ผู้ถูกดำเนินคดี
ข้อหา
หมายเลขคดี
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1691/2565

ผู้กล่าวหา
  • ปิยกุล วงษ์สิงห์ (ประชาชน)
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)
ดำ อ.1691/2565

ผู้กล่าวหา
  • ปิยกุล วงษ์สิงห์ (ประชาชน)
ผู้ถูกดำเนินคดี

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1691/2565
ผู้กล่าวหา
  • ปิยกุล วงษ์สิงห์

ข้อหา

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
  • Facebook
  • หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112)

หมายเลขคดี

ดำ อ.1691/2565
ผู้กล่าวหา
  • ปิยกุล วงษ์สิงห์

ความสำคัญของคดี

"ใบปอ" และ "เมนู" สุพิชฌาย์ ชัยลอม สมาชิกกลุ่ม “ทะลุวัง” ถูกตำรวจทางหลวงสกัดบริเวณเขาย้อย จ.เพชรบุรี และจับกุมตามหมายจับ ขณะกำลังเดินทางพร้อมกลุ่มเพื่อนเพื่อไปพักผ่อน หลังปิยกุล วงษ์สิงห์ ประชาชนทั่วไป เข้าแจ้งความที่กองกำกับการ 2 บก.ปอท.ให้ดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(5) กล่าวหาว่า แชร์โพสต์ “งบสถาบันกษัตริย์” จากเพจ “ทะลุวัง” เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 โดยมีเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาสถาบันกษัตริย์ ปิยกุลยังกล่าวหา "พลอย" เบญจมาภรณ์ เยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี ด้วยอีกคน ซึ่งถูกจับกุมพร้อมเมนูและใบปอ ก่อนถูกแยกดำเนินคดีในศาลเยาวชน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการตีความประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ขยายครอบคลุมไปถึง "สถาบันกษัตริย์์" ทั้งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายอาญาที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากฝ่ายเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งกระทบต่อเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

พฤติการณ์ของคดีตามเอกสารคดี

ธีรารัตน์ บุตรโพธิ์ พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 บรรยายคำฟ้องมีใจความโดยสรุปว่า

ขณะเกิดเหตุ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ต่อมาจําเลยทั้งสองได้กระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 จำเลยทั้งสองได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ทะลุวัง ThaluWang” ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 พร้อมทั้งนัดหมายทำโพลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวม 2 โพสต์ ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของทั้งสองที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะ เพื่อให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นโพสต์ดังกล่าวเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 ทรงใช้พระราชอํานาจโดยการเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้ แล้วเนรคุณต่อผู้เสียภาษี ทําให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการบิดเบือนข้อมูล กล่าวร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีเจตนาอาฆาตมาดร้าย และทําลายสถาบันกษัตริย์ ทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ โดยจําเลยทัังสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

(อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2565)

ความคืบหน้าของคดี

  • ประมาณ 07.00 น. ‘ใบปอ’ (นามสมมติ), ‘เมนู’ สุพิชฌาย์ ชัยลอม และ ‘พลอย’ เบญจมาภรณ์ เยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี สมาชิกกลุ่ม “ทะลุวัง” ถูกตำรวจทางหลวงสกัดด้วยรถยนต์จำนวน 4 คัน บริเวณเขาย้อย จ.เพชรบุรี ขณะกำลังเดินทางพร้อมกลุ่มเพื่อนเพื่อไปพักผ่อน โดยขอดูบัตรประจำตัวประชาชน อ้างว่าเพื่อตรวจสอบว่าในรถมีบุคคลตามหมายจับหรือไม่ แต่ไม่ได้แสดงหมายจับดังกล่าว หลังนักกิจกรรมพยายามขอดูหมายจับ ตำรวจชุดดังกล่าวจึงแจ้งด้วยวาจาว่า มีหมายจับของใบปอ, เมนู และพลอย ทั้ง 3 คนจึงขอนั่งรถคันเดิมตามตำรวจไปเอง โดยชุดจับกุมนำไปยังหน่วยบริการตำรวจทางหลวง อ. ชะอำ เพื่อทำบันทึกจับกุม

    ต่อมา จึงทราบว่าเป็นการจับกุมตามหมายจับศาลอาญาและศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ลงวันที่ 20 เม.ย. 2565 ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(5) โดยมีกองกำกับการ 2 บก.ปอท. เป็นผู้ขอออกหมาย ในส่วนของหมายจับศาลอาญาของเมนูและใบปอ ออกโดยผู้พิพากษาณัฐนนท์ ดุจดำเกิง

    เวลา 10.30 น. ขณะทั้งหมดยังอยู่ที่หน่วยบริการตำรวจทางหลวง ตำรวจได้พยายามขอตรวจค้นอุปกรณ์มือถือและค้นรถ โดยมีการแสดงคำสั่งอนุญาตให้เข้าถึงโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเลคโทรนิคของใบปอ, เมนู และพลอย ซึ่งออกโดยศาลอาญา เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2565 โดยมีผู้ร้องคือ ว่าที่พันตำรวจเอกชวินโรจน์ ภีมรัชตธำรงค์ อย่างไรก็ตามทั้ง 3 ได้มีการเจรจาพูดคุยว่าหากต้องการตรวจสอบ ขอให้เดินทางไปถึง บก.ปอท.และได้เจอกับทนายความก่อน ตำรวจจึงยังไม่ได้ตรวจค้นในเวลาดังกล่าว

    ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทนายความยังได้รับแจ้งจากเนติพร (สงวนนามสกุล) สมาชิกกลุ่มทะลุวังที่เดินทางไปด้วยกันว่า คอนโดที่เธอเช่าอยู่ถูกตำรวจนำหมายค้นออกโดยศาลอาญา เลขที่ 280/2565 ลงวันที่ 21 เม.ย. 2565 เข้าตรวจค้นในขณะที่พวกตนไม่ได้อยู่ที่ห้องพัก

    เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นการตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ บก.ปอท. ซึ่งมีนิติบุคคลของคอนโดอนุญาตให้ตำรวจเข้าตรวจค้น หลังตรวจค้นได้ยึดสิ่งของไป 7 รายการ ประกอบด้วย 1.คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง 2.โทรศัพท์มือถือ iphone 1 เครื่อง 3.เสื้อยืดคอกลมสกรีนข้อความ ‘พี่รู้พี่มันเลว’ 44 ตัว 4.เสื้อยืดคอกลมสกรีนข้อความ ‘เล็กยิงพี่ทำไม’ 47 ตัว 5.เสื้อยืดคอกลม สกรีนโลโก้ ‘เพจทะลุ’ วัง 1 ตัว 6.สติกเกอร์ 64 แผ่น 7.กระดาษแสดงความคิดเห็นจำนวน 4 แผ่น

    เมื่อเนติพรได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่นิติบุคคล เจ้าหน้าที่ได้ระบุว่า มีการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นจริงและมีแนวโน้มที่จะยกเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากเธอและเพื่อนอาจเป็นผู้กระทำความผิดอาญา

    ในระหว่างที่ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้เพื่อทำบันทึกจับกุมที่ป้อมตำรวจหน่วยบริการทางหลวง อ.ชะอำ โดยไม่มีทนายความร่วมอยู่ในกระบวนการดังกล่าวด้วย ทั้ง 3 ได้เจรจาขอขับรถไปยัง บก.ปอท. ด้วยตนเอง โดยมีตำรวจขับรถตามไป แต่ตำรวจไม่ยินยอม ท้ายที่สุดใบปอ, เมนู และพลอย จึงต้องขึ้นรถตู้ที่ตำรวจจัดเตรียมไว้ โดยมีตำรวจ 5 นาย นั่งรถไปด้วย เป็นชาย 2 หญิง 3 โดยออกเดินทางในเวลาประมาณ 12.30 น.

    ช่วงเวลาประมาณ 13.30 น. บริเวณหน้า บก.ปอท. มีการใช้แบริเออร์ปิดทางเข้า โดยให้เข้า-ออกทางเดียว พร้อมมีเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังอยู่หน้าทางเข้า-ออก จำนวนประมาณ 10 คน โดยมีประชาชนทยอยเดินทางมาติดตามการจับกุมตัว ใบปอ เมนู และพลอย มายัง บก.ปทอ. ซึ่งย้ายอยู่ภายในบริเวณเดียวกับกองบังคับการตำรวจปราบปราม

    กระทั่งเวลา 15.16 น. ใบปอ เมนู และพลอย ถูกนำตัวมาถึง บก.ปอท. โดยได้พบกับทนายความเป็นครั้งแรก พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. ร.ต.อ.รัชฎ์วิทย์ สิทธิโชค ได้แจ้งข้อกล่าวหาใบปอและเมนูว่า “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์, เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(5)

    หลังสอบปากคำ พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังเมนูและใบปอต่อศาลอาญาผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ ระบุรายละเอียดพฤติการณ์คดีในคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า

    เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 ปิยกุล วงษ์สิงห์ ผู้กล่าวหา ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดําเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก ผู้ดูแล หรือผู้บริหารเพจ “ทะลุวัง ThaluWang” ที่มีการโพสต์ข้อความในความผิดฐาน “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”

    โดยผู้กล่าวหาให้การว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลาประมาณ 20.30 น. ขณะที่ผู้กล่าวหาเข้าใช้เฟซบุ๊ก และเข้าไปดูที่เพจ “ทะลุวัง ThaluWang” พบว่า มีการโพสต์ข้อความว่า “งบสถาบันกษัตริย์ปี 2565 ตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลเผด็จการอุ้มชูสถาบันกษัตริย์ไว้นั้น จากตัวเลขที่ถูกเปิดเผยเมื่อปีก่อน ว่างบสถาบันกษัตริย์มีประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ในความเป็นจริงงบสถาบันกษัตริย์ตลอดทั้งปีนี้มีจํานวนประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านบาท โดยเบื้องต้นใช้จ่ายไปกับ..”

    ต่อมาเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2565 ผู้กล่าวหาได้มาให้การเพิ่มเติม เพื่อกล่าวหาผู้ใช้เฟซบุ๊กจํานวน 3 บัญชีที่แชร์โพสต์ข้างต้นเมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 ประกอบด้วย เฟซบุ๊กของใบปอ, พลอย และ เมนู โดยเห็นว่า เป็นการกล่าวหาพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระญาติ รวมทั้งในหลวงรัชกาลที่ 10 ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยมีเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพนับถือ อย่างชัดแจ้ง โดยมิได้เกรงกลัวต่อความผิดอาญาแผ่นดินแต่อย่างใด

    จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ใบปอ, เมนู และพลอย เป็นสมาชิกของ “กลุ่มทะลุวัง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะบุคคลที่มีแนวความคิดต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับกลุ่มคณะราษฎร ที่เรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีการทํากิจกรรมทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการเผยแพร่แนวคิดและกิจกรรมผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ “ทะลุวัง-ThaluWang” มีวัตถุประสงค์ในการลดทอนความศรัทธาเชื่อถือของประชาชน ด้อยค่า สร้างความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์

    โดยใบปอ เมนูและพลอย เป็นสมาชิกที่แสดงตนทํากิจกรรมต่อต้านสถาบันภาคพื้นดิน แล้วกลุ่มบุคคลที่ปกปิดตัวตนก็จะนําภาพถ่าย และคลิปวีดีโอ ที่มีการทํากิจกรรมไปเผยแพร่ทางออนไลน์ ผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก

    พฤติการณ์ของใบปอกับพวกจึงมีรูปแบบเป็นการกระทําความผิดในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทําโดยมี เจตนามุ่งหมายในวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่อเผยแพร่แนวคิดต่อต้าน ด้อยค่า บิดเบือน ลดทอนความน่าเชื่อถือศรัทธาของประชาชน สร้างความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์

    เวลา 17.10 น. ภายหลังศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขัง และนายประกันอาสาได้ยื่นประกันเมนูและใบปอ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างสอบสวน ตีราคาหลักประกันคนละ 100,000 บาท ใช้เงินจากกองทุนราษฎรประสงค์ ศาลยังกำหนดเงื่อนไข “ห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะหรือทำนองเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หรือห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือกระทำการหรือร่วมกิจกรรมใดๆ ในอันที่จะทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว และรายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง มิฉะนั้นจะถือว่าผิดสัญญา”

