ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ดำ ยชอ. 246/2564

ผู้กล่าวหา
  • วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • การชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ ยชอ. 246/2564
ผู้กล่าวหา
  • วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง

ความสำคัญของคดี

"สายน้ำ" (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 16 ปี ถูกแอดมินเพจ #เชียร์ลุง เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีแต่งชุดเสื้อยืดเอวลอย และเขียนร่างกายด้วยหมึก ร่วมกิจกรรม #ภาษีกู ที่สีลม จัดโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ นอกจากถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 ยังมีข้อหาที่เกี่ยวกับการชุมนุม ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียงฯ สายน้ำนับเป็นเยาวชนรายแรกที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง

ทั้งนี้ ในการเข้ารับข้อกล่าวหาตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนได้นำตัวสายน้ำไปให้ศาลเยาวชนฯ ตรวจสอบการจับกุม และขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวไว้ระหว่างสอบสวน ซึ่งศาลอนุญาต ให้ออกหมายควบคุมตัว ทำให้ครอบครัวต้องยื่นประกัน โดยใช้เงินสด 8,000 บาท วางเป็นหลักทรัพย์ ทั้งที่ในกรณีของแกนนำหรือผู้ร่วมชุมนุมที่ไม่ใช่เยาวชนซึ่งถูกออกหมายเรียกในข้อหามาตรา 112 และไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ก็ไม่ได้ถูกนำตัวไปฝากขังต่อศาลแต่อย่างใด

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 4 บรรยายฟ้องมีเนื้อหาโดยสรุปว่า จําเลยกับพวกอีกหลายคนได้ร่วมกันกระทําความผิดต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี กล่าวคือ

1. จำเลยได้ร่วมกันเข้าร่วมการชุมนุมและจัดทำกิจกรรมกับประชาชนจำนวนมาก บริเวณพื้นผิวจราจรบนถนนสีลม ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะและเป็นสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่มีข้อกำหนดห้ามไว้ โดยในการชุมนุมพบว่ามีการทํากิจกรรม ดนตรี และงานแสดงศิลปะสื่อความหมายเสียดสีการเมือง วางอยู่บนท้องถนนในลักษณะกีดขวางทางจราจร

อีกทั้ง มีป้ายข้อความว่า “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” “หมุดราษฎร 2020” “งบกระทรวงพาณิชย์ (หนุนกิจการ) IRIVANNAVARI 13 ล้าน” “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” และมีการเดินแบบแสดงแฟชั่น ซึ่งเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท เสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้

จําเลยกับพวกได้ร่วมกับผู้จัดการชุมนุม ทำกิจกรรมโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย และไม่จัดให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคมในการทำกิจกรรม และยังมีการปิดถนนสาธารณะก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ เกิดความเดือนร้อนเกินสมควร

อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางและกระทำอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการใช้ที่สาธารณะ อันเป็นการชุมนุมสาธารณะเกินขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนต่อข้อกําหนดที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ และเป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่อแพร่ออกไป

2. ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบุในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และมาตรา 6 บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ โดยคำว่า “ทรงพระเจริญ” เป็นคําที่ใช้ถวายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระราชวงศ์ชั้นสูง

ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุ จําเลยกับพวกได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และพระราชินี กล่าวคือ ปิดการจราจรด้วยป้ายข้อความว่า “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เพื่อสื่อถึงเฟซบุ๊กของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ และข้อความ “หมุดราษฎร 2020” เพื่อสื่อความหมายถึงหมุดคณะราษฎรที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และฝังหมุดที่สนามหลวง จำเลยกับพวกและผู้จัดการแสดงข้อความดังกล่าวมีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในทางที่เสื่อมเสีย

อีกทั้งมีการแสดงรูปกราฟฟิกของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ซึ่งเป็นผู้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และเรียกร้องให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้นเป็นการแสดงข้อความด้วยคำเขียนและภาพที่มีเนื้อหา ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และพระราชินี

