ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

ผู้กล่าวหา
  • ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดี (ประชาชน)
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

ผู้กล่าวหา
  • ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดี (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดี

ข้อหา

  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ผู้กล่าวหา
  • ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดี

ความสำคัญของคดี

ณัฐ (นามสมมติ) และธนกร (สงวนนามสกุล) เยาวชนอายุ 17 ปี ถูกดำเนินคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมกับ "เพนกวิน" พริษฐ์ ชิวารักษ์ และเพื่อนนักศึกษา/นักกิจกรรมอีก 4 คนโดยมีประชาชนทั่วไป คือ ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล สมาชิกกลุ่มไทยภักดี เป็นผู้เข้าแจ้งความกล่าวโทษ จากการร่วมกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ที่ห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อรณรงค์ “ยกเลิก112” และยืนยันว่าการสวมชุดครอปท็อปไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย หลังสายชล (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 16 ปี ถูกดำเนินคดี มาตรา 112 เพียงเพราะใส่ชุดครอปท็อปและเขียนข้อความบนตัวเอง

ในคดีนี้ณัฐก็เพียงแต่ใส่ชุดครอปท็อปไปร่วมกิจกรรม และร่วมชู 3 นิ้ว ถ่ายรูป ขณะที่ธนกรชูป้ายกระดาษมีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” และ “ยกเลิก ม.116, ม.112” รวมทั้งร่วมชู 3 นิ้วเท่านั้น กลับถูกดำเนินคดี เป็นปัญหาของมาตรา 112 ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือให้คนบางกลุ่มใช้กลั่นแกล้งบุคคลอื่นที่เห็นต่างทางการเมือง โดยการสร้างภาระทางคดีให้

ณัฐถูกดำเนินคดีจากการร่วมกิจกรรมหรือชุมนุมทางการเมืองคดีนี้เป็นคดีแรก ขณะที่ธนกรถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นคดีที่ 2 แล้ว

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

พนักงานสอบสวน แจ้งพฤติการณ์ที่ณัฐและธนกรถูกกล่าวหาว่า ก่อนเกิดเหตุ พริษฐ์, ปนัสยา, ณัฐ และภาณุพงศ์ ได้โพสต์เชิญชวนผ่านเฟซบุ๊กให้ประชาชนมาร่วมกิจกรรมแต่งชุดครอปท็อป (Crop top) เพื่อมาเดินในศูนย์การค้าสยามพารากอนในวันที่ 20 ธ.ค. 2563

ต่อมาในวันดังกล่าว ผู้ต้องหาทั้งหมดได้มารวมตัวทำกิจกรรมในที่เกิดเหตุ โดยพริษฐ์ ชิวารักษ์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เบนจา อะปัญ, ณัฐ และภาณุพงศ์ จาดนอก ได้แต่งชุดครอปท็อป และมีการแสดงออกให้ประชาชนทั่วไปว่ากำลังแสดงเป็นรัชกาลที่ 10 และพระราชินี พร้อมด้วยข้าราชบริพาร พริษฐ์และปนัสยายังถือลูกโป่งรูปสุนัข โดยบอกประชาชนทั่วไปว่า ถือสุนัขชื่อ “ฟ่องฟู” และ “ฟูฟ่อง” เพื่อสื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการล้อเลียนรัชกาลที่ 10 ที่มีสุนัขทรงโปรดชื่อ “ฟูฟู”

ณัฐได้ร่วมเดินอยู่ในกลุ่มผู้ต้องหาตลอดเวลาและมีการร่วมชู 3 นิ้วถ่ายรูปร่วมกันที่ลานพาร์ค พารากอน ส่วนธนกรได้ร่วมกับกลุ่มผู้ต้องหาแสดงออกในลักษณะเดียวกัน มีการชูป้ายกระดาษมีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” “ยกเลิก ม.116 ม.112”

(อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ปทุมวัน ลงวันที่ 20 ม.ค. 2564)

ความคืบหน้าของคดี

  • ที่ สน.ปทุมวัน ณัฐ (นามสมมติ) และธนกร (สงวนนามสกุล) เยาวชนอายุ 17 ปี เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ไปเดินสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 พร้อมกับนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรอีก 4 ราย ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เบนจา อะปัญ และ “ไมค์” ภานุพงศ์ จาดนอก

