ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • การชุมนุม
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
  • ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ชุมนุม
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ 1265/2564

ผู้กล่าวหา
  • วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
  • พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ (ใช้เครื่องขยายเสียง)
  • พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรา 9)
  • ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ชุมนุม
  • ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
  • พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ 2558
  • การชุมนุม

หมายเลขคดี

ดำ 1265/2564
ผู้กล่าวหา
  • วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจ #เชียร์ลุง

ความสำคัญของคดี

จตุพร แซ่อึง นักกิจกรรมจากกลุ่มบุรีรัมย์ปลดแอก ถูกแอดมินเพจ #เชียร์ลุง เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีแต่งชุดไทยร่วมเดินแฟชั่นโชว์ในกิจกรรม #ภาษีกู ที่สีลม จัดโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ นอกจากถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 ยังมีข้อหาที่เกี่ยวกับการชุมนุม ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียงฯ

กิจกรรมเดียวกันนี้ "สายน้ำ" (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 16 ปี ซึ่งแต่งชุดเสื้อยืดเอวลอย และเขียนร่างกายด้วยหมึก ก็ถูกแอดมินเพจ #เชียร์ลุง กล่าวโทษในข้อหา 112 อีกราย นับเป็นเยาวชนรายแรกที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

คำฟ้องที่ สุธรรม ศรีพิทักษ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 2 ยื่นต่อศาล มีเนื้อหาดังนี้

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงวันและเวลาตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินยังมีผลใช้บังคับอยู่ จําเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันกระทําความผิดต่อกฎหมายรวม 4 กรรม กล่าวคือ

1. จําเลยกับพวกได้ร่วมกันเป็นผู้ชุมนุม ทํากิจกรรมในสถานที่ที่มีคนแออัดที่บริเวณพื้นผิวจราจรบนถนนสีลม หน้าวัดพระศรีอุมาเทวี (วัดแขก) ซึ่งเป็นการชุมนุมสาธารณะที่มิได้แจ้งการชุมนุมตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ เพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยในการชุมนุมพบว่ามีการทํากิจกรรม ดนตรี และงานแสดง แอบอ้างว่าเป็นงานศิลปะต่อหน้าประชาชนจํานวนมากในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อกําหนดที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่หรือถนนสาธารณะ

ต่อมา ผู้กํากับ สน. ยานนาวา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะในท้องที่ได้เข้ามาประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้เลิกการชุมนุมภายในเวลา 19.00 น. แต่จําเลยกับพวกและผู้ชุมนุมแสดงอาการไม่พอใจ เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงเลี่ยงออกจากบริเวณชุมนุมเพื่อความปลอดภัย หลังจากถึงกําหนดระยะเวลาที่ประกาศไว้ จําเลยกับพวกและผู้ชุมนุมไม่เลิกชุมนุมโดยยังร่วมกันชุมนุมทํากิจกรรมต่อจนเจ้าพนักงานไม่อาจเปิดพื้นผิวการจราจรเพื่อให้ประชาชนใช้งานได้ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือคําสั่งของเจ้าพนักงาน หรือกระทำการอันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนในการใช้ที่สาธารณะ

2. จําเลยกับพวกได้ร่วมกับผู้จัดการชุมนุม ทำกิจกรรมโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า และไม่จัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ไม่จัดให้มีจุดบริการล้างมือ และไม่จัดให้มีการเว้นระยะนั่งหรือยืนของประชาชนในพื้นที่ เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ และเป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่อแพร่ออกไป

3. จําเลยกับพวกยังร่วมกันทําการโฆษณาโดยใช้โทรโข่งและเครื่องกระจายเสียงอย่างอื่น โดยไม่ได้ขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

4. ขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบุในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และมาตรา 6 บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ โดยคำว่า “ทรงพระเจริญ” เป็นคําที่ใช้ถวายพระพรกษัตริย์ พระราชินี และพระราชวงศ์ชั้นสูง

ภายหลังจากที่จําเลยนี้กับพวกได้กระทําความผิดตามฟ้องในข้อหาก่อนหน้า จําเลยกับ “สายน้ำ” ซึ่งเป็นเยาวชน แยกดําเนินคดีต่างหากแล้ว และพวกของจําเลยอีกหลายคนที่ยังหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันวางแผน เตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ต่างๆ และร่วมกันแบ่งหน้าที่กันทำ ได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ด้วยการแต่งกาย แสดงกริยาอาการ คําพูด แสดงข้อความด้วยถ้อยคําเขียนตามเนื้อตัวร่างกาย โดยมีเนื้อหาใส่ความ หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และพระราชินี