และได้ร่วมกันนําพรมสีแดงผืนใหญ่หลายผืนมาปูที่พื้นถนน ทั้งฝั่งสีลมขาเข้าและขาออก มีการนําฉากผ้าใบกั้นด้านหลังฝั่งถนนสีลมขาเข้า เขียนข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ส่วนฉากผ้าใบฝั่งถนนสีลมขาออก เขียนข้อความบรรทัดบนว่า “งบกระทรวงพาณิชย์ (หนุนกิจการ)” บรรทัดล่างมีข้อความว่า “SIRIVANNAVARI 13 ล้าน” ซึ่งเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ ราชธิดาของรัชกาลที่ 10 ที่ได้ทรงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ จำเลยกับพวกต้องการเสียดสีการจัดแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI" ว่าได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐถึง 13 ล้าน แสดงถึงอภิสิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์

จำเลยกับพวกได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเดินแบบแสดงแฟชั่น โดยพวกของจําเลยได้แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมไทยสีชมพู ถือกระเป๋าสีชมพู เดินก้าวช้าๆ บนพรมแดง ฝั่งถนนสีลมขาเข้า และขณะกําลังเดินไปมีพวกซึ่งเป็นชายแต่งกายชุดไทยนุ่งโจงกระเบน ถือร่มกางให้ ส่วนพวกของจําเลยอีกคนซึ่งเป็นหญิงที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ถือพานสีทองเดินตามหลังในระหว่างเดินบนพรมแดงดังกล่าว และพวกของจําเลยอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหญิง ก็ได้ก้มลงมาหมอบกราบที่เท้าของจําเลย จําเลยจึงหยุดเดิน และหญิงที่สวมชุดผ้าไหมไทยสีชมพูได้ยื่นมือมาให้ผู้ชุมนุมได้จับ

ในระหว่างนั้นผู้ชุมนุมซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครได้กล่าวคําว่า “พระราชินี” และเปิดเพลงมาร์ชราชวัลลภ ซึ่งเป็นเพลงประกอบข่าวในพระราชสํานัก ทั้งยังมีผู้ชุมนุมตะโกนขึ้นว่า “ทรงพระเจริญ” และคําว่า “พระราชินี” ซึ่งเป็นการแสดงออกหรือสื่อความหมายให้แก่ผู้ชุมนุมหรือประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลเข้าใจว่า พวกของจําเลยนี้เป็นพระราชินีองค์ปัจจุบัน จึงได้ถวายพระพรชัยมงคลให้พระองค์

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน “สายน้ำ” จําเลยได้ร่วมเดินบนพรมแดงฝั่งถนนสีลมขาออกโดยแต่งกายด้วยชุดครอปท็อปสีดํา สวมกางเกงยีนส์ขายาวใส่รองเท้าแตะ และเขียนข้อความที่ร่างกายบริเวณแผ่นหลังลงมาถึงเอวว่า “พ่อกูชื่อมานะ ไม่ใช่วชิราลงกรณ์” ซึ่ง "วชิราลงกรณ์" เป็นพระนามของรัชกาลที่ 10 โดยก่อนที่สายน้ำจะเดินออกมา บุคคลซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครที่ทําหน้าที่พิธีกรได้ประกาศว่า “เตรียมตัวหมอบกราบ” แล้วเมื่อสายน้ำเดินผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้ชุมนุมได้ตะโกนคําว่า “ทรงพระเจริญ” และ “ในหลวงสู้ ๆ” ซึ่งเป็นการแสดงออกหรือสื่อความหมายว่าสายน้ำเป็นรัชกาลที่ 10 มีกริยาและการแต่งกายดังกล่าว ทำให้ประชาชนที่พบเห็นเกิดความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชัง ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องน่าตลกขบขัน โดยที่ประชาชนทั่วไปจะต้องยึดถือขนบธรรมเนียมที่จะถวายพระเกียรติด้วยความเคารพ

การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ได้รับความเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพ และอาจเกิดความแตกแยกกับกลุ่มประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

3. จําเลยกับพวกยังร่วมกันทําการโฆษณาโดยใช้โทรโข่งและเครื่องกระจายเสียงอย่างอื่น โดยไม่ได้ขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีหมายเลขดำที่ ยชอ.246/2564 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่ สน.ยานนาวา สายน้ำ (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 16 ปี ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับจตุพร แซ่อึง นักกิจกรรมจากกลุ่มบุรีรัมย์ปลดแอก ในคดีที่มีวริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง เป็นผู้กล่าวหา

    พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ พิมมานนท์ สารวัตร (สอบสวน) สน.ยานนาวา แจ้งการกระทำที่เป็นมูลเหตุของคดีว่า ในการชุมนุมที่บริเวณหน้าวัดพระแม่อุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่ราว 17.00 - 20.30 น. พบว่าสายน้ำได้เข้าร่วมในการชุมนุมซึ่งจัดขึ้นในระหว่างที่ประเทศกำลังเผชิญกับโรคระบาด โควิด 19 ซึ่งในพื้นที่ชุมนุมเองก็ไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตามที่ทางราชการกำหนด อีกทั้งการชุมนุมดังกล่าวยังมีกิจกรรมที่มีลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีฯ

    ทั้งนี้ สายน้ำแต่งกายด้วยชุดเสื้อกล้ามแบบครึ่งตัวสีดำ สวมกางเกงยีนส์ขายาว บริเวณผิวหนังด้านหลังปรากฏข้อความ “พ่อกูชื่อมานะ” “ไม่ใช่ วชิราลงกรณ์” ซึ่งปรากฏพระนามของรัชกาลที่ 10 เป็นการแสดงเจตนาให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกดูหมิ่น หรือเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ ประกอบกับแสดงกิริยาท่าทางประกอบโดยการเดินบนพรมสีแดง โดยมีผู้ชุมนุมรอบข้างที่ชมการแสดงอยู่ตะโกนว่า “ทรงพระเจริญ” พร้อมทั้งแสดงท่าทางคล้ายการหมอบกราบ โดยมีเจตนาแสดงให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าตนแสดงกิริยาท่าทางล้อเลียนกษัตริย์

    พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหาสายน้ำว่า ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์, ร่วมกันชุมนุมทํากิจกรรมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค, ร่วมกันกระทําการซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่อแพร่ระบาดออกไป ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ, ร่วมกันชุมนุมสาธารณะที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชน ที่จะใช้ที่สาธารณะ, ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่และไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคําสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

    อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

    หลังจากเสร็จกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำแล้ว โดยสายน้ำได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พ.ต.ท.อินศร อุดติ๊บ พนักงานสอบสวนได้นำตัวสายน้ำไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อให้ศาลตรวจสอบการจับกุมและการแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นไปโดยชอบหรือไม่ นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวสายน้ำ โดยอ้างว่ายังมีพยานบุคคลที่ยังสอบสวนไม่เสร็จ และเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปกระทำความผิดอีก ที่ปรึกษากฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการออกหมายควบคุมตัวผู้ต้องหา โดยให้เหตุผลว่า การแสดงออกของผู้ต้องหาเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามหลักการประชาธิปไตย และได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

    ต่อมา ศาลให้ออกหมายควบคุมตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษสูงเกิน 10 ปี ที่ปรึกษากฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยศาลกำหนดวงเงินประกันที่ 8,000 บาท ครอบครัวได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เป็นหลักทรัพย์ประกันแทนเงินสด ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาในชั้นนี้ ทำให้สายน้ำได้รับการปล่อยตัวในช่วงเย็น แต่เขายังต้องไปรายงานตัวที่สถานพินิจต่อไปในอนาคตตามที่ศาลกำหนด

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตในกรณีของสายน้ำซึ่งเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ไม่ได้เป็นการจับกุมตามหมายจับ และตัวสายน้ำซึ่งเป็นเยาวชนไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี จึงไม่มีความจำเป็นที่พนักงานสอบสวนจะต้องขอให้ศาลออกหมายควบคุมตัวไว้ในระหว่างสอบสวน เช่นเดียวกับในกรณีของแกนนำหรือผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นๆ ที่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งยังไม่พบว่ามีกรณีใดที่พนักงานสอบสวนนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง

    สำหรับในคดีนี้ สายน้ำถือเป็นเยาวชนรายแรกที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และเป็นรายที่ 2 ที่ถูกตั้งข้อหาในหมวดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งเป็นเยาวชนรายที่ 6 ที่ถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ สันติ

