ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

ผู้กล่าวหา
  • วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง

ความสำคัญของคดี

"สายน้ำ" (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 16 ปี ถูกแอดมินเพจ #เชียร์ลุง เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีแต่งชุดเสื้อยืดเอวลอย และเขียนร่างกายด้วยหมึก ร่วมกิจกรรม #ภาษีกู ที่สีลม จัดโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ นอกจากถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 ยังมีข้อหาที่เกี่ยวกับการชุมนุม ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียงฯ สายน้ำนับเป็นเยาวชนรายแรกที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง

ทั้งนี้ ในการเข้ารับข้อกล่าวหาตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนได้นำตัวสายน้ำไปให้ศาลเยาวชนฯ ตรวจสอบการจับกุม และขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวไว้ระหว่างสอบสวน ซึ่งศาลอนุญาต ให้ออกหมายควบคุมตัว ทำให้ครอบครัวต้องยื่นประกัน โดยใช้เงินสด 8,000 บาท วางเป็นหลักทรัพย์ ทั้งที่ในกรณีของแกนนำหรือผู้ร่วมชุมนุมที่ไม่ใช่เยาวชนซึ่งถูกออกหมายเรียกในข้อหามาตรา 112 และไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ก็ไม่ได้ถูกนำตัวไปฝากขังต่อศาลแต่อย่างใด

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาระบุพฤติการณ์ในคดีว่า

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 ตั้งแต่ราว 17.00 - 20.30 น. สายน้ำกับพวกได้เข้าร่วมการชุมนุมที่บริเวณหน้าวัดพระแม่อุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างที่ประเทศกำลังมีการระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่มีมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตามที่ทางราชการกำหนด โดยขณะที่ทำการชุมนุมได้มีการทำกิจกรรมที่มีลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีฯ

โดยสายน้ำแต่งกายด้วยชุดเสื้อกล้ามแบบครึ่งตัวสีดำ สวมกางเกงยีนส์ขายาว บริเวณผิวหนังด้านหลังปรากฏข้อความ “พ่อกูชื่อมานะ” “ไม่ใช่ วชิราลงกรณ์” ซึ่งปรากฏพระนามของรัชกาลที่ 10 เป็นการแสดงออกโดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกดูหมิ่น หรือเกลียดชังสถาบันกษัตริย์ ประกอบกับแสดงกิริยาท่าทางประกอบโดยการเดินบนพรมสีแดง โดยมีผู้ชุมนุมรอบข้างที่ชมการแสดงอยู่ตะโกนว่า “ทรงพระเจริญ” และ "ในหลวงสู้ๆ" พร้อมทั้งแสดงท่าทางคล้ายการหมอบกราบ เป็นการแสดงโดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าตนแสดงกิริยาท่าทางล้อเลียนกษัตริย์ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกเป็นการดูหมิ่น เกลียดชัง ลดคุณค่าต่อรัชกาลที่ 10 ซึ่งการกระทําของสายน้ำพร้อมพวกบนถนนสีลมทําให้รถยนต์ของประชาชนทั่วไปไม่สามารถสัญจรตามปกติได้

(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ยานนาวา ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2563)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่ สน.ยานนาวา สายน้ำ (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 16 ปี ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับจตุพร แซ่อึง นักกิจกรรมจากกลุ่มบุรีรัมย์ปลดแอก ในคดีที่มีวริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง เป็นผู้กล่าวหา

    พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ พิมมานนท์ สารวัตร (สอบสวน) สน.ยานนาวา แจ้งการกระทำที่เป็นมูลเหตุของคดีว่า ในการชุมนุมที่บริเวณหน้าวัดพระแม่อุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่ราว 17.00 - 20.30 น. พบว่าสายน้ำได้เข้าร่วมในการชุมนุมซึ่งจัดขึ้นในระหว่างที่ประเทศกำลังเผชิญกับโรคระบาด โควิด 19 ซึ่งในพื้นที่ชุมนุมเองก็ไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตามที่ทางราชการกำหนด อีกทั้งการชุมนุมดังกล่าวยังมีกิจกรรมที่มีลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีฯ

    ทั้งนี้ สายน้ำแต่งกายด้วยชุดเสื้อกล้ามแบบครึ่งตัวสีดำ สวมกางเกงยีนส์ขายาว บริเวณผิวหนังด้านหลังปรากฏข้อความ “พ่อกูชื่อมานะ” “ไม่ใช่ วชิราลงกรณ์” ซึ่งปรากฏพระนามของรัชกาลที่ 10 เป็นการแสดงเจตนาให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกดูหมิ่น หรือเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ ประกอบกับแสดงกิริยาท่าทางประกอบโดยการเดินบนพรมสีแดง โดยมีผู้ชุมนุมรอบข้างที่ชมการแสดงอยู่ตะโกนว่า “ทรงพระเจริญ” พร้อมทั้งแสดงท่าทางคล้ายการหมอบกราบ โดยมีเจตนาแสดงให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าตนแสดงกิริยาท่าทางล้อเลียนกษัตริย์

    พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหาสายน้ำว่า ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์, ร่วมกันชุมนุมทํากิจกรรมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค, ร่วมกันกระทําการซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่อแพร่ระบาดออกไป ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ, ร่วมกันชุมนุมสาธารณะที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชน ที่จะใช้ที่สาธารณะ, ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่และไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคําสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

    อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

    หลังจากเสร็จกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำแล้ว โดยสายน้ำได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พ.ต.ท.อินศร อุดติ๊บ พนักงานสอบสวนได้นำตัวสายน้ำไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อให้ศาลตรวจสอบการจับกุมและการแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นไปโดยชอบหรือไม่ นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวสายน้ำ โดยอ้างว่ายังมีพยานบุคคลที่ยังสอบสวนไม่เสร็จ และเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปกระทำความผิดอีก ที่ปรึกษากฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการออกหมายควบคุมตัวผู้ต้องหา โดยให้เหตุผลว่า การแสดงออกของผู้ต้องหาเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามหลักการประชาธิปไตย และได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

    ต่อมา ศาลให้ออกหมายควบคุมตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษสูงเกิน 10 ปี ที่ปรึกษากฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยศาลกำหนดวงเงินประกันที่ 8,000 บาท ครอบครัวได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เป็นหลักทรัพย์ประกันแทนเงินสด ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาในชั้นนี้ ทำให้สายน้ำได้รับการปล่อยตัวในช่วงเย็น แต่เขายังต้องไปรายงานตัวที่สถานพินิจต่อไปในอนาคตตามที่ศาลกำหนด

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตในกรณีของสายน้ำซึ่งเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ไม่ได้เป็นการจับกุมตามหมายจับ และตัวสายน้ำซึ่งเป็นเยาวชนไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี จึงไม่มีความจำเป็นที่พนักงานสอบสวนจะต้องขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวไว้ในระหว่างสอบสวน เช่นเดียวกับในกรณีของแกนนำหรือผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นๆ ที่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งยังไม่พบว่ามีกรณีใดที่พนักงานสอบสวนนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง

    สำหรับในคดีนี้ สายน้ำถือเป็นเยาวชนรายแรกที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และเป็นรายที่ 2 ที่ถูกตั้งข้อหาในหมวดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งเป็นเยาวชนรายที่ 6 ที่ถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ สันติ