กล่าวคือจําเลยกับพวกได้ร่วมกันนําพรมสีแดงผืนใหญ่หลายผืนมาปูที่พื้นถนน ทั้งฝั่งสีลมขาเข้าและขาออก มีการนําฉากผ้าใบกั้นด้านหลังฝั่งถนนสีลมขาเข้า เขียนข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ส่วนฉากผ้าใบฝั่งถนนสีลมขาออก เขียนข้อความบรรทัดบนว่า “งบกระทรวงพาณิชย์ (หนุนกิจการ)” บรรทัดล่างมีข้อความว่า “SIRIVANNAVARI 13 ล้าน” ซึ่งเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ ราชธิดาของรัชกาลที่ 10 ที่ได้ทรงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้

แล้วจําเลยได้แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมไทยสีชมพู ถือกระเป๋าสีชมพู เดินก้าวช้า ๆ บนพรมแดง ฝั่งถนนสีลมขาเข้า และขณะกําลังเดินไปมีพวกของจําเลยซึ่งเป็นชายแต่งกายชุดไทยนุ่งโจงกระเบน ถือร่มกางให้ ส่วนพวกของจําเลยอีกคนซึ่งเป็นหญิงที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ถือพานสีทองเดินตามหลังในระหว่างเดินบนพรมแดงดังกล่าว และพวกของจําเลยอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหญิงที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องก็ได้ก้มลงมาหมอบกราบที่เท้าของจําเลย จําเลยจึงหยุดเดิน และจําเลยได้ยื่นมือมาให้ผู้ชุมนุมได้จับ ในระหว่างนั้นผู้ชุมนุมซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครได้กล่าวคําว่า “พระราชินี” และเปิดเพลงมาร์ชราชวัลลภ ซึ่งเป็นเพลงประกอบข่าวในพระราชสํานัก ทั้งยังมีผู้ชุมนุมตะโกนขึ้นว่า “ทรงพระเจริญ” และ คําว่า “พระราชินี” ซึ่งเป็นการแสดงออกหรือสื่อความหมายให้แก่ผู้ชุมนุมหรือประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลเข้าใจว่า จําเลยนี้เป็นพระราชินีองค์ปัจจุบัน จึงได้ถวายพระพรชัยมงคลให้พระองค์

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน “สายน้ำ” พวกของจําเลยซึ่งเป็นเยาวชนแยกดําเนินคดีต่างหากได้ร่วมเดินบนพรมแดงฝั่งถนนสีลมขาออกโดยแต่งกายด้วยชุดครอปท็อปสีดํา (เสื้อกล้ามเอวลอย) สวมกางเกงยีนส์ขายาวใส่รองเท้าแตะ และเขียนข้อความที่ร่างกายบริเวณแผ่นหลังลงมาถึงเอวว่า “พ่อกูชื่อมานะ ไม่ใช่ (ชื่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน)” โดยก่อนที่สายน้ำจะเดินออกมา พวกของจําเลยซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครซึ่งทําหน้าที่พิธีกรได้ประกาศว่า “เตรียมตัวหมอบกราบ” แล้วเมื่อสายน้ำเดินผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้ชุมนุมได้ตะโกนคําว่า “ทรงพระเจริญ” และ “ในหลวงสู้ ๆ” ซึ่งเป็นการแสดงออกหรือสื่อความหมายว่าเยาวชนรายนี้ พวกของจําเลย เป็นพระมหากษัตริย์ จึงได้ถวายพระพรชัยมงคลและกําลังใจให้พระองค์ และการเขียนข้อความพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในบริเวณร่างกาย อเป็นการกระทําที่ไม่เหมาะสม และมิบังควร

การแสดงออกของทั้งสองเป็นการแสดงเนื้อหาความหมายให้ปรากฏแก่ผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไปให้เข้าใจว่าจําเลยนี้เป็นพระราชินีและพวกของจําเลยเป็นรัชกาลที่ 10 และจําเลยกับพวกสามารถล้อเลียนกษัตริย์และราชินีได้โดยมิหวั่นเกรงใดๆ เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ได้รับความเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพ

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ 1265/2564 ลงวันที่ 15 ก.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่ สน.ยานนาวา จตุพร แซ่อึง เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก พร้อมสายน้ำ (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 16 ปี กรณีเข้าร่วมการชุมนุมที่สีลมเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 และได้แต่งกายด้วยชุดไทยและชุดเสื้อยืดเอวลอยเดินพรมแดงบริเวณด้านหน้าวัดแขก ถนนสีลม ท่ามกลางมวลชนที่เดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ

    พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ พิมมานนท์ สารวัตร (สอบสวน) สน.ยานนาวา แจ้งการกระทำที่เป็นมูลเหตุของคดีให้จตุพรทราบว่า ในการชุมนุมที่บริเวณหน้าวัดพระแม่อุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 ตั้งแต่ราว 17.00 - 20.30 น. จตุพรกับพวก ได้เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งจัดขึ้นในระหว่างที่ประเทศกำลังมีการระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่มีมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตามที่ทางราชการกำหนด โดยขณะที่ทำการชุมนุมได้มีการทำกิจกรรมที่มีลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีฯ

    โดยจตุพรได้เดินบนพรมแดง สวมเสื้อกระโปรงแบบชุดไทยสีชมพู ถือกระเป๋าแบบผู้หญิงขนาดเล็ก และแสดงท่าทางประกอบการเดินแบบ โดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการแสดงการเสด็จเยี่ยมพสกนิกรของพระราชินี พร้อมทั้งมีชายไม่ทราบชื่อแต่งกายด้วยชุดไทย นุ่งโจงกระเบนสีเหลืองทอง เดินตามจตุพร ทำหน้าที่คอยกางร่มให้ และยังมีหญิงไม่ทราบชื่อเดินตามพร้อมถือพานทอง มีปลอกแขนการ์ดอาสาสีเขียว เหลือง วางอยู่บนพาน พร้อมทั้งถือโทรโข่งเปิดเพลงช่วงข่าวพระราชสำนักประกอบการเดิน

    ระหว่างการเดินบนพรมแดง มีผู้ชุมนุมบริเวณโดยรอบที่ชมการแสดงได้แสดงท่าทางคล้ายหมอบกราบ จตุพรได้ก้มลงไปจับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้าชมการแสดง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจมีการตระเตรียมกันเป็นกลุ่มจำนวนหลายคนเพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าเป็นพระราชินี หรือกรณีไม่ได้มีการกระทำเป็นกลุ่ม จตุพรได้แสดงท่าทางเลียนแบบ จนบุคคลอื่นเข้าใจว่า เป็นการล้อเลียนพระราชินี จนมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ชมการแสดงตะโกนว่า “พระราชินี” ตลอดการเดิน จึงเชื่อว่าจตุพรมีเจตนาล้อเลียนราชินี ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกเป็นการดูหมิ่น เกลียดชัง

    พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหาจตุพรว่า ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์, ร่วมกันชุมนุมทํากิจกรรมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค, ร่วมกันกระทําการซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่อแพร่ระบาดออกไป ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ, ร่วมกันชุมนุมสาธารณะที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชน ที่จะใช้ที่สาธารณะ, ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่และไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคําสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

    อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

    จตุพรให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 11 ม.ค. 2564 โดยไม่ลงชื่อในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา และเขียนข้อความ "ศักดินาจงแพ้ภัย ชุดไทยจงเจริญ #ยกเลิก112"

    พนักงานสอบสวนนัดหมายส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้อัยการในวันที่ 20 ม.ค. 2564 และได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่ได้นำตัวไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลแต่อย่างใด

    ในส่วนของสายน้ำได้แยกดำเนินคดีไปเนื่องจากเป็นเยาวชน

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ยานนาวา ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2563 และ https://tlhr2014.com/archives/24134)
  • จตุพรมอบหมายให้ตัวแทนเข้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือ ความว่า

    1. การชุมนุมเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 เป็นการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสุจริต โดยสงบและปราศจากอาวุธ ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ

    2. เจตนารมณ์ของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง แต่การบังคับกฎหมายดังกล่าวกับผู้ชุมนุม เป็นการบังคับใช้กฎหมายเกินกว่าเจตนารมณ์ ซึ่งในวันและเวลาที่มีการจัดการชุมนุมเป็นเวลามากกว่า 6 เดือนแล้วที่ไทยไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายใหม่ภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีและ ศบค.ได้ออกข้อกําหนดเพื่อผ่อนปรนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามลําดับ จึงไม่ใช่ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ตามมาตรา 4 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การบังคับใช้จึงมุ่งประสงค์จํากัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุมเป็นการทั่วไปเพื่อยับยั้งบุคคลไม่ให้มีความเห็นต่างจากรัฐ