    ในส่วนของคำร้องคัดค้านการออกหมายควบคุมตัวผู้ต้องหาซึ่งที่ปรึกษากฎหมายของสายน้ำได้ยื่นต่อศาล ได้ชี้แจงเหตุผลในการคัดค้านโดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. พฤติการณ์และข้อกล่าวหาในคดีเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นซึ่งได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุความวุ่นวาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือร่างกายของผู้ใด อีกทั้งพนักงานสอบสวนยังได้สอบสวนผู้ต้องหาเสร็จสิ้นแล้ว หากผู้ต้องหาต้องอยู่ในความควบคุมระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ย่อมจะเป็นการควบคุมตัวที่เกินจําเป็น และอาจกระทบต่อจิตใจของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพียงเยาวชน
    2. ผู้ต้องหาเป็นนักเรียนซึ่งศึกษาอยู่ชั้น ม. 5 มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีหรือมีพฤติการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อบุคคลอื่น ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน เพราะไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือภาพบันทึกวีดีโอล้วนอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วนพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนอ้างว่ายังสอบสวนไม่เสร็จ ผู้ต้องหาก็ไม่ทราบว่าคือผู้ใด การตรวจสอบประวัติต่าง ๆ ก็เป็นขั้นตอนการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่ การปล่อยตัวผู้ต้องหาจึงไม่เป็นอุปสรรค และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน
    3. เสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นเป็นองค์ประกอบหลักของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศคือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากลและกติกาสากลว่าสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยังเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน

    ที่มากไปกว่านั้น การดำเนินคดีอาญากับผู้ต้องหายังขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ซึ่งรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็ก เสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงการชุมนุมอย่างสันติ ทั้งนี้ ไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งทำให้รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครองต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก อีกทั้งลำพังการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวมิใช่การกระทำความผิดในตัวเอง หากแต่เป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองคุ้มครองไว้ให้ทำได้

    หากพนักงานสอบสวนเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปใช้เสรีภาพทำกิจกรรมใดต่อไปในอนาคตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย สามารถใช้อำนาจในการจับกุม ออกหมายเรียก หรือดำเนินการตามกฎหมายเป็นคดีอื่นได้อยู่ ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องนําตัวผู้ต้องหามาขอศาลออกหมายควบคุมหรือหมายขังในคดีนี้แต่อย่างใด

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ยานนาวา ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/24134)
  • เวลา 8.30 น. สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเข้าพบเจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษาและแนะนำของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางตามที่ศาลนัด โดยเจ้าหน้าที่พาไปที่ส่วนมาตรการพิเศษและคุ้มครองสวัสดิภาพ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กฎหมายให้ความรู้เกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติเมื่อมาศาล และให้สายน้ำทำแบบประเมินทางจิตวิทยาเพื่อส่งให้นักจิตวิทยาประเมิน อีกทั้งให้ผู้ปกครองกรอกประวัติ และทำแบบประเมินการเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่ให้คำปรึกษา นัดครั้งต่อไป วันที่ 8 ม.ค. 2564 เวลา 8.30 น.
  • สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ กรุงเทพฯ (ธนบุรี) เพื่อสืบเสาะประวัติ
  • เจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษาและแนะนำของศาลเยาวชนฯ กลาง โทรศัพท์ถึงผู้ปกครองของสายน้ำแจ้งว่าไม่ต้องมาที่ศาล แต่เจ้าหน้าที่จะโทรสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ นัดครั้งต่อไปวันที่ 1 มี.ค. 2564

  • สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเดินทางไปรายงานตัวที่งานรับฟ้อง ศาลเยาวชนฯ เจ้าหน้าที่นัดรายงานตัวครั้งถัดไป วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 8.30 น.
  • สายน้ำพร้อมผู้ปกครองเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษาและแนะนำ ศาลเยาวชนฯ กลาง สายน้ำยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการอื่นแทนการดำเนินคดีอาญาก่อนฟ้อง เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำหนดวันนัดครั้งต่อไป