    ทั้งนี้เจ้าหน้าได้ปิดชื่อผู้พิพากษาที่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเมนูและใบปอในวันนี้

    คดีนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 คดีที่ 2 ของเมนูและใบปอ

    (อ้างอิง: คำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ศาลอาญา ลงวันที่ 22 เม.ย. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/42843)
  • พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ยื่นฟ้องใบปอและเมนู ในฐานความผิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งเป็นฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(5)

    คำฟ้องระบุพฤติการณ์คดีมีใจความโดยสรุปว่า การที่ใบปอและเมนูแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ทะลุวัง ThaluWang” ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 พร้อมทั้งนัดหมายทำโพลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวม 2 โพสต์ ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 ทำให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นโพสต์ดังกล่าวเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 ทรงใช้พระราชอํานาจโดยการเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้ แล้วเนรคุณต่อผู้เสียภาษี ทําให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการบิดเบือนข้อมูล กล่าวร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีเจตนาอาฆาตมาดร้าย และทําลายสถาบันกษัตริย์ โดยจําเลยทัังสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

    ท้ายคำฟ้อง พนักงานอัยการคัดค้านการปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณาคดี อ้างเหตุว่า คดีมีอัตราโทษสูง และเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

    (อ้างอิง: คำฟ้อง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 12 ก.ค. 2565)
  • ศาลนัดรายงานตัวตามสัญญาประกัน และสอบคำให้การในวันที่ 18 ก.ค. 2565 หลังอัยการยื่นฟ้องคดี แต่ในวันดังกล่าวเมนูไม่ได้เดินทางไปศาล เนื่องจากลืมวันนัด ส่วนใบปอถูกคุมขังอยู่ในคดีทำโพลขบวนเสด็จ ศาลอาญาจึงออกหมายจับเมนูในวันที่ 19 ก.ค. 2565 และยึดเงินประกันเป็นค่าปรับ

    ในวันนี้เมนูซึ่งเดินทางไปศาลอาญาตามนัดในคดีทำโพลเรื่องการใช้อำนาจของกษัตริย์ และทราบว่าถูกออกหมายจับในคดีนี้ จึงเข้ามอบตัวกับศาล โดยนายประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ได้ยื่นคำร้องขอส่งตัวเมนูจำเลยที่ 2 และงดค่าปรับ ระบุว่า จําเลยที่ 2 ถูกดําเนินคดีหลายคดี และมีคดีความในศาลนี้ 2 คดี ซึ่งมีวันนัดรายงานตัวใกล้เคียงกัน จึงเกิดความสับสนและเข้าใจว่าได้มารายงานตัวในคดีนี้แล้ว ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหนี พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวทั้งเมนูและใบปอในระหว่างพิจารณาคดี โดยใช้หลักประกันเดิม

    ต่อมา ศาลมีคำสั่งให้งดค่าปรับ ระบุว่า จำเลยที่ 2 ผิดนัด 4 วัน เชื่อว่า ไม่ใช่การหลบหนี จากนั้นมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวเฉพาะเมนู ตีราคาประกัน 200,000 บาท และยังคงเงื่อนไขประกันเช่นเดิมคือ “ห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะหรือทำนองเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หรือห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือกระทำการหรือร่วมกิจกรรมใดๆ ในอันที่จะทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว และรายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน"

    นัดสอบคำให้การวันที่ 3 ส.ค. 2565

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 22 ก.ค. 2565)
  • ศาลอาญานัดสอบคำให้การในคดีนี้ หลังอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะใบปอถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลขบวนเสด็จที่สยามพารากอน วันเดียวกันนี้ ศาลยังนัดถามคำให้การในคดีมาตรา 112 กรณีคดีทำโพลประเด็นรัฐบาลให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งมีใบปอ, เมนู และ “บุ้ง” เนติพร เป็นจำเลย

    เวลาประมาณ 09.00 น. เมนูและ “โบ” พี่สาวของบุ้งในฐานะทนายความ พร้อมคณะทนายความเข้าสู่ห้องเวรชี้ บริเวณใต้ถุนศาลอาญา เพื่อดำเนินกระบวนการสอบคำให้การ ส่วนบุ้งและใบปอไม่ได้ถูกเบิกตัวมาศาล แต่จะสอบคำให้การผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากทัณฑสถานหญิงกลางแทน

    ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทนายความได้เคยขอให้เบิกตัวทั้งสองคนมาขึ้นศาลในวันนี้แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในเรือนจำเห็นว่าทั้งสองมีอาการเจ็บป่วย “จนไม่สามารถเดินทางมาศาลได้” จึงไม่ได้เบิกตัวมาศาลในวันนี้

    เมื่อโบพบหน้าบุ้ง บุ้งบอกกับพี่สาวทันทีว่า “เจ็บบริเวณหัวใจ” และจับบริเวณหน้าอกอยู่ตลอดๆ สัญญาณวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไม่ค่อยดีนัก ทำให้เสียงขาดกระท่อนกระแท่นไม่ชัดเจน ยากต่อการสื่อสารพอสมควร

    ต่อมาเมื่อศาลเริ่มอ่านคำฟ้องในคดีนี้ให้ใบปอและเมนูได้ฟัง ใบปอนั่งในลักษณะหลับตาคล้ายกึ่งหลับ หลังเอนพิงเก้าอี้ลงไปสุดตัวจนเกือบจะเป็นท่านอน มีอาการชัดเจนว่าไม่มีสติและอ่อนเพลีย

    ด้านบุ้งจับบริเวณหน้าอกของตัวเองตลอด โดยเธอพูดย้ำอีกว่า “เจ็บบริเวณหัวใจ” คาดว่าน่าจะเป็นเพราะสาเหตุจาก ‘ภาวะโพแทสเซียมต่ำกว่าปกติ’ จากการอดหารประท้วงสิทธิในประกันตัวนานกว่า 2 เดือน เนื่องจากโพแทสเซียมเกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงของกล้ามเนื้อหัวใจ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. แพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์เปิดเผยว่า “บุ้งมีภาวะโพแทสเซียมต่ำจนอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้เลย”

    คณะทนายความเห็นอาการในขณะนั้นของทั้งสอง จึงได้แถลงต่อศาลว่าอาการของทั้งสองย่ำแย่จนไม่สามารถที่จะเข้าใจคำฟ้องได้เลย ผู้พิพากษาจึงหยุดอ่านคำฟ้องและถามใบปอว่า “ไหวไหม” ใบปอตอบว่า “ไม่ไหว” และฟังคำฟ้องไม่รู้เรื่องเลย

    ต่อมาศาลจึงเห็นสมควรให้เลื่อนนัดสอบคำให้การทั้งสองคดีออกไปเป็นวันที่ 5 ก.ย. 2565 เวลา 09.00 น. เพราะเห็นว่าจำเลยไม่มีความพร้อม อันเนื่องจากปัญหาทางสุขภาพและความเจ็บป่วย

    สุดท้ายทนายความยังได้ร้องขอให้ศาลกำชับกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าขอให้พาบุ้งและใบปอไปโรงพยาบาล เพื่อรักษาตัวจากการเผชิญอาการวิกฤตจากการอดอาหารประท้วงนานกว่า 2 เดือนด้วย โดยศาลรับว่าจะไปเน้นย้ำเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่มีส่วนรับผิดชอบให้

    หลังแล้วเสร็จกระบวนการ เจ้าหน้าที่ของทัณฑสถานหญิงกลางก็ได้ขอศาลตัดสัญญาณภาพวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ทันที ทนายความจึงไม่ทราบว่า ทั้งสองจะถูกพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือไม่

    ทนายเผยว่า หากให้เปรียบเทียบสภาพของทั้งสอง ระหว่างก่อนเข้าเรือนจำกับสภาพในวันนี้ จะเห็นได้ชัดว่า บุ้งผอมลงมาก ส่วนลำคอและใบหน้าเล็กลงอย่างชัดเจน ร่างกายผอมเล็กลงในลักษณะตัวลีบเล็ก ตัวซีดเซียวคล้ายป่วยหนัก ด้านใบปอมีอาการเหนื่อยหอบ สีหน้าไม่สดชื่น ดูอ่อนล้า ซึ่งทนายย้ำอีกว่าใบปอก่อนเข้าเรือนจำดูสีหน้าสดใสกว่านี้เยอะมาก

    ด้านญาติอีกคนที่มารอเข้ารับบุ้งและใบปอวันนี้ แต่ไม่สามารถเข้าห้องเวรชี้เพื่อเจอหน้าทั้งสองได้ เผยว่า คนส่วนใหญ่มีภาพจำของบุ้งว่าเป็นคนที่ค่อนข้างก้าวร้าว ไม่นอบน้อมกับผู้ใหญ่ แต่จริงๆ แล้วบุ้งเป็นคนที่น่ารักมาก ที่เห็นว่าบุ้งมักพูดออกสื่อด้วยถ้อยคำรุนแรงก็เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

    “จริงๆ แล้วบุ้งเป็นคนที่น่ารักมาก คนรอบตัวจะรู้ดี เป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน รักสัตว์ ที่บ้านของบุ้งรับแมวจรจัดมาเลี้ยงดู 10 กว่าตัว เจอแมวที่ไหนบุ้งจะเข้าไปหาและเปลี่ยนไปเป็นอีกคนทันที เธอรักแมวมาก”

    ญาติบุ้งเล่าว่า เป็นเพราะบ้านตรงข้ามบ้านบุ้งเป็นคุณอาสัตวแพทย์ที่เปิดคลินิกรักษาสัตว์ บุ้งจึงได้ใกล้ชิดกับสัตว์และช่วยหยิบจับให้คุณอาสัตวแพทย์มาตั้งแต่เด็กๆ ถึงกับขนาดว่า ตอนนี้บุ้งสามารถฉีดน้ำเกลือหรือยาให้แมวเองได้แล้ว รวมถึงวินิจฉัยอาการเบื้องต้นของแมวที่ไม่สบายได้อีกด้วย

    ญาติของเธอบอกอีกว่า ถ้าบุ้งออกมาได้ อยากพาเธอไปกินแกงไตปลา หมูกรอบ และผัดสะตอ 3 เมนูของโปรดของบุ้ง เพราะครอบครัวของบุ้งพื้นเพเป็นคนใต้ จังหวัดสงขลา บุ้งเลยชอบอาหารที่มีรสเผ็ด จัดจ้าน ถึงเครื่อง

    ญาติของบุ้งยังพูดถึงใบปอด้วยว่า ถ้าใบปอได้ออกมาอยากจะพาไปกินโดนัทคริสปี้ครีม เพราะก่อนจะเข้าเรือนจำ ใบปอส่งข้อความในลักษณะพูดซ้ำๆ มาขอร้องว่าขอให้ซื้อโดนัทคริสปี้ครีมจากห้างสรรพสินค้ามาให้กินหน่อย เพราะเธอชอบกินของหวานมาก แทบทุกอย่าง

    วันนี้พ่อของใบปอก็มารอเข้าพบลูกสาวเช่นกัน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องเวรชี้ด้วย พ่อใบปอบอกว่า ใบปอและบุ้งอดอาหารนานกว่า 2 เดือนแล้ว อยากให้ศาลให้ประกันตัวลูกสักที เทอมที่ผ่านมา ศาลก็ให้ใบปอได้ประกันเพื่อออกมาสอบปลายภาค อีกไม่กี่วันมหาวิทยาลัยก็จะเปิดเทอมอีกแล้ว (ปีการศึกษาที่ 2 ภาคการเรียนที่ 1) ในวันที่ 8 ส.ค. นี้ ศาลพรากทั้งอิสรภาพ โอกาสในการได้เรียน พรากไปหมดแล้วทุกอย่าง

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 3 ส.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/46823)
  • หลังทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “ใบปอ” และ “บุ้ง” เนติพร ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ และศาลอนุญาตให้ประกันตัว ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันใบปอต่อศาลอาญา ในคดีนี้

    ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันใบปอ ตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขประกันเช่นเดียวกับในชั้นฝากขังเหมือนเมนู คือ “ห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะหรือทำนองเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หรือห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือกระทำการหรือร่วมกิจกรรมใดๆ ในอันที่จะทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว และรายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน"

    ทนายความได้วางหลักทรัพย์ประกันตัวดังกล่าว จากกองทุนราษฎรประสงค์ ทำให้ทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลาง สิ้นสุดการคุมขัง 94 วัน หลังถูกถอนประกันในคดีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ และสิ้นสุดการประท้วงอดอาหารเพื่อทวงสิทธิการประกันตัว ซึ่งล่วงมาเป็นระยะเวลา 64 วัน ของนักกิจกรรมกลุ่มทะลุวังทั้งสอง

    (อ้างอิง: คำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 4 ส.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/46883)
  • นัดสอบคำให้การ ใบปอพร้อมทนายความเดินทางมาศาลตามนัด ส่วนเมนูไม่มาศาล ศาลจึงสอบคำให้การใบปอคนเดียวและนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 31 ต.ค. 2565 เวลา 09.00 น. ในส่วนของเมนูศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มตามสัญญาประกัน เป็นเงิน 200,000 บาท

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณาและรายงานเจ้าหน้าที่ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 5 ก.ย. 2565)
  • เวลา 09.00 น. นัดตรวจพยานหลักฐาน ฝ่ายโจทก์แถลงจะนำสืบพยาน 12 ปาก โดยมีพยานปากผู้กล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงนักวิชาการ เช่น ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เป็นต้น ใช้เวลาสืบทั้งหมด 4 นัด

    ส่วนฝ่ายจำเลยประสงค์สืบพยาน 8 ปาก ประกอบด้วยตัวจำเลย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ รวมถึงผู้อำนวยการสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเลขาธิการสำนักพระราชวัง ใช้เวลาสืบ 2 นัด

    กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ วันที่ 7-10 พ.ย. 2566 สืบพยานจำเลยวันที่ 14-15 พ.ย. 2566

    ทนายจำเลยยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารหลายรายการเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี อาทิ

    1. ต้นฉบับหรือสำเนาฉบับรับรองถูกต้อง สำนวนคดีทั้งหมดของศาลแพ่ง ระหว่างกระทรวงการคลังโจทก์ กับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

    2. รายงานการใช้งบประมาณโครงการจัดแสดงสินค้าแนวใหม่ในต่างประเทศ สำหรับแบรนด์ Sirivannavari ซึ่งเอกสารมีอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์

    3. รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 – 2565

    4. รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

    5. รายการและรายละเอียดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินในพระองค์ และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2565

    6. งบประมาณของสำนักพระราชวังในปี พ.ศ. 2561 – 2565

    ต้องจับตาการออกหมายเรียกพยานเอกสารเหล่านี้ของศาลต่อไป

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 31 ต.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/50209)
  • เวลา 10.00 น. ศาลอาญานัดไต่สวนการถอนประกันใบปอในคดีนี้ และคดีการทำโพลเรื่องการใช้อำนาจของกษัตริย์ รวมทั้ง “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ในคดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565

    ในช่วงเช้าก่อนเริ่มการพิจารณา ได้มีสื่ออิสระ ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร ญาติ และผู้มาให้กำลังใจ “เก็ท-ใบปอ” ส่วนหนึ่งทยอยมานั่งรอเต็มห้องพิจารณาคดี 703 เพื่อติดตามสถานการณ์การไต่สวนการถอนประกันนักกิจกรรมทั้ง 2 ราย

    เวลา 10.30 น. ศาลออกนั่งพิจารณา ก่อนเริ่มการไต่สวน ทนายจำเลยได้แถลงต่อศาลว่า กรณีการไต่สวนวันนี้ ทนายจำเลยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าวหาและกล่าวหาจากเหตุใด รวมถึงโจทก์มีเอกสารที่อ้างส่งประกอบการไต่สวนเป็นจำนวนมาก และจำเลยประสงค์นำพยานเข้าสืบจำนวนหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ทนายจำเลยจึงขอเลื่อนไปอีกสักนัด เพื่อเตรียมตัวและยื่นบัญชีระบุพยานเพื่อโต้แย้ง

    ด้านศาลชี้แจงว่า การไต่สวนเกิดจากเจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลว่า ใบปอมีพฤติการณ์ผิดเงื่อนไขสัญญาประกัน จากภาพข่าวสารที่ศาลได้รับรายงานมาได้ปรากฏภาพของจำเลยที่เข้าร่วมการชุมนุมในช่วงการประชุม APEC ทั้งนี้ศาลย้ำว่าวันนี้เป็นเพียงการดูข้อเท็จจริงสั้นๆ ว่าจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุจริงหรือไม่ จึงจะให้มีการไต่สวนวันนี้ โดยศาลได้ปรึกษากับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาแล้ว

    ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า ขอโอกาสให้จำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม ไม่อยากให้ใครมีอำนาจเหนือผู้พิพากษาเจ้าของคดี โดยทนายจำเลยและจำเลยจะขอปรึกษากับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ว่าจะสามารถเลื่อนการไต่สวนถอนประกันตัวออกไปได้หรือไม่

    ต่อมา 11.00 น. รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาออกนั่งพิจารณา ทนายจำเลยแถลงว่า โสภณและใบปอได้ถูกเจ้าหน้าที่เรียกมาศาล โดยอ้างว่ามีพฤติการณ์ที่ผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว โดยอัยการโจทก์เพิ่งมีการยื่นเอกสารหลักฐานเมื่อเช้า และมีพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการผิดสัญญาการประกันตัว ซึ่งทนายจำเลยจะขอใช้เวลาตรวจสอบดูก่อนและขอเลื่อนนัดไปสักนัด

    ด้านศาลชี้แจงว่า นี่เป็นเรื่องที่ศาลพิจารณาและสามารถไต่สวนเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีใครร้องขอ อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนการถอนประกันตัวไปเป็นวันที่ 19 ธ.ค. 2565 เวลา 13.30 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 15 ธ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/51556)
  • ก่อนเริ่มการไต่สวนถอนประกันตัวเก็ทกับใบปอ ศาลได้แจ้งว่าตนมีหน้าที่เพียงมาจดบันทึกการไต่สวนและรวบรวมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะต้องนำเข้าปรึกษากับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาต่อไป

    อัยการโจทก์แถลงต่อศาลว่า ในการร้องขอถอนประกัน เหตุเนื่องจากโสภณและใบปอได้เคลื่อนไหวและเข้าร่วมการชุมนุมในระหว่างการประชุม APEC 2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 และกระทำผิดเงื่อนไขประกัน

    อัยการได้ขอเบิกตัวพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและสอบสวนหาข้อเท็จจริงเข้าเบิกความ 2 ปาก คือ ร.ต.อ.หัตถพล เทพภักดี รองสารวัตรสืบสวน สน.ลุมพินี ซึ่งไปสังเกตการณ์ในวันเกิดเหตุ และ พ.ต.ท.สุระ ตั้งวัฒนกิตติกุล สารวัตรสืบสวน สน.บางซื่อ ผู้รวบรวมข้อเท็จจริงของใบปอจากโซเชียลมีเดีย

    ร.ต.อ.หัตถพล เบิกความว่า ในวันที่ 15 พ.ย. 2565 มีกลุ่มมวลชนนัดจัดกิจกรรมยื่นหนังสือต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกา แต่พยานไม่ทราบว่าหนังสือฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาว่าอย่างไรหรือเป็นเรื่องอะไร โดยภายหลังการยื่นหนังสือเสร็จ พยานเบิกความว่า ใบปอได้มีการประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนว่า จะจัดกิจกรรมเดินขบวนไปยื่นหนังสือต่อผู้นำโลกที่เข้าร่วมการประชุม APEC 2022 ในวันที่ 17 พ.ย. 2565

    ในวันดังกล่าว บริเวณศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จัดเป็นพื้นที่หวงห้ามชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ตั้งแต่วันที่ 11 – 19 พ.ย. 2565 พยานพบมวลชนราว 30 คน บริเวณแยกอโศกซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม โดยห้ามประชาชนสัญจรตั้งแต่แยกอโศกจนถึงแยกพระราม 4 และมีการชูป้ายข้อความว่า ‘ยกเลิก 112’ และ ‘หยุดฟอกเขียวทุนเจ้า’ แต่ป้ายหยุดฟอกเขียวดังกล่าว พยานไม่เข้าใจว่ามีความหมายว่าอย่างไร ตลอดจนการพูดแถลงการณ์ของเก็ทที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่พยานไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่สันทัดภาษาอังกฤษ

    หลังจากการอ่านแถลงการณ์เสร็จสิ้นแล้ว มีเจ้าหน้าที่เขาไปเจรจาแจ้งว่า การชุมนุมผิด พ.ร.บ.การชุมนุมฯ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมมีการโปรยกระดาษเอสี่ ลงบนพื้นถนนและราดน้ำสีเขียวลงบนป้ายผ้าที่เตรียมมา พยานเบิกความว่ามีผู้ชุมนุมนำน้ำเปล่าและสีสเปรย์พ่นใส่ตำรวจในบริเวณแยกอโศก

    อย่างไรก็ตาม ในการชุมนุมวันที่ 17 พ.ย. 2565 พยานไม่ทราบว่าใครเป็นแกนนำ แต่เข้าใจว่าการที่กลุ่มจำเลยพยายามเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม เพราะต้องการยื่นหนังสือเรื่องความไม่เป็นธรรมของรัฐบาลไทย แต่พยานทราบมา ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งผู้ชุมนุมแล้วว่าให้ยื่นหนังสือผ่านตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่เป็นผล โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้มาตั้งขบวนกันที่ถนนสุขุมวิท การชุมนุมยุติลงในเวลาประมาณ 15.00 น.

    ทนายจำเลยถามค้านพยานว่า ตามประกาศของนายกรัฐมนตรีที่มีคำสั่งเกี่ยวกับการชุมนุม ก็มีเพียงแค่ในบริเวณหน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และโรงแรมที่พักของผู้นำประเทศต่างๆ เท่านั้นใช่หรือไม่ พยานตอบว่า การยื่นหนังสือหน้าสถานทูตสหรัฐในวันที่ 15 พ.ย. 2565 ไม่ได้มีกิจกรรมที่สร้างความวุ่นวาย และกลุ่มผู้ชุมนุมใช้เวลาเพียง 20 นาที ก่อนแยกย้ายกันกลับ และในวันที่ 17 พ.ย. 2565 ช่วงที่มีการอ่านแถลงการณ์ใช้เวลาเพียงคนละ 10 นาทีเท่านั้น แต่ไม่ทราบว่าบริเวณบริเวณแยกอโศกที่จัดกิจกรรมนั้น เป็นพื้นที่หวงห้ามตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ และพยานไม่ทราบว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปห้ามกลุ่มผู้ชุมนุมทำกิจกรรมนั้นเป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

    ร.ต.อ.หัตถพล ยืนยันว่าพยานเป็นผู้ทำรายงานการสืบสวนด้วยตนเอง โดยเนื้อหาและข้อความในรายงานพยานเป็นคนจัดทำมาจากเหตุการณ์ที่เห็นด้วยตนเองทั้งหมด

    ทนายถามพยานต่อว่า ในการประชุม APEC มีหัวข้อหลักในการประชุมคือประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย แต่พยานเบิกความว่าไม่ทราบ และเมื่อทนายถามว่าการเรียกร้องของกลุ่มจำเลย เป็นการเรียกร้องทางด้านสิทธิมนุษยชนต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นประเด็นที่มีอยู่ในการประชุมดังกล่าว พยานตอบว่า ไม่มีความเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะสามารถชุมนุมเรียกร้องสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มผู้นำเอเปคได้หรือไม่ต้องไปถามผู้กล่าวหา ซึ่งพยานเองก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร

    นอกจากนี้ ทนายยังได้ถามต่อพยานว่า ในช่วงเวลาของการจัดประชุม APEC มีกลุ่มนักกิจกรรมกรีนพีซมาจัดกิจกรรมว่ายน้ำที่บริเวณสระน้ำหน้าศูนย์ประชุมในวันที่ 13 – 14 พ.ย. 2565 ในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวน ของ สน.ในท้องที่ พยานทราบเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ พยานบอกว่าจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรายงานหรือยัง

    ++พยานปากที่ 2 — พ.ต.ท.สุระ ตั้งวัฒนกิตติกุล ชุดสืบสวน ผู้รวบรวมข้อเท็จจริงของใบปอจากโซเชียลมีเดีย แจ้งว่าการชุมนุมทำให้การจราจรติดขัด แม้พยานเพียงแค่เห็นภาพจากไลฟ์สดเท่านั้น

    พ.ต.ท.สุระ ตั้งวัฒนกิตติกุล สารวัตรสืบสวน สน.บางซื่อ เบิกความว่า พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบว่าใบปอได้กระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวในระหว่างวันที่ 17 พ.ย. และ 19 พ.ย. 2565 จริงหรือไม่

    ในวันที่ 15 พ.ย. 2565 พยานได้ทำการตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า ‘ทะลุวัง’ พบว่ามีการประกาศเชิญชวนให้มวลชนเข้าร่วมกิจกรรมยื่นหนังสือต่อผู้นำต่างประเทศในการประชุม APEC ในวันที่ 17 พ.ย. 2565 และพบว่าเฟซบุ๊กส่วนตัวของใบปอ ได้มีการแชร์โพสต์และมีการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจริง

    นอกจากนี้ พยานได้ติดตามความเคลื่อนไหวของจำเลยผ่านโซเชียลมีเดีย อาทิเช่น ทวิตเตอร์ ยูทูบ และไลฟ์สดของสำนักข่าวต่างๆ พบว่าใบปอได้เข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 17 พ.ย. จริงจากการไลฟ์สด และทราบได้ทันทีจากการแต่งกายด้วยชุดดำกระโปรงสีเดียวกัน และผมสีแดง

    พยานเบิกความต่อไปว่า เฟซบุ๊กส่วนตัวของใบปอ มีการแชร์โพสต์จากข่าวเพจ Ther Matter, iLaw และประชาไท ซึ่งทำประมวลรูปกิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ

    ต่อมา ทนายได้ถามค้าน พ.ต.ท.สุระ ว่า พยานทราบได้อย่างไรว่าบุคคลที่อยู่ในไลฟ์สดเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้ โดยพยานได้ตอบว่า ตนเคยทำคดีของใบปอมาก่อนจึงทราบได้ทันที แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง เนื่องจากไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของ

    นอกจากนี้ พยานไม่ได้ตรวจสอบ URL และไอพีแอดเดรสของเพจดังกล่าว แต่ตรวจสอบไอดีของเพจนี้ โดยการกดปุ่มสามจุดที่มุมขวาของภาพถ่ายหน้าเฟซบุ๊กในเพจ

    และที่เบิกความว่าดูไลฟ์เฟซบุ๊กของสำนักข่าวราษฎร พยานดูย้อนหลัง ไม่ได้ดูในขณะที่มีการถ่ายทอดสด แต่ยืนยันกับทนายว่าในไลฟ์สด การชุมนุมไม่ได้ปรากฏความรุนแรงแต่อย่างใด ในขณะที่จำเลยทั้งสองได้จัดกิจกรรมและแถลงการณ์ แต่สร้างการจราจรติดขัดสำหรับประชาชนที่สัญจรผ่านไปมา และไม่ทราบว่าวันที่ 19 พ.ย. ที่จำเลยเข้าร่วมการชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นการชุมนุมเพื่อทำอะไร แต่ไม่พบความวุ่นวายในวันดังกล่าวเช่นกัน

    อัยการถามติงว่า ที่พยานไม่ได้ตรวจสอบ URL ในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มทะลุวัง เนื่องจากพยานได้รับมอบหมายให้ติดตามสืบสวนความเคลื่อนไหวแค่เพียงวันที่ 17 พ.ย. และ 19 พ.ย. เท่านั้นใช่หรือไม่ ซึ่งพยานได้ตอบว่า ใช่

    ในส่วนวันที่มีการจัดชุมนุมบริเวณแยกอโศก อัยการถามพยานว่า มีการจราจรที่หนาแน่นใช่หรือไม่ ซึ่งพยานก็ได้ตอบยืนยันตามที่ตนเองเห็นจากไลฟ์สด

    ทนายขออนุญาตศาลถามค้านเพิ่มเติมประเด็นเรื่องจราจรติดขัดในวันที่ 17 พ.ย. ว่าพยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าว พยานจะรู้ได้อย่างไรว่าการจราจรติดขัดจริงหรือไม่ พยานตอบว่า เชื่อจากภาพที่เห็นในไลฟ์สด ซึ่งทนายขอให้ศาลได้จดบันทึกไว้ว่า ที่พยานเบิกความว่าเห็นการจราจรติดขัด พยานดูจากคลิปไลฟ์สด ไม่ได้ลงพื้นที่จริง

    โจทก์แถลงมีพยานที่ประสงค์จะสืบอีก 1 ปาก เป็นพยานที่รับเอกสารจาก ร.ต.อ.หัตถพล ศาลเห็นว่า ร.ต.อ.หัตถพล นำสืบรับรองเอกสารดังกล่าวแล้ว จึงให้งดสืบพยานปากดังกล่าว โจทก์แถลงหมดพยาน

    ทนายจำเลยแถลงว่า ประสงค์จะสืบพยาน 4 ปาก แต่เนื่องจากในวันนี้หมดเวลาราชการและยังคงมีเอกสารอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องทำการพิจารณา ตลอดจนความคลุมเคลือของตัวผู้กล่าวหาและร้องขอถอนประกันตัว ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นบุคคลใด จึงขอเลื่อนออกไปนัดหน้า ศาลเห็นสมควรให้เลื่อนไต่สวนพยานจำเลยไปเป็นวันที่ 26 ธ.ค. 2565

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 19 ธ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/52039)
  • เก็ทและใบปอเดินทางมาศาลพร้อมกับครอบครัว โดยมีประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์คดีและให้กำลังใจทั้งสองคนเป็นจำนวนมากเต็มพื้นที่ห้องพิจารณา และมีเจ้าหน้าที่จากองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรมาร่วมสังเกตการณ์คดีด้วย นอกจากนี้ยังมีตำรวจศาลกว่า 7 นาย มาดูแลรักษาความปลอดภัยทั้งในและนอกห้องพิจารณา โดยมีการตั้งโต๊ะตรวจและขอถ่ายรูปบัตรประชาชนของทุกคนที่เข้าห้องพิจารณา

    เวลา 09.30 น. ศาลออกนั่งพิจารณา ทนายจำเลยแถลงว่า จากการไต่สวนพยานโจทก์ในนัดที่ผ่านมา พบว่าพยานโจทก์เองไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะขอถอนประกันได้ จึงไม่จำเป็นต้องนำพยานจำเลยเข้าไต่สวน

    อย่างไรก็ตาม ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการไต่สวนเพิกถอนประกันในครั้งนี้ เนื่องจากกรณีนี้เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมเป็นผู้ขอให้มีการเพิกถอนประกัน โดยพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นการไต่สวนเพิกถอนประกันในครั้งนี้จึงไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทำการใดๆ ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว เห็นได้จากที่ศาลยังต้องอาศัยโจทก์และพนักงานสอบสวนขวนขวายหาพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาข้ออ้างในการเพิกถอนประกัน การกระทำของจำเลยไม่ปรากฏว่าเป็นความผิดต่อบทกฎหมายใดๆ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ผิดเงื่อนไขการประกันตัว

    เมื่อทนายความร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการไต่สวนถอนประกันในครั้งนี้ ผู้พิพากษาที่ออกนั่งพิจารณาในวันนี้จึงกล่าวว่าตนเป็นเพียงผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารศาลให้มาไต่สวนเอาข้อเท็จจริงเข้าสู่สำนวนเท่านั้น ดังนั้นคำร้องที่ทนายความส่งมาในวันนี้ จึงต้องนำไปปรึกษากับผู้บริหารศาลก่อน

    หลังจากปรึกษากับผู้บริหารศาลแล้ว ศาลมีคำสั่งรับคำร้องของทนายจำเลยไว้พิจารณา และนัดฟังคำสั่งว่าจะเพิกถอนประกันทั้งสองหรือไม่ ในวันที่ 9 ม.ค. 2566 เวลา 09.00 น.

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 26 ธ.ค. 2565 และ https://tlhr2014.com/archives/51831)
  • เวลา 09.20 น. เก็ทและใบปอ พร้อมครอบครัวได้เดินทางมาถึงที่ห้องพิจารณาคดีที่ 912 โดยในวันนี้มีการตั้งจุดตรวจสัมภาระที่บริเวณหน้าห้องพิจารณาคดี เนื่องจากมีประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์คดีและให้กำลังใจจำเลยทั้งสองคนเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ซึ่งในวันนี้มีนัดไต่สวนถอนประกันตัวในเหตุเดียวกันอีกด้วย

    ต่อมาในเวลา 10.00 น. พริษฐ์ ปิยะนราธร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ออกนั่งอ่านคำสั่งด้วยตนเอง ระบุว่า “พิเคราะห์ พยานหลักฐานของโจทก์และรายงานเจ้าหน้าที่แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลเคยอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสองคน โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการในลักษณะหรือทำนองเดียวกับที่ถูกกล่าวหา รวมถึงห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ที่อาจสร้างความวุ่นวายต่อบ้านเมือง

    ศาลเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองคน เข้าร่วมชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 จนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมามีการนำมวลชนมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจำเลยทั้งสองคนไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงหรือเหตุผลใดในการกระทำของจำเลย การกระทำของจำเลยทั้งสองคนจึงเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวที่ศาลกำหนดไว้”

    หลังจากศาลมีคำสั่ง ใบปอและเก็ทถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และนำตัวไปยังเรือนจำ โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวทั้งสองคนอีกครั้ง โดยขอวางหลักทรัพย์คดีละ 100,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์

    ต่อมาเวลา 16.20 น. พริษฐ์ ปิยะนราธร มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันใบปอทั้ง 2 คดี รวมทั้งเก็ท ระบุว่า “จำเลยมีพฤติการณ์ผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวจนศาลมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว เชื่อว่าหากศาลปล่อยชั่วคราวจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นและกระทำการในลักษณะที่ถูกกล่าวหาอีก รวมทั้งผิดเงื่อนไขที่ศาลจะกำหนดแก่จำเลย กรณีจึงยังไม่มีเหตุให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย ยกคำร้อง”

    ผลของคำสั่งดังกล่าว ทำให้ใบปอถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางอีกครั้ง หลังจากเคยถูกคุมขังในช่วงปี 2565 เป็นระยะเวลา 94 วัน ด้านเก็ทถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังจากถูกคุมขังในช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 มาแล้ว 30 วัน

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 9 ม.ค. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/52039)
  • ขณะ "ตะวัน" ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ "แบม" อรวรรณ ภู่พงษ์ อดอาหารเพื่อเรียกร้องให้ศาลปล่อยผู้ต้องขังทางการเมืองเป็นวันที่ 34 ทนายความได้ยื่นประกันผู้ต้องขังคดีการเมืองจำนวน 6 ราย ได้แก่ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และ ใบปอ ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังถูกศาลสั่งถอนประกันตัว ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2566, “พรพจน์ แจ้งกระจ่าง”, “คทาธร” และ “ถิรนัย, ชัยพร (สงวนนามสกุล)” ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าครอบครองวัตถุระเบิด

    คำร้องขอประกันของใบปอในคดีนี้ มีใจความสำคัญระบุว่า จำเลยเป็นเพียงนักศึกษา ย่อมไม่มีอิทธิพลเข้าไปยุ่งเหยิงหรือเป็นอุปสรรคต่อพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ อีกทั้งพยานหลักฐานได้อยู่ในการรวบรวมของอัยการโจทก์แล้วทั้งสิ้น

    ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันเก็ทและใบปอ ตีราคาประกัน 90,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข “ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดๆ ในลักษณะหรือทำนองเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดี หรือเข้าร่วมในกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือกระทำการหรือร่วมทำกิจกรรมใดๆ ในอันที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในระหว่างการปล่อยชั่วคราว และให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 15 วันภายในกำหนดระยะเวลา 3 เดือน จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”

