าสุดเรื่องการอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แต่ศาลได้วินิจฉัยโดยยกคำร้องตามเดิม โดยเห็นว่าการวินิจฉัยประเด็นนี้ไม่ทำให้คดีแล้วเสร็จ จึงยังไม่มีเหตุสมควรวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นนี้

    (อ้างอิง: 'ยังไม่เริ่มสืบพยานคดี 112 แอบอ้างพระเทพฯ – ด้านญาติหนึ่งในจำเลยยื่นขอความเป็นธรรมอัยการสูงสุด' เว็บไซต์ http://www.tlhr2014.com/th/?p=3072)
  • ศาลได้นัดถามคำให้การในคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชน จำเลยทั้งสองคนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และทนายความของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคำฟ้องในคดีนี้ เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีมาตรา 112 ขณะที่จำเลยที่ 2 ก็ได้ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคำฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้อนหรือไม่ ส่วนอัยการโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องขอรวมคดีนี้กับคดีมาตรา 112 โดยที่ศาลที่นั่งบัลลังก์ให้รอพิจารณาคำร้องต่างๆ ในนัดวันนี้

    ในนัดนี้ ศาลได้สอบถามฝ่ายจำเลยทั้งสองคนเรื่องการรวมการพิจารณาคดี จำเลยทั้งสองคนไม่คัดค้าน ศาลจึงวินิจฉัยให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน เนื่องจากเห็นว่าคดีเกี่ยวข้องและมีมูลคดีเดียวกัน คู่ความเดียวกัน และพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ในส่วนคำร้องขอวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นของฝ่ายจำเลยทั้งสองคน เรื่องการฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อน ศาลเห็นว่าคดีทั้งสอง ยังไม่มีการสืบพยานและพิพากษาคดี จึงให้รอฟังการสืบพยานให้เสร็จสิ้นก่อน โดยศาลจะสั่งในคำพิพากษา

    ขณะเดียวกัน อัยการยังแถลงว่าด้วยเหตุที่ญาติของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้มีคำสั่งถอนฟ้องข้อหาตามมาตรา 112 โจทก์จึงได้รับการประสานให้ส่งสำนวนคดีไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดผ่านสำนักงานอัยการภาค 6 จึงยังไม่พร้อมที่จะให้มีการตรวจพยานหลักฐานในขณะนี้ ทำให้ฝ่ายจำเลยทั้งสองแถลงขอให้โจทก์ขอสำเนาเอกสารกลับคืนมา เพื่อจะใช้ตรวจพยานหลักฐานและสืบพยานต่อไป ขณะที่เรื่องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดก็ให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน ศาลจึงให้อัยการโจทก์เร่งติดตามสำนวนคดีมา และกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 24 ก.พ.60 โดยให้ยกเลิกวันสืบพยานที่กำหนดไว้เดิม

    (อ้างอิง: '“ผมเป็นแค่คนที่ถูกกล่าวหา แต่ถูกปฏิบัติราวกับนักโทษ”: เสียงจากจำเลยคดี 112 แอบอ้างพระเทพฯ หลังการสืบพยานยังไม่เริ่ม' เว็บไซต์ http://www.tlhr2014.com/th/?p=3393)
  • ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดพิจารณาในคดีของนางอัษฎาภรณ์ และนายนพฤทธิ์ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ จากกรณีการแอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเรียกผลประโยชน์ โดยในนัดนี้ศาลให้รวมการพิจารณาคดีเข้ากับคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชนที่ฟ้องเข้ามาใหม่ตามคำร้องของอัยการโจทก์ และยังไม่วินิจฉัยว่าเป็นการฟ้องซ้อนหรือไม่

    (อ้างอิง: '“ผมเป็นแค่คนที่ถูกกล่าวหา แต่ถูกปฏิบัติราวกับนักโทษ”: เสียงจากจำเลยคดี 112 แอบอ้างพระเทพฯ หลังการสืบพยานยังไม่เริ่ม' เว็บไซต์ http://www.tlhr2014.com/th/?p=3393)
  • ศาลกำหนดวันนัดสืบพยานแบบต่อเนื่อง โดยให้กำหนดวันนัดติดต่อกันวันละ 4 ปาก สำหรับโจทก์ 6 นัด ที่ศาลนี้ และผ่านจอภาพอีก 2 นัด สำหรับจำเลยที่ 1 มี 20 ปาก กำหนดให้ 6 นัด ตามที่ขอ สำหรับจำเลยที่ 2 นัดสืบพยานที่ศาลนี้ 1 นัด และนัดสืบพยานผ่านจอภาพอีก 7 นัด

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2560)
  • ศาลจังหวัดกำแพงเพชรออกหมายเรียกพยานวัตถุ ส่งถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งพยานวัตถุดังกล่าวคือ ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขเสร็จที่ 281/2532 เรื่องการดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นรัชทายาทมาตรา 112 และในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

    เอกสารดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 112 ในส่วนที่เกี่ยวกับสมเด็จพระเทพฯ โดยทางกรมตำรวจ (ขณะนั้นอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย) ได้ขอให้กฤษฎีกาช่วยวินิจฉัยถึงสถานะของสมเด็จพระเทพฯ ว่าทรงเป็นรัชทายาทหรือไม่ โดยบันทึกฉบับดังกล่าวได้ระบุว่าทางกรมตำรวจเคยสอบถามไปยังสำนักพระราชวังในเรื่องนี้ และสำนักพระราชวังได้เคยแจ้งว่าในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) ได้ทรงใช้พระราชอำนาจสมมติองค์รัชทายาทขึ้นเพียงพระองค์เดียว คือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และคำว่า “สยามบรมราชกุมารี” ในท้ายพระนามของพระเทพฯ ซึ่งแปลว่าลูกหญิงของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ไม่ใช่สถาปนาให้เป็น “สยามมกุฏราชกุมารี” จึงไม่ได้หมายถึงการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์แต่อย่างใด

    ครั้งนั้น ทางกรมตำรวจได้สอบถามมายังคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ยืนยันว่า (1) ในกรณีที่มีผู้หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นสมเด็จพระเทพฯ พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามมาตรา 112 ได้หรือไม่ และ (2) หากไม่สามารถดำเนินคดีตามมาตรา 112 และต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาจะทำอย่างไร

    คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบประเด็นแรกในลักษณะเดียวกับที่สำนักพระราชวังเคยตอบต่อกรมตำรวจ กล่าวคือสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่องค์รัชทายาท คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงวินิจฉัยว่าตำรวจจะดำเนินคดีผู้หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระองค์ ตามมาตรา 112 ไม่ได้

    ในส่วนประเด็นที่สองนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าการดำเนินคดีตามมาตรา 326 ผู้เสียหายจะต้องเป็นฝ่ายร้องทุกข์ แต่กฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียหาย มอบอำนาจให้บุคคลอื่นร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญาแทนได้ ดังนั้น ในกรณีสมเด็จพระเทพฯ ถ้ามีผู้หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระองค์ พระองค์ท่านซึ่งเป็นผู้เสียหาย ทรงสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นร้องทุกข์ และฟ้องคดีอาญาแทนได้

    (อ้างอิง: คำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสาร ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 และ "สมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่บุคคลตามองค์ประกอบ ม.112: ย้อนดูคดีในอดีต ก่อนเริ่มสืบพยานคดีแอบอ้างที่กำแพงเพชร" เว็บไซต์ https://www.tlhr2014.com/?p=4680 )


    นอกจากนี้ นายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมให้ถอนฟ้องคดี ต่ออัยการสูงสุด ผ่านอัยการจังหวัดกำแพงเพชร ระบุว่า คำฟ้องของพนักงานอัยการในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 3434/2559 เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และขัดต่อหลัก "บุคคลไม่ควรถูกพิจารณาในมูลคดีเดียวกัน 2 ครั้ง" เนื่องจากพนักงานอัยการได้ฟ้องนายนพฤทธิ์เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ต่อศาลกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 และต่อมา 20 ธันวาคม 2559 พนักงานอัยการฟ้องนายนพฤทธิ์เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3434/2559 ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งคู่ความทั้งสองคดีเป็นคู่ความเดียวกัน การกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดตามที่พนักงานอัยการกล่าวหาทั้ง 2 คดี เป็นการกระทำผิดในคราวเดียวกัน และมีเจตนาเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีที่สอง ขณะที่คดีแรกยังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์จำเลย การฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 3434/2559 จึงเป็นการฟ้องซ้อน จึงขอให้อัยการสูงสุดถอนฟ้องใคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3434/2559

    (อ้างอิง: หนังสือร้องขอความเป็นธรรม นายนพฤทธิ์ ดุจดา ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2560)
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบกลับผู้พิพากษาหัวหน้่าศาลจังหวัดกำแพงเพชร หลังจากที่ศาลจังหวัดกำแพงเพชรออกหมายเรียกพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดส่งเอกสารความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขเสร็จที่ 281/2532