  • เวลา 8.30 น. สายน้ำและผู้ปกครองมาศาลตามนัดรายงานตัวงานรับฟ้องและฟังคำสั่งฟ้อง อัยการยังไม่ฟ้องผู้ต้องหา คดีนี้ครบผัดฟ้องครั้งสุดท้าย วันที่ 16 มี.ค. 2564 ทำให้อัยการต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องภายในอายุความ จึงไม่มีวันนัดครั้งต่อไป
  • พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 4 นัดสายน้ำฟังคำสั่งในคดีนี้ โดยอัยการได้มีคำสั่งฟ้อง และยื่นฟ้องคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ข้อกำหนดและประกาศที่ออกตามมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มาตรา 34 (6), 35 และ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4

    ทั้งนี้ อัยการได้บรรยายฟ้องว่า คดีนี้อัยการไม่สามารถยื่นฟ้องจำเลยได้ภายในกำหนด คดีขาดผัดฟ้อง ต่อมารองอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย ได้อนุญาตให้ฟ้องจำเลยแล้ว และอัยการไม่ได้คัดค้านปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

    จากนั้นที่ปรึกษากฎหมายได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ในช่วงราว 15.00 น. ศาลเยาวชนฯ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวสายน้ำ โดยให้วางหลักทรัพย์ประกันเป็นเงินสดจำนวน 12,000 บาท ซึ่งครอบครัวได้ใช้เงินจากกองทุนราษฎรประสงค์วางต่อศาล ศาลกำหนดวันนัดสอบถามในวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เวลา 08.30 น.

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีหมายเลขดำที่ ยชอ.246/2564 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/37191)
  • นัดสอบถามสายน้ำ ผู้ปกครอง และที่ปรึกษาทางกฎหมาย มาศาล มีเจ้าหน้าที่สถานทูตจากเยอรมนี ออสเตรเลีย ลักเซมเบิร์ก และอังกฤษ ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยเจ้าหน้าที่สถานทูตได้จัดทำหนังสือแจ้งต่อศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สถานทูตเข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยอ้างเหตุผลว่า เนื่องจากคดีของสายน้ำเป็นคดีเยาวชน จำเป็นต้องพิจารณาเป็นการลับ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีเช่นบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง เท่านั้นถึงมีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของจำเลย อันเป็นผลจากการถูกดำเนินคดี

    โจทก์ยื่นคําร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้องฉบับลงวันที่ 5 พ.ย. 2564 โดยเพิ่มเติมข้อความว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจําเลยในคดีหมายเลขดําที่ ยชอ.238/2564 ของศาลนี้ และขอให้ศาลนับโทษจําคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจําเลยต่อจากโทษจําคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจําเลยในคดีดังกล่าว จําเลยแถลงไม่ค้าน ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคําฟ้องตามขอ

    หลังศาลอธิบายฟ้อง สายน้ำขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ตามคําให้การจําเลยที่ยื่นต่อศาล ต่อมา ศาลให้สายน้ำอ่านรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจฯ หลังอ่านแล้ว สายน้ำได้แถลงว่า มีข้อคัดค้านบางประการ เนื่องจากพนักงานคุมประพฤติได้บันทึกและสรุปข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ตนและผู้ปกครองได้ให้การไว้ จึงขอยื่นคำคัดค้านภายใน 20 วัน ศาลอนุญาต

    จากนั้นที่ปรึกษากฎหมายจําเลยแถลงขอตรวจพยานหลักฐานตามคําร้องที่ยื่นต่อศาล โจทก์แถลงไม่ค้าน ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 14 มี.ค. 2565 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีหมายเลขดำที่ ยชอ.246/2564 ลงวันที่ 20 ธ.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/39038)
  • ศาลพิพากษาลงโทษในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 3 ปี เนื่องจากจำเลย ขณะเกิดเหตุยังเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน และลงโทษปรับในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 6,000 บาท

    เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงลดโทษอีก 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุก 12 เดือน ปรับ 4,000 บาท คำนึงถึงจากการโดนดำเนินคดีเป็นครั้งแรก ประกอบกับพิเคราะห์จากนิสัย ความสามารถ และสติปัญญาของจำเลยเห็นว่าจำเลยสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้ จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ มีกำหนด 2 ปี และให้รายงานตัวต่อคุมประพฤติทุกๆ 3 เดือน

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สายน้ำ (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
สายน้ำ (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 20-07-2023

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์