    ในส่วนของคำร้องคัดค้านการออกหมายควบคุมตัวผู้ต้องหาซึ่งที่ปรึกษากฎหมายของสายน้ำได้ยื่นต่อศาล ได้ชี้แจงเหตุผลในการคัดค้านโดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. พฤติการณ์และข้อกล่าวหาในคดีเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นซึ่งได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุความวุ่นวาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือร่างกายของผู้ใด อีกทั้งพนักงานสอบสวนยังได้สอบสวนผู้ต้องหาเสร็จสิ้นแล้ว หากผู้ต้องหาต้องอยู่ในความควบคุมระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ย่อมจะเป็นการควบคุมตัวที่เกินจําเป็น และอาจกระทบต่อจิตใจของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพียงเยาวชน
    2. ผู้ต้องหาเป็นนักเรียนซึ่งศึกษาอยู่ชั้น ม. 5 มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีหรือมีพฤติการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อบุคคลอื่น ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน เพราะไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือภาพบันทึกวีดีโอล้วนอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วนพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนอ้างว่ายังสอบสวนไม่เสร็จ ผู้ต้องหาก็ไม่ทราบว่าคือผู้ใด การตรวจสอบประวัติต่าง ๆ ก็เป็นขั้นตอนการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่ การปล่อยตัวผู้ต้องหาจึงไม่เป็นอุปสรรค และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน
    3. เสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นเป็นองค์ประกอบหลักของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศคือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากลและกติกาสากลว่าสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยังเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน

    ที่มากไปกว่านั้น การดำเนินคดีอาญากับผู้ต้องหายังขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ซึ่งรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็ก เสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงการชุมนุมอย่างสันติ ทั้งนี้ ไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งทำให้รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครองต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก อีกทั้งลำพังการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวมิใช่การกระทำความผิดในตัวเอง หากแต่เป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองคุ้มครองไว้ให้ทำได้

    หากพนักงานสอบสวนเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปใช้เสรีภาพทำกิจกรรมใดต่อไปในอนาคตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย สามารถใช้อำนาจในการจับกุม ออกหมายเรียก หรือดำเนินการตามกฎหมายเป็นคดีอื่นได้อยู่ ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องนําตัวผู้ต้องหามาขอศาลออกหมายควบคุมหรือหมายขังในคดีนี้แต่อย่างใด

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ยานนาวา ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/24134)
  • เวลา 8.30 น. สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเข้าพบเจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษาและแนะนำของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางตามที่ศาลนัด โดยเจ้าหน้าที่พาไปที่ส่วนมาตรการพิเศษและคุ้มครองสวัสดิภาพ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กฎหมายให้ความรู้เกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติเมื่อมาศาล และให้สายน้ำทำแบบประเมินทางจิตวิทยาเพื่อส่งให้นักจิตวิทยาประเมิน อีกทั้งให้ผู้ปกครองกรอกประวัติ และทำแบบประเมินการเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่ให้คำปรึกษา นัดครั้งต่อไป วันที่ 8 ม.ค. 2564 เวลา 8.30 น.
  • สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ กรุงเทพฯ (ธนบุรี) เพื่อสืบเสาะประวัติ
  • เจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษาและแนะนำของศาลเยาวชนฯ กลาง โทรศัพท์ถึงผู้ปกครองของสายน้ำแจ้งว่าไม่ต้องมาที่ศาล แต่เจ้าหน้าที่จะโทรสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ นัดครั้งต่อไปวันที่ 1 มี.ค. 2564

  • สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเดินทางไปรายงานตัวที่งานรับฟ้อง ศาลเยาวชนฯ เจ้าหน้าที่นัดรายงานตัวครั้งถัดไป วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 8.30 น.
  • สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษาและแนะนำ ศาลเยาวชนฯ กลาง สายน้ำยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการอื่นแทนการดำเนินคดีอาญาก่อนฟ้อง เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำหนดวันนัดครั้งต่อไป

  • เวลา 8.30 น. สายน้ำและผู้ปกครองมาศาลตามนัดรายงานตัวงานรับฟ้องและฟังคำสั่งฟ้อง อัยการยังไม่ฟ้องผู้ต้องหา คดีนี้ครบผัดฟ้องครั้งสุดท้าย วันที่ 16 มี.ค. 2564 ทำให้อัยการต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องภายในอายุความ จึงไม่มีวันนัดครั้งต่อไป

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สายน้ำ (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์