    พ.ต.ท.เจริญศักดิ์ จงอิทธิ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ปทุมวัน ในฐานะพนักงานสอบสวน แจ้งพฤติการณ์ที่ณัฐและธนกรถูกกล่าวหาเหมือนกับคดีของนักกิจกรรม 4 ราย ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ พริษฐ์, ปนัสยา, ณัฐ และภาณุพงศ์ ได้โพสต์เชิญชวนผ่านเฟซบุ๊กให้ประชาชนมาร่วมกิจกรรมแต่งชุดครอปท็อป (Crop top) เพื่อมาเดินในศูนย์การค้าสยามพารากอนในวันที่ 20 ธ.ค. 2563

    ต่อมาในวันดังกล่าว ผู้ต้องหาทั้งหมดได้มารวมตัวทำกิจกรรมในที่เกิดเหตุ โดยพริษฐ์, ปนัสยา, เบนจา, ณัฐ และภาณุพงศ์ ได้แต่งชุดครอปท็อป และมีการแสดงออกให้ประชาชนทั่วไปว่ากำลังแสดงเป็นรัชกาลที่ 10 และพระราชินี พร้อมด้วยข้าราชบริพาร พริษฐ์และปนัสยายังถือลูกโป่งรูปสุนัข โดยบอกประชาชนทั่วไปว่า ถือสุนัขชื่อ “ฟ่องฟู” และ “ฟูฟ่อง” เพื่อสื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการล้อเลียนรัชกาลที่ 10 ที่มีสุนัขทรงโปรดชื่อ “ฟูฟู”

    นอกจากนี้ พริษฐ์, ปนัสยา และเบนจา ได้เขียนข้อความบนร่างกาย เช่น ยกเลิก 112, ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นต้น ซึ่งมีความหมายต่อต้านสถาบันกษัตริย์ มีถ้อยคำหยาบคาย ท้าทาย มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่น ไม่ให้ความเคารพรัชกาลที่ 10 เบนจายังถือพานทองที่มีกระเป๋าวางอยู่บนพานและเดินตามพริษฐ์และปนัสยาตลอดเวลาในลักษณะเหมือนข้าราชบริพารเดินถือเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ณัฐและภาณุพงศ์ได้ร่วมเดินอยู่ในกลุ่มผู้ต้องหาตลอดเวลาและมีการร่วมชู 3 นิ้วถ่ายรูปร่วมกันที่ลานพาร์ค พารากอน

    ส่วนธนกรได้ร่วมกับกลุ่มผู้ต้องหาแสดงออกในลักษณะเดียวกัน มีการชูป้ายกระดาษมีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” “ยกเลิก ม.116 ม.112” และร่วมเดินกับกลุ่มผู้ต้องหามาร่วมชู 3 นิ้วถ่ายรูป

    ผู้กล่าวหาเห็นว่า การกระทำของกลุ่มผู้ต้องหามีเจตนาล้อเลียนรัชกาลที่ 10 ถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ จึงเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี

    พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหาณัฐและธนกรว่า “ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เช่นเดียวกับนักกิจกรรมอีก 4 คน

    ณัฐและธนกรให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 17 ก.พ. 2564 พนักงานสอบสวนนัดส่งตัวอัยการวันที่ 5 มี.ค. 2564 หลังออกจาก สน.ปทุมวัน ทั้งสองพร้อมผู้ไว้ใจได้เดินทางไปที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กธนบุรีเพื่อกำหนดนัดหมายวันทำการสืบเสาะประวัติ โดยมีกำหนดนัดในวันที่ 27 ม.ค. 2564

    เป็นที่สังเกตว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวออกหมายควบคุมตัวเยาวชนทั้งสอง ซึ่งก่อนหน้านี้ ในคดีมาตรา 112 ของเยาวชน 2 คดี คือ คดีที่สายชล (นามสมมติ) ตกเป็นผู้ต้องหาจากการแต่งชุดครอปท็อปและเขียนข้อความบนตัวเองไปในกิจกรรม #ม็อบ29ตุลา หน้าวัดแขก ถนนสีลม และคดีที่ธนกร ตกเป็นผู้ต้องหาจากเหตุปราศรัยในการชุมนุมบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ หลังแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนได้นำตัวไปยื่นคำร้องขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวออกหมายควบคุมตัว โดยศาลอนุญาตให้ออกหมายควบคุมตัว และครอบครัวต้องวางหลักทรัพย์ประกันตัวเยาวชน ทั้งที่เยาวชนทั้งสองเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ไม่ได้ถูกจับกุมตามหมายจับแต่อย่างใด

    (อ้างอิง: บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา สน.ปทุมวัน ลงวันที่ 20 ม.ค. 2564 และ https://tlhr2014.com/archives/25370)
  • ณัฐและธนกรขอเลื่อนนัดไปพบเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ กรุงเทพฯ (ธนบุรี) เพื่อสืบเสาะประวัติไปเป็นวันที่ 3 ก.พ. 2564
  • ณัฐและธนกรพร้อมผู้ปกครองเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ กรุงเทพฯ (ธนบุรี) เพื่อสืบเสาะประวัติ
  • พนักงานสอบสวนเลื่อนนัดส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้อัยการไปเป็นวันที่ 10 มี.ค. 2564
  • ธนกรและณัฐเข้าพบพนักงานสอบสวนตามนัดส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 3 โดยทั้งสองได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ขอให้มีคำสั่งสอบสวนพยานเพิ่มเติมและสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ อัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 20 พ.ค. 2564

    หนังสือขอความเป็นธรรมที่เยาวชนทั้งสองต่ออัยการ มีเนื้อหาดังนี้

    1. การกล่าวหาว่าผู้ต้องหากระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พนักงานอัยการในคดีนี้ซึ่งมีฐานะเป็นพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการทําความเห็นสั่งคดีอาญา ย่อมต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายและแนวคําพิพากษาของศาลดีอยู่แล้ว จึงทราบดีอยู่ว่า การกระทำของผู้ต้องหาไม่เข้าองค์ประกอบความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับ “การกระทํา” ตามมาตรา 112 ซึ่งประกอบด้วยการกระทําใน 3 ลักษณะด้วยกัน คือ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้าย

    ความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดอาญาที่มีโทษจํากัดอิสรภาพของบุคคลไว้อย่างสูง หากปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้กล่าวโทษคนใดคนหนึ่ง “ตีความ” เอาตามอําเภอใจ เอาตามความคิด ความเข้าใจ ความเห็น หรือประสบการณ์ของตัวเอง โดย “ไร้ขอบเขต” จนเกินเลยไปกว่าทั้ง “ถ้อยคําและเจตนารมณ์” ที่กฎหมาย กําหนด และทั้งไม่เป็นการเข้า “องค์ประกอบของความผิด” ตามกฎหมายเลย ก็ย่อมเป็นการกระทําหรือการบังคับใช้กฎหมายที่ “ขัดต่อหลักกฎหมายอาญา” ที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” ในส่วนที่ว่าด้วย “กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด” จะตีความโดยเทียบเคียง หรือขยายความจนเกินเลยไปกว่าตัวบทบัญญัติ หรือเจตนารมณ์แห่งกฎหมายในทางที่เป็นโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยนั้นไม่ได้ และการปล่อยให้เป็นเช่นนี้ย่อมขัดกับหลักการนิติรัฐประชาธิปไตย ขัดกับระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอีกด้วย

    2. คดีนี้นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน โดยขอให้พนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนพยานบุคคล เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ดังต่อไปนี้
    (1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สอบในประเด็นว่า ร.10 เคยมีพระราชดํารัสไม่ให้ใช้มาตรา 112 จริง หรือไม่ และได้มีพระราชดํารัสเป็นอย่างอื่นเพิ่มเติมหรือไม่
    (2) พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง สอบในประเด็นว่า ร.10 ได้มีพระราชดํารัสกับ พล.อ.ประยุทธ์ ดังกล่าวจริงหรือไม่

    แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ดําเนินการสอบสวนพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ต้องหาได้ร้องขอ ทําให้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีเดียวกันไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายกําหนด

    ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้ต้องหาจึงขอให้อัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนพยานเพิ่มเติม โดยขอให้สอบพยานบุคคลทั้งสองปากในประเด็นดังกล่าวข้าวต้น

    อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ผู้ต้องหาจึงขอให้อัยการพิจารณาใช้อํานาจตามกฎหมายมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐาน ร่วมกันกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และเป็นไปตามหลักนิติรัฐ

    (อ้างอิง: หนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ขอให้สั่งสอบสวนพยานเพิ่มเติมและสั่งไม่ฟ้องคดี ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 10 มี.ค. 2564)
  • ธนกรและณัฐเข้าพบพนักงานอัยการตามนัดหมาย อัยการเลื่อนฟังคำสั่งออกไปโดยยังไม่กำหนดวันนัดใหม่

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ณัฐ (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-
ผู้ถูกดำเนินคดี :
ธนกร (สงวนนามสกุล)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
-

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์