    3. ในการเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมที่กล่าวหา ผู้ต้องหารวมถึงผู้ชุมนุมได้มีมาตราการป้องกันผ่านการสวมหน้ากากอนามัยและการรักษาระยะห่างตามสมควร อีกทั้งเป็นการชุมนุมในที่สาธารณะเปิดโล่งมีอากาศถ่ายเทได้สะดวกจึงไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด

    4. ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ผู้ต้องหาไม่ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและได้มีมาตรการป้องกันโรคติดต่อตามสมควร เป็นการกระทําซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายแพร่ระบาดออกไป ผู้ต้องหาจึงไม่ได้กฝ่าฝืนคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

    5. การดําเนินคดีกับผู้ต้องหาเป็นไปโดยมีเหตุผลทางการเมือง เพื่อแทรกแซง ยับยั้งการใช้สิทธิ เสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมายของประชาชน ทั้งยังสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน เพื่อไม่ให้กล้าแสดงความคิดเห็นเกี่ยวประเด็นปัญหาสาธารณะต่าง ๆ อีก

    ด้วยเหตุผลดังกล่าวขอให้พนักงานสอบสวนพิจารณาและมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเสนอไปยังพนักงานอัยการ

    (อ้างอิง: คำให้การเพิ่มเติมของผู้ต้องหา ลงวันที่ 11 ม.ค. 2564)
  • ก่อนถึงวันนัดทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนนัดส่งตัวผู้ต้องหาพนักงานอัยการไปเป็นวันที่ 9 ก.พ. 2564 เวลา 10.00 น. เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดทวีความ รุนแรง อีกทั้งผู้ต้องหามีภูมิลําเนาอยู่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งตามประกาศคําสั่งคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์กำหนดให้ผู้ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ต้องกักตัว 14 วัน หากผู้ต้องหาเดินทางไปรายงานตัวเพื่อส่งตัวให้อัยการ เมื่อกลับบุรีรัมย์เกรงว่าจะต้องกักตัว แต่ผู้ต้องหาได้ติดภารกิจที่ได้กําหนดนัดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว

    (อ้างอิง: หนังสือขอเลื่อนนัดส่งตัวผู้ต้องหา ลงวันที่ 19 ม.ค. 2564)
  • ก่อนถึงวันนัดทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนนัดส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการไปเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 10.00 น.
  • จตุพรเดินทางไปที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ตามนัดหมายส่งตัวให้อัยการ พร้อมทั้งยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ ระบุว่า ผู้ต้องหาไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดีนี้เนื่องจากพนักงานสอบสวนปรับใช้ข้อกฎหมายไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื้อหาคล้ายคลึงคำให้การที่ยื่นเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวน โดยมีเหตุเพิ่มเติมดังนี้

    1. การเดินแฟชั่นสวมชุดหรือเครื่องแต่งกายของผู้ต้องหาในวันเกิดเหตุเป็นเพียงการร่วมกิจกรรมเท่านั้น อีกทั้งการแต่งกายชุดไทยเป็นชุดที่แพร่หลายและประชาชนทั่วไปสวมใส่เป็นปกติ พฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาก็ไม่ได้มีถ้อยคําหรือข้อความใดที่เป็นคํากล่าวหรือได้กล่าวพาดพิงต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชกาแทนพระองค์ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

    2. การฟ้องคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ตามระเบียบสํานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ พ.ศ.2554 เนื่องจากการกล่าวหาและดําเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีนี้เป็นการปิดกั้นการใช้เสรีภาพอันชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ทั้งขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ปรากฏว่าได้ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือความวุ่นวายในบ้านเมืองแต่อย่างใด ผู้ต้องหาเพียงแต่ใช้สิทธิเสรีภาพ โดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงขอให้พนักงานอัยการพิจารณาให้ความเป็นธรรม และมีคําสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาด้วย

    ทั้งนี้ อัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 30 มี.ค. 2564
  • จตุพรเดินทางเข้าฟังคำสั่ง อัยการยังไม่มีคำสั่ง นัดฟังคำสั่งครั้งถัดไปวันที่ 31 พ.ค. 2564
  • อัยการเลื่อนไปฟังคำสั่งในวันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 10.00 น. ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบพยานเพิ่มเติม และพนักงานสอบสวนยังไม่ส่งสำนวนคดีกลับมา
  • จตุพรเดินทางไปพบพนักงานอัยการตามนัด อัยการเลื่อนไปฟังคำสั่งในวันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 10.00 น.
  • จตุพรเดินทางมาฟังคำสั่งฟ้องในคดี หลังจากรับทราบว่าอัยการมีคำสั่งฟ้องคดี และได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ทนายความและจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวคราว โดยวางหลักทรัพย์ประกันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท

    ต่อมาในช่วงราว 11.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยให้วางหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 200,000 บาท กำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยกระทำหรือเข้าร่วมกิจกรรมอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการกระทำในลักษณะเดียวกันที่ถูกฟ้องอีก และจะต้องมาตามกำหนดนัดของศาลอย่างเคร่งครัด รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พร้อมทั้งกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 13 กันยายน 2564 เวลา 09.00 น.

    สุธรรม ศรีพิทักษ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 2) ยื่นฟ้องจตุพร ระบุว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงวันและเวลาตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินยังมีผลใช้บังคับอยู่ จําเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันกระทําความผิดต่อกฎหมายรวม 4 กรรม

    ตอนหนึ่งในคำฟ้องบรรยายว่า การแสดงออกของจำเลยกับพวกที่จําเลยได้แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมไทยสีชมพู ถือกระเป๋าสีชมพู เดินก้าวช้า ๆ บนพรมแดง โดยมีคนถือร่มกางให้ และถือพานสีทองเดินตามหลัง รวมทั้งมีผู้กล่าวคําว่า “พระราชินี” ทั้งยังตะโกนขึ้นว่า “ทรงพระเจริญ”
    ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน “สายน้ำ” ได้ร่วมเดินบนพรมแดงโดยแต่งกายด้วยชุดครอปท็อปสีดํา (เสื้อกล้ามเอวลอย) สวมกางเกงยีนส์ขายาวใส่รองเท้าแตะ และเขียนข้อความที่ร่างกายบริเวณแผ่นหลังลงมาถึงเอวว่า “พ่อกูชื่อมานะ ไม่ใช่ (ชื่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน)” โดยมีผู้ชุมนุมตะโกนคําว่า “ทรงพระเจริญ” และ “ในหลวงสู้ ๆ” เป็นการแสดงเนื้อหาความหมายให้ปรากฏแก่ผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไปให้เข้าใจว่าจําเลยนี้เป็นพระราชินีและพวกของจําเลยเป็นรัชกาลที่ 10 และจําเลยกับพวกสามารถล้อเลียนกษัตริย์และราชินีได้โดยมิหวั่นเกรงใดๆ เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ได้รับความเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพ

    อัยการระบุในท้ายคำฟ้องว่า การกระทำของจตุพรถือว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ข้อกำหนดและประกาศที่ออกตามมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มาตรา 34(6), พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 16(1)(7),19(5) และ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4

    ทั้งนี้ อัยการไม่ได้คัดค้านปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

    ในส่วนของคำร้องประกอบขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดี มีเนื้อความว่า คดีนี้ จําเลยถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งฐานความผิดดังกล่าว ศาลนี้และศาลอาญาได้เคยอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจําเลย ในคดีอื่นมาแล้ว จึงขอศาลพิจารณาปล่อยชั่วคราวจําเลยในคดีนี้ด้วย

    พฤติการณ์ต่าง ๆ ตามฟ้อง มีเพียงจําเลยเข้าร่วมชุมนุม ซึ่งเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมที่รับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ การคุมขังตัวจําเลยไว้เป็นการกระทําที่เกินสมควร และจําเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล จําเลยให้ความร่วมมือในการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นพนักงานอัยการเป็นอย่างดี ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีใดๆ

    นอกจากนี้ ทั้งอัยการและพยักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานครบถ้วนแล้ว จําเลยไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพล สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้ อีกทั้งจําเลยไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับการกระทําความผิดอาชญากรรมใด ๆ และไม่เคยต้องโทษในคดีอาญาใด ๆ มาก่อน

    ตามคําฟ้องไม่ปรากฏเหตุและพฤติการณ์ใดๆ ของจําเลยที่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจําเลยแม้แต่น้อย ขอศาลโปรดใช้ดุลพินิจพิจารณาคําร้องโดยยึดถือหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยยังไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคําพิพากษาอันถึงที่สุด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 29 วรรคสอง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่กระทบเสรีภาพของจําเลย

    อีกทั้งขณะนี้เป็นที่ปรากฏว่ามีการแพร่ระบาดของโรคโควิดในเรือนจําทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร หากจําเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะต้องถูกคุมขังในเรือนจําดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของจําเลย จึงขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวจําเลยตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2548 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

    (อ้างอิง: คำฟ้องและคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ 1265/2564 ลงวันที่ 15 ก.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/32157)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
จตุพร แซ่อึง

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
จตุพร แซ่อึง

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์