    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งว่า เอกสารดังกล่าวเป็นข้อมูลข่าวสารลับ และเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงไม่สามารถจัดส่งเอกสารตามหมายเรียกได้

    ก่อนหน้านี้ เอกสารดังกล่าวเคยเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ก่อนแล้ว กระทั่งมีการขอให้จัดส่งเอกสารดังกล่าวมา จึงมีการนำลงจากเว็บไซต์ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงทางออนไลน์ได้อีก

    (อ้างอิง: ที่ นร 0910/221 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2560)
  • สืบพยานโจทก์ นายพรเทพ จันทร์ต้น ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

    นายพรเทพเบิกความว่า ทำบุญที่วัดไทรงามมาตลอด 20 ปี เคยเห็นจำเลยที่ 1 (นางอัษฎาภรณ์) มาทำบุญที่วัดตั้งแต่ปี 2556 พยานได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสวัดไทรงามให้เป็นประธานกรรมการวัด

    ในปี 2557 วัดไทรงามได้มอบหมายให้นางสุมาลี อินทอง เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตอัญเชิญสมเด็จพระเทพฯ ตามขั้นตอนของราชการ ซึ่งต่อมาพบปัญหาอุปสรรค จึงมีการประชุมคณะกรรมการ โดยจำเลยที่ 1 มาร่วมประชุมด้วย และมีผู้ชายอีก 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น จำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นหลานชาย ทำงานอยู่ในวัง เป็นกองงานของสมเด็จพระเทพฯ สามารถช่วยดำเนินการทางด้านเอกสารให้ครบถ้วนถูกต้องได้ และแนะนำผู้ชายอีกคนว่าว่าเป็นหม่อมหลวงจิรเทพ ทำงานอยู่ที่กองงานสมเด็จพระเทพฯ จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงรับว่าจะไปดำเนินการเกี่ยวกับการอัญเชิญสมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาตัดหวายลูกนิมิต

    หลังจากนั้นเจ้าอาวาสได้นำหนังสือของสมเด็จพระเทพฯ ที่มีเนื้อความว่า ยินดีจะเสด็จไปพบกับราษฎรในจังหวัดกำแพงเพชร ต่อมาปลายปี 2557 มารดาของเจ้าอาวาสถึงแก่กรรม มีผู้นำพวงหรีดจากสมเด็จพระเทพฯ หม่อมหลวงจีรเทพ และหม่อมหลวงอีกท่านมาทำความเคารพศพ งานสวดอภิธรรมศพถูกยืดออกไปอีก 1 วัน เพราะจะมีตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ มาเป็นเจ้าภาพ จึงมีการจัดเตรียมการต้อนรับใหญ่โต ซึ่งมีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นหม่อมหลวงจีรเทพ และหม่อมหลวงจักราภา แต่งชุดปกติขาว ประดับเครื่องหมายสังกัด ซึ่งมีการเชิญหม่อมหลวงดังกล่าวเป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียน

    ต่อมา ก่อนถึงวันครบรอบฉลองอายุครบ 51 ปี ของเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสได้นำหนังสือที่จะมีตัวแทนของสมเด็จพระเทพฯ คือ หม่อมหลวงจักราภาและหม่อมหลวงจีรเทพมาร่วมงาน ต่อมานางสุมาลีเกิดสงสัยในหนังสือดังกล่าว จึงได้นำเรื่องไปปรึกษานายอำเภอ และนายอำเภอนำเรื่องไปหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร จากนั้นทราบว่ามีการตรวจสอบ จึงรู้ว่าเป็นหนังสือปลอม นายอำเภอจึงเรียกพบและแจ้งพยานว่าเป็นหนังสือปลอม ให้วัดไทรงามไปร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 และพวก แต่เจ้าอาวาสต้องการรอให้ถึงวันงานว่าจะมีบุคคลจริงหรือผู้แอบอ้างมาในงาน

    26 เมษายน 2558 วันงาน มีการจัดงานต้อนรับอย่างเป็นทางการ เวลานั้นมีบุคคล 4 คน มานั่งบริเวณที่จัดไว้เป็นที่นั่งสำหรับประธานในพิธี ได้แก่ จำเลยที่ 1 บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นหม่อมหลวงจีรเทพ หม่อมหลวงจักราภา และอีกคนซึ่งเป็นหลานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 นั้นเป็นคนใดคนหนึ่งระหว่างหม่อมหลวงจีรเทพและหม่อมหลวงจักราภา

    หลังเกิดเหตุ พยานมาดูหลักฐานที่วัด พบว่าค่าเสียหายเป็นจำนวนประมาณ 1,000,000 บาท โดยส่วนใหญ่โอนให้จำเลยที่ 1 และเจ้าอาวาสได้มอบอำนาจให้พยานไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ไทรงาม เพื่อดำเนินคดี


    พยานตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เจ้าอาวาสเคยให้พยานไปถอนคำร้องทุกข์ แต่พยานได้บอกว่าจะถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 นำเงินมาคืน แต่ก็ไม่มีการดำเนินการ พยานไม่ทราบว่าเจ้าอาวาสจะมอบอำนาจใครไปถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ ต่อมาทราบว่าเจ้าอาวาสมอบอำนาจให้ทนายความมาถอนคำร้องทุกข์ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น

    ที่พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 มาทำบุญที่วัดตั้งแต่ปี 2556 เพราะดูจากรายชื่อ จำเลยที่ 1 ทำบุญเป็นประจำทุกปี เป็นเงินจำนวนมากตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน พยานไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาช่วยเหลือกิจกรรมของวัดโดยสำรองเงินจ่ายไปก่อน ก่อนที่จะมีการประชุมครั้งที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 และชาย 2 คนมาร่วมด้วย พยานไม่ทราบว่าเจ้าอาวาสจะเคยติดต่อกับคนเหล่านั้นมาก่อนหรือไม่ ส่วนบุคคลที่รับว่าจะดำเนินการอัญเชิญสมเด็จพระเทพฯ มาตัดหวายลูกนิมิตให้เสร็จภายใน 2 เดือน คือบุคคลที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจีรเทพ ไม่ใช่จำเลยที่ 1

    พยานตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ตามเอกสารดังกล่าวไม่มี ข้อความใดลบหลู่สมเด็จพระเทพฯ พยานไม่เคยพูดคุยสนทนากับจำเลยทั้งสอง รวมถึงนายกิตติภพและนายวิเศษมาก่อน ในงานสวดพระอภิธรรมศพ ได้มีการจัดที่นั่งต่างหากจากบุคคลอื่นสำหรับผู้อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงทั้งสอง หลังจากสวดพระอภิธรรมเสร็จ ผู้อ้างตัวเป็นหม่อมหลวงทั้งสองก็ขึ้นรถกลับทันที ในงานอายุวัฒนะ เมื่อผู้แอบอ้างเดินทางมาถึง บรรดาแขกในงานไม่ได้ลุกขึ้นยืนต้อนรับ การจัดที่นั่งก็จัดให้นั่งรวมกับแขกอื่นๆ ในงาน แต่เป็นจุดเด่นกว่า การแต่งกายก็เป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงสแล็คดำ

    พยานตอบถามติงอัยการโจทก์ว่า หนังสือตอบกลับจากรองราชเลขาธิการ เมื่อเห็นครั้งแรกก็รู้สึกผิดสังเกต เพราะมีแค่ย่อหน้าเดียว แตกต่างจากระเบียบงานสารบัญ แต่มาทราบว่าเป็นหนังสือภายใน จึงคิดว่าอาจมีรูปแบบแตกต่างจึงไม่ได้ติดใจ ในงานอายุวัฒนะ มีเจ้าหน้าที่จากองค์กรท้องถิ่นและตำรวจมาร่วมงานด้วย แต่พยานไม่ได้ดำเนินการ เพราะเจ้าอาวาสเคยบอกก่อนแล้วว่า จะขอดูว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม


    หลังการสืบพยานโจทก์ปากนี้ ศาลได้กำชับให้สืบพยานของแต่ละฝ่ายให้เสร็จตามกำหนดนัดของตัวเอง ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีอีกเว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นพิเศษ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกำแพงเพชรก่อนด้วย โจทก์แถลงว่ายังมีพยานอีก 2 ปากที่นำมาสืบด้วย แต่เนื่องจากหมดเวลาราชการแล้ว จึงขอเลื่อนไปสืบในวันพรุ่งนี้

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นายพรเทพ จันทร์ต้น และรายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2560)
  • สืบพยานโจทก์ปากที่ 2 นางสุมาลี อินทอง