    ผลของคำสั่งดังกล่าว ทำให้เป็นการสิ้นสุดการคุมขังเก็ทและใบปอซึ่งกินเวลารวม 43 วัน หลังถูกถอนประกัน

    (อ้างอิง: คำสั่ง ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 20 ก.พ. 2566 และ https://tlhr2014.com/archives/53763)
  • ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดสืบพยานในวันที่ 7-10 พ.ย. 2566 เนื่องจากอาการป่วยของใบปอ โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 14-15 พ.ย. 2566 ตามที่นัดไว้เดิม โดยอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาได้หากยังไม่หายจากอาการป่วย

    (อ้างอิง: รายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1691/2565 ลงวันที่ 7 พ.ย. 2566)
  • ++สมาชิก ศปปส. แจ้งความกล่าวหา “ใบปอ” แชร์ข้อความใส่ร้าย ร.10 แต่ผู้แจ้งไม่รู้ว่าข้อความเป็นจริงหรือไม่

    ปิยกุล วงษ์สิงห์ ผู้กล่าวหา เบิกความว่า พยานประกอบอาชีพรับจ้างในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นสมาชิกของกลุ่ม ศปปส. ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่โจมตีสถาบันกษัตริย์

    เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลาประมาณ 20.30 น. พยานได้เข้าไปดูเฟซบุ๊กเพจทะลุวัง และพบโพสต์เกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์ปี 2565 พร้อมทั้งรูปภาพของพระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นได้เข้าไปดูเฟซบุ๊กของจำเลย (ใบปอ) เห็นว่า ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวของเพจทะลุวังด้วย พยานได้ติดตามดูเฟซบุ๊กทั้งสองบัญชีมาตั้งแต่ปี 2563 พบว่า มักโพสต์ข้อความโจมตีสถาบันกษัตริย์ โดยตั้งค่าเป็นบัญชีสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปดูได้

    พยานเห็นว่า ข้อความที่จำเลยแชร์เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 ข้อความแรกเป็นการดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย ข้อความที่ 2 ที่เกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์ปี 2565 เป็นข้อมูลบิดเบือน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ส่วนข้อความที่จำเลยแชร์เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 เป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์

    สมาชิกกลุ่ม ศปปส. เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยน่าจะผิดกฎหมาย จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ

    พยานเห็นว่า จำเลยกับเพจทะลุวังมีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกกลุ่มทะลุวัง พยานไม่ทราบว่าข้อมูลที่จำเลยแชร์มาจากเพจทะลุวังเป็นความจริงหรือไม่ แต่การแชร์ของจำเลยทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    สมาชิกกลุ่ม ศปปส. ไม่ได้รับเงินเดือน การเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ในคดีต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับค่าใช้จ่าย พยานเคยไปแจ้งความคดีมาตรา 112 มาแล้วประมาณ 10 คดี

    ในการเข้าแจ้งความในคดีนี้ พยานไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่ต้องการแจ้งความ เพียงแต่แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กเพจทะลุวังเท่านั้น เนื่องจากพยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดูแลเพจดังกล่าว

    พยานไม่ทราบว่าบัญชีเฟซบุ๊กที่มีชื่อตามฟ้องนั้นจะมีหลายบัญชีหรือไม่ แต่ทราบว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นของจำเลย เนื่องจากมีรูปภาพของจำเลยปรากฏอยู่ด้วย ส่วนตำรวจจะได้ตรวจสอบว่า เป็นของจำเลยจริงหรือไม่ พยานไม่ทราบ

    พยานบันทึกภาพหน้าจอจากโทรศัพท์มือถือของตัวเองและปรินท์ภาพดังกล่าวส่งมอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน โดยมี URL ปรากฏอยู่ด้วย

    กัญจน์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. เช่นเดียวกับพยาน ได้ไปแจ้งความในคดีนี้กับพยานด้วย ทั้งนี้ กัญจน์บงกชเป็นผู้ส่งโพสต์ของเพจทะลุวังมาให้พยานดูทางโทรศัพท์
    .
    กัญจ์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล ผู้กล่าวหาอีกราย เบิกความว่า พยานเป็นแอดมินเพจ ศปปส. โดยกลุ่มมีวัตถุประสงค์ในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ มีสมาชิกทั่วประเทศ

    เกี่ยวกับคดีนี้ปิยกุลได้นำข้อความที่จำเลยแชร์จากเพจทะลุวังมาให้สมาชิก ศปปส. ดู พยานเห็นว่า ข้อความ

    ดังกล่าวสื่อถึงพระบรมวงศานุวงศ์และในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นการบิดเบือนข้อมูล จาบจ้วงและให้ร้ายสถาบันกษัตริย์

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    พยานเป็นแอดมินเพจ ศปปส. โดยไม่เคยได้รับค่าจ้างตอบแทน หน้าที่ของพยานคือการถ่ายทอดสด และดูแลเพจ ตลอดจนประชาสัมพันธ์งานหรือกิจกรรมลงเพจให้สมาชิกทราบ

    ในการเข้าแจ้งความในคดีนี้ พยานและปิยกุลไปที่ บก.ปอท. โดยให้การว่า ต้องการให้ดําเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ข้อความ ไม่ได้ระบุว่า ให้ดําเนินคดีกับผู้ที่แชร์ข้อความ

    หลังปิยกุลส่งข้อความที่จำเลยแชร์เข้ามาในไลน์กลุ่มของแอดมินเพจ ศปปส. ซึ่งมีสมาชิก 9 คน สมาชิกทุกคนประชุมพิจารณาแล้วลงมติว่า เป็นความผิด

    พยานไม่ทราบว่าข้อมูลที่จำเลยแชร์มาจากเพจทะลุวังเรื่องงบสถาบันกษัตริย์ปี 2565 เป็นความจริงหรือไม่ แต่พยานเห็นว่า ข้อความที่แชร์มาบางส่วน เป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ พยานไม่ทราบด้วยว่า สนามหลวงและลานพระบรมรูปทรงม้าถูกปิดหรือไม่

    ++สันติบาล-ตร.สืบสวน 3 ระบุ จำเลยอยู่กลุ่ม “ทะลุวัง” – ร่วมกิจกรรมทำโพล กระทบความรู้สึกประชาชน แต่ไม่ได้สืบว่าใครเป็นแอดมินเพจ-เจ้าของเฟซบุ๊กที่แชร์โพสต์

    พ.ต.อ.เทอดไทย สุขไทย ขณะเกิดเหตุเป็นผู้กำกับการกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 มีหน้าที่ในการสืบสวนคดีความมั่นคงในเขตกรุงเทพฯ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 ผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานได้รายงานมาว่า พบเห็นเพจทะลุวังโพสต์เชิญชวนประชาชนให้มาเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อจัดทำโพลเรื่องงบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 31 มี.ค. 2565 บริเวณสะพานลอยสี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

    เพจทะลุวังได้มีการโพสต์เชิญชวนชุมนุมรวม 2 โพสต์ ในวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 โพสต์แรกมีข้อความในลักษณะที่ว่า สถาบันกษัตริย์ใช้ภาษีเป็นจำนวนมาก อันเป็นการกล่าวอ้างขึ้นมา จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ ซึ่งพยานเห็นว่า ข้อความดังกล่าวทำให้สถาบันกษัตริย์ถูกด้อยค่า ถูกดูหมิ่นว่าใช้เงินมาก อีกทั้งยังมีข้อความในลักษณะว่า ถ้านำงบประมาณไปใช้ทำอย่างอื่นจะมีประโยชน์มากกว่านี้ด้วย

    ส่วนโพสต์ที่ 2 มีคำว่า “ครอบครัวปรสิต” เป็นคำที่สามารถเข้าใจได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยการตีความว่า เป็นการด้อยค่าราชวงศ์ ส่งผลกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ ทำให้ประชาชนที่อ่านดูหมิ่นเกลียดชัง หลังจากที่ได้พบเห็นโพสต์ทั้งสองแล้วพยานได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตรวจสอบ และได้รับการยืนยันว่า จะมีการจัดกิจกรรมตามที่โพสต์จริง

    พยานเบิกความว่า ในวันที่มีการชุมนุมเจ้าหน้าที่แบ่งกำลังลงพื้นที่ตั้งแต่ก่อนเริ่มการชุมนุม ส่วนพยานจะคอยสังเกตการณ์ประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามสื่อจากทุกช่องทางที่มีการรายงานแบบทันเหตุการณ์ (real time) รวมทั้งติดตามการรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่ลงพื้นที่ เพื่อรวบรวมทำรายงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชาหลังการชุมนุมแล้วเสร็จ

    พยานเบิกความต่อไปอีกว่า ก่อนมีการชุมนุมพยานได้ตรวจสอบพบว่า เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อบัญชีเหมือนชื่อของจำเลย และเฟซบุ๊กของอีกหลายคนได้แชร์โพสต์เชิญชวนชุมนุมของเพจทะลุวังด้วย

    จากการตรวจสอบความเกี่ยวพันระหว่างเพจทะลุวังและจำเลยพบว่า เดิมทีแล้วจำเลย และตะวันกับพวกอยู่กับกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งทำกิจกรรมขับเคลื่อนการยกเลิกมาตรา 112 มาโดยตลอด และเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2564 ที่วงเวียนใหญ่ จำเลยได้ทำการชูป้าย ยกเลิก 112 เป็นครั้งแรก ในการทำกิจกรรมของกลุ่มโมกหลวงฯ หลังจากนั้นจึงแยกตัวออกมาเป็นกลุ่มทะลุวัง โดยเพจทะลุวังมีการโพสต์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565

    ในกิจกรรมวันที่ 31 มี.ค. 2565 พบว่า จำเลยเข้าร่วมด้วย โดยทำโพลเพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ยินดีที่จะจ่ายภาษีให้กับราชวงศ์หรือไม่

    เพจทะลุวังมีการโพสต์และจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอยู่หลายครั้ง ที่ผ่านมามีการทำโพลสอบถามความเห็นเรื่องงบประมาณ ภาษี การใช้ที่ดิน และขบวนเสด็จที่กระทบต่อความเดือดร้อน โพลที่ทำแล้วจะถูกส่งไปที่วังสระปทุมกับพระบรมมหาราชวัง แต่ตำรวจตรวจสอบพบและขัดขวางได้ทุกครั้ง ซึ่งการทำโพลดังกล่าวกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างมาก

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    ในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้เดินทางไปยังบริเวณที่มีการจัดกิจกรรม มีเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาที่ลงพื้นที่จำนวน 10 นาย เป็นตำรวจสันติบาล 1 ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคงจึงเป็นความลับ และทั้ง 10 นาย ไม่ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน มีแค่พยานเท่านั้นที่ไปให้การ

    พยานไม่ทราบว่า บก.ปอท. ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง

    ภาพถ่ายวันทำกิจกรรมที่เป็นภาพจำเลยถือโพลนั้นมีข้อความว่า “คุณต้องการจ่ายเงินภาษีเลี้ยงราชวงศ์หรือไม่” โดยมีตัวเลือกคือ “ต้องการ” และ “ไม่ต้องการ” โพลดังกล่าวไม่มีภาพในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชินี รัชทายาท หรือราชวงศ์ใด ๆ

    พยานไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 มีจำนวนกว่า 90,000 ล้านบาท จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง พยานก็ไม่ขอออกความเห็นว่า จะเลือกตอบโพลว่า “ต้องการ” หรือ “ไม่ต้องการ” เนื่องจากพยานจำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงก่อน รวมทั้งไม่ขอออกความเห็นว่า คนที่ติดสติกเกอร์ตอบโพลว่า “ไม่ต้องการ” จะมีความผิด เนื่องจากเป็นการด้อยค่าสถาบันกษัตริย์หรือไม่

    ในวันทำกิจกรรมมีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นรวม 512 คน ตอบโพลว่า “ไม่ต้องการ” เป็นจำนวนถึง 504 คน ส่วนผู้ที่ตอบว่า “ต้องการ” มีเพียงแค่ 8 คน โดยในวันนั้นตะวันและ ‘เก็ท’ โสภณ สมาชิกกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ไม่ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมด้วย