    นางสุมาลีเบิกความว่า ตนเองอาศัยอยู่ที่อำเภอไทรงามมาตั้งแต่เกิด และทำบุญกับวัดไทรงามตั้งแต่เริ่มมีวัด แต่ไม่ได้เป็นกรรมการวัด เมื่อปี 2556 พระครูโสภณวชิรกิจ เจ้าอาวาสวัดไทรงามมีดำริว่าจะกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ ตัดหวายลูกนิมิตที่วัด ต่อมาช่วงปี 2557 พยานได้รับมอบหมายให้จัดทำหนังสือทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ พยานจึงไปประสานกับวัฒนธรรมจังหวัด

    10 มกราคม 2558 เจ้าอาวาสบอกกับพยานว่า จะมีตัวแทนสำนักพระราชวังจะมาวัดในวันที่ 11 มกราคม 2558 เพื่อประชุมและขอเอกสารทูลเชิญฯ ไปทำเอง เมื่อถึงวันดังกล่าว พยานได้ร่วมประชุมกับตัวแทนสำนักพระราชวัง คือนางอัษฎาภรณ์ ซึ่งแนะนำตัวว่าเป็นตัวแทนของวัดไปประสานงานกับสำนักพระราชวัง และแนะนำผู้ชาย 2 คน ว่าเป็นหม่อมหลวงจีรเทพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นตัวแทนของสมเด็จพระเทพฯ และชายอีกคนชื่อ นายกิตติภพ สิทธิราช เลขาของหม่อมหลวงจีรเทพ

    ระหว่างประชุม จำเลยที่ 1 ได้ขอเอกสารทั้งหมด พยานได้ให้เอกสารของทางวัดไป โดยบอกว่าเอกสารแบบอื่นสำนักพระราชวังทำได้อยู่แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังขอเอกสารทั้งหมด รวมถึงระเบียบข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือโต้ตอบกับสำนักพระราชวังที่พยานปรินท์จากอินเทอร์เน็ต ก็ขอไปเป็นต้นแบบด้วย

    ต่อมา 24 มกราคม 2558 มารดาของเจ้าอาวาสถึงแก่กรรม มีตัวแทนนำพวงหรีดจากหม่อมหลวงจักราภา อาภากร, หม่อมหลวงจีรเทพ, นายกิตติภพ และของจำเลยที่ 1 มาเคารพศพ มีการขึ้นป้ายที่ทางเข้าหน้าวัดว่า ในวันที่ 30 ม.ค. 58 สมเด็จพระเทพฯ มอบหมายให้หม่อมหลวงจีรเทพเป็นตัวแทนมาสวดอภิธรรมศพและจะเป็นประธานในพิธี ต่อมา มีโทรศัพท์จากกองงานสมเด็จพระเทพฯ ให้ประดับธงของสมเด็จพระเทพฯ และธงชาติ เพื่อต้อนรับผู้แทน และทราบว่าทางวัดไทรงามได้ประสานมาให้ข้าราชการแต่งชุดปกติขาวต้อนรับในงานด้วย และให้พยานติดต่อให้มีรถตำรวจนำขบวนในวันที่ 30 ม.ค.

    จากนั้นวันที่ 30 มกราคม พยานสอบถามจำเลยที่ 1 ว่าเหตุใดต้องจัดให้มีรถตำรวจนำขบวน และให้ข้าราชการแต่งชุดปกติขาว จำเลยที่ 1 บอกว่า ตัวแทนพระองค์ก็เสมือนพระองค์เสด็จเอง พยานได้สอบถามทะเบียนรถเพื่อจะได้ไปนำขบวนได้ถูก แต่จำเลยที่ 1 ไม่บอกเลขทะเบียนรถ อ้างว่าเป็นความลับเพื่อความปลอดภัย และได้บอกให้รถตำรวจไปรับที่วงเวียนต้นโพธิ์ในตัวเมือง แต่พยานบอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้องมีหนังสือจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯ แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นการเสด็จส่วนพระองค์ พยานจึงต่อรองให้ไปรับที่บริเวณตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับอำเภอไทรงาม

    เมื่อถึงเวลา พยานได้แต่งชุดปกติขาวมาต้อนรับ พร้อมข้าราชการระดับสูงอื่นๆ ด้วย จากนั้นมีบุคคลอ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจีรเทพ บิดามารดาของจำเลยที่ 1 และนายกิตติภพ เดินทางมาในรถยนต์คันเดียวกัน โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ยืนเป็นสองแถวรอต้อนรับ เมื่อถึงเวลา พิธีกรได้เชิญหม่อมหลวงจีรเทพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ในฐานะประธานในพิธี

    ประมาณเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม 2558 เจ้าอาวาสได้ให้นายพรเทพอ่านหนังสือที่ได้รับมาจากสมเด็จพระเทพฯ ว่าจะมอบหมายให้ผู้แทนคือหม่อมหลวงจักราภาและหม่อมหลวงจีรเทพมางานวันเกิดเจ้าอาวาสที่จะจัดวันที่ 26 เม.ย. 58 เจ้าอาวาสให้พยานเชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาร่วมงาน แต่เมื่อพยานเห็นหนังสือดังกล่าวแล้วไม่เชื่อว่าจะเป็นหนังสือมาจากสำนักพระราชวังจริง

    เบื้องต้นเห็นว่าตัวหนังสือและตราประทับน่าจะไม่ใช่ของสำนักพระราชวัง จึงท้วงติงเจ้าอาวาส แต่เจ้าอาวาสไม่เชื่อ ยังคงให้นายพรเทพนำหนังสือเชิญข้าราชการผู้ใหญ่ ซึ่งพยานได้บอกนายพรเทพว่าอย่าส่งหนังสือ แต่นายพรเทพไม่เชื่อ ได้ส่งหนังสือออกไป จนเมื่อนายอำเภอไทรงามทักท้วงและให้รีบเก็บหนังสือดังกล่าวโดยด่วน แต่ไม่สามารถเก็บได้ทัน เพราะหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ซึ่งผู้ว่าฯ ได้สั่งให้วัฒนธรรมจังหวัดตรวจสอบเอกสาร ปรากฏว่าไม่ใช่เอกสารที่แท้จริงจากสำนักพระราชวัง เพราะถ้าเป็นเอกสารจริง จะต้องผ่านมาทางผู้ว่าฯ เสมอ

    หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ พยานได้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับเอกสารเท็จที่ห้องของนายอำเภอ ยังไม่ทันเริ่มประชุมก็มีโทรศัพท์ของนายกิตติภพเข้ามา พยานจึงเปิดลำโพงให้คนในที่ประชุมฟัง นายกิตติภพต่อว่าเรื่องโทรศัพท์เข้าสถานที่ราชการไม่ได้ และต่อว่านายอำเภอว่าไม่สนใจจัดการจะต้องเจอดี และจากการพูดคุยในที่ประชุม ได้แจ้งให้วัดไทรงามไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานได้ไปบอกเจ้าอาวาสให้แจ้งความ แต่เจ้าอาวาสเชื่อว่าจำเลยที่ 1 คงไม่หลอก จึงยังไม้่ได้ไปแจ้ง

    เมือ่ถึงวันงานอายุวัฒนะ พยานได้ไปร่วมงานด้วย มีรถตู้สีขาวมาจอดที่วัด ผู้ที่ลงจากรถมีบุคคลที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจักราภา หม่อมหลวงจีรเทพ จำเลยที่ 1 และนายกิตติภพ ขณะทำพิธี พิธีกรกล่าวเชิญประธานขึ้นจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จำเลยที่ 1 ได้สะกิดจำเลยที่ 2 และมีเจ้าหน้าที่มาเชิญจำเลยที่ 2 ไปจุดธูปเทียน เมื่อเสร็จพิธี บุคคลทั้งหมดเดินไปที่รถตู้ โดยพิธีกรได้กล่าวขอบคุณหม่อมหลวงจักราภาที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี

    หลังจากที่วัดไทรงามแจ้งความแล้ว พยานทราบว่ามีค่าเสียหายประมาณ 1,000,000 บาท


    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า ไม่เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 หม่อมหลวงจีรเทพ และนายกิตติภพมาก่อน คนที่แนะนำบุคคลทั้งหมดคือเจ้าอาวาส โดยแนะนำจำเลยที่ 1 ว่าเป็นตัวแทนของวัดประสานงานกับสำนักพระราชวัง และจำเลยที่ 1 ก็บอกว่าตัวเองเป็นผู้แทนของวัดไปประสานกับสำนักพระราชวัง และจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ที่พูดเกี่ยวกับขั้นตอนการทูลเชิญในรายละเอียด ส่วนนายวิเศษและนายกิตติภพไม่ได้พูดอะไรมาก

    ในวันงานสวดพระอภิธรรมศพมารดาเจ้าอาวาส มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก และคนในงานเข้าใจว่าประธานในพิธีเป็นตัวแทนพระองค์สมเด็จพระเทพฯ จริง พยานเองก็เข้าใจเช่นนั้น

    ในวันงานอายุวัฒนะ พยานไม่ได้บอกใครว่าเป็นเอกสารปลอมเพราะไม่กล้าเผยแพร่ พยานไม่ทราบว่ามีการตรวจสอบเอกสารปลอมหรือไม่ ปัจจุบันนี้พยานก็ไม่แน่ใจว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ปัจจุบันพยานยังไม่ได้จ่ายค่าลูกนิมิต 100,000 บาท รวมถึงเงินทูลเกล้า 10,000 บาท ซึ่งจะได้เข็มที่ระลึกก็ยังไม่ได้จ่าย และความจริงแล้วทางวัดจะเสียหายถึง 1,000,000 บาทหรือไม่ พยานไม่ทราบ และไม่ทราบว่าเงินจำนวนดังกล่าวมีเงินที่มีคนประสงค์จะทำบุญรายละ 10,000 หรือไม่ พยานทราบว่ามีคนทำบุญมาบ้างแล้ว ส่วนจะก่อนหรือหลังจากที่วัดจ่ายเงินไปหรอืไม่นั้น พยานไม่ทราบ

    หลังเกิดเหตุ พยานไม่เคยทราบว่า ทางวัดได้ประกาศว่าเงินที่ถูกฉ้อโกงไปนั้นเป็นเงินของวัด ไม่ใช่เงินที่บริจาคทำบุญรายละ 10,000 บาท แต่ส่วนนั้นทางวัดได้นำไปสร้างหลังคาวัดหรือศาลาหมดแล้ว หากใครต้องการเงินคืนให้มาขอหลังจากมีการทอดกฐิน แต่มีคนมาเล่าให้ฟังว่าเงินส่วนนี้บางคนได้ขอเงินคืน บางคนก็ถือว่าบริจาคให้วัดไป และเจ้าอาวาสไม่เคยเล่าใหัพยานฟังว่าในจำนวนนี้ มีเงินของจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาทด้วย

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ก่อนวันงานอายุวัฒนะ 26 เม.ย. 58 พยานไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 มาก่อน และไม่มีการประสานจากผู้อ้างว่าเป็นตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ ให้เทศบาลนำเจ้าหน้าที่ไปต้อนรับ ไม่มีการขึ้นป้ายใหญ่ว่า หม่อมหลวงทั้งสองจะมาร่วมงาน การจัดที่นั่งก็จัดคล้ายกับที่จัดในงานศพมารดาเจ้าอาวาส แต่ไม่ปูพรมแดง และก่อนที่จำเลยทั้งสองจะมาถึง ทางที่จัดงานก็ไม่มีการประกาศว่าจะมีหม่อมหลวงทั้งสองมา เมื่อมาถึงเจ้าอาวาสก็ไม่ได้ลุกไปต้อนรับคณะของจำเลยทั้งสอง

    พยานทราบอยู่แล้วว่าน่าจะเป็นเอกสารปลอม จึงสนใจบุคคลที่กำลังเดินเข้ามานั่งในที่ประธานในพิธี ซึ่งจำเลยที่ 2 แต่งกายโดยนุ่งกางเกงสแล็คสีดำและเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวหรือฟ้า โดยไม่มีการแต่งกายใช้เครื่องประดับที่แสดงสถานะเป็นพิเศษ นอกจากนี้ คณะของจำเลยก็ไม่ได้มีช่อดอกไม้หรือสิ่งของที่จะเป็นลักษณะของกำนัลหรือของพระราชทานมาให้แก่ทางวัด รวมทั้งไม่มีสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นตัวแทนของสมเด็จพระเทพฯ และตอนที่พิธีกรประกาศเชิญประธานขึ้นจุดธูปเทียน ก็ไม่ได้ระบุว่า ประธานชื่ออะไร และไม่ได้ระบุถึงความเป็นตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ ด้วย

    พอพิธีกรประกาศเชิญประธาน จำเลยที่ 2 ก็ยังคงนั่งนิ่ง เมื่อประธานเชิญอีกครั้ง จำเลยที่ 1 จึงสะกิดหม่อมหลวงจีรเทพ แล้วหม่อมหลวงจีรเทพก็สะกิดหม่อมหลวงจักราภา และในระหว่างพิธี จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้บอกกล่าวหรืออ้างตนว่าตนเองคือหม่อมหลวงจักราภา หรือผู้แทนสมเด็จพระเทพฯ จนกระทั่งเสร็จพิธี จำเลยที่ 2 เดินไปที่รถตู้ พิธีกรจึงได้กล่าวขอบคุณโดยเอ่ยชื่อหม่อมหลวงจักราภา


    หลังจบการสืบพยานโจทก์ปากนี้ เป็นเวลา 18.20 น. ยังมีพยานรอเบิกความอีก 1 คน คือ นางภณัชษา บุญมี และพยานอีกสองปาก ซึ่งได้กลับไปแล้ว จึงขอเลื่อนไปสืบพรุ่งนี้ ศาลกำชับคู่ความให้ควบคุมเวลาในการสืบพยาน เพราะจะกระทบหน่วยงานอื่น เช่น เรือนจำ และการใช้เวลาถามค้านมาก ทำให้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานได้ทัน หากจำเป็น ศาลต้องเลื่อนเวลาสืบพยานโจทก์ออกไปอีก

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นางสุมาลี อินทอง และรายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2560)
  • สืบพยานโจทก์ปากที่ 3 น.ส.จุรีพร พันธุ์เขตร์กิจ ข้าราชการสำนักงานเทศบาลตำบลไทรงาม

    น.ส.จุรีพรเบิกความว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 57 นางสุมาลีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสั่งให้พยานเข้าร่วมประชุมที่วัดไทรงาม เพื่อให้จดรายงานการประชุม ซึ่งเรื่องดังกล่าวคือ ที่ประชุมต้องการให้นางสุมาลีทำหนังสือทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ จากนั้นได้มีการร่างหนังสือทูลเชิญฯ แล้วเสนอผู้เกี่ยวข้องลงนาม จนเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 58 นางสุมาลีได้ให้พยานเข้าร่วมประชุมกับตัวแทนจากสำนักพระราชวังที่วัดไทรงาม เมื่อไปถึงพบผู้แทนจากสำนักพระราชวัง 3 คน คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งนางสุมาลีเรียกว่าเจ๊พร หม่อมหลวงจีรเทพ และชายอีกคนเป็นผู้ติดตาม

    เมื่อเริ่มประชุม พยานนั่งฟังและถ่ายภาพ จำเลยที่ 1 ได้แนะนำตัวเองว่าเป็นผู้ประสานงานจากสำนักพระราชวัง และบอกว่าเรื่องทูลเชิญ จำเลยที่ 1 ขอเป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสารทูลเชิญฯ และเรื่องรับเงินบริจาคเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ก็จะให้ทางสำนักพระราชวังดำเนินการเอง ระหว่างประชุม จำเลยที่ 1 ได้ขอบันทึกเสียงเพื่อนำไปทูลสมเด็จพระเทพฯ ให้ทราบว่าดำเนินการถึงขั้นตอนใดแล้ว พยานลุกขึ้นถ่ายภาพประมาณ 3-4 ภาพ จำเลยที่ 1 ได้เข้ามาห้ามถ่ายภาพ และไม่ให้เผยแพร่ภาพที่ถ่ายไปแล้ว

    ต่อมานางสุมาลีสั่งให้พยานประดับธงพระนามาภิไธยสมเด็จพระเทพฯ และธงชาติตลอดแนวถนนตั้งแต่เทศบาลถึงวัดไทรงาม และให้จัดทำป้ายต้อนรับผู้แทนพระองค์ที่จะมาวันสวดพระอภิธรรมศพ 30 ม.ค. 58

    พยานไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 มาก่อน

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า ภาพถ่ายประกอบรายงานการประชุม พยานเพิ่งลงลายมือชื่อภายหลัง หากดูเฉพาะภาพถ่ายจะไม่ทราบว่าใครถ่าย พยานเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประสานงานจากสำนักพระราชวัง และวันที่มีการประชุม เจ้าอาวาสไม่ได้พูดว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของวัดประสานงานกับสำนักพระราชวัง

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า พยานไม่ทราบว่าทางวัดมีการประชาสัมพันธ์เรื่องบริจาคเงิน 10,000 บาท เพื่อเข้าเฝ้าฯ หรือไม่ แต่ทราบจากคนในวัดว่าหาจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ จะต้องบริจาคเงินด้วย

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นางสาวจุรีพร พันธุ์เขตร์กิจ ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560)



    สืบพยานโจทก์ปากที่ 4 นางภณัชษา บุญมี หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลตำบลไทรงาม และกรรมการวัดไทรงาม