    ทนายจำเลยถามว่า การเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 เป็นความผิดที่ด้อยค่าราชวงศ์หรือไม่ พยานตอบว่า การเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายใดย่อมสามารถทำได้ แต่ก็ต้องดูองค์ประกอบความผิดของกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
    .
    พ.ต.ท.ปกป้อง อุไรพันธ์ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวน สน.ลุมพินี เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้ติดตาม เพจทะลุวัง พบว่า มีการโพสต์แจ้งว่าจะมีการจัดกิจกรรมบริเวณแยกราชประสงค์ในวันที่ 31 มี.ค. 2565

    ต่อมา วันที่ 31 มี.ค. 2565 พยานเข้าเวรพอดีจึงได้ไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณแยกราชประสงค์ เวลา 16.20 น. พยานพบใบปอและเมนูยืนถือป้ายบริเวณสกายวอล์ค มีข้อความว่า “คุณต้องการจ่ายภาษีเลี้ยงราชวงศ์หรือไม่” โดยป้ายจะแบ่งออกเป็น 2 ช่อง ช่องหนึ่งระบุว่า ‘ต้องการ’ ส่วนอีกช่องระบุว่า ‘ไม่ต้องการ’ มีการเชิญชวนผู้คนในบริเวณดังกล่าวให้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านการแปะสติกเกอร์

    เวลา 18.30 น. เมนูประกาศว่าจะเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณแยกราชประสงค์ และไปถึงแยกดังกล่าวในเวลา 18.40 น. จากนั้นกลุ่มผู้ทำกิจกรรมได้กล่าวใน 3 ประเด็นหลักคือ 1. สาเหตุของการจัดทำโพล 2. สาเหตุที่เดินขบวนมาแยกราชราชประสงค์ และ 3. ผลของโพล มีการแสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว และใบปอได้กล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมกิจกรรม ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไปจากบริเวณนั้น

    พยานเบิกความต่อไปอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงพื้นที่ในวันนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 7 คน แบ่งหน้าที่กันถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ส่วนพยานเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ หลังกิจกรรมพยานได้จัดทำรายงานเหตุการณ์เสนอผู้บังคับบัญชา

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    รายงานเหตุการณ์ที่พยานจัดทำระบุไว้แค่เพียงเหตุการณ์ที่พยานพบเห็นเอง รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า กิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 ตามรายงานดังกล่าว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ถูกฟ้องเป็นคดีนี้ และพยานไม่ได้เป็นผู้สืบสวนว่าใครคือแอดมินเพจทะลุวัง
    .
    พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผู้กำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เบิกความว่า เมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2565 พยานได้รับคำสั่งให้สืบสวนเกี่ยวกับเพจทะลุวัง การจากสืบสวนพบว่า เริ่มมีการโพสต์ข้อความในเพจดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. 2565 เป็นการโพสต์เกี่ยวกับประเด็นสิทธิและเสรีภาพ

    พยานได้ทำการสืบสวนและรวมรวมข้อมูลโดยใช้ฐานข้อมูลเก่าซึ่งได้มาจากการแจ้งของสายลับ พบว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับเพจทะลุวังประมาณ 14 คน และมีจำเลยเป็นหนึ่งในนั้นด้วย เปิดเพจเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565 และเริ่มโพสต์ข้อมูลเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2565 มีเนื้อหาในลักษณะต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ซึ่งพยานเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์

    จำเลยและเพื่อนได้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในวันที่ 8 ก.พ. และ 13 มี.ค. 2565 รวมทั้งวันที่ 31 มี.ค. 2565 ต่อมา วันที่ 18 มี.ค. 2565 จำเลยและเมนูได้โพสต์ภาพที่ทั้งสองไปถ่ายรูปหน้าวังสระปทุมและพระบรมราชวังลงในเพจทะลุวัง ซึ่งเพจทะลุวังระบุว่า ทั้งสองเป็นนักเคลื่อนไหวทะลุวัง ประกอบกับการสืบสวนก็พบว่า ทั้งสองเป็นสมาชิกเพจทะลุวัง การทําโพลก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อต้านสถาบันกษัตริย์

    จากการสืบสวนพบด้วยว่า กลุ่มทะลุวังมีสมาชิกที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมรวม 5 คน มีจำเลยและเมนูด้วย แต่ไม่พบข้อมูลว่า ใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง ทราบเพียงว่า จำเลยใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อบัญชีเป็นชื่อของจำเลย

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    เหตุที่พยานเบิกความว่าจำเลยอยู่ในกลุ่มทะลุวัง เนื่องมาจากสืบสวนพบว่าจำเลยมักไปปรากฏตัวในการทำกิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มทะลุวังจะต้องเป็นสมาชิกกลุ่ม นอกจากนี้ พยานไม่มีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยในการทำกิจกรรม

    ตามรายงานการสืบสวนที่ปรากฏข้อมูลการของจำเลยนั้น บางกิจกรรมไม่ถูกดำเนินคดี บางกิจกรรมอยู่ในระหว่างดำเนินคดี แต่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

    ที่พยานให้การในชั้นสอบสวนว่า บัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องเป็นของจำเลยนั้น เนื่องจากมีรูปของจําเลยและมีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวด้วย แต่พยานไม่ได้ให้หน่วยงานที่มีเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีตรวจสอบว่า บัญชีดังกล่าวเป็นของจําเลยจริงหรือไม่

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77845)
  • ++ปอท.รับ โน้ตบุ๊กที่ยึดจากห้องจำเลยมีประวัติเข้าบัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้อง แต่ไม่รู้ในฐานะแอดมินหรือผู้ชม ทั้งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของใคร

    ร.ต.อ.บัญชา ศรีตัญญู รองสารวัตร กองกำกับการ 2 บก.ปอท. เบิกความว่า ภายหลังจากที่มีผู้มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีมาตรา 112 กับแอดมินเพจทะลุวัง พยานได้รับคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ตัวตนของเพจดังกล่าว แต่เพจดังกล่าวไม่เปิดเผยข้อมูลแอดมิน ทำให้พยานไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ดูแลเพจ พยานจึงทําหนังสือสอบถามไปที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ก็แจ้งว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากผู้ให้บริการอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

    จากนั้นพยานได้ตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องพบว่า มีบัญชีเฟซบุ๊กชื่อเหมือนจำเลย แชร์ข้อความจากเพจทะลุวัง เกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์ปี 2565 ในวันที่ 30 มี.ค. 2565 และข้อความที่ดูถูก ด้อยค่าราชวงศ์ ในวันที่ 31 มี.ค. 2565 ด้วย ทั้งนี้ บัญชีดังกล่าวมักจะโพสต์วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในทำนองด้อยค่า

    พยานยังได้เข้าตรวจค้นที่พักของจำเลยตามหมายค้น พบคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เสื้อยืด สติกเกอร์ทำกิจกรรม และกระดาน จึงตรวจยึดเป็นของกลางส่งมอบให้พนักงานสอบสวน

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    จากการตรวจสอบพยานไม่พบว่า บัญชีเฟซบุ๊กชื่อเหมือนจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวังอย่างไร และไม่สามารถยืนยันได้ว่า บัญชีดังกล่าวเป็นแอดมินเพจทะลุวัง รวมทั้งไม่ได้ข้อมูลจากผู้ให้บริการเฟซบุ๊กยืนยันว่าเป็นบัญชีของจำเลยด้วย ที่พยานให้การชั้นสอบสวนว่า เป็นเฟซบุ๊กของจำเลย มาจากการคาดคะเนของพยานเองโดยตรวจสอบข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน

    พยานไม่ได้เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาว่า ถ้อยคำที่จำเลยแชร์ตามฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องให้ความเห็น

    ผลการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้นพบในห้องพักของจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นของบุคคลใด และใช้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขใด

    งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ถ้าเป็นความจริงตามที่เพจทะลุวังโพสต์ ก็ไม่เป็นการด้อยค่า
    .
    พ.ต.ท.นเรศร์ ปลื้มญาติ เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กองกำกับการกลุ่มงานสนับสนุนคดีทางเทคโนโลยี บก.ปอท. เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับวัตถุพยานมาเพื่อทำการตรวจสอบจำนวน 2 รายการ ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์เคลื่อนที่

    ผลการตรวจสอบโน้ตบุ๊ก พบการเข้าถึงเฟซบุ๊กเพจทะลุวัง และเฟซบุ๊กบัญชีชื่อเหมือนจำเลย แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการเข้าถึงในฐานะแอดมินหรือผู้เข้าชม นอกจากนี้ยังพบภาพที่พนักงานสอบสวนส่งมาให้ตรวจสอบเปรียบเทียบในโน้ตบุ๊กของกลางด้วย ส่วนผลการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่พนักงานสอบสวนให้ตรวจสอบ

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    จากการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางไม่พบข้อมูลการเข้าใช้งานเพจทะลุวัง บัญชีเฟซบุ๊กชื่อเหมือนจำเลย และไม่พบรูปภาพที่เป็นความผิดในคดีนี้ รวมถึงข้อมูลการลบไฟล์ แต่พยานจำไม่ได้ว่าโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมีการล้างเครื่องมาหรือไม่ ส่วนในโน้ตบุ๊กก็ไม่พบข้อมูลการลบไฟล์

    พยานไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่า เฟซบุ๊กส่วนตัวตามฟ้องเป็นของบุคคลใดและจดทะเบียนไว้ที่ใด อีกทั้งการตรวจพิสูจน์โน้ตบุ๊กก็ไม่สามารถทราบได้ว่า ที่มีการเข้าถึงบัญชีดังกล่าวนั้น เป็นการเข้าถึงในฐานะแอดมินหรือผู้ชมหรือมีบุคคลอื่นเข้าถึง

    ตามรายงานการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์ ภาพถ่ายที่ตรวจสอบพบในโน้ตบุ๊กของกลางเป็นภาพของผู้ใช้ชื่อ Maynu เท่านั้น

    ++ฝ่ายกฎหมายของ AIS ระบุ ราชการขอให้ตรวจสอบข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ ทราบชื่อผู้จดทะเบียน แต่ไม่สามารถระบุผู้ใช้งาน ยอมรับส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

    พงศ์เทพ ศรีวิเชียร ฝ่ายกฎหมายของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส (AIS) เบิกความว่า พยานได้รับหนังสือจากหน่วยงานราชการให้ตรวจสอบข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ โดยในหนังสือได้ระบุ IP Address รวมถึงวันที่และเวลา โดยให้พยานตรวจสอบว่ามีโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ (Internet Fiber) ใดที่ใช้บริการอยู่ ซึ่งพยานก็ได้ทำหนังสือตอบกลับเป็นผลการตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์แก่หน่วยงานราชการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    จากผลการตรวจสอบพบว่าเลข IP Address ที่ระบุมีการเข้าใช้งานตั้งแต่วันที่ 3 – 31 มี.ค. 2565 เป็นเวลาต่อเนื่องกัน ครอบคลุมระยะเวลาที่ขอให้ตรวจสอบ โดยอินเทอร์เน็ตที่ใช้เป็นอินเทอร์เน็ตบ้าน ซึ่งเวลาที่มีการใช้งานข้อมูลก็จะวิ่งผ่านและระบุ IP Address ซึ่ง IP Address นั้นเป็นของบริษัทฯ ดังนั้นอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ (Internet Fiber) ดังกล่าวย่อมต้องมีผู้ใช้งาน

    จากการตรวจสอบพบว่า Fiber ID ได้ถูกจดทะเบียนเอาไว้ในนามของบุคคลธรรมดา โดยผู้ที่มีชื่อว่า เนติพร แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ใดเป็นคนใช้งานบ้าง อาจเป็นตัวของผู้จดทะเบียนเองหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้งานก็ได้

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    พยานรับว่า ข้อมูลผู้จดทะเบียนที่พยานตรวจสอบเป็นข้อมูลส่วนบุคคล พยานส่งต่อให้ราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ พยานไม่เคยเข้าให้การกับพนักงานสอบสวนมาก่อนหน้านี้ ผู้ที่เรียกให้พยานมาเป็นพยานคือพนักงานอัยการ

    ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านพยานโจทก์ปากนี้เอาไว้ เนื่องจากไม่เคยเข้าให้การในชั้นสอบสวน

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77845)
  • ++ตำรวจทางหลวง จ.เพชรบุรี เข้าให้การเป็นผู้จับกุมจำเลยและพวกที่ชะอำ
    ด.ต.สยาม เปรมมล และ ด.ต.ศิริชัย ยิ่งสมบัติ ขณะเกิดเหตุเป็นตำรวจทางหลวง สถานี

    ตำรวจทางหลวง 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงจังหวัดเพชรบุรี เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เวรสายตรวจ ในพื้นที่อำเภอชะอำ ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบรถยนต์ซึ่งต้องสงสัยว่ามีบุคคลตามหมายจับโดยสารอยู่

    เวลา 07.00 น. พยานตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าวแล่นอยู่บนถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าลงใต้ จึงเรียกให้หยุดและทำการตรวจสอบบุคคลภายในรถ พบบุคคลตามหมายจับ 3 คน พยานแสดงหมายจับและขอควบคุมตัวไปที่หน่วยบริการประชาชน ตำรวจทางหลวง อ.ชะอำ แต่ทั้งสามไม่ยอมลงจากรถ ขอขับรถตามรถยนต์ของพยานไปที่หน่วยบริการประชาชนฯ

    หลังจากชุดจับกุมของ บก.ปอท. เดินทางมาถึงหน่วยดังกล่าว จำเลยกับพวกจึงลงจากรถ ตำรวจ ปอท. แสดงหมายจับอีกครั้งและแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 พยานไม่ทราบว่า จำเลยกับพวกให้การว่าอย่างไร หรือยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่

    ++อาจารย์สถิติชี้ โพสต์ของเพจ ‘ทะลุวัง’ ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่นกษัตริย์ – สถาบันกษัตริย์ ทั้งยังทำโพลผิดหลักวิชาการ

    อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาศาสตร์ (NIDA) เบิกความว่า พยานเคยดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการศูนย์สํารวจความคิดเห็นสาธารณะ หรือนิด้าโพล

    เกี่ยวกับคดีนี้พยานได้รับการประสานจากพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ให้พยานไปความเห็นเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 และการสํารวจความคิดเห็นหรือการทําโพล โดยพนักงานสอบสวนให้พยานดูภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งเป็นภาพโพสต์จากเพจทะลุวัง คลิปถ่ายทอดสดและบันทึกถอดเทปกิจกรรมสำรวจความคิดเห็นของจำเลยกับพวก

    พยานดูโพสต์แล้วให้ความเห็นว่า ข้อความที่ปรากฏบนภาพพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความเกี่ยวกับงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ปี 2565 เป็นการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ใช้คำหยาบคาย ไม่แสดงความเคารพต่อสถาบันฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และเป็นความผิดตามมาตรา 112 รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คำที่หยาบคายคือคำว่า “โคตร”, “เสือก” คำที่ดูหมิ่นคือ “เสือกเนรคุณ” ข้อความยังที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเกลียดชังสถาบันกษัตริย์ว่านำเงินประชาชนไปใช้จ่ายส่วนพระองค์

    พยานเคยเขียนบทความอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า งบโครงการพระราชดำริ เป็นงบประมาณของหน่วยงานราชการ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ใช้ ไม่ควรนำมารวมเป็นงบประมาณของสถาบันกษัตริย์

    สำหรับอีกโพสต์ที่พนักงานสอบสวนนํามาให้ดู พยานเห็นว่า ข้อความเป็นการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ ภาพด้านหลังแม้เบลอ แต่สามารถดูออกว่าเป็นรัชกาลที่ 10 คําว่า “ปรสิต” เป็นคําดูหมิ่น ส่วนคําที่หยาบคายคือ “ตอแหล” มีการถามนําว่า “คุณต้องการจ่ายภาษีเลี้ยงราชวงศ์หรือไม่” ทําให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังพระมหากษัตริย์ เข้าใจผิดว่า สถาบันกษัตริย์ทรงใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไม่ถูกต้อง เป็นการดูหมิ่นสถาบันฯ และองค์พระมหากษัตริย์ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และเป็นความผิดตามมาตรา 112 รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เช่นกัน

    พนักงานสอบสวนยังถามความเห็นพยานเกี่ยวกับกิจกรรมทำโพลของจำเลยกับพวก พยานเห็นว่า การทําโพลต้องทําตามหลักวิชาการทางสถิติศาสตร์อย่างเคร่งครัด แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 34 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการไว้ แต่จะต้องไม่เป็นภัยความมั่นคง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ขัดต่อศีลธรรม แต่การทำโพลในคดีนี้ผิดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นภัยความมั่นคง และขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของไทย เนื่องจากเป็นการชักชวนให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่องต่อสถาบันกษัตริย์

    นอกจากนี้ การทำโพลในคดีนี้ยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ เนื่องจากไม่มีการระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน การตั้งคำถามชี้นำ และมีอคติ จากการใช้คำ “เนรคุณ”, “เลี้ยงทั้งโคตร” ตลอดจนไม่มีการสุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประชากร ทำให้ผลมีความเอนเอียง การวิเคราะห์ข้อมูลก็ทำโดยปราศจากหลักวิชาการ

    อานนท์เบิกความต่อไปว่า ที่พยานเห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวังเป็นความผิดตามมาตรา 112 ก็ไม่ใช่การพูดลอย ๆ แต่พยานอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 มาประกอบ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 การกระทำของจำเลยในคดีนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือเป็นการต่อต้านสถาบันกษัตริย์

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    พยานไปให้การในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมาย เนื่องจากมีความรู้เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่พยานไม่ได้จบกฎหมาย

    ทนายจำเลยถามว่า พยานมักใช้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์โต้เถียงและโจมตีแกนนำชุมนุม รวมถึงนักการเมืองที่เห็นต่างทางการเมืองหลายครั้งใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ขอตอบคำถามนี้

    พยานไม่เคยเข้าไปดูเพจทะลุวังเพื่อตรวจสอบว่าหลักฐานที่พนักงานสอบสวนนำมาให้พยานดูก่อนออกความเห็นนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะเชื่อถือข้อมูลของพนักงานสอบสวน

    ในปี 2561 มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำให้ปัจจุบันทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ และทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ที่เป็นสาธารณของแผ่นดิน ถูกจัดการตามพระราชอัธยาศัย

    นอกจากนี้ในช่วงดังกล่าวยังมีการออกพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพ กระทรวงกลาโหม ตลอดจนโอนย้ายตำรวจประจำราชสำนัก ไปเป็นหน่วยราชการในพระองค์ ซึ่งการบริหารงานเป็นไปตามพระราชอำนาจของกษัตริย์ ส่วนเงินเดือนได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเงินทรัพย์สินส่วนพระองค์

    ส่วนงบประมาณของราชการส่วนพระองค์จำนวน 8,000 กว่าล้านบาท ตามที่เพจทะลุวังโพสต์ เป็นงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2565 สำหรับหน่วยราชการในพระองค์ แต่เพจทะลุวังเขียนว่า เป็นงบที่ทรงใช้ส่วนพระองค์ อาจทำให้คนเข้าใจผิด

    พยานเห็นว่า คำถามในการทำโพลของจำเลยซึ่งมีคำว่า “เลี้ยงราชวงศ์” เป็นคำถามที่เป็นเท็จ เพราะปัจจุบันรัชกาลที่ 10 ไม่ทรงรับเงินปีที่รัฐบาลถวาย โดยทรงคืนกรมบัญชีกลางทั้งหมด จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ว่าภาษีของประชาชนนำไปเลี้ยงราชวงศ์

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77845)
  • ++อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ระบุ ข้อความตามฟ้องกล่าวหา – ใส่ร้ายพระมหากษัตริย์

    ทวี สุรฤทธิกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ได้ติตต่อพยานเข้าให้ความเห็นในฐานะพยานความเห็น โดยให้พยานดูภาพและข้อความที่ปรากฏในเพจทะลุวัง พยานให้ความเห็นว่า ข้อความพร้อมรูปภาพเป็นการกล่าวหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ทำให้กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสียหาย มีการปลุกระดมประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ส่วนคำว่า “เลี้ยงราชวงศ์” เป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    ตามคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน พยานตอบคำถามข้อสุดท้ายว่า ไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับนายประเวศมาก่อน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกข้อความดังกล่าวไว้ โดยไม่ทราบว่าประเวศหมายถึงใคร ก่อนอัยการจะถามติงว่า ข้อความเป็นการพิมพ์ผิดของพนักงานสอบสวน และไม่ได้ลบชื่อออก

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77845)
  • ++อาจารย์กฎหมายมหาชนให้ความเห็น ถ้อยคำที่เพจทะลุวังโพสต์ค่อนข้างหยาบคาย – ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์
    คมสัน โพธิ์คง อาจารย์สอนวิชากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยรังสิต เบิกความว่า พนักงานสอบสวนได้ติดต่อพยานเพื่อให้ความเห็นทางกฎหมายในหลายคดี รวมทั้งคดีนี้

    พยานเห็นว่า ภาพและข้อความที่โพสต์โดยเพจทะลุวังและมีบัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องแชร์ต่อนั้น เป็นถ้อยคำที่ค่อนข้างหยาบคายและดูหมิ่น เช่น เลี้ยงทั้งโคตรยังเสือกเนรคุณ ซึ่งภาพและข้อความที่โพสต์นั้นไม่เป็นความจริง อาจทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ส่วนข้อความที่พูดถึงงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ เท่าที่พยานทราบมานั้นก็ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

    ส่วนอีกโพสต์ของเพจทะลุวังที่บัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องแชร์ต่อเช่นกันนั้น พยานเห็นว่า เป็นข้อความและภาพที่ไม่ให้ความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งข้อความ เช่น ภาษีพวกกูจ่าย แต่ใครเป็นคนผลาญ เลี้ยงทั้งโคตร เสือกเนรคุณ ฯ เป็นการดูหมิ่น ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นถ้อยคำตำหนิติเตียนในทำนองหยาบคาย

    นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังได้ให้พยานดูภาพถ่ายการทำกิจกรรมของกลุ่มทะลุวัง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 ที่บริเวณแยกราชประสงค์ด้วย ประเด็นนี้พยานให้ความเห็นว่า ภาพถ่ายดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    ภาพถ่ายการทำกิจกรรมของกลุ่มทะลุวัง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยทั่วไป

    ข้อความที่ปรากฏในเพจทะลุวังเกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์จำนวน 95,461.35 ล้านบาทนั้น เป็นความจริงเพียงบางส่วน

    พยานทราบว่า มีการจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักพระราชวังจริง แต่มิใช่จำนวนเงิน 90,000 ล้านบาท พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่าในปี 2565 มีการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์เป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่แบ่งเป็น 3 ส่วน เท่าที่ทราบ ในส่วนที่จัดสรรให้พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นเงินรายปีนั้น พระองค์ทรงคืนมาทั้งหมด งบประมาณที่จัดสรรให้สำนักพระราชวังประมาณ 8,000 ล้านบาท เป็นส่วนที่ใช้กับเจ้าหน้าที่และข้าราชบริพารในพระองค์ ส่วนงบประมาณอื่น ๆ เป็นงบประมาณที่ส่วนราชการได้ตั้งขึ้นเพื่อนำไปใช้กับโครงการต่าง ๆ โดยที่พระองค์ท่านไม่ทราบ

    การวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณของพระมหากษัตริย์หากใช้ถ้อยคำหยาบคายถือเป็นการดูหมิ่น หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เป็นความจริงหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจะเป็นการหมิ่นประมาท หรือหากมีความประสงค์ร้ายก็จะเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้าย เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112

    มาตรา 112 ไม่ได้ระบุเรื่องข้อยกเว้นความผิดเอาไว้ ตามความเห็นของพยาน แม้จะเป็นการติชมด้วยความสุจริต และเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็เป็นความผิดตามมาตรา 112 การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถทำได้ เช่น การทูลเกล้าถวายฎีกา การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช้วิธีการตามที่ปรากฏในฟ้อง