    นางภณัชษา เบิกความว่า เป็นกรรมการวัดไทรงาม งานอายุวัฒนะของเจ้าอาวาสวัดไทรงามในปี 2558 จะจัดขึ้นเป็นพิเศษ เพราะทราบจากกรรมการวัดว่าก่อนหน้านี้ทางวัดประกาศวาจะมีผู้แทนพระองค์สมเด็จพระเทพฯ มาร่วมงานด้วย ในงานครั้งนี้ทางวัดจึงต้องการเชิญแขกผู้ใหญ่มาร่วมงาน จึงได้จัดทำหนังสือเรียนเชิญแขกผู้ใหญ่ และให้นายพรเทพช่วยดู เมื่อดูแล้วเห็นว่าถ้อยคำไม่สละสลวย นายพรเทพจึงมาให้พยานช่วยจัดพิมพ์หนังสือเชิญประชุม โดยจะต้องมีต้นเรื่องแนบไปด้วย ภายหลังพยานได้รับต้นเรื่อง จึงได้ดำเนินการส่งหนังสือเชิญไป แต่นางสุมาลีระงับการส่งหนังสือเชิญดังกล่าว พยานจึงตรวจดูพบว่า หนังสือต้นเรื่องที่ส่งจากสำนักพระราชวังไม่เหมือนกับรูปแบบของหนังสือจากสำนักพระราชวังที่เคยได้รับมาก่อนหน้านี้ โดยพยานสังเกตเห็นว่าลักษณะตีนครุฑของสำนักพระราชวังต้องชี้ขึ้น และเป็นครุฑดุล แต่หนังสือต้นเรื่องไม่ใช่ครุฑดุล อีกทั้งไม่ปรากฏวันที่ในหนังสือต้นเรื่อง และการตัดคำ ตัดบรรทัด วรรคตอน ในการพิมพ์ก็ต้องเป็นไปตามระเบียบงานสารบรรณ ทั้งถ้อยคำก็ไม่สละสลวย แตกต่างจากที่เคยมีมาจากสำนักพระราชวังที่ใช้ถ้อยคำเป็นทางการ ต่อมา พยานทราบว่านายอำเภอไทรงามเรียกนายพรเทพและนางสุมาลีไปพบ เพื่อแจ้งว่าหนังสือต้นเรื่องเป็นเอกสารปลอม จากนั้นทางวัดมีการพูดคุยกันว่าจะรอวันที่ 26 เม.ย. 58 เพื่อต้องการทราบว่าจะมีผู้แทนพระองค์ฯ มาจริงหรือไม่

    วันงานอายุวัฒนะ นอกจากบุคคล 3 คนนั้นแล้ว ก็มีชายที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจักราภามาเป็นประธานในพิธี ซึ่งภายหลังจากงานไม่นาน นายสมพงษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินมาร่วมงานและนั่อยู่ด้านหลังประธานในพิธี แจ้งต่อนางสุมาลีว่า เคยรู้จักหม่อมหลวงจักราภามาก่อน บุคคลที่มางานไม่ใช่หม่อมหลวงจักราภา และพยานได้ไปคุยกับเจ้าอาวาส ต้องการทราบว่าเป็นหม่อมหลวงจักราภาจริงหรือไม่ จึงได้ช่วยกันค้นหารูปทางอินเทอร์เน็ต จนพบภาพของหม่อมหลวงจักราภาองค์จริง ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนกับคนที่มาในงาน

    เมื่อรู้ว่าบุคคลที่มางานไม่ใช่หม่อมหลวงจักราภา ทางวัดจึงพูดคุยเพื่อหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไร และได้มอบอำนาจให้นายพรเทพไปแจ้งความดำเนินคดี ส่วนพยานได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสให้รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบว่าวัดได้เสียเงินไปกับการครั้งนี้หรือไม่ พยานจึงติดต่อแม่ชีพิมพาขอดูเอกสาร พบว่ามีหนังสือตอบรับการโอนเงินจากสำนักพระราชวัง แต่หลักฐานการโอนไม่ได้เข้าบัญชีสำนักพระราชวัง แต่โอนในบัญชีชื่อของจำเลยที่ 1 บ้าง หจก.สิทธิชัยก่อสร้างบ้าง และนายสิทธินันท์บ้าง ซึ่งจำนวนเงินที่โอนก็สอดคล้องกับจำนวนที่มีการตอบรับเป็นหนังสือจากสำนักพระราชวัง ซึ่งหนังสือเหล่านั้นก็มีลักษณะผิดสังเกตเช่นกัน นอกจากนี้ บุคคลที่ลงนามในหนังสือตอบรับก็ไม่ใช่บุคคลเดียวกัน ทั้งที่มาจากองงานเดียวกัน

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า พยานไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทูลเชิญฯ แต่แรก แต่เพิ่งมาเกี่ยวข้องตอนที่มาช่วยทำหนังสือปะหน้า โดยเรียบเรียงขึ้นใหม่เพื่อส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และวัฒนธรรมจังหวัด แต่หนังสือดังกล่าวนั้นมีการส่งไปที่อำเภอไทรงามที่เดียว และเจ้าอาวาสไม่เคยบอกว่าหนังสือดังกล่าวนั้นเป็นหนังสือภายในของสำนักพระราชวัง หลังจากที่นางสุมาลีทราบจากนายสมพงษ์ว่าไม่ใช่หม่อมหลวงจักราภาตัวจริงแล้ว ในวันดังกล่าวก็ไม่มีผู้มาดำเนินการอย่างไรกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจักราภา

    ตามเอกสารการโอนของวัด มีเพียง 600,000 กว่าบาท เงิน 1,000,000 กว่าบาทที่วัดเสียหายไปนั้น เป็นเงินโอนจากบัญชีวัด ส่วนเงินที่ราษฎรจะทูลเกล้าคนละ 10,000 บาท จะมีการจ่ายให้วัดก่อนหรือหลังแม่ชีพิมพาโอนไปแล้ว พยานไม่ทราบ พยานไม่ได้ติดตามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบว่าหนังสือที่ปลอมนั้นจะมีผลอย่างไร แต่ที่พยานเข้าใจว่าปลอมนั้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของพยานเอง

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ในวันงานอายุวัฒนะ ไมได้มีการติดตั้งธงเพิ่ม แต่เป็นธงที่ประดับตั้งแต่วันงานศพมารดาเจ้าอาวาส และในวันดังก่าว จำเลยที่ 2 สวมเสื้อเชิ้ต ไม่ได้ใส่ชุดปกติขาว และผู้มาร่วมงานก็ไม่ได้ใส่ชุดปกติขาว รถที่พามาก็เป็นรถตู้ธรรมดา ไม่มีรถตำรวจนำขบวน พยานไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 จะอ้างว่าตัวเองเป็นหม่อมหลวงหรือไม่ และไมได้ยินว่าจำเลยที่ 2 พูดอะไรไว้บ้าง และในหนังสือต้นเรื่องก็ไม่มีข้อความดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระเทพฯ

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นางภณัชษา บุญมี ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560)


    สืบพยานมาถึงเวลา 18.20 น. โจทก์แถลงขอเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ตามที่นัดไว้ในวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ส่วนพยานอื่นโจทก์จะนำมาสืบภายหลัง ศาลให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันดังกล่าว เริ่มจากสืบพยานทางไกลผ่านจอภาพจากศาลอาญา ปากนางสาวสิยากร พูนพนิช แล้วจึงเป็นพยานตามหมายเรียกที่ศาลนี้

    (อ้างอิง รายงานกระบวนพิจารณา ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560)
  • สืบพยานโจทก์ปากที่ 5 น.ส.สิยากร พูลพนิช อดีตผู้อำนวยการกองนิติการ สำนักงานราชเลขาธิการ เบิกความในลักษณะการประชุมทางจอภาพ ผ่านสัญญาณโทรคมนาคมระหว่างศาลจังหวัดกำแพงเพชรกับศาลอาญา

    น.ส.สิยากรเบิกความว่า เจ้าพนักงานตำรวจสภ.ไทรงามเคยส่งเอกสารซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับวัดไทรงามมาให้พยานตรวจสอบว่าเป็นเอกสารที่ออกโดยสำนักราชเลขาธิการหรือไม่ พยานตรวจสอบดูแล้วพบว่า เอกสารดังกล่าวไม่ได้ออกโดยสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งทางสำนักฯ ได้ส่งหนังสือตอบกลับสภ.ไทรงาม พร้อมตัวอย่างลายมือชื่อของรองราชเลาธิการ ตัวอย่างหนังสือกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพฯ และตัวอย่างกระดาษครุฑดุลนูน

    นอกจากนี้พนักงานสอบสวน สภ.ไทรงามยังได้ให้ตรวจสอบบุคคล 4 คน ว่าเป็นบุคคลที่ทำงานอยู่ในสำนักราชเลขาธิการหรือไม่ พยานตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่บุคลากรในสำนักราชเลขาธิการหรือกองราชเลขานุการในสมเด็จพระเทพฯ และไม่เคยรับมอบหมายงานให้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า ในเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อของผู้ที่อ้างตัวเป็นตัวแทนของสำนักราชเลขาธิการ หรือกองงานในสมเด็จพระเทพฯ พยานไม่ได้ส่งรายชื่อบุคลากรของสำนักราชเลขาธิการให้แก่สภ.ไทรงาม

    พนักงานสอบสวนสภ.ไทรงามไม่เคยมีหนังสือให้สำหนักราชเลขาธิการตรวจสอบว่าสมเด็จพระเทพฯ เป็นรัชทายาทหรือไม่ พยานไม่แน่ใจว่าการสืบราชสันตติวงศ์จะเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล พ.ศ.2467 หรือไม่ พยานทราบว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สวรรคต สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์บัญญัติให้อำนาจแก่พระมหากัตริย์ โปรดเกล้าสถาปนารัชทายาท โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ให้เป็นรัชทายาทตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2518 พยานไม่แน่ใจว่ามีการประกาศราชกิจจานุเบกษาสถาปนารัชทายาทองค์อื่นหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าเคยมีการให้ตรวจสอบสถานะของสมเด็จพระเทพฯ ว่าเป็นรัชทายาทหรือไม่

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นางสาวสิยากร พูลพนิช ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2560)


    สืบพยานโจทก์ปากที่ 6 นายสุรชัย ศาสนโสภณ คนขับรถตู้

    นายสุรชัยเบิกความว่า ในวันที่ 25-26 เมษายน 2558 พยานได้รับการว่าจ้างให้ไปส่งผู้โดยสารที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยไปรับชาย 2 คน ที่ซอยรางน้ำ และชายอีกคนที่สุทธิสาร ซึ่งพยานจำไม่ได้ว่าชายสามคนนั้นอยู่ในห้องพิจารณาคดีหรือไม่ โดยตลอดทาง พยานไม่ได้ยินว่าบุคคลทั้งสามพูดคุย จนมาถึงจังหวัดกำแพงเพชร และมาถึงบ้านหลังหนึ่ง หลังจากผู้โดยสารลงจากรถ จำเลยที่ 1 ก็เรียกให้พยานกินข้าว และพูดว่า "รู้หรือเปล่าว่าเดินทางมากับหม่อม" พยานได้ตอบไปว่าไม่รู้

    จากนั้น พยานก็ได้ขับรถพาชายทั้งสามและจำเลยที่ 1 ไปที่วัดไทรงาม ซึ่งขณะนั้นมีรถยนต์ขับนำไปที่วัด พยานจอดรออยู่ 2 ชั่วโมง ก็มีคนเดินมาบอกว่า งานเสร็จแล้ว ให้ขับรถกลับได้เลย

    ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ที่พยานเคยให้การกับพนักงานสอบสวนว่าระหว่างเดินทางจากบ้านไปวัดไทรงามนั้น พยานได้ยินผู้โดยสาร 4 คน พูดคุยกันและเรียกกันว่าหม่อม เป็นความจริงหรือไม่ พยานเบิกความว่า จำได้ว่าจำเลยที่ 1 พูถึงหม่อมเพียงครั้งเดียวตอนที่กินข้าว พยานไม่รู้ว่าบุคคลทั้งสี่กระทำความผิด และไม่ทราบจุดประสงค์การไปกำแพงเพชรของผู้โดยสาร

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ตอนที่ไปรับชายคนที่สามที่แยกสุทธิสาร ไม่เห็นว่าชายคนดังกล่าวถือสูทขึ้นรถด้วย หลังจากรับแล้วชายคนที่สามก็นั่งอยู่ในรถตลอดเวลา พยานไม่ได้ยินชายคนดังกล่าวพูดคุยอยู่ในรถ และตอนที่จำเลยที่ 1 บอกว่าเดินทางมากับหม่อม ชายทั้งสามก็ไม่ได้ยืนอยู่บริเวณนั้น

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นายสุรชัย ศาสนโสภณ คนขับรถตู้ ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2560)


    สืบพยานโจทก์ปากที่ 7 นางธัญศญา เหล่ารบ คณะกรรมการวัดไทรงาม

    นางธัญศญาเบิกความว่า เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการวัดเรื่องจะมีการตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถ โดยมีการแจ้งในที่ประชุมว่า หากบุคคลใดต้องการรับของที่ระลึกจากฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ ให้แจ้งความประสงค์และบริจาคเงิน 10,000 บาท พยานได้แจ้งความประสงค์โดยนำบัตรประชาชนไปยื่นแต่ยังไม่ได้บริจาคเงิน

    ในวันงานสวดพระอภิธรรม พยานเข้าร่วมและเห็นว่ามีชายคนหนึ่งเดินไปจุดธูปเทียนที่พระพุทธรูป อัยการโจทก์ถามว่าเคยเห็นจำเลยทั้งสองหรือไม่ พยานตอบว่าไม่เคยเห็น อย่างไรก็ตาม พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับวัดไทรงาม พยานไม่ทราบว่าใครบริจาคเงินบ้าง และไม่ทราบว่าตัวเองและบุคคลใดได้รับความเสียหายในเรื่องนี้

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นางธัญศญา เหล่ารบ ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2560)


    สืบพยานโจทก์ปากที่ 8 นายลาด บางวิเศษ

    นายลาดเบิกความว่า เคยทราบเรื่องบริจาคเงิน 10,000 บาท ให้กับวัดไทรงาม แต่จำไม่ได้ว่าเป็นการบริจาคเงินในงานใด และจะได้สิ่งใดตอบแทน พยานได้แจ้งความประสงค์ แต่ยังไม่ได้บริจาคเงินดังกล่าว พยานไมได้เป็นผู้เสียหายจากคดีนี้

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ นายลาด บางวิเศษ ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330/2559 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2560)
  • สืบพยานโจทก์ปากที่ 9 ร้อยตำรวจโทรอน อินทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ไทรงาม

    ร้อยตำรวจโทรอนเบิกความว่า ตนไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพมารดาของพระครูโสภณวชิรกิจที่วัดไทรงาม เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558 เมื่อไปถึงก็พบจำเลยที่ 1 จัดการนำพวงหรีด 4 พวงมาวาง ซึ่งเป็นของหม่อมหลวงจักราภา หม่อมจีรเทพ จำเลยที่ 1 และนายกิตติภพ จากนั้น จำเลยที่ 1 บอกโฆษกให้ประกาศว่าวันที่ 30 มกราคม 2558 หม่อมหลวงจีรเทพจะมาร่วมงานสวดพระอภิธรรมในฐานะเป็นตัวแทนองค์สมเด็จพระเทพฯ

    พอถึงวันที่ 30 มกราคม นางสุมาลีให้พยานช่วยจัดรถนำขบวน พยานจึงติดต่อสารวัตรจราจรของสภ.ไทรงาม และแจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรมาหานางสุมาลีจะเป็นผู้ประสานงานการจัดรถนำขบวน หลังจากนั้น รองสารวัตรจราจรได้โทรศัพท์มาแจ้งพยานว่า ผู้รับโทรศัพท์ไม่ยอมบอกหมายเลขทะเบียนรถที่จะให้นำขบวน แต่สุดท้ายก็จัดให้มีการนำขบวนตั้งแต่เขตตำบลบ่อทอง ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับอำภอไทรงาม พยานไม่ได้เข้าร่วมงาน แต่ทราบจากนางสุมาลีว่าหม่อมหลวงจีรเทพมางานจริง

    ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2558 นางภนัชษา บุญมี และน.ส.ณัฐกาญจน์ คงสิทธิ์ กรรมการวัด มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า ได้รับหนังสือเรื่องเกี่ยวกับพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพฯ ว่าจะมอบหมายให้หม่อมหลวงจักราภา และหม่อมหลวงจีรเทพ มาร่วมงานวันเกิดพระครู พยานจึงได้รับมอบหมายให้สืบสวนว่า หม่อมหลวงทั้งสองเป็นหม่อมหลวงจริงหรือไม่ และเป็นหนังสือจริงหรือไม่

    พยานได้ทำการสืบสวนและรายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามรายงาน ซึ่งกล่าวโดยสรุปว่า จากการสอบถามนางภนัชษา รวมถึงญาติโยมที่มาทำบุญที่วัดไทรงาม ได้ความว่า จำเลยที่ 1 รับว่าจะทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาตัดถวายลูกนิมิตประมาณปลายปี 2558 ถึงต้นปี 2559 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเสด็จมา แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 มาเลิกค่าใช้จ่ายจากวัด ทำให้วัดเสียค่าใช้จ่าย 1,000,000 บาทเศษ ต่อมาอาจารย์พรเทพได้มาแจ้งความที่สภ.ไทรงามว่า จำเลยที่ 1 ฉ้อโกงเงินวัด

    นอกจากนี้ยังพบว่าบุคคลที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจีรเทพนั้นที่จริงคือ นายวิเศษ พุทธษา และคนที่อ้างว่าทำงานในสำนักงานเลขานุการกองงานในสมเด็จพระเทพฯ คือ นายกิตติภพ สิทธิราช ซึ่งทั้งสองทำงานอยู่ที่คอนโดมิเนียมบ้านเจ้าพระยา และในวันที่ 30 มกราคม 2558 ทั้งสองมาร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพมารดาเจ้าอาวาสได้แต่งชุดปกติขาว

    ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นวันทำบุญครบรอบวันเกิดเจ้าอาวาส พยานไปร่วมงานด้วย และนั่งอยู่บริเวณหลังที่นั่งประธานในพิธี จากนั้นมีรถตู้หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร มาจอด มีบุคคล 4 คนลงจากรถ ได้แก่ หม่อมหลวงจีรเทพ จำเลยที่ 1 นายกิตติภพ และหม่อมหลวงจักราภา ทราบภายหลังว่าชื่อ นายนพฤทธิ์ ดุจดา ทั้งสี่คนเดินไปนั่งที่นั่งที่จัดให้สำหรับประธานในพิธี ต่อมาพิธีกรเชิญประธานในพิธีไปจุดธูปเทียนบูชาพระ ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจักราลุกขึ้นไปจุดธูปเทีบน เสร็จแล้วกลับมานั่งที่เดิม เมื่อเสร็จพิธี ทั้งสี่คนก็ไปขึ้นรถตู้คันเดิม ระหว่างนั้นพิธีกรปประกาศขอบคุณโดยเอ่ยชื่อหม่อมหลวงจักราภา หม่อมหลวงจีรเทพ ที่มาร่วมงาน

    พยานได้ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา ต่อมาจึงออกหมายจับบุคคลทั้งสี่ โดยพยานมีส่วนร่วมในการจับกุมจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 ในข้อหาตามมาตรา 112, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม ต่อมาได้จับกุมตัวนายกิตติภพและนายวิเศษในวันเดียวกัน แจ้งข้อหาเหมือนกัน แต่เพิ่มเติมข้อหาทั้งสองคนเรื่องไม่มีสิทธิสวมเครื่องแบบราชการ

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานนั้น ไม่มีภาพถ่ายของพยานที่ไปร่วมงานเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558 และเมือ่ไปถึงก็เห็นพวงหรีดวางอยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้เห็นว่าจำเลยที่ 1 นำมาติด แต่มีคนเล่าให้ฟัง นอกจากนี้ก็ยังมีพวงหรีดของคนอื่นๆ ที่มาร่วมงาน ซึ่งการนำพวงหรีดมาเคารพศพเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชาวพุทธ และโฆษกเป็นผู้ประกาศว่าจะมีหม่อมหลวงจีรเทพมาเป็นตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ พยานไม่ได้เห็นว่าจำเลยที่ 1 บอก และไม่ทราบว่าบอกหรือไม่ ก่อนที่จะทราบเรื่องต่างๆ จากการสืบสวน พยานไม่ทราบเรื่องผิดปกติมาก่อน มีแต่บุคคลอื่นเล่าให้ฟัง

    ตอนที่พยานทราบเรื่องขอรถนำขบวนจากนางสุมาลี และพยานได้โทรศัพท์บอกสารวัตรจราจร แม้ว่าจะยังไม่มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงในเบื้องต้นพยานเชือว่าอาจจะมีตัวแทนจากสมเด็จพระเทพฯ มาร่วมงานจริง เหตุที่พยานสงสัยเป็นเพียงไม่มีหนังสือเท่านั้น จึงไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบ และตอนที่นางภนัชษาและนางณัฐกานต์มาแจ้งความเป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 พยานไม่ได้อยู่ด้วย แต่มาทราบเรื่องภายหลังจากที่อาจารย์พรเทพมาแจ้งความร้องทุกข์แล้ว

    ชุดปกติขาวของพนักงานตำรวจแตกต่างจากชุดปกติขาวของข้าราชการพลเรือนทั่วไป ซึ่งพยานและนางสุมาลีเคยใส่ไปต้อนรับข้าราชการระดับสูง สำหรับพ่อค้าคหบดีก็สามารถแต่งชุดปกติขาวได้ ตามที่มีการออกหมายจับและแจ้งข้อกล่าวหานายกิตติภพและบุคคลที่อ้างตัวเป็นหม่อมหลวงจีรเทพที่ทั้งสองแต่งชุดปกติขาวมาร่วมงานนั้น จากการสืบสวน พยานไม่ได้ตรวจสอบว่าชุดปกติขาวที่ทั้งสองสวมใส่นั้นมีสิทธิ์แต่งหรือไม่

    ช่วงตั้งแต่รับแจ้งความเมื่อ 20 เมษายน จนถึงงานอายุวัฒนะเจ้าอาวาส 26 เมษายน พยานได้ร่วมสืบสวนมาก่อนแล้วว่า บุคคลที่จะมาร่วมงานเป็นหม่อมหลวงจริงหรือไม่ ซึ่งมีการหารือกันว่า หากมีคนปลอมตัวเป็นหม่อมหลวงมาร่วมงานจริงจะมีการจับกุมหรือไม่ ซึ่งพยานไม่ได้เข้าร่วมประชุม

    ขณะพยานนั่งร่วมงานอายุวัฒนะ นายสมพงษ์ อดีตอธิบดีกรมที่ดินได้กระซิบพูดขึ้นลอยๆ ให้คนที่นั่งใกล้กันคือ ผู้กำกับ ตัวพยาน และนางสุมาลีภรรยาของพยาน ได้ยินว่า คนที่มาใช่ตัวจริงหรือไม่ หลังจากนายสมพงษ์ตั้งข้อสงสัยดังกล่าวแล้ว พยาน ผู้กำกับสภ.ไทรงาม รวมถึงนางสุมาลี ก็ไม่ได้ตรวจสอบว่าบุคคลทั้งสองเป็นหม่อมหลวงจริงหรือไม่

    ขณะที่บุคคลทั้งสี่กลับขึ้นรถตู้ ไม่มีใครลุกขึ้นยืนส่ง และพยานไม่ทราบว่าจะมีคนอื่นหรือไม่ เพราะมีคนอยู่จำนวนมาก พยานขอเบิกความใหม่ว่า หลังจากเสร็จพิธีก่อนเที่ยง พยานเห็นบุคคลทั้งสี่เดินออกจากงานไป แต่ไม่เห็นว่าขึ้นรถตู้ไปหรือไม่ พยานไม่ได้เล่าถึงข้อสังเกตที่นายสมพงษ์ตั้งให้โฆษกของงานพิธี

    พยานสืบสวนโดยสอบถามนางภนัชษา นางสาวณัฐกานต์ และอาจารย์พรเทพ 3 คน เท่านั้น และญาติโยมคนอื่นโดยไม่ได้บันทึกถ้อยคำไว้ ไม่ได้สอบถามเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 และไม่ได้สอบถามรายละเอียดกับนางภนัชษาเรื่องเงิน 1,000,000 บาทที่ถูกหลอกไป

    ในเบื้องต้น พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนก่อน แต่หลังจากพนักงานสอบสวนไปสอบถามสำนักพระราชวังแล้วจึงทราบว่ามีการแอบอ้าง จึงตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและขอศาลออกหมายจับ พยานไม่เคยศึกษาว่าบุคคลตามมาตรา 112 ได้แก่บุคคลใดบ้าง รวมทั้งไม่ได้สอบถามพนักงานสอบสวนที่ขอศาลออกหมายจับ

    ทนายจำเลยที่ 1 ถามพยานว่า ตามภาพถ่ายที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 แอบอ้างว่ารู้จักคนในสำนักพระราชวังนั้นเป็นเพราะพยานปรักปรำจำเลยที่ 1 หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ใช่ ตามภาพถ่ายดังกล่าว หากไม่มีคำบรรยายภาพ บุคคลอื่นมาดูย่อมไม่ทราบข้อมูลตามที่บรรยาย และก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้นมา พยานไม่ทราบว่าบุคคลที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงทั้งสองคือใคร และจากคำบรรยายดังกล่าว พยานไม่ได้สอบถามได้ความมาจากเจ้าอาวาสวัดไทรงาม

    พยานตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า งานสวดพระอภิธรรมศพมารดาเจ้าอาวาสวันที่ 30 มกราคม 2558 ซึ่งมีผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระเทพฯ มาร่วมงานได้มีการจัดทำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ส่วนงานฉลองอายุวัฒนะเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2558 ไม่ได้มีป้ายประชาสัมพันธ์ว่าผู้มาร่วมงานคือหม่อมหลวงจักราภาและหม่อมหลวงจีรเทพ

    วันดังกล่าวรถตู้มาถึงตอนเช้าโดยไม่มีรถนำขบวน ซึ่งมีลูกศิษย์เจ้าอาวาสใส่เสื้อสีม่วง 5- 6 คน ตั้งแถวรอรับ รถตู้ที่มาไม่มีตราสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแสดงเกี่ยวกับสมเด็จพระเทพฯ เลย เมื่อมาถึง พิธีกรในงานก็ไม่ได้ประกาศว่าผู้ที่มาถึงเป็นตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ รวมทั้งไม่ได้เป็นหม่อมหลวงจักราภาหรือหม่อมหลวงจีรเทพด้วย

    เมื่อถึงเวลา พิธีกรก็เชิญประธานไปจุดธูปเทียนโดยไม่ได้ระบุว่าชื่อว่าเป็นหม่อมหลวง รวมถึงไม่ได้ระบุว่าเป็นตัวแทนสมเด็จพระเทพฯ ด้วย เมื่อประกาศเชิญประธานไปจุดธูปเทียนแล้ว จำเลยที่ 2 ยังคงนั่งเฉย จนกระทั่งพิธีกรประกาศเชิญอีกครั้ง คนที่นั่งข้างจำเลยที่ 2 ได้สะกิด แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังไม่ลุก จนพิธีกรเดินเข้ามาเชิญเอง จำเลยที่ 2 จึงลุกไปจุดธูปเทียน การแต่งกายของจำเลยที่ 2 ในวันดังกล่าวใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว ไม่มีเครื่องประดับมีค่าอันแสดงฐานะว่าเป็นบุคคลพิเศษ และพยานไม่เห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีดอกไม้หรือพานพุ่มมาด้วยเพื่อแสดงว่าเป็นผู้แทนพระองค์ รวมทั้งจำเลยที่ 2 และคนที่มาด้วย ก็ไม่ได้แนะนำว่าจำเลยที่ 2 เป็นหม่อมหลวงจักราภา เมือ่เสร็จพิธี คณะที่มาด้วยกันทั้งสี่คนเดินไปที่รถตู้ ระหว่างนั้นเองพิธีกรได้ประกาศขอบคุณหม่อมหลวงจักราภาและหม่อมหลวงจีรเทพ

    ตามภาพถ่ายที่ระบุคำบรรยายที่ภาพของจำเลยที่ 2 ว่า เป็นบุคคลที่อ้างว่าเป็นหม่อมหลวงจักราภา ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระเทพฯ ขณะนั้นพยานยังไม่ทราบชื่อบุคคลดังกล่าวแต่ต้องระบุไว้ เนื่องจากก่อนวันดังกล่าวนั้นได้มีประกาศของทางวัดว่าจะมีผู้แทนพระองค์สมเด็จพระเทพฯ มาร่วมงาน

    พยานตอบถามติงอัยการโจทก์ว่า ในงานอายุวัฒนะ ที่นายสมพงษ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะไม่ใช่หม่อมจริง พยานไม่ได้ดำเนินการอะไร เพราะในวันเดียวกันนั้น เจ้าอาวาส ผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่าเป็นหม่อมหลวงจริง จึงไม่ได้ดำเนินการจับกุม

    (อ้างอิง คำเบิกความพยานโจทก์ ร้อยตำรวจโทรอน อินทอง ศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีหมายเลขดำที่ 1330, 3434/2559 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560)



    สืบพยานโจทก์ปากที่ 10 ร้อยตำรวจตรีวสันต์ ธรรมสังวาลย์ เจ้าหน้าที่สืบสวน

    พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาไปสืบหาชายไทยไม่ทราบชื่อซึ่งปรากฏในภาพถ่ายที่มีนางอัษฎาภรณ์อยู่ด้วย โดยยืนอยู่ใกล้รถตู้ในวัดไทรงาม

    พยานได้สืบสวนหาเจ้าของรถตู้ที่อยู่ในภาพ พบว่าเจ้าของคือนางงามนิตย์ จำนามสกุลไมได้ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทรถตู้ โดยมีนายสุภาพ จำนามสกุลไม่ได้ เป็นผู้จัดการของบริษัท พยานโทรศัพท์หานายสุภาพ นายสุภาพให้การว่า เมื่อ 25 เมษายน 2558 นายกิตติภพโทรมาขอเช่ารถตู้ไปจังหวัดกำแพงเพชร พยานได้ขอเบอร์โทรศัพท์ของคนขับรถตู้คันดังกล่าว

    ต่อมาทราบว่าชื่อนายสุรชัย นายสุรชัยให้การว่า นายสุภาพแจ้งให้ไปรับผู้โดยสารที่พญาไทอพาร์ทเม้นต์ เวลา 1.30 น. จนเวลา 2.00 น. มีชายสองคนขับรมาจอดแล้วมาสอบถามว่าใช่รถที่จะพาไปกำแพงเพชรหรือไม่ นายสุรชัยตอบว่า ใช่ ชายสองคนบอกว่ายังไม่ถึงเวลานัด แล้วขอขึ้นไปนอนพักผ่อน กระทั่งเวลา 3.15 น. ชายทั้งสองมาขึ้นรถตู้ ระหว่างอยู่บนรถชายทั้งสองโทรศัพท์หาเพื่อน เมื่อขับมาถึงบริเวณสี่แยกสน.สุทธิสาร นายสุรชัยจอดรถรับชายอีกคนหนึ่งแล้วจึงมุ่งหน้ามาที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อถึงกำแพงเพชร ผู้โดยสารทั้งสามได้พบกับนางอัษฎาภรณ์ โดยนายสุชัยได้ยินทั้งสามเรียกว่า "คุณพร" ต่อมาชายทั้งสามได้เข้าไปอาบน้ำในบ้าน แล้วขึ้นรถเดินทางไปวัดไทรงาม

    ต่อมา พยานโทรศัพท์ไปที่พญาไทอพาร์ทเม้นต์ เพื่อสอบถามว่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2558 เวลาประมาณ 1.00 น. ได้มีรถตู้สีขาวมาจอดรับคนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แห่งนี้หรือไม่ ทางสำนักงานของพญาไทอพาร์ทเม้นต์แจ้งว่า บุคคลที่รถไปนั้นพักอยู่ที่อพาร์ทเม้นต์นี้จริง แต่ไม่ใช่เจ้าของห้อง คนหนึ่งชื่อนายวิเศษ อีกคนไม่ทราบชื่อ

    ข้อมูลดังกล่าวนี้ พยานได้มาจากเจ้าของอาพร์ทเม้นต์ดังกล่าว ซึ่งเธอเล่าว่า เคยบอกให้ชายทั้งสองเปลี่ยนชื่อคนที่เข้าพัก แต่ชายทั้งสองก็ยังไม่ดำเนินการ เจ้าของหอยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อเฟซบุ๊กของเจ้าของห้อง พยานได้เข้าไปดูเฟซบุ๊กดังกล่าวและเห็นรูปแต่งงานรูปหนึ่ง พยานเห็นว่าเจ้าบ่าวมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับชายไทยที่กำลังสืบหาอยู่ จึงบันทึกรูปภาพและสืบสวนหาข้อมูลต่อไป โดยเชื่อว่าชายไทยไม่ทราบชื่อเป็นคนเดียวกับเจ้าบ่าวที่ปรากฏในภาพ พยานสังเกตเห็นป้ายชื่อของบ่าวสาวในรูปดังกล่าว ปรากฏว่าเจ้าบ่าวชื่อ โกมินทร์ และภาพถ่ายดังกล่าวมีข้อความบรรยายว่า "รุ่นพี่ชมรมมวย มศว. พี่โกมินทร์"

    จากนั้น พยานโทรศัพท์ติดต่อไปที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ เพื่อสอบถามข้อมูลของนายหน่อง แต่พบว่านายหน่องไม่ใช่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่เชื่อว่านายโกมินทร์เป็นนักศึกษาอยู่ชมรมมวย พยานจึงติดต่อไปยังชมรม ได้ความว่าอาจารย์วรวิทย์ไปงานแต่งงานดังกล่าว พยานได้พูดคุยกับอาจารย์ จึงทราบว่าบุคคลที่เป็นเจ้าบ่าวไม่ได้ชื่อนายโกมินทร์ แต่ชื่อนายนพฤทธิ์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ เป็นนักกีฬานักมวยของมหาวิทยาลัย

    พยานได้นำชื่อนายนพฤทธิ์ มาตรวจสอบในข้อมูลทะเบียนราษฎร์ พบว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี พยานได้นำภาพถ่ายจากข้อมูลทะเบียนราษฎณ์มาเปรียบเทียบกับภาพในงานแต่งงานที่อยู่ในเฟซบุ๊ก และภาพที่ปรากฏในวัดไทรงาม วันที่ 26 เมษายน 2558 พยานจึงเชื่อว่าบุคคลในภาพทั้งสามภาพเป็นบุคคลคนเดียวกัน

    ต่อมา พยานเคยอ่านรายงานการสืบสวนของ ร.ต.ท.รอน อินทอง จึงได้ทราบชื่อนางอัษฎาภรณ์เป็นผู้เกี่ยวข้อง จึงลองค้นหาชื่อในเฟซบุ๊ก เมื่อพบพยานจึงได