    ภาพและข้อความที่โพสต์โดยเพจทะลุวัง เปิดเป็นสาธารณะ หากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ปรากฏตามฟ้องไม่แชร์ ภาพดังกล่าวก็ยังคงปรากฏอยู่ในระบบ
    .
    ในวันนี้ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดสืบพยานในวันที่ 28 และ 29 พ.ค. 2568 โดยวันที่ 28 เนื่องจากต้องทำรายงานและทบทวนเนื้อหาเตรียมสอบปลายภาค ส่วนวันที่ 29 จำเลยทำรายงานและติดการสอบทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย โดยโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลยกคำร้อง แต่อนุญาตให้ใบปอไม่ต้องมาฟังการพิจารณาและการสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ (4)

    ใบปอแถลงคัดค้านการสืบพยานลับหลังจำเลย โดยยืนยันว่าจำเลยประสงค์มาฟังการสืบพยานด้วยตนเอง

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77845 และ https://tlhr2014.com/archives/75682)
  • ก่อนสืบพยานทนายได้แถลงย้ำเจตนารมณ์ของใบปอว่า จำเลยคัดค้านการสืบพยานลับหลังจำเลย เนื่องจากประสงค์จะมาฟังการสืบพยานด้วยตนเอง ศาลได้บันทึกไว้ และเห็นว่าศาลได้อนุญาตให้สืบพยานลับหลังตามเหตุผลในนัดที่แล้ว

    ++พนักงานสอบสวนรับ DE ไม่ยืนยันใครเป็นเจ้าของเพจ ‘ทะลุวัง’ – บัญชีที่แชร์โพสต์ ทั้ง ‘ใบปอ’ ไม่ลงชื่อในภาพโพสต์ที่แชร์ เนื่องจากไม่ใช่เฟซบุ๊กของตน

    ร.ต.อ.สถา ด้วงเอียด ขณะเกิดเหตุเป็นรองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 บก.ปอท. เบิกความว่า พยานได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร พยานจึงจัดทำรายงานเหตุเบื้องต้นกรณีคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ เสนอผู้บังคับบัญชา จากนั้นพยานได้ร่วมสอบปากคำ ผศ.ดร.อานนท์, ผศ.ทวี, พ.ต.อ.ธนากร และ พ.ต.ท.นเรศร์

    หลังรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    ในรายงานเหตุเบื้องต้นกรณีคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ และคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนระบุว่า เหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจาก ปิยกุล วงษ์สิงห์ ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเพจทะลุวัง ไม่ได้ระบุให้ดำเนินคดีกับจำเลย แต่พยานจำไม่ได้ว่า ปิยกุลได้ร้องทุกข์เกี่ยวกับการทำกิจกรรมเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 หรือไม่

    ในทางสอบสวนไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของเพจทะลุวัง

    พยานเป็นผู้ให้บริษัท AIS ส่งข้อมูลมาเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของเพจทะลุวัง จากรายงานการตรวจสอบที่ AIS ตอบกลับมานั้น ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่จดทะเบียนเป็นชื่อ เนติพร ไม่ใช่ชื่อของจำเลย โดยพยานไม่เคยออกหมายเรียกเนติพรมาสอบสวน
    .
    พ.ต.ท.ศักย์ศรณ์ เจริญศิลป์ พนักงานสอบสวน บก.ปอท. เบิกความว่า พยานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนที่ทำสำนวนคดี

    เหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจาก ปิยกุล วงษ์สิงห์ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเพจทะลุวัง เนื่องจากมีการโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังมีการแชร์โพสต์ดังกล่าวด้วย ซึ่งพยานได้สอบคำให้การและรับมอบพยานหลักฐานไว้

    จากนั้นพยานได้ทำการตรวจสอบว่าใครคือแอดมินของเพจทะลุวัง ผู้ที่แชร์โพสต์คือใคร และจะสามารถยืนยันตัวตนของผู้โพสต์และผู้แชร์ได้หรือไม่

    วันที่ 31 มี.ค. 2565 พยานได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบการทำกิจกรรมที่แยกปทุมวันเพื่อนำมาพิจารณาประกอบกับเหตุออนไลน์ที่ได้รับแจ้ง

    พยานทำการตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยจากกรมสรรพากร และสอบถามไปยังกระทรวงดิจิตัลฯ เกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กและยูทูบของเพจทะลุวัง, จำเลยและเมนู ซึ่งกระทรวงดิจิตัลตอบกลับมาในลักษณะไม่ยืนยันแน่ชัด

    ผลการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่แชร์โพสต์จากเพจทะลุวังเพื่อพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้โดยเจ้าหน้าที่ ปอท. พบว่า มีรูป ชื่อเล่น และชื่อจริงตรงกันกับจำเลย อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวคือตัวจำเลยเอง

    จำเลยถูกจับกุมที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ให้การในรายละเอียด เมื่อสอบถามเกี่ยวกับเฟซบุ๊กก็ไม่ให้การ และลงชื่อแค่ในคำให้การแต่ไม่ได้ลงชื่อในเอกสารแนบท้าย

    คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลย เนื่องจากมีชื่อตรงตามทะเบียนราษฏร์ และไม่ได้ปฏิเสธว่าบัญชีเฟซบุ๊กนั้นไม่ใช่ของตน อีกทั้งผลการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดจากที่พักจำเลยก็พบการเข้าใช้เฟซบุ๊กบัญชีดังกล่าว

    ตอบทนายจำเลยถามค้าน

    พยานรับว่า สาเหตุที่จำเลยไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารแนบท้ายคำให้การชั้นสอบสวนเพราะเห็นว่าเฟซบุ๊กที่นำมากล่าวหาไม่ใช่ของจำเลย และกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ส่งเอกสารตอบกลับมาว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใครคือผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กที่พยานส่งให้ตรวจสอบ

    ปัจจุบันมีกรณีการปลอมเฟซบุ๊กอยู่เป็นจำนวนมาก โดยผู้ที่ปลอมมักจะใช้ชื่อ ภาพถ่าย และใบหน้าของผู้เสียหายมาตั้งเป็นชื่อและรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊ก

    จากการสอบสวนไม่สามารถระบุได้ว่า ใครคือเจ้าของเพจทะลุวัง

    พนักงานสอบสวนได้ส่งหนังสือไปยัง บริษัท AIS ให้ทำการตรวจสอบ IP Address เพื่อค้นหาตำแหน่งของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหา ผลการตรวจสอบปรากฏชื่อ เนติพร ไม่มีชื่อจำเลย แต่พยานไม่เคยเรียกเนติพรมาสอบสวน
    .
    การสืบพยานในคดีนี้ ฝ่ายจำเลยได้พยายามยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารจากหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กระทรวงพาณิชย์ และสำนักพระราชวัง ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับการประชุมและรายงานงบประมาณสถาบันกษัตริย์ เพื่อใช้ประกอบในการต่อสู้คดีถึง 6 ครั้ง ล่าสุดคือหลังการสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นในวันนี้ แต่ศาลอาญามีคำสั่งไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารให้ทุกครั้ง

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77845 และ https://tlhr2014.com/archives/75682)
  • ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความรวม 2 ปาก ได้แก่ ใบปอ จำเลย ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน และพยานผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ โดยใบปอยืนยันว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวัง และไม่ได้แชร์โพสต์ตามฟ้อง ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ให้ความเห็นว่า ผลการตรวจคอมพิวเตอร์ของกลางและตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนหลักฐานที่ผู้กล่าวหาใช้แจ้งความมีการตัดต่อ และเมื่อตรวจสอบลิงก์ตามฟ้องแล้วไม่พบการแชร์โพสต์ตามที่ถูกกล่าวหา

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77845)
  • ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 911 เวลา 09.00 น. มีประชาชน องค์กรสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนให้ความสนใจร่วมเข้าฟังการพิจารณา รวมไปถึงเพื่อนและครอบครัวของจำเลยที่มาร่วมให้กำลังใจจนเต็มห้องพิจารณา

    ศาลได้ออกนั่งพิจารณาเวลาประมาณ 10.00 น. โดยหนึ่งในคณะผู้พิพากษาได้แจ้งกับจำเลยว่าสามารถนั่งฟังคำพิพากษาได้ ไม่จำเป็นต้องยืน และได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า คดีนี้สามารถอุทธรณ์ต่อไปได้เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด จากนั้นศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษา

    โดยสรุป เห็นว่า ในคดีนี้ พยานโจทก์ล้วนเบิกความไปในทำนองเดียวกันว่าโพสต์ทั้ง 2 โพสต์ มีเนื้อหาหยายคาย เป็นการดูหมิ่น เกลียดชัง อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    ในส่วนของพยานหลักฐาน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้โพสต์ต้นทางนั้นจะไม่สามารถเปิดได้ แต่เมื่อใช้เครือข่าย VPN ซึ่งเป็นการเข้าระบบอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายต่างประเทศ พบว่า URL ดังกล่าวยังสามารถเปิดแล้วเห็นโพสต์ดังกล่าวได้ แม้จะไม่เห็นโพสต์ที่ถูกแชร์ตามฟ้อง แต่จำเลยก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าโพสต์ที่แชร์ดังกล่าวถูกลบไปจริงหรือไม่ คำเบิกความของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก

    แม้จำเลยจะทราบว่ามีบัญชีเฟซบุ๊กอื่นที่ใช้รูปและชื่อของตนเอง แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย ซึ่งโดยปกติวิญญูชนเมื่อทราบว่ามีผู้ใดใช้ชื่อหรือรูปของตนเองในการแอบอ้าง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย และในชั้นสอบสวนจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่ใช่ของตนเอง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความน่าเชื่อถือ

    ศาลพิจารณาข้อความตามฟ้อง เห็นว่าเป็นการกล่าวถึงพระบรมวงศานุวงศ์ รัชกาลที่ 10 และสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจและการนำเงินภาษีประชาชนไปใช้ และแม้ภาพในโพสต์จะมีการปกปิดใบหน้าบางส่วน แต่ก็ดูออกได้ว่าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์

    ภาพและข้อความที่จำเลยแชร์นั้นมีเนื้อหาลักษณะเสียดสี ประชดประชัน สร้างความเสียหายต่อพระเกียรติของรัชกาลที่ 10 และพระราชินีอย่างร้ายแรง อันเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

    โพสต์ดังกล่าวยังมีการเผยแพร่สู่สาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ได้จำนวนมาก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง

    พิพาษาว่า จำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรค 1 (5) ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสูงสุด จำคุกกระทงละ 3 ปี 2 กระทง รวมจำคุก 6 ปี

    เนื่องจากจำเลยให้ข้อเท็จจริงในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และปรากฏจากแถลงการณ์ปิดคดีว่า จำเลยยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และได้ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ กับบริจาคอวัยวะ เช่น ดวงตาแก่ผู้อื่น เป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น เห็นควรลงโทษสถานเบาสุด และกรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา

    หลังอ่านคำพิพากษา ใบปอได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลควบคุมตัวไปยังห้องขังใต้ถุนศาล ส่วนทนายความได้ยื่นขอประกันตัวจำเลยในชั้นอุทธรณ์

    ต่อมา เวลา 16.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันระหว่างอุทธรณ์ ให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใด โดยหลักทรัพย์ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ จากนั้นใบปอได้เดินทางออกไปพบกับประชาชนบริเวณศาลอาญาที่มาร่วมให้กำลังใจ และเดินทางกลับบ้าน

    ทั้งนี้ ใบปอถูกดำเนินคดีจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จำนวน 7 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยคดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

    (อ้างอิง: https://tlhr2014.com/archives/77893)

ชั้นสอบสวน

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ใบปอ (นามสมมติ)

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สุพิชฌาย์ ชัยลอม

การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ใบปอ (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
ลงโทษ
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต
พิพากษาวันที่ : 29-08-2025
ผู้ถูกดำเนินคดี :
สุพิชฌาย์ ชัยลอม

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

ศาลอุทธรณ์

ผู้ถูกดำเนินคดี :
ใบปอ (นามสมมติ)

ผลการพิพากษา
-
การอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
อนุญาต

แหล่งที่มา : กรณีที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามสัมภาษณ์